[นิยายแปล] Kusuriya no Hitorigoto คำรำพึงจากร้านยา ตอนที่ 14 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Kusuriya no Hitorigoto คำรำพึงจากร้านยา

Ch.14 - เฝ้าไข้


 

พลานามัยพระสนมริฟาย่ำแย่ยิ่งกว่าที่คิดไว้
นางเปลี่ยนจากข้าวต้มธัญพืชเป็นน้ำข้าวข้นๆ หากพระสนมไม่มีแรงแม้แต่กระทั่งจะดูดกลืนจากช้อน นางต้องบีบปากให้เปิดออกแล้วค่อยๆ เทให้ล่วงลงลำคอ

ปัญหาใหญ่ที่สุดคือพระสนมไม่รับอาหารใดๆ
เหมาเหมามีแต่ต้องป้อนอาหารให้นางอย่างดื้อด้านอดทน
 
เมื่อเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท กลิ่นหอมเข้มข้นชวนสำลักก็ค่อยแผ่วจาง หากกลิ่นอับๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของผู้ป่วยกลับส่งกลิ่นขึ้นมาแทน
คงจะเผาเครื่องหอมเพื่อกลบกลิ่นตัวกระมัง ดูเหมือนพระนางจะไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน ยิ่งทำให้ความโกรธเกรี้ยวที่มีต่อเหล่านางกำนัลโง่เขลาเพิ่มพูน
 
ดูเหมือนนางกำนัลที่ถูกเหมาเหมาลงโทษจะถูกคุมขังจากข้อหาซุกซ่อนปิดบังแป้งผัดหน้าที่ซื้อมา หากขันทีผู้ปฎิบัติหน้าล้มเหลวไม่อาจริบแป้งผัดหน้ากลับมาได้ครบถ้วนถูกลงทัณฑ์ถึงขั้นลงแส้โบยตี โทษทัณฑ์ที่ได้รับจะสาหัสแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับชาติกำเนิดเช่นกัน
 
หัวหน้าขันทีผู้รับผิดชอบถูกเหมาเหมาถลึงตาจ้องอย่างเหยียดหยามปรามาสว่า "เจ้าคนไร้ความสามารถ" หากนางก็ยังรู้สึกว่าถ้อยคำของตนไม่ได้มีน้ำหนักอันใดนัก

นางใช้ให้คนเตรียมถังน้ำอาบและผ้า เรียกนางกำนัลส่วนหนึ่งมาช่วยกันเช็ดตัว แม้เหล่านางกำนัลจะแสดงท่าทีขัดขืน หากเมื่อขมึงตาจ้องก็พากันทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย
 
ผิวแห้งเหือด หยาดน้ำเกาะตามตัว ริมฝีปากแห้งแตกเป็นริ้ว นางใช้น้ำผึ้งทาลงบนริมฝีปากแทนชาด รวบเส้นผมไว้อย่างง่ายๆ  

จากนั้นก็ป้อนน้ำชาเท่าที่จะทำได้ บางครั้งนางก็น้ำแกงตุ๋นมาทำให้เจือจางป้อนลงไป
ปัสสาวะค่อยเพิ่มจำนวนครั้งมากขึ้น
 
เมื่อแรกนางคิดว่าพระสนมริฟาจะแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อคนแปลกหน้าที่ความเป็นมาไม่ชัดเจนเช่นตน หากพระสนมกลับรับการปรนนิบัติแต่โดยดีราวกับตุ๊กตา แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในดวงตากลวงเปล่านั้นรับรู้ว่าใครเป็นใครหรือไม่

เมื่อปริมาณน้ำข้าวที่รับได้ต่อครั้งเพิ่มจากครึ่งถ้วยเป็นหนึ่งถ้วย นางก็เริ่มเพิ่มปริมาณเม็ดข้าวในน้ำทีละน้อย เมื่อสามารถกลืนได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องคอยประคองคาง นางก็เพิ่มน้ำแกงเนื้อตุ๋นและผลไม้ฝนละเอียดเข้าไป

เมื่อพอจะทำธุระเบาได้โดยไม่ต้องมีใครช่วย ริมฝีปากของพระสนมริฟาก็ขยับ

"...ใด....ไม่ปล่อย..."

เหมาเหมาเข้าไปยืนชิดพระสนมริฟาเพื่อรับฟังถ้อยคำขาดห้วง

"เหตุใด จึงไม่ปล่อยให้เราตายไปเช่นนั้น"

เสียงริบหรี่ราวกับจะเลือนหาย

นางขมวดคิ้ว  
 
"ถ้าเช่นนั้น ปฎิเสธไม่รับอาหารเสียก็ได้นี่เพคะ หากยังรับประทานข้าวต้ม ก็แปลว่าไม่ปรารถนาความตายไม่ใช่หรือเพคะ"

นางว่าพลางยกชาอุ่นๆ จ่อปากพระสนมริฟา

เสียงกลืนลงคอดังอึก ตามมาด้วย

"เช่นนั้นหรือ..."

รอยยิ้มแหบโหยผุดขึ้นมา
 

 

ปฏิกริยาที่พวกนางกำนัลแสดงต่อเหมาเหมาแบ่งออกเป็นสองฝ่ายด้วยกัน
ฝ่ายหนึ่งหวาดกลัวเหมาเหมา ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งแม้จะหวาดกลัว หากก็ต่อต้านไปพร้อมกัน

(ทำแรงไปหรือไงนะ)
 
ดูเหมือนเมื่ออารมณ์แล่นผ่านจุดเดือด นางจะแสดงออกอย่างรุนแรงเกินไปบ้าง นับว่าเป็นนิสัยเสียโดยแท้

สำหรับเหมาเหมาผู้หน้าตาไม่รับแขก หากรักษาท่าทีเอื้อเฟื้ออยู่เสมอ เมื่อถูกตีตัวออกห่าง ถูกมองด้วยสายตาราวกับเห็นยักษีภูตพราย ถึงกับสร้างความเจ็บปวดให้นางอยู่บ้าง

หากในครั้งนี้ เพื่อรักษาพยาบาลพระสนมริฟาแล้วจึงมิอาจหลีกเลี่ยง
 
ส่วนจินชิผู้ส่องประกายเจิดจ้าก็ยังปรากฎตัวขึ้นเป็นครั้งคราว แต่ละครั้งก็จะอ้างว่าเพื่อพระจักรพรรดิ เพื่อชีวิตของพระสนมริฟา ออกคำสั่งให้สร้างโรงอาบน้ำเป็นการต่อเติมตำหนักแก้วผลึก เพิ่มห้องอบไอน้ำจากห้องอาบน้ำร้อนที่มีอยู่แต่เดิม
 
หากไม่มีธุระอันใดก็อย่าได้มา เหมาเหมาเข้าใจว่าตนได้สื่อสารอย่างอ้อมค้อมไปยังอีกฝ่ายแล้ว หากเมื่อสบโอกาส จินชิก็ยังโผล่หน้ามายิ้มแย้มให้เหมาเหมาผู้ถูกปฎิบัติราวกับเป็นภูตผีอยู่ร่ำไป

ช่างเป็นขันทีผู้ว่างวายอะไรปานนั้น

นางนึกอยากให้เขาเอาอย่างเกาชุนผู้มีขนมติดมือมาฝากทุกครั้งบ้าง
บุรุษผู้รู้ใจเช่นนั้นคงเป็นสามีที่ดีได้เป็นแน่ ถึงจะเป็นขันทีก็เถิดนะ
 


ทานอาหารที่มีเส้นใย ดื่มน้ำ ขับเหงื่อ ขับของเสีย

เมื่อเวลาสองเดือนที่ขบคิดแต่เพียงการขับพิษออกจากร่างกายผ่านไป พระสนมริฟาก็แข็งแรงพอจะออกเดินเล่นได้ด้วยตนเอง
นางล้มป่วยตรมตรอมโดยมากจากอาการทางใจอยู่แล้ว หากไม่รับพิษใหม่ ก็ไม่มีปัญหาอันใด
ยังต้องใช้เวลาอีกมากกว่าจะสร้างเรือนร่างให้อิ่มเอิบดั่งเดิม  หากแก้มเริ่มปรากฎสีสัน คงไม่กลับไปวนเวียนที่ฟากฝั่งมรณะอีก
 
คืนก่อนจะกลับไปยังตำหนักหยกเขียว เหมาเหมาไปทำความเคารพพระสนมริฟา

เมื่อพระสนมกลับมามีสติแจ่มชัด นางคาดว่าตนคงถูกบริภาษว่าเป็นคนชั้นต่ำ หากมิใช่เช่นนั้น
พระนางมีความเคารพในตนเอง หากมิได้หยิ่งทะนง ด้วยเหตุจากองค์รัชทายาททำให้เหมาเหมาวาดภาพว่านางคงเป็นคุณหนูผู้ร้ายกาจ หากความจริงแล้วดูจะเป็นผู้มีบุคลิกควรค่าแก่พระสนมตำแหน่งเฟย

"ถ้าเช่นนั้น หม่อมฉันคงต้องขออำลาไปก่อน"  

นางถ่ายทอดแนวทางอาหารเพื่อการเยียวยาและข้อควรระวังอีกสองสามข้อแล้ว จึงขอตัวออกจากห้อง หากว่า

"นี่ ข้าจะให้กำเนิดบุตรไม่ได้อีกแล้วหรือ"

เป็นเสียงที่ปราศจากน้ำเสียงใดๆ

"หม่อมฉันมิทราบ เห็นทีจะต้องทดลองดูเพคะ"
"ทั้งที่ฮ่องเต้ไม่โปรดปรานข้าแล้วน่ะหรือ"

ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจสิ่งที่นางต้องการพูดเสียเลยทีเดียว
เดิมทีที่นางตั้งครรภ์รัชทายาท เนื่องเพราะเข้าถวายการปรนนิบัติโดยรับช่วงต่อจากพระสนมคนโปรดเกียคุโย
ที่องค์หญิงและองค์รัชทายาทคลอดตามหลังกันสามเดือน เป็นการบ่งชี้ข้อเท็จจริงนั้นอยู่แล้ว

"ที่หม่อมฉันมาอยู่ที่นี่ก็ด้วยพระราชดำรัสของเหนือหัว เมื่อกลับไป องค์จักรพรรดิก็คงเสด็จมาเยือนท่านริฟาอีกครั้งเป็นแน่"

จะด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือด้วยสิเน่หาล้วนไม่สลักสำคัญ
สิ่งที่สมควรกระทำกลับไม่ผิดแผกแตกต่าง

"สตรีที่ไม่รับฟังคำของพระสนมเกียคุโย ปล่อยให้บุตรตนเองถึงแก่ความตาย จะเอาชนะนางได้หรือ"
"หม่อมฉันคิดว่าชนะได้หรือไม่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ และสิ่งที่เคยผิดพลาดไป ก็อาจเรียนรู้กันได้"

เหมาเหมาหยิบเอาดอกไม้ที่เสียบประดับผนังอยู่ขึ้นมาดอกหนึ่ง เป็นดอกเจี๋ยเกิง (ดอกบอลลูน) ที่เบ่งบานเป็นรูปดาว

"โลกนี้มีบุปผางามมากมาย หากหม่อมฉันคิดว่าไม่ว่าใครก็ไม่อาจตัดสินว่าดอกโบตั๋นหรือดอกชางผู (ดอกไอริส) งามไปกว่ากัน"
"ข้าไม่มีนัยน์ตาหยกเขียวหรือเส้นผมสีอ่อนดังเช่นหญิงตะวันตกหรอกนะ"
"หากมีสิ่งอื่น ก็ไม่น่าเป็นปัญหาอันใดเพคะ"  

สายตาของเหมาเหมาย้ายจากใบหน้าพระสนมริฟาลงต่ำ
ว่ากันว่าตามปรกติส่วนนั้นเป็นส่วนที่จะหดหายไปก่อน หากผลแตงทั้งสองก็ยังอวบอิ่มสมบูรณ์ดี

"ไม่ว่าจะเป็นขนาด ความเต่งตึง รูปร่าง น่าจะเป็นสมบัติล้ำค่ายิ่ง"

เหมาเหมาผู้เห็นจนเจนตามาจากหอนางโลมเป็นคนพูดเอง ย่อมไม่ผิดอย่างแน่นอน ทุกครั้งที่เช็ดตัวนางถึงกับจ้องมองจนเคลิบเคลิ้ม เพียงแต่นี่เป็นความลับ
ด้วยความเป็นผู้รับใช้พระสนมริฟา จึงไม่อาจให้การสนับสนุนออกนอกหน้านัก หากนางตัดสินใจมอบของที่ระลึกชิ้นสุดท้ายไว้ก่อนจากไป

"ขอยืมหูซักเล็กน้อยนะเพคะ"  
 
นางลดเสียงลงกระซิบกระซาบบอกเล่าเรื่องราวหนึ่งให้พระสนมริฟา
เป็นวิชาลับที่เหล่าพี่สาวน้อยในหอเริงรมย์กล่าวไว้ว่า "จดจำไว้ไม่เสียหาย"

เป็นที่ร่ำลือในหมู่นางกำนัลไปอีกระยะว่าพระสนมริฟาที่หน้าแดงฉานราวกับลูกผิงกั่ว (แอปเปิล) ได้รับฟังเรื่องราวอันใดกัน
 


หลังจากนั้น จำนวนครั้งที่ฮ่องเต้เสด็จมาเยือนตำหนักหยกเขียวก็ลดลงฮวบฮาบไปชั่วระยะหนึ่ง

"เฮ้อ เท่านี้ค่อยได้นอนหลับเต็มอิ่มกับเขาบ้างเสียที"

เหมาเหมาสอดส่ายสายตาล่อกแล่กกับถ้อยคำแฝงแววประชดของพระสนมเกียคุโย หากนี่เป็นอีกเรื่องราวหนึ่ง




NEKOPOST.NET