[นิยายแปล] Kusuriya no Hitorigoto คำรำพึงจากร้านยา ตอนที่ 12 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Kusuriya no Hitorigoto คำรำพึงจากร้านยา

Ch.12 - คดีปริศนาวิญญาณ ตอนสาม



อาการละเมอเดินนั้น เป็นอาการป่วยที่ยากแก่ความเข้าใจ
ทั้งที่อยู่ในห้วงนิทรา แต่กลับเคลื่อนไหวคล้ายยามตื่น
หากจะถามว่าสาเหตุมาจากสิ่งใด ก็เป็นความแตกร้าวทางใจ  จะต้มยาสมุนไพรให้กินสักเท่าใดก็ไร้ผล

หญิงคณิกานางหนึ่งล้มป่วยด้วยโรคนั้น
นางเป็นหญิงผู้ร่าเริงแจ่มใส เชี่ยวชาญการขับร้อง จนมีผู้ยื่นข้อเสนอขอรับตัวไปอุปถัมภ์
 
ทว่าข้อเสนอนั้นก็เป็นอันถูกยกเลิกไป
นั่นเพราะนางเริ่มออกเดินเร่ร่อนไปทั่วหอนางโลมทุกค่ำคืนราวกับถูกวิญญาณสิงร่างกระนั้น
เมื่อแม่เล้าพยายามจะเข้าห้ามนางคณิกาที่ออกเดินวนเวียน ก็ถูกเล็บจิกถากเนื้อสดๆ ออกมา

วันรุ่งขึ้น เมื่อหญิงคณิกานางอื่นๆ มามุงดูพฤติกรรมแปลกประหลาด นางก็ตอบด้วยเสียงแจ่มใสเช่นนี้

"อ้าว ทุกคน มีอะไรกันหรือ"

ที่ฝ่าเท้าของนางผู้ปราศจากความทรงจำ แปดเปื้อนไปด้วยโคลนและรอยแผลถลอก


○●○

"แล้วเป็นเช่นไรต่อไป"

ในห้องรับแขก นอกจากจินชิ เหมาเหมา และเกาชุนแล้ว ยังมีพระสนมเกียคุโยนั่งอยู่ด้วย ส่วนพระธิดานั้นฝากไว้กับหงเหนียน

"มิมีอันใด เมื่อข้อเสนออุปถัมภ์ถูกยกเลิก การละเมอเดินก็หายไปด้วยเจ้าค่ะ"

เหมาเหมาพูดโดยไม่อิดเอื้อน

 
"แปลว่านางรังเกียจการอุปถัมภ์เช่นนั้นหรือ"
"เกรงว่าจะเป็นเช่นนั้น อีกฝ่ายเป็นเจ้าของร้านใหญ่โต หากไม่เพียงแต่มีลูกเมียแล้ว ยังมีกระทั่งหลาน อีกทั้งนางทำงานรับใช้อีกเพียงปีเดียว ก็จะไถ่ถอนตัวเองออกมาได้เจ้าค่ะ"
 
หากถูกบุรุษผู้ไม่เป็นที่พึงใจรับอุปถัมภ์ มิสู้อดทนทำงานรับใช้ไปอีกปีหนึ่งเสียยังดีกว่า สุดท้ายแล้วนางคณิกาผู้นั้นจึงสามารถไถ่ถอนตนเองออกมาได้โดยไม่มีข้อเสนอการไถ่ตัวครั้งใหม่เข้ามา

"นางมักออกละเมอเดินหลังมีเหตุการณ์ที่ทำให้อารมณ์พลุ่งพล่าน ข้าจึงผสมเครื่องหอมและยาที่ช่วยให้อารมณ์สงบ แต่ก็เพียงการประคับประคองทางใจเท่านั้น"

เหมาเหมาเป็นผู้ผสมตัวยาแทนบิดาเอง
 
"หืม..."

จินชิเอามือเท้าคางอย่างไม่สบอารมณ์

"จบเพียงเท่านี้จริงน่ะหรือ"

เหมาเหมาอดทนไม่ให้ตัวเองผุดสีหน้าหยาบหยามต่อสายตาเกาะแกะ
ข้างกันเป็นเกาชุนที่ส่งกำลังใจให้โดยปราศจากคำพูด

"ถ้าเช่นนั้น ข้าต้องขอตัวกลับไปทำงานแล้วเจ้าค่ะ"

นางทำความเคารพก่อนออกจากห้องไป
 

 

ย้อนเวลากลับไปเล็กน้อย

วันถัดมาหลังพบเห็นวิญญาณ เหมาเหมามุ่งหน้าไปหาเสี่ยวหลาน หญิงรับใช้ช่างจำนรรจาแห่งฝั่งตะวันออก
เมื่อเสี่ยวหลานพบเหมาเหมาครั้งใด ก็มักจะซักถามถึงเรื่องราวของพระสนมเกียคุโยอย่างถึงรากถึงโคน นางจึงเล่าข่าวคราวเล็กน้อยไม่เป็นพิษภัยเป็นการแลกเปลี่ยนกับการสอบถามเรื่องคดีปริศนาวิญญาณ

วิญญาณเริ่มปรากฎกายขึ้นเมื่อประมาณครึ่งเดือนก่อน ดูเหมือนช่วงแรกจะถูกพบเห็นทางฝั่งทิศเหนือ
จากนั้นมานางก็ถูกพบเห็นที่ทางฝั่งตะวันออกเป็นประจำทุกค่ำคืน

พวกทหารเฝ้ายามพากันหวาดเกรงเรื่องผีสาง จึงไม่กล้าลงมือทำอันใด
พวกทหารเฝ้ายามช่างไร้ประโยชน์กันเสียจริง
ในจุดนี้เมื่อยังไม่มีความเสียหาย  จึงดูเหมือนไม่มีผู้ใดคิดจะลงมือจัดการให้เป็นเรื่องเป็นราวอีกเช่นกัน

นางมุ่งหน้าไปหาหมอกำมะลอเป็นรายต่อไป
ในสมัยที่ยังไม่มีคำว่าการรักษาข้อมูลส่วนตัว บุรุษผู้ไม่มีกิจธุระในการรักษาความลับเล่าเรื่องที่นางไม่ได้ถามออกมาจนหมดสิ้น
 
ช่วงหลังมานี้ องค์หญิงฟุโยดูไม่สบายนัก

 นางมีศักดิ์เป็นถึงองค์หญิง แม้จะเป็นองค์หญิงของประเทศราชเล็กจ้อยเป็นอันดับสามที่เพียงถอนหายใจก็คล้ายจะปลิวกระเด็น หากก็ไม่อาจขึ้นเป็นพระสนมเอก

มีเรือนอยู่ในฝั่งเหนือ เชี่ยวชาญการฟ้อนรำ หากนิสัยช่างตื่นขลาดกลัว ครั้นยามออกแสดงต่อหน้าฮ่องเต้ก็กลับทำพลาด

ยกเว้นการระบำเสียอย่างแล้ว รูปโฉมก็มิได้โดดเด่นนัก เข้าวังมาสองปี ยังไม่มีโอกาสได้ถวายการปรนนิบัติ

ในครั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการตกรางวัลก็คือขุนศึกผู้เป็นสหายสมัยเด็กของนางนั่นเอง นับว่าถือเป็นโชคดีมีสุข

(เช่นนี้นี่เอง)

อะไรบางอย่างเริ่มก่อตัวกันเป็นรูปร่างในศีรษะเหมาเหมา
หากจะเอื้อนเอ่ยสิ่งนั้นที่เป็นเพียงการคาดเดาของตนออกไปกลับไม่เหมาะสมเท่าใดนัก

(บิดามักกล่าวว่าอย่าพูดอะไรส่งเดชจากการคาดเดานี่นะ)

นางจึงตกลงใจไม่พูดออกไป


○●○

องค์หญิงผิวขาวผ่องผู้สงบเสงี่ยมเดินผ่านบานทวารกลางออกไปด้วยแก้มแดงระเรื่อ
แม้รูปโฉมจะไม่เฉิดฉันโดดเด่น หากทุกคนก็ถอนหายใจกับแก้มเปล่งปลั่งชวนให้รู้สึกถึงความสุขของนาง

หากจะถูกประทานเป็นรางวัลแก่ผู้ใด ก็ขอให้เป็นเช่นนี้

ทิวทัศน์เช่นนั้นทอดตัวกว้างไกล


○●○

"เล่าให้ข้าฟังบ้างน่าจะได้ไม่ใช่หรือ"

พระสนมเกียคุโยผุดรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ แม้จะเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดบุตร หากอายุของนางยังไม่ถึงยี่สิบ ในยามนี้พลันผุดรอยยิ้มซุกซนของเด็กสาวจอมแก่น

เหมาเหมาครุ่นคิดชั่วขณะ

"จะอย่างไรก็เป็นเพียงการคาดคะเน ไม่ทราบจะทำให้ขุ่นเคืองหรือไม่เจ้าคะ"
"ข้าถามเอง ไม่โกรธหรอกจ้ะ"

(อืม...)
 
"หากไม่ประสงค์จะแพร่งพราย"
"ข้าปากหนักนะ"  

เหมาเหมาเล่าเรื่องผู้ป่วยโรคละเมอเดินในหอนางโลม
เป็นผู้ป่วยอีกนางหนึ่ง คนละคนกับที่เล่าต่อหน้าพวกจินชิไปในวันก่อน

เช่นเดียวกับนางคณิกาคนก่อน นางป่วยด้วยอาการเช่นนี้เมื่อมีเรื่องขอรับอุปถัมภ์เข้ามา จากนั้นข้อตกลงจึงเป็นอันยกเลิกไป
 
หากว่า หลังจากนั้น โรคละเมอเดินก็ยังไม่หายขาด การให้ยาลักษณะเดียวกับครั้งก่อนก็ไม่ปรากฎว่าส่งผลใดๆ
ในยามนั้น ข้อเสนออุปถัมภ์ครั้งใหม่ถูกหยิบยื่นมาให้นาง เจ้าของหอเกรงอกเกรงใจไม่กล้าปล่อยให้นางผู้มีโรคละเมอเดินได้รับการไถ่ถอนออกไป หากผู้ยื่นข้อเสนอยังยืนกรานเช่นเดิม เจ้าของหอจึงจำยอมทำสัญญาไถ่ถอนตัวนางออกไปด้วยราคาเพียงครึ่งหนึ่ง

"ข้ามารู้เอาเมื่อครึ่งหลัง ที่แท้นี่คือการสมคบคิดหลอกลวง"
"หลอกลวง?"

บุรุษผู้ยื่นข้อเสนอขอไถ่ตัวนางคนแรก และบุรุษผู้เสนอขอไถ่ตัวนางเป็นคนที่สองล้วนเป็นคนรู้จัก  เมื่อรู้ว่านางแสร้งล้มป่วยจึงจงใจยกเลิกสัญญา ปล่อยให้บุรุษผู้เป็นตัวจริงไถ่ถอนตัวนางออกไปในราคาเพียงครึ่งเดียว

"นางคณิกาผู้นั้นยังมีจำนวนปีต้องชดใช้เหลืออยู่ บุรุษผู้นั้นไม่มีเงินพอจะไถ่ถอนตัวนาง"
"จะบอกว่า พวกนางโลมเหล่านั้นและองค์หญิงฟุโยล้วนเป็นเช่นเดียวกันงั้นหรือ"  
 
ขุนพลผู้เป็นเพื่อนในวัยเด็กของนาง ไม่อยู่ในฐานะที่จะไปขอองค์หญิงของประเทศหนึ่งแต่งงานได้ แม้จะเป็นเพียงประเทศราช
เขาตั้งใจจะสร้างเกียรติประวัติ หวังว่าวันหนึ่งจะไต่เต้าขึ้นไปรับองค์หญิงของตน

หากองค์หญิงกลับกลายเป็นเครื่องบรรณาการถูกส่งตัวเข้าวังหลัง องค์หญิงผู้คะนึงหาขุนผลแสร้งทำพลาดในการเริงระบำที่ตนเชี่ยวชาญ จงใจไม่ดึงดูดความสนใจจากฮ่องเต้
ระยะเวลาสองปีล่วงไปโดยไม่ต้องถวายการปรนนิบัติ กายนางยังคงบริสุทธิ์ดั่งเดิม
 
เมื่อสร้างความดีความชอบ ในผลงานครั้งต่อไป องค์หญิงฟุโยจะถูกประทานมาเป็นรางวัล องค์หญิงก็เริ่มแสดงพฤติกรรมประหลาด
เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ฮ่องเต้เกิดนึกเสียดายองค์หญิงฟุโย เพื่อไม่ให้เรียกหานางขึ้นมา

หากต้องถวายการปรนนิบัติเสียแล้ว การถูกประทานให้ผู้อื่นก็จำต้องเลื่อนออกไป หนำซ้ำ สำหรับองค์หญิงฟุโยผู้ถือความบริสุทธิ์ยิ่งชีพ เมื่อผ่านค่ำคืนเช่นนั้นไป นางคงมิอาจสู้หน้าสหายสมัยเด็กของตนได้อีก

ส่วนที่เริงระบำอยู่ทางประตูตะวันออก คงเป็นการภาวนาแก่สหายสมัยเด็กผู้กำลังจะกลับมา ภาวนาขอให้เขาอย่าได้บาดเจ็บไป
 
"จะอย่างไรก็เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้นเพคะ"
"จะว่าอย่างไรดี สำหรับฮ่องเต้แล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย ข้าไม่อาจพูดอะไรได้จริงๆ"
 
พระสนมแสดงสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย
นางไม่อาจเอ่ยได้เต็มปากว่าฮ่องเต้ผู้หลงใหลในสตรีงามจะไม่เกิดสนใจในตัวองค์หญิงที่ขุนพลของตนใฝ่หาถึงเพียงนั้น

"หากพูดว่าอิจฉาพระสนมฟุโย ข้าจะกลายเป็นหญิงร้ายกาจไปหรือเปล่านะ"
"คิดว่าไม่ใช่เช่นนั้นหรอกเจ้าค่ะ"

เหตุผลเป็นอันสอดคล้องกันดี แต่นางไม่คิดจะบอกเล่าให้จินชิรับฟัง
นั่นเพราะเป็นเช่นนั้นย่อมมีความสุขมากกว่า

นางหวังจะให้รอยยิ้มบริสุทธ์นุ่มนวลเช่นนั้นคงอยู่ต่อไป

ดูคล้ายปัญหาทุกประการได้รับการคลี่คลายเสร็จสิ้นแล้ว หากว่า...
 

 

ความจริงแล้วยังมีปริศนาเหลืออีกประการหนึ่ง

"ขึ้นไปได้อย่างไรกันนะ"

เหมาเหมาเงยหน้ามองกำแพงที่มีความสูงกว่าตนถึงสี่เท่าแล้วเอียงคอด้วยความฉงน
 




NEKOPOST.NET