[นิยายแปล] Kusuriya no Hitorigoto คำรำพึงจากร้านยา ตอนที่ 11 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Kusuriya no Hitorigoto คำรำพึงจากร้านยา

Ch.11 - คดีปริศนาวิญญาณ ตอนสอง



"เรื่องนั้นข้าหาทราบไม่"

ไม่เป็นการเหยียดหยามตนเอง ทั้งยังไม่อวดอ้างเกินตัว นั่นคือคำตอบของเหมาเหมา

นางทราบว่าอาการเป็นเช่นไร และยังเคยพบเห็นผู้ป่วยมาก่อน
ผลลัพธ์นั้นทำให้นางตอบได้เช่นนี้

"ไม่ใช่โรคภัยที่จะรักษาได้ด้วยด้วยยาเจ้าค่ะ"

เป็นโรคทางใจ
 
ในยามที่หญิงในหอนางโลมป่วยด้วยอาการเช่นนี้ ท่านพ่อก็มิเคยออกใบสั่งยาอันใด
นั่นเพราะไม่ใช่สิ่งที่จะรักษาได้ด้วยยานั่นเอง

"เช่นนั้นถ้าไม่ใช่ยาแล้ว"

จะรักษาด้วยอันใดได้บ้าง นี่เป็นคำถามใหม่

"สิ่งที่ข้าเชี่ยวชาญ มีเพียงแต่ยา"

นางตั้งใจว่าตนได้ปฎิเสธไปอย่างเด็ดขาด หากเมื่อเหลือบมองก็ยังเห็นใบหน้าเจือแววโศกเศร้าของนางสวรรค์อยู่ด้านข้าง
 
(จะสบตาไม่ได้)

นางเบือนสายตาออกจากชายหนุ่มคล้ายเห็นอีกฝ่ายเป็นสัตว์ป่า

แม้เบือนสายตาออกแต่ไม่อาจหลบหลีก เมื่ออีกฝ่ายอ้อมวนมาประจันหน้ากับเหมาเหมา

ช่างมีความเกาะติดอย่างดื้อด้าน ช่างน่ารำคาญ

"...จะพยายามเจ้าค่ะ"

นางตอบด้วยสีหน้าแสดงความรังเกียจอย่างยิ่ง
 

 

ผู้มารับในยามรัตติกาล ก็คือขันทีนามเกาชุน
ท่าทีเงียบขรึมสีหน้าไร้อารมณ์อาจทำให้ดูยากเข้าถึง หากเช่นนี้กลับทำให้เหมาเหมารู้สึกสนิทสนมคุ้นเคย

(คนผู้นี้ดูไม่สมกับเป็นขันทีเอาเสียเลย)

ผู้เป็นขันทีจักต้องผ่าเอาส่วนที่เป็นหยางออก โดยมากจึงมักทีท่าทีกระเดียดไปในทางเพศหญิง
ขนบนร่างบางลง นิสัยนุ่มนวล ความอยากอาหารเพิ่มทดแทนความต้องการทางเพศ จึงอ้วนง่ายขึ้น
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือในกรณีของหมอกำมะลอ
 
ส่วนเกาชุนนั้น แม้ขนบนร่างจะไม่หนา หากรูปร่างล่ำสัน หากไม่อยู่ในวังหลังแล้วก็อาจเข้าใจผิดว่าเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ได้

(เหตุใดจึงเลือกวิถีเช่นนี้กันนะ)

หากนางรู้ว่าเรื่องบางเรื่องแม้สงสัยแต่มิอาจออกปากถาม จึงได้แต่เพียงนิ่งเงียบส่ายศีรษะไปมา

เกาชุนถือตะเกียงในมือหนึ่ง นำทางนางไป
 
จันทรามีขนาดเพียงครึ่งหนึ่ง หากเมื่อไม่มีเมฆแสงจึงส่องสว่าง
ภายในวังหลังที่เคยเห็นเพียงแต่ในยามกลางวัน กลับดูคล้ายเป็นสถานที่ผิดแผกไป
บางครั้งก็เกิดเสียงแสกสาก เสียงดังหอบกระเส่าคล้ายจะดังแว่วมาจากเงาไม้ หากนางตัดสินใจทำเฉยเสีย

เอาเถิด ในวังหลังนี้มีบุรุษเต็มสมบูรณ์เพียงผู้เดียวคือฮ่องเต้ รูปทรงของความรักจึงไม่อาจไม่บิดเบี้ยวไปบ้าง

"ท่านเหมาเหมา"
 
เกาชุนส่งเสียงเรียก

"ไม่จำเป็นต้องยกย่องข้าหรอกเจ้าค่ะ ท่านเกาชุนมียศสูงกว่าข้ามิใช่หรือเจ้าคะ"
"ถ้าเช่นนั้น เสี่ยวเหมา"

(อยู่ดีๆ ก็เรียกว่าเสี่ยว (คล้ายกับเรียกด้วย 'จัง' ตามหลังแบบญี่ปุ่น) กันเลยหรือ)

ตาลุงผู้นี้กลับเบาหวิวเกินคาดหรือนี่ เหมาเหมาครุ่นคิดพลางพยักหน้า

"จะกรุณาเลิกมองท่านจินชิด้วยสายตาประดุจมองหนอนแมลงได้หรือไม่"

(ข้าแสดงออกนอกหน้าไปจริงๆ หรือนี่)
 
ระยะหลังมานี้ สีหน้านางแสดงปฎิกริยาเดียดฉันท์อย่างโจ่งแจ้ง หน้ากากเหล็กก็ดูจะปิดไม่มิดเสียแล้ว
บัดนี้ยังไม่ถึงขั้นศีรษะปลิว หากนางควรรู้จักระงับเสียบ้าง สำหรับคนใหญ่คนโตแล้ว เหมาเหมาต่างหากเล่าที่เป็นหนอนแมลง

"วันนี้พอกลับมา ก็แจ้งให้ข้าทราบว่า 'ถูกมองด้วยสายตาราวกับมองตัวทาก'"

(ข้าก็คิดว่าท่านเกาะหนึบเหนอะหนะน่าขยะแขยงจริงนั่นแหละ)

ตรงที่อะไรๆ ก็เอาแต่รายงานนี่ก็เกาะหนึบเช่นกัน
 
"ตัวสั่นระริก แย้มยิ้มด้วยดวงตาหยาดเยิ้มทีเดียว ที่ว่าสุขแทบขึ้นสวรรค์ก็คงเป็นเช่นนั้นกระมัง"

เกาชุนให้คำตอบอย่างจริงจัง หากเลือกคำศัพท์ได้ชวนเข้าใจผิดอย่างยิ่ง
ยิ่งชวนให้ลดขั้นลงจากหนอนแมลงเป็นสิ่งโสมม

"....ต่อไปข้าจะระมัดระวังให้มากขึ้น"
"อา หากผู้ไม่มีภูมิต้านทานมาเห็นเข้าในแวบเดียว ก็อาจเป็นลมสิ้นสติไปได้ นับว่ายากจัดการนัก"  
 
ในเสียงถอนหายใจหนักๆ มีความเหนื่อยล้าเจือปน

ระหว่างพูดคุยกันถึงเรื่องชวนเหนื่อยใจเช่นนั้น ก็มาถึงประตูวังฝั่งตะวันออก
กำแพงวังมีความสูงกว่าเหมาเหมาถึงสี่เท่าตัว รอบนอกเป็นคูลึก ต่อเมื่อมีการขนส่งเสบียงหรือวัตถุดิบ หรือเมื่อมีการผลัดเปลี่ยนหญิงรับใช้ในบางครั้ง จึงจะมีการปล่อยสะพานลง
 
ในวังหลัง การหลบหนีย่อมหมายถึงมรณะ
ที่ประตู มักมีทหารยามเฝ้าอยู่เสมอ ภายในก็มีขันทีสองนาย ด้านนอกมีขุนนางฝ่ายบู๊อีกสองนาย บานประตูซ้อนกันสองชั้น มีห้องพักเล็กๆ อยู่ทั้งฝั่งภายนอกและภายใน

แรงคนไม่เพียงพอต่อการดึงสะพานขึ้นหรือลง จึงต้องใช้วัวที่ฝึกไว้สองตัวเป็นกำลัง

เหมาเหมาพลันต้องการไปค้นหาของสิ่งหนึ่งในป่าสนที่กระจายตัวอยู่ใกล้ๆ หากเมื่อเกาชุนอยู่ด้วย ความปรารถนาจึงไม่อาจสมหวัง นางนั่งลงในศาลาในสวนแต่โดยดี
 
สิ่งนั้นปรากฎขึ้นโดยมีจันทร์ครึ่งดวงอยู่เบื้องหลัง

เงาของสตรีขาวโพลนผู้ร่ายรำอยู่ในอากาศ

อาภรณ์ที่สวมเป็นเสื้อแขนยาวอ่อนช้อย นางยืนอยู่เหนือกำแพงวังด้วยฝีเท้าเบาราวกับจะเริงระบำ

อาภรณ์สั่นไหว แชนเสื้อสะบัดพลิ้วราวกับสิ่งมีชีวิต เส้นผมดำยาวส่องประกายในความมืดโบกสะบัดเป็นวงจางๆ

 งดงามราวกับมิใช่ความเป็นจริง
ภาพทิวทัศน์มายาดูราวกับหลงเข้าไปในหมู่บ้านดอกท้อแดนลับแล
 
"ดอกฟุโย (พุดตาน) ใต้แสงจันทร์"

จู่ๆ ถ้อยคำเช่นนั้นก็ผุดขึ้นมาในหัว

เกาชุนมีสีหน้าตกตะลึงชั่ววูบ ก่อนจะพึมพำสั้นๆ

"ความรู้สึกท่านไวยิ่งนัก"

นามของสตรีผู้นั้นคือ "ฟุโย" พระสนมชั้นกลาง
เป็นองค์หญิงที่จะถูกประทานให้เป็นรางวัลแก่ผู้อื่นในเดือนหน้า  
 
○●○

ดอกพุดตานใต้แสงจันทร์

 




NEKOPOST.NET