NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Isekai Yururi Kikou

Ch.7 - วิหาร


ที่ๆเรากำลังไปก็คือวิหาร ดูเหมือนว่าจะอยู่แถวใจกลางเมือง

วิหารนั้นเป็นสถานที่ดูเก่าแก่สร้างจากหินสีขาวดูแล้วมีประวัติศาสตร์มายาวนาน

ดูไม่ออกเลยว่าสร้างมากกี่ปีแล้ว

ส่วนกำแพงก็มีไม้เลื้อยขึ้นประปราย เห็นแล้วประทับใจดีแฮะ

ส่วนบนหลังคานั้นมีระฆังใหญ่ประดับอยู่ แล้วตอนนี้ก็มีเสียงดัง ก๊อง.. ก๊อง... ทั้งหมด 6ครั้ง ดังไปทั่วทั้งเมือง

ระฆังจะดังที่เวลาเดิม จำนวนเท่าเดิมในทุกๆวัน  ใช้บอกเวลาสำหรับผู้ที่ไม่มีอุปกรณ์เวทที่มีราคาแพง

โดยเริ่มที่ 6โมงเช้าระฆังจะดัง 1ครั้ง จำนวนครั้งจะเพิ่มขึ้น 1 ครั้งทุกๆ 2ชม.ที่ผ่านไป โดยจะดังไปถึง 4ทุ่ม รวม9ครั้ง

ตื่นเมื่อระฆังดังครั้งแรก และนอนหลับเมื่อระฆังดังครั้งที่9 นี่คือวิถีชีวิตของคนที่อาศัยบริเวณนี้

ทุกคนสามารถเข้า-ออกวิหารได้อย่างอิสระ ภายในมีคนอยู่พอสมควร

จากประตูเข้าไปด้านในสุด จะเป็นส่วนของรูปปั้น มีคนยืนกระจายตัวประปรายไปทั่ววิหาร

สองข้างทางเดินไปสู่รูปปั้น มีก็เก้าอี้ยาววางหันหน้าไปทางรูปปั้นเรียงกันเป็นมีระยะเท่าๆกันแถวทั้งสองฝั่ง

แสงภายในสว่างจากแสงที่มาจากเพดานสูง ทำให้ดูสว่างสบายตาไม่มืดครึ้ม

………เงียบสงบ

บรรยากาศประมาณนี้เลยที่รู้สึกเมื่อเข้ามาในวิหาร ด้านในสุดมีรูปปั้นทั้งหมด 5รูป

ตรงกลางเป็นรูปปั้นผู้หญิง น่าจะเป็นเทพผู้สร้าง ท่านมาเรียโนร่า

รอบๆของท่านมาเรียโนร่ามีรูปปั้นผู้ชายอีก 4รูป

จากทางขวามือคือเทพแห่งไฟ ท่านซาลามันทีล และ เทพแห่งดิน ท่านโนมดอล

ส่วนทางซ้ายมือคือเทพแห่งน้ำ ท่านวินดีล และเทพแห่งลม ท่านซิลฟีรีล....หรือซิลฟ์นั่นแหละ

 

“รออยู่แถวนี้ซักครู่ได้มั้ยเอ่ย?”

 

ผมให้อเลนและเอเลน่านั่งรออยู่ที่เก้าอี้ยาวตัวหนึ่ง ส่วนผมเดินไปดูหน้ารูปปั้น

อ่ะ ซิลฟ์ล่ะ รูปร่างของรูปปั้นเหมือนกับซิลฟ์ที่ผมได้เจอก่อนหน้านี้เลย

ปกติแล้วมนุษย์จะคิดถึงรูปร่างของเทพว่าสวยสง่างาม แต่ในเอเทลเดียใช้รูปร่างจริงของเทพเลยแฮะ

 

(ซิลฟ์ ได้ยินมั้ย)

 

ผมหลับตาลงแล้วลองเรียกซิลฟ์ดู

 

(ได้ยินแล้วครับ คุณทาคุมิ)

 

แล้วก็มีเสียงของซิลฟ์ตอบกลับมาในทันที เอาล่ะเสียงส่งไปถึงแน่ๆล่ะนะ

 

(ชีวิตที่นั่นเป็นยังไงบ้างครับ)

(ผมพึ่งมาถึงเมืองวันนี้น่ะ คงพูดไม่ได้หรอกว่าเป็นยังไงบ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรลำบากต้องขอบคุณเวทมนต์และของที่นายส่งมาให้นั่นแหละนะ)

(อย่างนั้นก็ดีไปนะครับ)

 

รู้สึกจะเห็นซิลฟ์ทำท่าโล่งอกที่ผมสบายดีด้วยล่ะนะ

มีคนเป็นห่วงนี่ก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจเหมือนกัน แค่ ต่อจากนี้มันคนละเรื่องกัน

 

(นั่นสิซิลฟ์..)

(ครับ มีอะไรเหรอ)

(ไม่ใช่ว่ามีเรื่องที่ต้องบอกผมอย่างนั้นเหรอไง?)

 

นึกสภาพซิลฟ์สะดุ้งเฮือกออกเลยแฮะ

 

(พะ..พูดเรื่องอะไรงั้นเหรอครับ ผะ..ผมไม่เห็นเข้าใจอะไรเลย..)

 

ไม่ล่ะเข้าใจเต็มๆเลยใช่มั้ย ติดอ่างซะขนาดนั้น

ถ้ายังไม่ยอมรับกันล่ะก็สงสัยต้องกดดันไปอีกซักหน่อยล่ะ

(โฮะโฮ่... อย่างงั้นเหรอ... ถ้าไม่เข้าใจล่ะก็ไม่เป็นไรก็ได้ ถึงจะดูแล้วทั้งสองคนจะชอบผมก็เถอะ แต่ซิลฟ์ไม่รู้เรื่องอะไรแบบนี้ สงสัยต้องฝากเด็กที่น่าสงสารเข้าบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้า...)

(หวา หวา..เดี๋ยวครับ)

 

ในที่สุดก็ตกหลุมแล้วสินะ ถึงจะไม่คิดจะเอาไปฝากจริงๆก็เถอะ

 

(ขอโทษคร้าบบบบ)

 

อ่ะ ถึงจะไม่เห็นแต่ดูแล้วลงไปหมอบกราบอีกแน่เลย

 

(ผมคิดว่าแปลกตั้งแต่แรกแล้วล่ะที่สถานที่ส่งมาเริ่มจะเป็น ป่ากาย่าที่มีความอันตรายถึงระดับ A คิดยังไงนั่นก็ไม่ใช่สถานที่เหมาะกับการส่งไปเริ่มเลยซักนิด แต่ถึงอย่างนั้นก็สามารถออกมาจากป่าได้อย่างปลอดภัยโดยไม่เจอมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งเลย หรืออีกอย่างการที่มีเด็กหลงอยู่ในป่านี่มันโครตแปลกเลยไม่ใช่เรอะ แถมเผ่ายังเป็น【มนุษย์?】อีก ตอนแรกก็นึกว่านี่เป็นทั่วไปของโลกใบนี้ซะอีก แต่เมื่อมาถึงเมืองแล้วลองประเมินคนอื่นดูก็เจอแค่ มนุษย์ธรรมดา กับมนุษย์สัตว์ แสดงอยู่ในช่องของเผ่า ผมเลยสงสัยว่าต้องเป็นการกระทำซิลฟ์แน่นอนอยู่แล้วล่ะ ...แล้วสรุปเรื่องมันเป็นมายังไง?)

(อู.....)

(ไม่ต้องร้องแล้วเริ่มอธิบายมาได้แล้ว ผมไม่ได้โกรธหรือจะทำอะไรหรอก)

 

ซิลฟ์คงนั่งก้มกราบพร้อมกับร้องไห้อยู่แน่ๆ คิดว่านะ

ไม่สิ นายเป็นเทพไม่ใช่เรอะ อันดับหนึ่ง....ไม่สิอันดับหนึ่งคือท่านมาเรียโนร่า

นายเป็นเทพที่สำคัญรองลงมาเลยนี่ ทำไมถึงเปราะบางซะขนาดนั้น

 

(เอ้า แล้วคำตอบล่ะ?)

(ไม่สามารถตอบด้วยคำพูดผมได้ครับ...)

(.......)

 

ซิลฟ์ตอบกลับมาด้วยคำตอบที่ไม่คาดคิดทั้งยังร้องไห้อยู่

อะไรกัน “ไม่สามารถตอบ” เนี่ย แถมยังจากซิลฟ์ด้วยเนี่ยนะ

อืมม โดนห้ามพูดอย่างนั้นเหรอ จากใครกันล่ะ? ไม่สิ..ถ้าอย่างนั้นก็แปลกมาก

ถ้าพูดออกมา จะเกิดเรื่องแย่ๆกับซิลฟ์อย่างนั้นเหรอ..

คนที่จะห้ามซิลฟ์ที่เป็นเทพให้ห้ามพูดได้ ที่นึกออกก็มีอีกแค่ 4 คนเท่านั้นเอง

 

(นี่ซิลฟ์ ในกลุ่ม เทพแห่งลม เทพแห่งไฟ เทพแห่งน้ำ และเทพแห่งดินเนี่ย ห้ามก้าวก่ายพื้นที่ของกันและกันด้วยหรือเปล่า )

(.....ใช่ครับ)

 

อ่ามีสินะ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมีเทพที่เกี่ยวข้องกับอเลนและเอเลน่าแน่ๆล่ะ

คิดว่าคงไม่ใช่ท่านมาเรียโนร่าแน่ๆ ถ้าอย่างนั้นอกจากซิลฟ์แล้วก็เหลืออีก 3คน

หนึ่งใน ไฟ น้ำ แล้วก็ดิน ใครซักคนสินะ

 

(แต่เด็กๆพวกนั้นไม่ใช่เด็กธรรมดา ถ้าปล่อยไว้จะเกิดอันตรายขึ้นแน่นอน ตอนนี้ผมพูดได้แค่นี้ล่ะครับ)

(เข้าใจล่ะ จะไม่ถามอะไรเพิ่มอีกละกัน แล้วถ้าผมเข้าไปก้าวก่ายไม่ใช่นายล่ะ จะเป็นอะไรมั้ย?)

(คุณทาคุมินับว่าเป็นผู้ติดตามของผมครับ แต่ก็อาศัยอยู่ในเอเทลเดียได้อย่างมนุษย์ปกติ ตรงนี้ไม่มีอะไรเปลี่ยนไม่มีการควบคุมหรือข้อห้ามอะไรหรอกนะครับ )

(แล้วจะไม่มีปัญหาเหรอ เมื่อนายมาสนับสนุนผมอยู่?)

(ครับ ถึงคุณทาคุมิจะเป็นผู้ติดตามของผมก็จริง แต่ก็ได้รับพรจากท่านมาเรียโนร่าด้วย การช่วยเหลือจึงเป็นเรื่องปกติครับ)

(ใช้ช่องว่างของระบบเอาสินะ....)

 

ทั้งอเลนและเอเลน่ามีความเกี่ยวข้องกับเทพแต่ก็ไม่ใช่ผู้ติดตาม

คงเป็นอะไรที่สำคัญกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้น.....

 

(ตัวตนของผม ก็เหมือนเรือช่วยชีวิตพวกนายสินะ..)

(โกรธ... หรือเปล่าครับ..)

(ถ้าให้พูดจริงๆ ไม่มาเล่นลูกเล่นกันแบบนี้แล้วบอกกันตั้งแต่แรกก็ไม่โกรธหรอก คิดว่านะ)

(ต้องขอโทษจริงๆครับ)

(ช่างมันเถอะ หลังจากนี้ถ้าเจออะไรลำบาก ก็ขอฝากด้วย)

(ครับ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยแบบไหนก็ตาม ติดต่อมาได้เสมอเลยครับ)

(เข้าใจล่ะ ถ้าถึงตอนนั้นก็ฝากด้วยละกัน)

 

ผมตัดจบบทสนทนากับซิลฟ์ไปแค่นี้ คงหวังอะไรมากไม่ได้หรอก

ถึงจะเข้าใจเหตุผลที่บอกมา แต่ผมก็ถูกหลอกใช้อยู่ดี ผมเลยไม่สามารถยกโทษให้ได้ตอนนี้

แต่ยังไงผมก็ไม่ได้โกรธหรือรู้สึกจิตตกอะไรหรอกนะ อาจจะเพราะใจผมยังไม่พร้อมที่จะรับมันก็ได้

คงเป็นเรื่องของเวลาเท่านั้นล่ะมั้งที่จะช่วยได้

ถ้าใจเย็นลงแล้วก็คงจะติดต่อซิลฟ์อีกซักที แล้วเรียกร้องให้เยอะๆไปเลย แล้วก็หายกันสำหรับเรื่องราวในครั้งนี้

 

“อเลน เอเลน่า มานี่มะ”

 

หลังจากตัดสินใจแล้ว ผมก็เรียกทั้งสองคนให้มาหาผม

เมื่อได้ยินทั้งสองคนก็วิ่งมาหา ผมเลยรับทั้งสองคนไว้ในอ้อมกอดเป็นการหยุด

 

“ขอโทษที่ให้รอนะ กลับที่พักกันเถอะ”

 

ผมค่อยๆเดินกลับโรงแรมพร้อมกับทั้งสองที่ยิ้มอยู่ในอ้อมกอดของผม

โดยมีพระอาทิตย์ที่กำลังตกย้อมฟ้าเป็นสีแดงเป็นเบื้องหลัง




NEKOPOST.NET