[นิยายแปล] Isekai Yururi Kikou ตอนที่ 45 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Isekai Yururi Kikou

Ch.45 - ดันเจี้ยนใหม่


หลังจากแยกกับไคเซอร์ พวกเราก็กลับไปยังวิหารทะเลฟ้า

แล้วก็วันถัดมา

 

“ท่านทาคุมิจะไปแล้วงั้นเหรอคะ? ได้โปรดอยู่ต่ออีกหน่อยเถอะค่ะ เรายังไม่ได้ต้อนรับท่านให้ดีๆเลย”

“ไม่ล่ะครับ แค่นี้ก็มากพอแล้วครับ”

“ท่านทาคุมิมีแผนการเดินทางอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องเสียมารยาทถ้าเราจะไปห้ามเขาไม่ให้ไปนะครับ แต่โปรดกลับมาเยือนที่นี่อีกเมื่อมีเวลานะครับ”

“แน่นอนอยู่แล้วครับ ไว้ผมจะกลับมาอีก”

“สัญญาแล้วนะคะ”

 

หลังจากบอกลาท่านเจ้าหญิงมิโกะ คุณกราท และคุณมิเรน่า

ผมก็ต้องให้สัญญาว่าจะมาอีก พวกเขาจึงปล่อยตัวผมไป

 

◇ ◇ ◇

 

“อเลน เอเลน่า อย่าไปจับสิ่งนั้นนะ”

“”คร้าบ(ค่า)””

 

ขณะที่เรากำลังว่ายน้ำกลับขึ้นฝั่ง ก็ได้เจอกับปลาดาวสีแดงที่มีลายจุดสีม่วง

– นั่นคือ Acid Starfish มันมีพิษอัมพาตอยู่ที่ตัวมัน

ถ้าเราไปจับมันด้วยมือเปล่าจะทำให้ทั้งร่างกายเป็นอัมพาตได้ แต่ไม่ถึงตายหรอกนะ

ถ้าไปเตะมันขณะใส่รองเท้าก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก

แต่จะว่าไป ผมก็คงปกป้องทั้งสองคนเกินเหตุไปอีกแล้วสินะ ก็ผมไม่อยากให้ทั้งสองคนเจ็บตัวนี่นา

 

การรับมือมอนสเตอร์ใต้น้ำด้วยเวทลมหรือเวทน้ำก็ลำบากด้วย

ผมจึงหยิบคาตานาน้ำมาจาก《Inifnite Storage》แล้วจัดการปลาดาวที่เข้ามาขวางทางพวกเรา

แต่เพราะปลาดาวพวกนี้เป็นแค่มอนสเตอร์แรงค์ E ผมจึงจัดการได้ในดาบเดียว

ถ้านำพิษอัมพาตของมันมาผสมกับสมุนไพรบางชนิด มันจะสามารถนำไปใช้เป็นยาชาได้

ก็อย่างว่า มอนสเตอร์ที่จัดการได้ไม่มีตัวไหนไร้ประโยชน์แม้แต่ตัวเดียวเลย

แต่มันก็ยากที่จะมาสกัดพิษในตอนนี้ ผมจึงเก็บพวกมันลงใน 《Inifnite Storage》ไว้ก่อนล่ะกัน

 

“อ่ะ คุณปูล่ะ~”

“จัดการคุณปูเลย~”

 

ต่อมาเราก็ได้เจอกับ Sand Crab อเลนกับเอเลน่าส่งเสียงดีใจออกมาแล้วเข้าไปจัดการอย่างรวดเร็ว

ตอนแรกผมคิดจะช่วยซักนิดเพราะมันออกมาพร้อมกันถึง 3 ตัว

แต่ทั้งสองคนจัดการได้ในพริบตา ก็คงไม่ต้องช่วยอะไรแล้วล่ะ

 

“...อาเระ?”

 

หลังจากว่ายมาใกล้ๆชายฝั่ง ผมก็เอะใจกับแนวหินโสโครกบริเวณนั้น

มันดูคลับคล้ายคลับคลา เหมือนเคยเห็นมาก่อน....

เพราะมันสะกิดใจผม ผมเลยลองนึกย้อนกลับไปจากความทรงจำที่มี แล้วผมก็จำได้

อ๊ะ ใช่แล้ว นี่มันทางเข้าดันเจี้ยนนี่นา!!

แนวหินโสโครกนี้คือทางเข้าดันเจี้ยนนั่นเอง

 

ดันเจี้ยนที่ 53 “ดันเจี้ยนระลอกคลื่น” เป็นดันเจี้ยนระดับกลาง

 

ผมตัดสินใจที่จะเข้าไปสำรวจดันเจี้ยนนี้ดู

ทางเข้าดันเจี้ยนนั้นอยู่ในทะเลลึกลงมา

เมื่อเราผ่านทางเข้าเข้ามาก็มีทางน้ำยาวไปกว่า 50เมตร

พวกเรานั้นไม่มีปัญหาเพราะใส่กำไลนางเงือกกันอยู่ แต่คนที่ไม่มีเครื่องมือจะดำไหวหรือเปล่านะ

ผมไม่มีประสบการณ์การดำน้ำมาก่อน ผมจึงไม่อาจรู้ได้ แต่ผมว่าคงยากที่จะกลั้นหายใจในระยะทางขนาดนี้ต่อให้ว่ายเต็มสปีดก็เถอะ

แต่ผมก็รู้ว่ามีบางคนที่สามารถกลั้นหายใจได้หลายนาที ดังนั้นก็อาจมีความเป็นไปได้ที่จะมาถึงที่นี่

 

ทางน้ำลาดยาวต่ำลงไปจนถึงทางตัน เมื่อผมลองสำรวจก็มีแสงอยู่เหนือหัวพวกเรา

ผมลองโผล่หัวเลยผิวน้ำออกไป ก็พบกับห้องโถงใหญ่ ดูเหมือนว่านี่คิดจุดเริ่มต้นของดันเจี้ยนแห่งนี้

เพราะผมเห็นเครื่องเคลื่อนย้ายวางอยู่ตรงกลางห้อง

 

ก่อนอื่น ผมก็อุ้มอเลนกับเอเลน่าขึ้นไปบนพื้นก่อน แล้วปีนตามขึ้นไป

และเมื่อผมลองตรวจสอบกิลด์การ์ดดู ก็พบบันทึก “ดันเจี้ยนที่ 53 ซาซามิ 0/30” เขียนไว้อยู่

ทางเข้านั้นอยู่ลึกเข้าไปด้านใน เพราะที่นี่เหมือนแค่สถานที่รับรองแค่นั้นเอง นั่นคงเป็นทางเข้าสู่ชั้นแรก

 

“เอาล่ะ เอายังไงกันดี?”

 

ถึงผมจะตัดสินใจเข้าดันเจี้ยนมาอย่างกะทันหัน แต่ตามแผนแล้วหลังจากกลับมาจากใต้ทะเล

ผมคิดว่าจะไปยังเมืองไบเล่แล้วพักผ่อนซักระยะหนึ่ง

 

“”ลุยเลย~””

 

ดูเหมือนว่าอเลนกับเอเลน่าอยากลุยกันเต็มที่แล้ว

ถึงทั้งสองคนจะไม่แสดงความเหนื่อยล้าออกมา แต่ทั้งสองคนก็ยังเป็นแค่เด็ก 5ขวบ

เพราะอย่างนั้นผมจึงตัดสินใจที่จะให้พักกันก่อน แต่ทว่า...

 

“”ไม่เป็นไร~””

“...........”

 

ระยะนี้เหมือนอเลนกับเอเลน่าจะอ่านใจผมได้ล่วงหน้า

....สงสัยผมจะแสดงออกมาทางสีหน้าตลอดเลยล่ะมั้ง?

มันทำให้ผมกังวลใจเล็กน้อย

 

“ถ้าอย่างนั้น เราไปให้ถึงชั้น 10 ก็แล้วกัน หลังจากนั้นเราจะไปพักในเมืองกันนะ”

“”อื้ม””

 

ดันเจี้ยนแห่งระลองคลื่นมีทั้งหมด 30 ชั้น และเป็นดันเจี้ยนระดับกลางซึ่งจะมีจุดเคลื่อนย้ายทุกๆ 10 ชั้น

เมื่อบันทึกจุดเคลื่อนย้ายไว้แล้ว เราก็สามารถมาลุยต่อชั้นที่ 10 ในครั้งหน้าได้เลย

เพราะอย่างนั้น มันก็คงไม่เสียเวลาเท่าไรที่เราจะพักเป็นระยะล่ะนะ

งั้นเราก็มาเริ่มต้นการพิชิตดันเจี้ยนกันเถอะ แต่ก่อนอื่น...

 

“นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว เรามากินข้าวเที่ยงกันก่อนละกันนะ”

“”อื้ม ข้าวเที่ยง~””

“มีอะไรอยากกินกันมั้ย?”

“”อืม....””

 

สำหรับผมตอนนี้อยากกินอะไรที่มันอุ่นๆ

ตอนที่เราได้รับการดูแลอยู่ที่วิหารทะเลฟ้า อาหารหลักของเผ่าเงือกคือปลาดิบกับหอยดิบ ผักและสาหร่ายที่เก็บเกี่ยวได้จากวิหารทะเลฟ้า

ถึงมันจะอร่อยก็เถอะ แต่เพราะเผ่าเงือกเป็นเผ่าที่ไม่มีการใช้ไฟ อาหารจึงไม่มีความร้อนเลย

 

“”เฟรนช์โทส~””

 

ขณะที่ผมนึกถึงอาหารของวิหารทะเลฟ้า อเลนกับเอเลน่าก็ตัดสินใจได้แล้ว

ทั้งสองคนอยากกินเฟรนช์โทสราดน้ำผึ้งหวานๆ

ทั้งสองคนไม่ได้บอกว่าจะกินน้ำผึ้งตรงๆ แต่ในความหมายของทั้งสองคนนั้น เฟรนช์โทส=ราดน้ำผึ้งเยอะๆ

 

“ถ้าอย่างนั้น....เอาเป็นเฟรนช์โทสกับซุปอุ่นๆแล้วกันเนอะ?”

“”อื้ม””

“งั้นช่วยพี่ทำเฟรนช์โทสกันหน่อยได้มั้ย?”

“”ได้คร้าบ(ค่า)””

 

เมื่อผมตอกไข่กับใส่น้ำตาลลงในชาม อเลนจะเป็นคนจับชามไว้แล้วเอเลน่าจะเป็นคนตีไข่

เพราะเฟรนช์โทสเป็นของโปรดอเลนกับเอเลน่าเราจึงได้ทำกันบ่อยๆ

เวลาที่ผมทำก็จะให้ทั้งสองคนช่วยเสมอ เมื่อไข่ตีจนได้ที่แล้วผมก็ใส่นมลงไปในชาม

คราวนี้เอเลน่าจะเป็นคนจับชามแล้วอเลนจะเป็นคนตีผสม

 

“”เสร็จแล้ว””

“เก่งมาก ขอบคุณนะครับ”

 

ดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตีไข่ผสมสำหรับทำเฟรนช์โทสไปแล้ว

ผมจึงนำขนมปังชุบไข่ที่ทั้งสองคนผสม แล้วละลายเนยบนกระทะ เพื่อเริ่มทำอาหาร

เมื่อขนมปังสุกแล้วผมก็ราดน้ำผึ้งลงไปให้ชุ่มๆ เพราะทั้งสองคนชอบมาก

สำหรับซุบ ผมก็เตรียมซุบคอนซูเม่ไว้ แล้วใส่ชามแบ่งให้ทั้งสองคน

เอาล่ะเสร็จเรียบร้อย

 

“เรียบร้อย”

“”เย้~””

“เอาล่ะกินกันเถอะ อิทาดาคิมัส”

“”อิทาดาคิมาสชุ””




NEKOPOST.NET