[นิยายแปล] Sairin Yuusha no Fukushuu Hanashi - สิ้นหวังชะมัด เลิกเป็นผู้กล้าแล้วไปอยู่ฝั่งจอมมารดีกว่า~ ตอนที่ 1 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Sairin Yuusha no Fukushuu Hanashi - สิ้นหวังชะมัด เลิกเป็นผู้กล้าแล้วไปอยู่ฝั่งจอมมารดีกว่า~

Ch.1 - 『วาระสุดท้ายของผู้กล้า』


หนึ่งวันหลังจากถูกอัญเชิญมาเป็นผู้กล้าครั้งที่สอง

ตอนนี้ชั้นกำลังนั่งอยู่บนเตียงในคุกใต้ดินของพระราชวัง

 

「ท่านใจเย็นลงแล้วหรือยังขอครับ?」

 

「...ครับ ต้องขออภัยด้วยครับที่ทำให้คุณเดือดร้อน」

 

ชั้นก้มหัวลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความเสียใจ กับอัศวินที่กำลังพูดจากข้างนอกกรงเหล็ก

เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอกพร้อมกล่าวว่า「ข้าจะรายงานฝ่าบาท อีกสักพักท่านคงได้รับการปล่อยตัว」แล้วเดินจากไป

 

“ขอโทษที่ทำให้คุณเดือดร้อน”......... อย่ามาล้อชั้นเล่นนะ

คนที่ควรพูดแบบนั้นควรเป็นอาณาจักรนี้มากกว่า

 

ช่วงที่ถูกขังอยู่ในคุก ชั้นได้ยินหลาย ๆ สิ่งจากพวกอัศวินเลยล่ะ

อย่างการที่ชั้นต่อยลูเซอร์อย่างกับกระสอบทราย และทิ้งรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ไว้กับมัน

และเจ้าตัวไม่พูดอะไรเกี่ยวกับมันเลยแม้แต่น้อย แถมยังบอกให้นำชั้นออกมาจากคุกทันทีหลังจากได้สติ

 

ดูเหมือนพวกมันจะคิดว่าชั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะอาการช็อคจากการถูกอัญเชิญ

ก็อย่างว่า พวกมันประหารผู้กล้าหลังจากถูกอัญเชิญมาในทันทีไม่ได้หรอก

 

อย่างไรก็ตามเป็นเพราะความสะเพร่าเล็กน้อยของชั้น ที่ไม่ดูสถานการณ์ให้ดีก่อน

ผลที่ได้คือถูกโยนเข้ามาในคุก

ก็ช่วยไม่ได้นิ เพราะมันเกิดขึ้นหลังจากชั้นถูกฆ่า

 

「ถึงจะใช้เวทมนตร์แหกคุกได้ง่าย ๆ ก็เถอะ แต่...」

 

ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการถูกฆ่าในครั้งแรก หรือการถูกอัญเชิญเป็นครั้งที่สอง

ด้วยเหตุผลบางอย่างชั้นจึงไม่สามารถใช้เวทมนตร์ใด ๆ ได้เลย

 

แม้จะปล่อยพลังเวทย์อ่อน ๆ ออกมาได้ แต่ก็ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้

อาจกล่าวได้ว่าฃั้นเสียพลังทั้งหมดของผู้กล้าไปแล้วก็ได้

 

ด้วยเหตุนี้ชั้นจึงไม่มีพลังมากพอที่จะแหกคุก

หรือแม้แต่การจะฆ่าลูเซอร์ ชั้นยังต้องใช้ความพยายามอย่างมากเลยล่ะ

 

นอกจากนี้ ชั้นรับรู้ได้ว่ารูปร่างของตัวเองค่อนข้างเปลี่ยนไป

กล้ามเนื้อและความสูงลดลง แม้แต่สีผมก็เปลี่ยนไป

 

ดูเหมือนว่าอายุของชั้นจะย้อนกลับไป เหมือนช่วงที่ยังอยู่โรงเรียนมัธยม

อย่างไรก็ตามมันน่าจะเป็นช่วงเดียวกับที่ชั้นถูกอัญเชิญมาครั้งแรก

 

ใบหน้าชั้นเด็กลง และก็เป็นเรื่องปกติที่จะไม่มีใครรู้ว่าชั้นคืออดีตผู้กล้า

ในช่วงเวลาที่ชั้นใช้เวทมนตร์ไม่ได้ และกล้ามเนื้ออ่อนแอ

 

「ถ้างั้น--」(อิโอริ)

 

ความรู้ เทคนิค และประสบการณ์ ทั้งหมดยังคงอัดแน่นอยู่ในหัว

ชั้นอาจจะชนะอัศวินธรรมดา ๆ ได้สบาย ๆ เลยนะเนี่ย

มีวิธีมากมายทีสามารถใช้จัดการพวกมันได้ ถ้าชั้นอยากจะทำมันล่ะก็...

 

「ลูเซอร์...」

 

ชั้นข่มความโกรธเมื่อหลับตา แล้วนึกบางอย่างขึ้นมาได้

ครั้งแรกที่ถูกอัญเชิญมายังโลกนี้ ตอนที่ถูกหักหลังโดยเหล่าสหายที่ไว้ใจ

 

 

มันเป็นเรื่องเมื่อสามปีก่อน ตอนถูกอัญเชิญมายังโลกนี้

ในช่วงเวลาที่ผมกำลังพักผ่อนอยู่ในบ้าน อยู่ๆผมก็ถูกอันเชิญในแบบเดียวกันโดยราชอาณาจักรนี้

 

「ยินดีต้อนรับท่านผู้กล้าจากต่างโลก ได้โปรดช่วยโลกใบนี้จากเงื้อมมือของจอมมารด้วยเถิด」

 

ครั้งแรกไม่ต่างจากครั้งนี้เลย เมิ่อลืมตาขึ้น ชั้นก็ยืนอยู่ในวงกลมที่มีลวดลายแปลกตา

ถ้าจะให้พูดอย่างแดกดันละก็ ชั้นได้ยินประโยคเดียวกันทั้งในครั้งแรกและครั้งที่สองเลยล่ะ

 

หลังจากนั้นชายชราที่อ้างว่าเป็นกษัตริย์ก็อธิบายเหตุผล ว่าทำไมชั้นถึงถูกอัญเชิญมา

 

「ชื่อของโลกใบนี้คือ “เลธีช่า” เป็นโลกคนละโลกจากที่ท่านจากมา」

 

มันเป็นช่วงวิกฤตและโลกใกล้จะถูกทำลาย เพราะการดำรงอยู่ของตัวตนซึ่งถูกเรียกขานว่า「จอมมาร」

 

「เพราะฉนั้นเพื่อที่จะสังหารจอมมาร ราชอาณาจักรจึงได้อัญเชิญผู้กล้ามา」

 

「......หรือก็คือ」

 

「ใช่แล้ว เขาผู้นั้นคือท่าน」

 

โลกคู่ขนาน ผู้กล้ากับจอมมาร

 

ในสังคมสมัยใหม่ทุกสิ่งที่ออกมาจากปากผู้คน มักจะไม่ถูกเชื่อว่าเป็นความจริง

ข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับมาทำให้ชั้นสับสน

 

「แล้วท่านผู้กล้า ท่านมีนามว่าอะไร?」

 

เมื่อมองเขาแบบผ่าน ๆ จะรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายในความคุ้นเคยกับการเมืองอย่างเห็นได้ชัด

ในสถาณการณ์ดังกล่าวผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องตลก ในขณะที่บรรยากาศรอบๆตัวของผมนั้นรู้สึกหนักขึ้น

 

อะมาสึกิ อิโอริ

 

ชื่อของชั้นมันออกจะคล้ายกับผู้หญิงสักหน่อย

พอคิดเรื่องนั้นแล้วชั้นก็กล่าวชื่อออกไป

 

「อะ อะมาสึ-」

 

เพียงแค่ครึ่งเดียว

ชั้นพูดติดอ่างอย่างงดงามเพราะความตึงเครียด

 

มันอยู่นอกเหนือการควบคุมของชั้น

ครั้งสุดท้ายที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนเช่นนี้ คือตอนเข้าร่วมพิธีสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมต้น

 

「งั้นหรือ ท่านมีนามว่าอะมาสึสินะ」

 

ไม่ นั่นมันผิดแล้ว

 

ถึงอย่างนั้นชั้นก็คงพูดอะไรไม่ได้อีกแล้ว

เพราะชื่อ 「อามาสึ」ได้ถูกประกาศออกมาแล้ว

 

ในช่วงเวลานั้น เพราะมีเวลาไม่พอ

 

「แล้วท่านอะมาสึ... ท่านจะช่วยโลกใบนี้จากจอมมารได้หรือไม่?」

 

ดูจากความสำคัญในฐานะที่กษัตริย์เป็นคนกล่าวเรื่องนี้

 

ชั้นเริ่มโกรธที่เขาไม่สนใจสถานการณ์ทางนี้เลย

ชั้นจึงตอบไปว่า「ผมไม่ต้องการสู้」ด้วยเสียงอันสั่นเทา

 

ชั้นมีชีวิตอยู่มาเป็นเวลา 16 ปี

โดยไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ ชั้นถูกลากเข้ามาในปัญหาของคนอื่น

 

ตอนที่พ่อแม่ชั้นเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ ชั้นก็ได้รับการดูแลโดยลุง

แม้จะเป็นเพราะสถานการณ์ แต่อย่างไรก็ตามนี่เป็นเรื่องของความเป็นความตาย

 

มันทำให้ชั้นอยากกลับบ้าน

 

「ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะส่งท่านกลับโลกเดิมได้」

 

「แต่ในอีกไม่กี่ปี ราชอาณาจักรจะถูกทำลายโดยกองทัพปีศาจ」

 

จากนักเรียนมัธยมปลายผู้ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการต่อสู้เลย

คนโลกนี้จะคาดหวังอะไรจากคนอย่างชั้นล่ะ?

 

หลังจากนั้น「โดยที่ชั้นไม่ยินยอม」ชั้นถูกไล่ออกมาจากห้องตามคำสั่งของพระราชา

และจากนี้ไปชั้นต้องอาศัยอยู่ในห้องพักห้องหนึ่งภายในปราสาท

 

พวกมันพยายามที่จะเปลี่ยนความคิดชั้น แต่เจตนาที่ซ่อนเร้นของพวกมันก็ถูกชั้นมองออก

ชั้นจึงขังตัวเองอยู่ในห้องพัก โดยที่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ โดยการกินและนอน

 

เมื่อคนที่อยู่ในปราสาทมองมายังชั้น พวกเขาก็จะดูถูกว่าชั้นเป็นพวกขี้ขลาด

ในเวลานั้นชั้นไม่ได้สนใจอะไร เพราะแค่อยากทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำเท่านั้น

 

ชั้นตั้งใจว่าจะไม่กลายเป็นทาสที่ถูกเรียกว่า「ผู้กล้า」

ในตอนแรกชั้นคิดเช่นนั้น

 

พวกหัวรุนแรงเกิดโกรธขึ้นมาเพราะชั้นตัดสินใจไม่สู้ พวกนั้นลอบเข้ามาในห้องฃั้นเพื่อลอบสังหาร

ซึ่งมันก็หงุดหวิดมาก หากไม่ได้ผู้หญิงที่ผ่านมาตอนนั้นช่วยไว้ ฃั้นคงถูกฆ่าตายไปแล้ว

 

ควรมีอัศวินเดินลาดตระเวนในพระราชวังสิสิ

อย่างไรก็ตามในวันนั้นอัศวินลาดตระเวนได้ละทิ้งหน้าที่ เพราะความขี้เกียจโดยบังเอิญ

 

กษัตริย์ได้ลงโทษคนที่ต้องการจะทำร้ายชั้นอย่างรุนแรง

อัศวินที่ละทิ้งหน้าที่ก็ได้รับชะตากรรมเดียวกัน

 

กษัตริย์ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชั้นอย่างหน้าด้านว่า

 

「ท่านอะมาสึ หากท่านไม่สู้ในฐานะผู้กล้าละก็ บางทีอาจเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคตก็เป็นได้」

 

หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า กษัตริย์อาจอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ก็เป็นได้

ถึงจะเดาได้ แต่ก็ทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้

 

「สี่ปี ข้าสัญญาว่าจะช่วยส่งท่านกลับไปยังโลกเดิม หากท่านปกป้องอาณาจักรนี้ในช่วงสี่ปี」

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กองทัพปีศาจของจอมมารได้เข้ามาโจมตีอย่างต่อเนื่อง

หากยังเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ในสามปีมนุษย์ก็จะถูกทำลายโดยย่อยยับ

 

ในอีกนัยหนึ่งก็คือ「หากต้องการกลับไปยังโลกใบเดิมละก็ จงไปสังหารจอมมารซะ」นั่นคืออีกความหมายหนึ่ง

 

ถ้าไม่สู้ก็อาจถูกสังหารโดยคำสั่งของกษัตริย์

หรือไม่อย่างนั้นถ้าประเทศนี้ถูกทำลายโดยจอมมาร ชั้นก็ไม่มีทางที่จะกลับโลกเดิมได้

 

「......เข้าใจแล้ว」

 

หลังจากนั้นชั้นก็ถูกลากไปตามกระแส และต่อสู้เพื่อสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองเลย

 

 

พอตัดสินใจที่จะสู้ อยู่ ๆ ชั้นก็เข้าใจถึงวิธีใช้พลังได้อย่างปาฏิหาริย์

 

ตราประจำตัวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้กล้า ได้ถูกประทับไว้บนแขนชั้น

มันทำให้ชั้นมีความสามารถทางกายภาพ และพลังเวทย์อย่างมหาศาล

 

ชั้นต้องสู้ตามคำสั่งที่เอารัดเอาเปรียบ เพื่อผลประโยชน์ของพวกมัน

 

เส้นผมชั้นเปลี่ยนเป็นสีเทาจากผลกระทบของพลัง

ในเวลาเพียงสามเดือนรูปร่างชั้นแตกไปต่างจากสมัยก่อนโดยสมบูรณ์

 

ในเวลานั้นมันเป็นจุดเริ่มต้นของอิโอริ ซึ่งถูกเรียกขานว่า「ผู้กล้าอะมาสึ」

ผู้กอบกู้โลกที่ช่วยปกป้องโลกให้ปลอดภัย

 

「“ผู้กล้า” เหรอ หึ」

 

การปกป้องโลกหรือการเป็นผู้กอบกู้ ชั้นไม่คิดว่ามันเป็นสิ่งที่มีเกียรติเลย

 

นี่เป็นการต่อสู้เพียงเพื่อประโยชน์ของชั้น ในการที่จะกลับไปยังโลกใบเดิม

นั่นคือสิ่งที่ผมคชั้นในตอนแรก

 

แต่แล้วพอเวลาผ่านไปครึ่งปี ความคิดชั้นก็เริ่มเปลี่ยนไป

 

「ข้าชื่อลูเซอร์ ข้าต้องการสังหารจอมมาร ช่วยรับข้าเข้ากลุ่มด้วย」

 

เพื่อเผชิญหน้ากับกองทัพปีศาจของจอมมาร ความร่วมมือกับผู้คนนั้นเป็นสิ่งจำเป็น

ในบรรดาคนเหล่านั้น ลูเซอร์ที่เป็นครูสอนเวทมนตร์ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องการ

 

「ข้ามีน้องสาว และข้าอยากสร้างโลกที่ยังมีความหวังสำหรับนาง」

 

เขาบอกว่าต่อสู้เพื่อคนสำคัญของเขา

 

การถูกโยนมาในต่างโลกอย่างนี้ ชั้นไม่เคยมีความคิดอยากสู้เพื่อใครเลย

แต่อย่างก็ตามการที่เขาบอกว่าต้องการต่อสู้เพื่อคนอื่น มันเป็นสิ่งที่น่าประทับใจมาก

 

「ข้าไม่ต้องการเห็นคนในเผ่าถูกทำร้ายอีกต่อไป นั่นเป็นเหตุผลที่ข้าเลือกสู้ร่วมกับท่าน」

 

ดิโอนิส ชายหนุ่มจากเผ่าครึ่งปีศาจ

โดยปกติแล้วเผ่าครึ่งปีศาจมักจะเป็นกลาง พวกเขาถูกรังเกียจทั้งจากมนุษย์และปีศาจ

 

「นั่นเป็นเหตุผลของข้าผู้นำเผ่าครึ่งปีศาจ ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเผ่าข้า」

 

ความรู้สึกถึงความรับผิดชอบเพื่อเผ่าพันธุ์

ความตั้งใจจริงของเขา

มันเป็นสิ่งที่ดิโอนิสมีแต่ชั้นไม่มี เพราะถูกลากมาที่นี่โดยไม่เต็มใจ

 

ในขณะสู้ร่วมกับพวกเขา ชั้นก็เริ่มตระหนักว่าตัวเองเริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด ๆ

 

สุดท้าย

ผู้หญิงที่ปกป้องผมจากการโจมตีของพวกกลุ่มหัวรุนแรง

การได้พบกับลูซิฟีน่าทำให้ชั้นเปลี่ยนไปมาก

 

「หมู่บ้านข้าถูกทำลายไปเพราะการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับกองทัพปีศาจของจอมมาร ในตอนนั้นท่านพ่อกับท่านแม่ของข้า…」

 

มีมนุยษ์ ปีศาจ และครึ่งปีศาจจำนวนมากที่ถูกทำร้าย และตายจากสงครามที่เกิดขึ้น

ดังนั้นเธอจึงอยากสร้างโลกที่ไร้สงคราม และโลกที่ทุกเผ่าพันธุ์สามารถอยู่ร่วมกันได้ เธอบอกชั้นถึงความฝันของเธอ

 

「ถ้าให้ข้าสู้ร่วมกับท่าน ข้าเชื่อว่ามันต้องเป็นไปได้」

 

ที่ผ่านมามีหลายครั้งที่ผมถูกเธอช่วยไว้

เมื่อไหร่ก็ตามที่ชั้นเกือบจะยอมแพ้ เธอมักจะมาให้กำลังใจผมเสมอ

อย่างเช่นว่า “ท่านเป็นคนแข็งแกร่ง ท่านจะได้กลับไปยังโลกเดิมของท่านอย่างแน่นอน”

 

ชั้นไม่เคยบ่นเพราะการสู้อันรุนแรง เพราะเธอได้สนับสนุนทุกคนอย่างดี

นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ชั้นค่อย ๆ สนใจเธอ

 

ในตอนแรกที่ตัดสินใจจะสู้ ชั้นคิดถึงเพียงการกลับไปสู่โลกเดิมเท่านั้น

แต่เมื่อสู้ไปเรื่อย ๆ ความรู้สึกของชั้นก็เปลี่ยนไป

 

จากการที่เห็นหลาย ๆ คนถูกทำร้ายจากสงคราม

ชั้นเห็นเผ่าครึ่งปีศาจที่สูญเสียคนสำคัญของพวกเขาในสงคราม

ได้เห็นผู้คนจำนวนมากบาดเจ็บจากสงคราม

 

นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ชั้นเริ่มตระหนักได้ ว่าอยากให้โลกนี้ไร้ซึ่งสงครามดังเช่นลูซิฟีน่าได้กล่าวไว้

 

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีพลังผู้กล้า แต่การต่อสู้ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด

มีหลายครั้งที่เกือบตายและหมดกำลังใจ แต่เพราะสหายทั้งสามคน ฃั้นจึงสามารถสู้ต่อไปได้

 

จากการได้รับการสนับสนุนจากอาณาจักรนี้และอาณาจักรอื่น ๆ เพื่อสู้กับกองทัพปีศาจของจอมมาร

ผลของสงครามก็เปลี่ยนไป ชัยชนะได้ค่อย ๆ เอนเอียนไปทางฝั่งมนุษย์

 

ในช่วงเวลาที่สงครามใกล้จะสิ้นสุด สายสัมพันธ์ระหว่างพวกเราก็ยิ่งเหนียวแน่นขึ้น

สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือการเอาชนะจอมมาร ผู้เป็นรากฐานของความชั่วร้ายทั้งหมด

นั่นคือสิ่งที่ชั้นคิด

 

-จนกระทั่งการต่อสู้ครั้งสุดท้ายได้มาถึง

 

 

ประมาณสามปีผ่านไปตั้งแต่วันที่ถูกอัญเชิญ

เขาวงกตพร้อมกับสี่แม่ทัพปีศาจที่ถูกส่งไปอยู่ในแต่ละอาณาจักร ได้ถูกสังหารลงจนเหลือจอมมารเพียงตนเดียว

 

จากการสนับสนุนของทุกอาณาจักร

ชั้นกับเหล่าสหายได้บุกเข้าไปยังปราสาทจอมมาร

 

ชั้นเคยต่อสู้กับจอมมารมาแล้วครั้งหนึ่ง

ในครั้งนั้นทำได้เพียงทำให้จอมมารอ่อนแอลง

 

แผนการที่พวกเราจะใช้คือ

ลูซิฟีน่ากับชั้นเป็นแนวหน้าในการต่อสู้กับจอมมาร ดิโอนิสคอยสนับสนุน

ระหว่างนั้นลูเซอร์จะสงวนพลังเวทย์ทั้งหมดเพื่อใช้กับจอมมาร

 

ชั้นสู้อย่างไม่กลัวตายและใช้พลังรวมถึงทักษะทั้งหมด ที่ได้รับการฝึกฝนมาโดยตลอด

เพื่อทำให้แผนนี้ประสบผลสำเร็จ

 

พวกเราเดินทัพมุ่งหน้าไปยังปราสาท

การสังหารพวกปีศาจพร้อมทำลายกับดักนั้นลำบากมาก

 

กองทัพมนุษย์ที่ตามพวกเรามาถูกจำกัดการเคลื่อนไหว และไม่สามารถเข้าไปภายในปรสาทได้

เคยมีคนกล่าวไว้ว่ามีเพียงกลุ่มที่แข็งแกร่งเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์เอาชนะจอมมารได้

 

ในขณะที่ลูเซอร์สงวนพลังเวทย์ไว้

พวกเราก็ได้เข้ามาเกือบถึงส่วนที่ลึกที่สุดแล้ว

 

「จากตรงนี้เป็นต้นไป ข้าจะไม่ให้พวกเจ้าผ่านไปได้」

 

คนที่ปิดกั้นเส้นทางเรามีเพียงปีศาจตนหนึ่งเท่านั้น

 

เด็กสาวคนหนึ่งผู้มีนัยน์ตาสีทองและผมยาวสีเงินซึ่งกำลังปลิวไสว กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ

เธอมีรูปร่างเล็ก แต่กลับมีพลังที่ไม่ธรรมดาอยู่ภายในร่างนั้น

 

จากการต่อสู้ทั้งหมดที่ผ่านมา ไม่มีใครมีพลังไปมากกว่าเธออีกแล้ว

ในตอนนั้นเด็กสาวก็เริ่มแนะนำตัว

 

「เอลฟิสซาค กิลเดกัลด์ (エルフィスザーク・ギルデガルド)」

 

「...อะมาสึ」

 

การพูดคุยของพวกเรามีเพียงแค่นั้น

แล้วการต่อสู้ก็เริ่มขึ้น

 

เด็กสาวคนนี้แข็งแกร่งมากจริงๆ

แม้จะเอาชนะสี่เทพปีศาจได้ เราก็ยังต้องสู้กับเธออย่างกระเสือกกระสนด้วยพลังทั้งหมดที่มี

 

ทุกครั้งที่มีการใช้เวทมนตร์ ผนังและพื้นก็จะแตกกระจาย

ลูซิฟีน่าต่อสู้ในแนวหน้าพร้อมกับดาบของเธอ ในขณะที่ดิโอนิสกับลูเซอร์สนับสนุนจากด้านหลัง

 

ในตอนท้ายของการต่อสู้ที่ถึงชีวิต เด็กสาวนั่งคุกเข่า

 

「มันเป็น... ความพ่ายแพ้ของฉัน」

 

ด้วยเลือดที่ไหลออกมาเต็มร่างกาย เธอปล่อยดาบพร้อมพึมพำ

ชั้นจำเป็นต้องฆ่าเด็กสาวคนนี้เพื่อทำให้สงครามสิ้นสุดลง

 

ชั้นมองไปยังเด็กสาวขณะกำลังจะลงดาบเป็นครั้งสุดท้าย แต่ทันใดนั้น

 

「ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงได้เกิดขึ้น... ฉันเพียงแต่ต้องการหยุดยั้งสงครามเท่านั้น」

 

คำพูดไม่ได้เจาะจงไปที่ใคร มันเป็นการพูดกับตัวเอง

 

แต่เพราะคำพูดที่ว่า “ฉันเพียงแต่ต้องการหยุดยั้งสงครามเท่านั้น” ทำให้มือชั้นที่กำลังกุมดาบคลายลงเล็กน้อย

 

「นี่เธอ...」

 

เด็กสาวคนนี้ที่ชั้นปะทะกันหลายต่อหลายครั้ง ไม่ได้เป็นปีศาจที่มีความสุขกับการเข่นฆ่ามนุษย์

จำเป็นต้องสังหารเธอ เพียงเพราะเธอเป็นปีศาจด้วยเหรอ?

 

ข้อสงสัยดังกล่าวลอยอยู่ในหัว ทำให้การเคลื่อนไหวชั้นหยุดลง

 

「ลงมือสังหารเธอซะ อะมาสึ!」

 

「เร็วเข้า!!」

 

ชั้นได้ยินเสียงตะโกนของเหล่าสหายจากด้านหลัง

 

ฆ่าหรือไม่ฆ่า

ความคิดของชั้นกำลังปะทะกัน

 

แต่ในท้ายสุดชั้นก็ตัดสินใจที่จะโยนดาบทิ้ง

 

「อึก!?」

 

ทันใดนั้นชั้นก็รู้สึกเจ็บแขนขวางอย่างรุนแรง

 

หลังจากเสียงตกใจของชั้น ชั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนอะไรบางอย่างตกลงบนพื้น

พอผมมองไปทางนั้นก็ทำให้ตระหนักได้ ว่ามันคือแขนขวาของชั้น

 

「นี่... ล้อเล่นกันใช่ไหม?」

 

เวทมนตร์บทหนึ่งที่ถูกยิงออกมาจากด้านหลัง ได้ตัดแขนของชั้นไป

 

เลือดสด ๆ พุ่งกระฉูดออกจากแขนที่ถูกตัดออก

การโจมตีที่ชั้นได้รับ รู้สึกร้อนราวกับว่ามันสามารถละลายเหล็กได้

 

เด็กสาวที่อยู่หน้าชั้นตกใจ

 

「ถ้าจะให้กล่าวกันตามตรงละก็ แกน่ะคิดในแง่ดีเกินไปแล้ว」

 

คนที่ใช้เวทมนตร์ตัดแขนชั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหนึ่งในสหายของชั้น ลูเซอร์

 

นักเวทย์ผู้ใช้เวทมนตร์ได้หลากหลาย

ผู้ซึ่งคอยสนับสนุนการต่อสู้มาตั้งแต่ต้น

 

สหายที่เชื่อใจได้ ผู้ลุกขึ้นมาปกป้องอาณาจักรแห่งนี้

 

「เอาเถอะ ข้าควรของคุณในความใจดีของแก ที่ทำให้ตัดแขนแกได้ง่าย ๆ จริงไหม?」

 

แขนขวาซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีตราประทับพลังผู้กล้าอยู่

แต่ตอนนี้ชั้นรู้สึกได้เพียงแต่เลือดที่ไหลออกมาเท่านั้น

 

ผมล้มลงแล้วนั่งคุกเข่า เนื่องจากพลังกำลังหายไปจากร่างกาย

 

「ทำไม...」

 

「นี่ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ? จากนี้ไปบทบาทของแกได้จบลงแล้ว ฮ่า ๆ ๆ ท่านผู้กล้าที่รัก แค่ใช้แขนขวาที่เต็มไปด้วยพลังของผู้กล้า แม้แต่ข้าก็สามารถจบชีวิตของจอมมารได้ ไม่คิดเช่นนั้นเหรอ?」

 

「นายกำลังพูดอะไร...」

 

ชั้นพยายามยื่นมือซ้ายไปยังแขนขวาที่มีเวทย์ฟื้นฟูที่อยู่บนพื้น

ทันใดนั้นเวทมนตร์บทหนึ่งก็ได้พุ่งผ่านหน้าอกของชั้นไป

 

「อึก...」

 

ชั้นเริ่มรู้สึกพะอืดพะอม

ทันใดนั้นเลือดสีแดงสดก็พุ่งออกมาจากปากชั้น

 

กลิ่นคล้ายเหล็กได้กระจายไปทั่วห้อง

 

「เฮ้ อะมาสึ เราคงไม่มีความแค้นกันใช่ไหม?」

 

นั่นคือสิ่งที่ดิโอนิสพูดออกมา หลังชั้นถูกจู่โจม

แม้ว่าเผ่าพันธุ์อื่นนอกเหนือจากมนุษย์จะลุกขึ้นสู้ กับการปกครองแบบเผด็จการของจอมมาร

 

ทำไมเหล่าสหายผู้มีทักษะในการใช้ดาบและเวทมนตร์ถึงโจมตีชั้นล่ะ?

หรือพวกเขาถูกล้างสมองโดยปีศาจ?

 

ชั้นไม่อาจเข้าใจสถานการณ์ได้ว่ากิดอะไรขึ้นกันแน่

 

「ดูเหมือนว่าอะมาสึจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้นะลูเซอร์?」

 

ชั้นที่กำลังบาดเจ็บรู้สึกตกใจกับการล้อเลียนของดิโอนิส

 

「ให้ตายเถอะ... ข้าจะบอกอะไรดี ๆ ให้ละกันนะ ถือว่าเป็นของขวัญจากสหาย ผู้กล้าอะมาสึถูกสังหารในการต่อสู้กับจอมมาร ในขณะที่อีกสามคนที่เหลือประสบความสำเร็จในการสังหารจอมมาร เราจะไว้อาลัยให้กับการตายของแก หลังจากที่พวกเรากลับไปพร้อมกับชัยชนะในฐานะผู้กล้า มันเป็นเรื่องราวที่ดีใช่ไหมล่ะ?」

 

ลูเซอร์อธิบายแผนการด้วยใบหน้าน่าเกลียด ที่ชั้นไม่เคยเห็นเขาแสดงมาก่อน

 

「ถูกต้อง ตอนนี้จอมมารกำลังอ่อนแอลงอย่างมาก เพราะฉนั้นบทบาทของแกคงต้องสิ้นสุดลงที่นี่แล้วล่ะ」

 

ตอนถูกอันเชิญมา พลังมากมายได้ถูกกักเก็บอยู่ในแขนขวาชั้น

 

พลังมหาศาลสำหรับผู้ถูกเรียนขานว่า「ผู้กล้า」

 

「แม้จะไม่มีพลังของผู้กล้า จอมมารก็จะถูกสังหารหลังจากข้าถ่ายโอนพลังไปยังลูเซอร์ บทบาทของแกจบลงตรงนี้แล้ว」

 

สำหรับสามปีที่ผ่านมา สหายที่ชั้นใช้เวลาร่วมกันในการต่อสู้ แสยะยิ้มที่มุมปากและจะลงมือสังหารชั้น

 

「เพราะอะไร...」

 

ในที่สุดร่างกายชั้นก็หมดแรงและล้มลงกับพื้น

ชั้นเห็นลูเซอร์กับดิโอนิสกำลังมองพร้อมแสยะยิ้มมาทางนี้

 

「ไม่ต้องกังวลไปอะมาสึ เราจะทำความตั้งใจของแกให้เป็นจริง และจะสังหารจอมมารเพื่อแกเอง!」

 

「ลูซิฟีน่า」

 

ชั้นไม่สนใจคำพูดของเขา และเรียกหาลูซิฟีน่า

ผู้หญิงคนแรกในโลกใบนี้ที่ใจดีกับชั้น

 

ชั้นอยากจะเชื่อว่าลูซิฟีน่าเป็นสหายคนเดียวที่ยังเชื่อใจได้

 

「ท่านอะมาสึ」

 

ลูซิฟีน่าเรียกชั้นด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนแบบปกติของเธอ

 

「หลังจากนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเราเอง บทบาทของท่านมันจบแล้ว」

 

「อะไรนะ...?」

 

ดวงตาของเธอคู่นั้นดูไร้อารมณ์ ราวกับจะบอกว่า “ข้าไม่ต้องการที่จะเห็นแกอีกแล้ว”

 

「เดี๋ยวก่อน... ทำไม... แล้วสัญญาของเราล่ะ...? หลังสงครามจบลงเราจะทำให้โลกนี้ไร้ซึ่งสงครามอีกใช่ไหม?」

 

「ฮึ ๆ ๆ...」

 

ชั้นทนไม่ได้เมื่อลูซิฟีน่าระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

ตัวชั้นถูกแช่แข็งจากความช็อก

 

นี่เธอใช่ลูซิฟีน่าที่ชั้นรู้จักแน่เหรอ?

 

「โลกที่ปราศจากสงครามงั้นเหรอ? เฮ้อ... นีท่านเก็บเอาไปคิดเป็นจริงเป็นจังงั้นเหรอ? เป็นเพียงคนที่มาจากต่างโลกแต่พยายามที่จะช่วยโลกนี้เนี่ยนะ? ท่านไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าหัวเราะเหรอ?」

 

「อะไรนะ...?」

 

เธอกำลังพูดอะไร?

 

「คุ ฮ่า ๆ! นี่มันเยี่ยมจริง ๆ อะมาสึ ท่านเป็นเพียงคนเดียวที่ต่อสู้อย่างจริงจัง!」

 

「มันเป็นสิ่งที่เป็นจริงได้แค่เฉพาะในความฝันเท่านั้น ท่านไม่คิดเช่นนั้นเหรอ?」

 

เหล่าสหายของชั้นกำลังแสยะยิ้มที่มุมปาก

นี่เป็นเรื่องจริงงั้นเหรอ?

 

แม้อยากจะเชื่อว่ามันเป็นเพียงความฝัน

แต่ด้วยความเจ็บปวดที่ได้รับ บังคับให้ต้องยอมรับว่ามันคือความเป็นจริง

 

「ข้าได้รับพลังเวทย์ที่จำเป็นเพียงพอแล้ว ลูซิฟีน่าช่วยเก็บกวาดส่วนที่เหลือด้วย」

 

「ลาก่อนท่านอะมาสึ หลับให้สบายและมีความฝันอย่างที่ท่านต้องการ」

 

ด้วยคำพูดของลูเซอร์ เธอยกดาบซึ่งถูกเสริมพลังด้วยเวทมนตร์ เล็งมายังชั้นที่ยังอยู่ในสภาพเดิม

ชั้นขยับขาได้นิดหน่อย แต่หัวใจได้แตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปแล้ว

 

「ลาก่อนผู้กล้าอะมาสึ」

 

หลังจากนั้นเธอก็ลงดาบ

 

ชั้นถูกฟันด้วยพลังเวทย์อันมหาศาลจนร่างของพุ่งทะลุกำลัง และตกลงไปยังด้านนอกของปราสาทจอมมาร

 

ชั้นไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใด ๆ อีกแล้ว

แต่อย่างไรก็ตามมีเพียงคำพูดของพวกทรยศ ที่กำลังล่องลอยอยู่ในจิตใจชั้น

 

มันเป็นสิ่งที่มีความหมายเพียงช่วงเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน...

สายตาของคนเหล่านั้นที่แสยะยิ้มมุมปาก ยังคงฝังอยู่ในใจชั้น

 

「เวร... เอ๊ย!」

 

การที่อยากให้สงครามจบลงเป็นความคิดที่ผิดงั้นเหรอ?

 

ชั้นสงสัยว่ามีอะไรที่เคยทำผิดพลาดไปหรือเปล่า

แต่ชั้นเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

 

ด้วยความผิดหวังและความเกลียดชังที่มีต่อเหล่าสหาย

“กร็อบ” เสียงที่ได้บ่งบอกว่าบางสิ่งบางอย่างได้ถูกทำลายลงดังขั้น จากนั้นจิตใต้สำนึกของชั้นก็มืดลง

 

นี่เป็นเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ในช่วงที่ชั้นถูกอัญเชิญในครั้งแรก

ชั้นที่โดนเหล่าสหายคนสำคัญทรยศ โดนหัวเราะเยาะ และในท้ายสุดก็ถูกฆ่าในฐานะผู้กล้า

 

 

ตึก ตึก เสียงเดินสะท้อนขึ้นมา

เมื่อลืมตาขึ้น ก็พบว่าเป็นอัศวินที่ไปรายงานกษัตริย์

 

จำนวนคนที่มาเพิ่มขึ้นเป็นห้าคน

 

「ท่านฝ่าบาทเรียกให้ไปเข้าเฝ้าขอรับ」

 

อัศวินสี่คนคอยเฝ้าระวัง ส่วนอีกหนึ่งเปิดกรงขังด้วยพวงกุญแจที่ถืออยู่

 

ด้วยการได้เป็นอิสระและไม่มีเครื่องมือคุมขังใด ๆ บนตัว ชั้นสามารถหนีไปได้หากต้องการ

แต่ชั้นจะไม่หนี ก่อนจะหนียังมีอีกหลายสิ่งที่ชั้นไม่เข้าใจ

 

อย่างการที่ชั้นสูญเสียพลังเวทย์ และแขนที่ควรจะถูกตัดขาดออกไปแล้ว

ชั้นควรคิดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ให้รอบคอบก่อนจะทำอะไร

 

ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน

เพียงแค่ต้องแสดงเป็นผู้เชื่อฟังที่ดี เพราะมันจะทำให้ชั้นมีโอกาสอีกมากมายรออยู่

 

-รอก่อนเถอะ ลูเซอร์

แล้วชั้นก็เดินออกมาจากห้องขัง พร้อมกับเหล่าอัศวินที่พยายามฝืนไม่แสยะยิ้มออกมา




NEKOPOST.NET