[นิยายแปล] ความพยายามในการปฏิรูปของเทพแห่งความมืด ตอนที่ 94 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ความพยายามในการปฏิรูปของเทพแห่งความมืด

Ch.94 - ตอนที่ 94 - ตอนที่ 96


ตอนที่ 94 โลกในอุดมคติ

            “เขียนสิ่งที่ต้องการทำลงไปในไลฟ์บล็อกนี้”


คุณยายเขียนตัวอักษรบางอย่างบนอิฐด้วยไม้ไผ่

ดูเหมือนพื้นผิวของมันจะค่อนข้างอ่อน


            “แล้วปล่อยมันลงไปในดิน”


จากนั้นดินก็มารวมตัวกับอิฐจนเป็นแกน, เพิ่มขนาด, ก่อตัวเป็นรูปทรงทีละนิดๆ จากนั้นมันก็กลายเป็นรูปร่างของมนุษย์

แล้วโกเลมก็ปรากฏตัวอีกครั้ง


            “พอมันกลายเป็นแบบนี้แล้ว โกเลมก็จะเคลื่อนไหวไปตามคำสั่งที่เราเขียน เอาล่ะ มาขี่มันกันเถอะ”

            “เอ๋? ขี่?” (ไฮเนะ)


คุณยายขึ้นไปบนมือโกเลมที่ยื่นมือออกมา แล้วขึ้นไปบนไหล่ของมันเรียบร้อย

สำหรับคนแก่แล้ว เธอเป็นคนที่ว่องไวอย่างไม่น่าเชื่อ


            “ฉันเขียนความต้องการให้มันพากลับไปจนถึงบ้านน่ะ เธอเองก็จะไปที่เมืองเหมือนกันใช่ไหม? ถ้าเดินไปตามปกติล่ะก็ ใช้เวลาทั้งวันเลยนะ”


มันก็จริง ผมตั้งว่าจะไปถึงเมืองอิชตาร์เบลซโดยใช้เวลาวันนี้ทั้งวัน แต่เพราะคุยกับคุณยายจนติดลม เวลาก็เลยผ่านไปพอสมควร

ขืนเป็นแบบนี้พระอาทิตย์คงตกดินก่อน และก็คงมืดค่ำกันพอดี


            “...............”


ผมตอบรับข้อเสนอด้วยความยินดี


* * * * *


หากมองจากภายนอกโกเลมดูจะเคลื่อนไหวเชื่องช้า แต่เพราะว่ามันมีร่างกายอันใหญ่ยักษ์ มันจึงก้าวเท้าได้ไกล และไปถึงที่หมายได้เร็วกว่าเท้าของมนุษย์


เมืองหลวงแห่งดินอิชตาร์เบลซ


ต้นไม้ใหญ่ที่ดูมีอำนาจจากระยะไกล พอมาอยู่ใกล้ๆ แล้วมันดูมีอำนาจยิ่งกว่าเดิม

นี่คือตัวปัญหา แกรนด์มาวูด


            “ขนาดแหงนมองขึ้นไปก็ยังมองไม่เห็นยอดเลย........!?” (ไฮเนะ)


ยิ่งไปกว่านั้นความหนาของลำต้น....... ดูเหมือนตรงโคนต้น จะกว้างพอที่จะเอามหาวิหารแห่งแสงซึ่งอยู่ในเมืองอโพรอนไปวางบนนั้นได้

ถ้ารวมรากที่แผ่ขยายไปด้วยล่ะก็ ต้นไม้นั่นน่าจะกินพื้นที่หนึ่งส่วนสิบของพื้นที่อิชตาร์เบซทั้งหมด

แต่นอกจากเรื่องนั้นมันก็เป็นต้นไม้ปกติ อย่างน้อยที่สุดมันก็ดูเหมือนอย่างนั้น

มันยากที่จะเชื่อ ว่าเจ้านี่คือต้นเหตุของภัยพิบัติในโลกที่เรียกว่าสัตว์ประหลาด หนึ่งในมารดาสัตว์ประหลาดทั้งสี่


            “เป็นไงล่ะ? ท่านต้นไม้สุดยอดเลยใช่ไหม?”


โกเลมที่ส่งพวกผมมาถึงที่นี่ได้กลับเป็นดินอีกครั้ง คุณยายจึงเอาบล็อกที่เหลืออยู่เก็บเข้ากระเป๋า


            “นี่คือเมล็ดพันธุ์แห่งความภาคภูมิใจของพวกฉัน ต่อให้ค้นหาทุกๆ แห่งในโลก ก็ไม่มีต้นไม้ต้นไหนที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่า ‘ท่านเสาหลัก’ หรอก”  「TL: 御柱様」

            “ท่านเสาหลัก?” (ไฮเนะ)

            “ทุกคนในเมืองเรียกกันแบบนั้นน่ะ ท่านต้นไม้ผู้ยิ่งใหญ่ประทานพรให้กับผู้คน”


ผมรู้สึกว่ามีใครจ้องมองอยู่ จึงมองไปรอบๆ ในเมืองอิชตาร์เบลซ มีโกเลมมากมายเดินไปเดินมายิ่งกว่าตอนที่ผมอยู่ในฟาร์ม พวกมันคอยถือกระเป๋า, แบกผู้คน, ซ่อมแซมบ้านเรือน พวกมันทั้งหมดกำลังทำงานกันอย่างคล่องแคล่ว

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ จริงๆ แล้ว ที่นี่ก็คือที่ๆ .......


            “.......มนุษย์และสัตว์ประหลาดอยู่ร่วมกัน?” (ไฮเนะ)

            “ทั้งหมดต้องขอบคุณ ‘ท่านเสาหลัก’ ล่ะนะ”


คุณป้าพูดแบบนั้นด้วยความภาคภูมิใจเล็กน้อย


            “พ่อนักท่องเที่ยว เห็นได้จากตรงนี้รึเปล่า? มีคนเกาะอยู่กับพื้นผิวของ ‘ท่านเสาหลัก’?”


พอจ้องไปยังที่ๆ คุณยายชี้ไปมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ มีสิ่งที่เหมือนกับผู้คนกำลังเกาะอยู่ตรงพื้นผิวของต้นไม้ขนาดใหญ่

กีฬาปีนหน้าผา? ไม่สิ อีกฝ่ายเป็นต้นไม้งั้นก็ต้องเป็นกีฬาปีนไม้งั้นเหรอ?

ยังไงก็ตาม มีคนอยู่บนที่สูง แล้วพวกเขาปีนขึ้นไปซะสูงขนาดนั้นได้ยังไงกัน? .......พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่นะ?


            “พวกเขาจะหยิบเจ้านี่น่ะ”


คุณยายพูดแบบนั้นแล้วชี้ไปที่อิฐ


            “เอ๋? งั้น.......!?” (ไฮเนะ)

            “ไลฟ์บล็อกก้อนนี้ออกมาจาก ‘ท่านเสาหลัก’ น่ะ มันยื่นออกมาจากพื้นผิวของต้นไม้ สุดท้ายก็ร่วงลงมาบนพื้น แต่ถ้าปล่อยให้มันร่วงลงมาแล้วไปกระแทกกับหัวของผู้คนเข้ามันก็อันตรายใช่ไหม? เพราะแบบนั้นคนของศาสนจักรก็เลยหันมาเก็บมันก่อนหน้าที่มันจะร่วงลงมาเล็กน้อยน่ะ”


และที่สำคัญที่สุด จากคำบอกเล่าของคุณยาย ผมก็เชื่อมั่นอยู่อย่างหนึ่ง

โกเลมคือสัตว์ประหลาดธาตุดินอย่างแน่นอน แกนกลางของโกเลมนั่นจะกลายเป็นไลฟ์บล็อก และต้นไม้ใหญ่ก็สร้างไลฟ์บล็อกนั้น

ต้นไม้ใหญ่นั่นก็คือ ‘สัตว์ประหลาดที่ให้กำเนิดสัตว์ประหลาด’ นั่นหมายความว่ามันคือมารดาสัตว์ประหลาดอย่างแน่นอน


            “.......อื๋อ? เดี๋ยวก่อนนะครับ?” (ไฮเนะ)


ผมมีเรื่องที่ข้องใจอยู่ก็เลยถามเธอ

ผมชี้ไปยังผู้คนที่กำลังทำงานอยู่บนพื้นผิวของต้นไม้ในตอนนี้.......


            “คุณจะบอกว่า คนที่ไปหยิบไลฟ์บล็อกจากต้นไม้ คือเจ้าหน้าที่ของศาสนจักรแห่งดินสินะครับ? งั้นศาสนจักรแห่งดินก็ดูแลต้นไม้ต้นนั้นอยู่เหรอครับ?” (ไฮเนะ)

            “อา ใช่แล้วจ้ะ”


ตอนนั้นเอง ผมก็รู้สึกถึงการจ้องมองอีกครั้ง

ตั้งแต่ตอนที่เข้ามาใกล้อิชตาร์เบลซ ผมก็รู้สึกถึงการจ้องมองของใครบางคนอยู่ตลอดๆ


            “ถ้าเธอต้องการล่ะก็ ฉันนำทางเธอไปที่พระบรมมหาราชวังสีชาดแห่งดินได้นะ?” 「TL: 地の大紅宮」

            “เอ๋?” (ไฮเนะ)


พระบรมมหาราชวังสีชาด? หมายถึงกองบัญชาการของศาสนจักรแห่งดินงั้นเหรอ?


            “มันหายากที่จะมีนักท่องเที่ยวมาถึงที่นี่ คนของศาสนจักรเองก็อยากฟังเรื่องราวภายนอกเหมือนกัน พวกเขาก็เลยบอกไว้ว่า ถ้าเจอนักท่องเที่ยวก็พามาได้เสมอ ดูเหมือนพวกเขาจะเตรียมที่พักและอาหารไว้ด้วย ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายสำหรับเธอใช่ไหมล่ะ?”


มันก็จริงนะ

เพื่อจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในเมืองนี้ ผมจำเป็นต้องติดต่อกับศาสนจักรแห่งดิน


            “งั้น ผมขอรับข้อเสนอไว้นะครับ ......ขอโทษด้วยนะครับ ที่ต้องให้คุณช่วยอะไรหลายๆ อย่าง” (ไฮเนะ)

            “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ฉันเองก็มีหลานอยู่เหมือนกัน ตอนนี้พวกเราแยกกันอยู่ แต่ถ้าฉันปฏิบัติกับคนแปลกหน้าด้วยความโอบอ้อมอารีล่ะก็ ฉันคิดว่าหลานของฉันก็คงจะได้รับการปฏิบัติด้วยความโอบอ้อมอารีจากคนแปลกหน้าคนนั้นเหมือนกัน”


.......อาา

หยุดเถอะครับ

ถ้านึกถึงคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านเกิดล่ะก็ ผมคงจะร้องไห้แน่ๆ

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 95 นักปราชญ์

            “นักท่องเที่ยวเอ๋ย ยินดีที่ได้พบนะ”


ผมที่มาถึงพระบรมมหาราชวังสีชาดแห่งดิน หรือก็คือกองบัญชาการของศาสนจักรแห่งดินนั้น ได้ถูกนำทางเข้ามาข้างในโดยเจ้าหน้าที่ของศาสนจักร


ผู้ที่รอผมอยู่ที่นั่นก็คือชายแก่ที่ดูอายุประมาณ 50 ปี

เท่าที่ผมได้ยินมา คนๆ นี้ดูเหมือนจะเป็นผู้ก่อตั้งของศาสนจักรแห่งดิน

การได้พบกับคนที่ยิ่งใหญ่อย่างนั้นได้โดยง่าย ทำให้ผมไม่สามารถควบคุมความสับสนได้


            “อะไรกัน ถึงจะพูดว่าผู้ก่อตั้ง แต่ในศาสนจักรบ้านนอกแบบนี้ก็ไม่มีเรื่องให้ฉันทำมากมายนักหรอกครับ แขกที่ช่วยให้ฉันหายเบื่อได้น่ะ ฉันยินดีต้อนรับเสมอครับ”


ความประทับใจที่มีก็คือความผอมและใบหน้าเรียว แต่แขนขาก็มีเนื้อที่ดูแข็งแรง และถ้าดูให้ดีๆ ล่ะก็ ผมรู้สึกว่าเขาดูมีกล้ามเนื้อด้วย

จะว่ายังไงดีล่ะ? ผมควรจะพูดว่ามันเป็นกล้ามที่เหมาะสมกับหลักของธรรมชาติได้รึเปล่า? เพราะถ้าเขาฝึกฝนตามใจชอบล่ะก็ ไม่มีทางที่เขาจะได้กล้ามเนื้อแบบนี้มาหรอก มันคือรูปร่างที่คนเราได้มาโดยการทำงานด้วยความอุตสาหะอย่างต่อเนื่องทุกวี่ทุกวันเท่านั้น

ผิวหนังที่ตากแดดจนคล้ำก็บ่งบอกถึงการดำเนินชีวิตของเจ้าตัวในแต่ละวันเช่นกัน


            “ศาสนจักรบ้านนอกอะไรกันครับ ศาสนจักรแห่งดินเป็นหนึ่งในศาสนจักรทั้งห้าที่มีอำนาจบารมีในโลกไม่ใช่เหรอครับ? ตั้งแต่ที่ผมเดินทางจนกระทั่งมาถึงที่นี่น่ะ ผมเห็นพื้นที่การเกษตรขนาดใหญ่ที่แผ่ขยายไปจนสุดลูกหูลูกตาเลยนะครับ พื้นที่การเกษตรที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นน่ะ ศาสนจักรอื่นๆ ไม่มีในครอบครองหรอกครับ” (ไฮเนะ)

            “ทั้งหมดคือพรของท่านพระแม่ธรณีครับ”


พอผมแสร้งชมแทนการทักทาย ผู้ก่อตั้งแห่งดินก็ตอบรับมันไว้ด้วยความถ่อมตัว

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ที่ผมบอกว่าพื้นที่การเกษตรขนาดใหญ่ที่แผ่ขยายไปรอบๆ อิชตาร์เบลซว่าใหญ่ที่สุดในโลกน่ะ มันไม่ใช่คำยกยอที่ดูเกินจริงเลย เพราะว่าผมถูกความยิ่งใหญ่นั่นครอบงำไปโดยปริยาย


            “ท่านพระแม่ธรณีแมนเทิลที่พวกเราบูชา คือเทพธิดาแห่งความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดินครับ ผลผลิตที่ออกดอกออกผล ซึ่งงอกออกมาบนพื้นดินนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่เป็นสิ่งที่ท่านแมนเทิลประทานให้ครับ หากพวกเราที่บูชาท่านแมนเทิลผู้นั้นเมินเฉยต่อพรแห่งดินล่ะก็ มันจะเป็นการดูหมิ่นท่านครับ”

            “วิเศษไปเลยครับ!” (ไฮเนะ)


ผมรู้สึกว่าตัวเองได้พบกับผู้ก่อตั้งที่ดูเหมือนผู้ก่อตั้งจริงๆ เป็นครั้งแรก

ผู้ก่อตั้งคนนั้น เอาไปบ์ออกมาจากกล่องยาสูบที่วางไว้ใต้แขนด้วยท่าทางสงบนิ่งแล้วจุดไฟ การกระทำของเขาช่างเป็นอากัปกิริยาที่ดูสุขุมเหลือเกิน


            “แต่ว่า อิชตาร์เบลซนี้ เมื่อเปรียบกับเมืองที่เป็นกองบัญชาการของศาสนจักรอื่นๆ แล้ว มีสิ่งที่แตกต่างกันอยู่มากมายเลยครับ โดยเฉพาะเจ้านั่น.......” (ไฮเนะ)

            “โกเลมเหรอครับ? มันก็จริงอยู่ แขกที่มาที่นี่เป็นครั้งแรก ทุกคนล้วนแต่ตกใจกันทั้งนั้นครับ”


กะแล้วว่าต้องเป็นแบบนั้น

ควันของยาสูบออกมาจากปากของผู้ก่อตั้ง


            “สำหรับพวกเราแล้ว มันเป็นเรื่องที่ปกติสุดๆ เลยล่ะครับ ก่อนหน้าที่พวกเราจะเกิดมาก็มี ‘ท่านเสาหลัก’ ปรากฏอยู่แล้ว พวกเราเกิดมาพร้อมๆ กับโกเลมที่ ‘ท่านเสาหลัก’ สร้างขึ้น โกเลมจึงเป็นเพื่อนของพวกเรา และก็เป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยเหลือการดำรงชีวิตของพวกเราเช่นกันครับ”

            “เอ่อ....... ผมก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี แต่จู่ๆ จะให้ยอมรับทันทีน่ะมันยากนะครับ” (ไฮเนะ)


เพราะเดิมที สัตว์ประหลาดคือศัตรูของมนุษย์


            “ฉันเองก็เข้าใจความสับสนของผู้ที่มาจากภายนอกเหมือนกันครับ ตอนที่ฉันยังเป็นหนุ่ม ฉันก็ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นผู้ที่เหมาะสมจะเป็นผู้ก่อตั้งแห่งดิน จึงออกตระเวนไปตามประเทศอื่นๆ เพื่อศึกษาหาความรู้ พอทำแบบนั้นฉันก็ได้เข้าใจเป็นครั้งแรกว่า ความสัมพันธ์ของโกเลมกับพวกเรา มันแปลกประหลาดแค่ไหน”

            “จากนั้น......?” (ไฮเนะ)

            “ครับ ฉันเห็นมันแล้วครับ ศาสนจักรอื่นๆ อย่างแสง, ลม, ไฟ และน้ำต่อสู้กับสิ่งโหดร้ายที่เรียกว่าสัตว์ประหลาด และได้รับบาดเจ็บ ศาสนจักรแห่งดินของพวกเราเองก็เป็นผู้ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน ดังนั้นพวกเราจึงรู้ได้ด้วยสัมผัสจากการฝึกฝนว่า สัตว์ประหลาดและโกเลม เป็นสิ่งที่เหมือนกันครับ”


ถ้าพูดให้ชัดกว่านั้นล่ะก็ ควรจะพูดว่าโกเลมคือสัตว์ประหลาดประเภทหนึ่ง


            “แน่นอนว่าสัตว์ประหลาดก็ปรากฏตัวรอบๆ อิชตาร์เบลซนี้เหมือนกัน พวกมันเป็นสัตว์ประหลาดธาตุลม, น้ำ, ไฟ ศาสนจักรแห่งดินของพวกเราไม่ได้ละเลยที่จะเตรียมการรับมือกับพวกมันที่เป็นภัยคุกคาม กำลังทหารของพวกเรา กองกำลังทำลายล้างทุกสิ่งให้เป็นเถ้าธุลีถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดี และฮีโร่แห่งดินเองก็ทำงานอย่างขะมักเขม้นเช่นกันครับ”

            “อา มีอยู่จริงๆ สินะครับ ฮีโร่แห่งดินน่ะ” (ไฮเนะ)


มันก็แหงอยู่แล้วล่ะ


            “ตอนนี้ เธอออกไปจากพระบรมมหาราชวังสีชาดเพราะภาระหน้าที่ แต่ถ้าคุณที่เป็นแขกตั้งใจที่จะอยู่ที่นี่เป็นเวลานานล่ะก็ คุณจะได้พบกับเธอทันทีที่เธอกลับมา และฉันก็อยากให้เธอได้ฟังเรื่องราวภายนอกเช่นกันครับ เธอเป็นคนที่จะต้องรับผิดชอบศาสนจักรในอนาคต ฉันจึงต้องการเปิดโลกทัศน์ของเธอให้กว้างที่สุดเท่าที่ทำได้ครับ”


แล้ว เรื่องราวก็ออกนอกกรอบเล็กน้อย

ในขณะที่เล่นกับไปบ์ที่อยู่ในมือ ผู้ก่อตั้งก็กลับมาเรื่องเดิม


            “และตอนที่ต่อสู้กับสัตว์ประหลาดชั่วร้าย โกเลมก็กลายเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งครับ”

            “แน่ล่ะครับ พลังและร่างยักษ์นั่น ถ้าเป็นสัตว์ประหลาดทั่วไปล่ะก็ มันคงจะรับมือได้อย่างสบายๆ เลยล่ะครับ” (ไฮเนะ)


พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือโกเลมเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ทุกเรื่อง

ผมไม่นึกไม่ฝันจนกระทั่งได้มาที่นี่ การที่สัตว์ประหลาดกับมนุษย์ร่วมมือกัน สามารถสร้างโลกที่ปรองดองได้ถึงขนาดนี้


ตอนนี้ผมเข้าใจเหตุผลที่โยริชิโระแนะนำผม ตอนที่จะออกเดินทางมายังอิชตาร์เบลซว่า ‘พยายามอย่าเอาอุปกรณ์อีเธอเรียลเข้าไปในอิชตาร์เบลซให้มากที่สุดจะดีกว่านะคะ’ แล้วล่ะ

จริงๆ แล้ว ตอนที่เข้ามาในเมืองนี้ ผมก็แทบจะไม่เห็นอุปกรณ์อีเธอเรียลเลย

เพราะมันไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพื้นที่การเกษตรขนาดใหญ่, การซ่อมแซมและสร้างบ้าน, หรือการเคลื่อนย้าย กระทั่งวิธีการต่อสู้ด้วยอีเธอเรียลก็ถูกสั่งห้าม เพราะพวกเขาเอาโกเลมเข้ามาแทนที่

ถ้าผมเอาอุปกรณ์อีเธอเรียลเข้ามาอย่างโง่ๆ ล่ะก็ ผมคงจะถูกตั้งข้อสงสัยและเข้าใจว่าเป็นคนต่างถิ่นทันที


            “คุณแขก ในฐานะที่ฉันเป็นผู้ก่อตั้งของศาสนจักรแห่งดิน และยังเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในอิชตาร์เบลซ ฉันคิดมานานแล้วว่า สำหรับพวกเราแล้ว โกเลมคืออะไร? ฉันคิดว่าสัตว์ประหลาดในโลกใบนี้ คือสิ่งที่มีไว้ลงทัณฑ์มนุษย์ที่ลืมเคารพนับถือเทพ ถ้ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ ล่ะก็.......”


ทั้งๆ ที่มันเป็นสัตว์ประหลาดเหมือนกัน โกเลมก็ยังช่วยเหลือมนุษย์ ..........


            “.......มันอาจจะเป็นการอวยพรให้กับมนุษย์ที่ท่านพระแม่ธรณีแมนเทิลส่งมาก็ได้นะ”


มันก็จริงอยู่ ผมเองก็อยากจะคิดแบบนั้น

ถึงมันจะเป็นสัตว์ประหลาดเหมือนกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับธาตุอื่นอีกสามธาตุแล้ว มีเพียงสัตว์ประหลาดธาตุดินเท่านั้นที่ติดต่อกับมนุษย์ และมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

แล้วในหมู่ศาสนจักรทั้งห้าที่นี่ก็แตกต่างจากที่อื่นๆ และถึงจะเป็นอย่างนั้นที่นี่ก็ประสบความสำเร็จในการพัฒนาที่ไม่ด้อยไปกว่าที่ไหนๆ

หลักฐานนั้นก็ไม่ใช่อะไรอื่น นั่นก็คือพื้นที่การเกษตรอันกว้างใหญ่นั่น


            “.........โอ๊ยหยา ไม่ดีเลย ฉันพึ่งจะสังเกตุว่าตัวเองพูดแต่เรื่องของทางนี้”


ผู้ก่อตั้งแห่งดิน สูบควันจากไปบ์ เพื่อรักษาอาการระคายคอจากการพูดคุย 「TL: ไม่เข้าใจครับ 地の教主は、喋り疲れた喉を癒すように、煙管から煙を吸った。」


            “ทั้งๆ ที่ฉันให้คุณมาที่นี่แท้ๆ การให้คุณมานั่งฟังเรื่องราวของคนแก่อย่างฉันมันเป็นการเสียมารยาท คราวนี้ ฉันที่เป็นคนบ้านนอกคอกนาขอฟังเรื่องราวของคุณหน่อยนะ ........จะว่าไปฉันยังไม่ได้ถามชื่อของคุณเลย ไม่ไหวๆ ความไม่รอบคอบของฉันนี่มันน่าละอายจริงๆ”

            “ไม่หรอกครับ ความจริงแล้วผมก็แนะนำตัวช้าไปเหมือนกัน ผมคือ คุโรมิยะ ไฮเนะครับ” (ไฮเนะ)


*แคร้ง*


เสียงกระแทกพื้นของพระบรมมหาราชวังสีชาดดังขึ้น

ผู้ก่อตั้งแห่งดิน ปล่อยไปบ์ที่ถืออยู่ออกมาจากมือ


            “...............!?”


ดูเหมือนท่าทีของผู้ก่อตั้งจะเปลี่ยนไป

ดวงตาหรี่ๆ ที่ดูเหมือนชายสูงอายุท่าทางใจดีมาจนถึงตอนนี้เบิกตากว้าง แล้วจ้องผมเขม็ง


            “.......เอ่อ มีอะไรรึเปล่าครับ?” (ไฮเนะ)

            “มะ-ไม่มีๆๆๆ.......! ไม่มีอะไรครับๆ ! อะไรกันเนี่ย ฉันคงจะอัดมันมากไป เรี่ยวแรงที่มือมันก็เลยหายไปน่ะนะ!?”


พอพูดแบบนั้น ผู้ก่อตั้งก็เก็บไปบ์ขึ้นมาด้วยความเร่งรีบ แล้วก็เผลอทำมันหล่นอีกครั้ง

แน่นอนว่าผมสงสัยท่าทางมีพิรุธนี้ แต่ผมก็ไม่ควรทำตัวกระโตกกระตาก

ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่บอกเหตุผล ผมก็จะแสร้งว่าตัวเองไม่ได้สังเกตุ หลังจากเปิดเผยเรื่องภายนอกโดยไม่มีอุปสรรคแล้ว การสนทนากับผู้ก่อตั้งของศาสนจักรแห่งดินก็สิ้นสุดลง


และผมก็รู้สึกได้ถึงการจ้องมอง

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 96 การชี้นำของนางไม้

และก็ถึงยามดึก


ผมที่ถูกเสนอห้องพักยามราตรีจากศาสนจักรแห่งดิน ได้นอนอยู่ในห้องรับรองแขกของพระบรมมหาราชวังสีชาด ณ  กองบัญชาการนั้น

มันเรียบง่ายยิ่งกว่าห้องรับรองแขกที่ผมเคยอยู่ในเมืองการค้าและการท่องเที่ยวไฮดร้าวิลเลจ เพราะมันไม่ได้ตกแต่งอะไร ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นห้องที่ดูจะนอนได้สบายๆ และเงียบสงบ


แต่ผมยังไม่ได้นอน

เพราะว่าผมมีเรื่องที่จะต้องทำก่อนหน้านั้น

อันดับแรก ผมแกล้งทำเป็นนอนจนกระทั่งเวลาผ่านไปได้สักพักหนึ่ง แล้วรอจนผู้คนรอบๆ หลับสนิท


            “.......จวนจะได้เวลาแล้วสินะ” (ไฮเนะ)


วี่แววจากห้องข้างๆ ที่แอบดูท่าทีของผมหายไปแล้ว

คงจะเป็นยามรักษาการณ์ของศาสนจักร มันคงจะมีความเกี่ยวข้องอะไรบางอย่างกับท่าทีแปลกๆ ที่ชัดเจนของผู้ก่อตั้งในช่วงที่พวกเราสนทนากันสินะ?

แต่การที่พวกเขาคิดไปเองว่าผมหลับสนิท ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้ซีเรียสอะไรกับผมมากขนาดนั้น

สำหรับพวกเขาแล้ว ตัวผมมีสิ่งที่สำคัญบางอย่างงั้นเหรอ?

เรื่องนั้นมันยังค้างคาใจผมอยู่ แต่ตอนนี้ผมมีเรื่องที่จะต้องก่อนทำให้กระจ่างเสียก่อน

ผมกระโดดออกมาจากหน้าต่างของห้องรับรองแขก......


            “Dark Matter Set”


ผมใช้แรงต้านของสสารมืดที่เกิดขึ้น แล้วกระโดดขึ้นไปข้างบน

ผมทำแบบนั้นซ้ำๆ เรื่อยๆ, เรื่อยๆ ขึ้นไปข้างบนเรื่อยๆ

สิ่งที่ผมเล็งไว้ก็คือ ต้นไม้ใหญ่ที่เป็นตัวแทนอิชตาร์เบลซนี้ ผมจะขึ้นไปจนกระทั่งถึงจุดสูงสุดของ 'ท่านเสาหลัก' ซึ่งเป็นชื่อที่เรียกกันทั่วไป


ขึ้นไป, ขึ้นไป, ขึ้นไป, ขึ้นไป, ขึ้นไป, ขึ้นไป, ขึ้นไป, ขึ้นไป, ขึ้นไป, ขึ้นไป.......


            “.............................................”


ยังไม่ถึงอีกเหรอ?

ผมดูถูก 'ท่านเสาหลัก' สินะ

พอมองจากระยะไกลแล้ว ผมก็เข้าว่ามันคือต้นไม้ที่สูงเหลือเกิน แต่พอมาสัมผัสด้วยตัวเองแล้วผมไม่ได้เข้าใจเอาซะเลย

หลังจากเวลาผ่านไปมากพอจนนับได้ถึงหนึ่งพันนั้น ท้ายที่สุดผมก็ขึ้นไปจนถึงด้านบนของกิ่งก้านที่เรียกว่าจุดสูงสุด

ยังไงก็ตาม มันไม่ใช่ภูเขา มันเป็นต้นไม้ ดังนั้นบนจุดสูงสุดจึงมีแต่ใบไม้ที่แผ่ขยายไปสุดลูกหูลูกตา

เนื่องจากผมขาดที่ยืน ผมจึงหยุดอยู่บนอากาศด้วยผลของสสารมืด แล้วค้นหาบริเวณรอบๆ โดยละเอียด


ผมกำลังค้นหาอะไรอยู่งั้นเหรอ?


ผมรู้สึกมาตลอดเลยว่า มีสายตากำลังมองผมโดยไม่หยุดไม่หย่อน ตอนที่เข้ามาในอิชตาร์เบลซ, ตอนที่กำลังวุ่นวายอยู่กับโกเลมและคุณยายในฟาร์มขนาดใหญ่ และตอนที่สนทนากับผู้ก่อตั้งในกองบัญชาการของศาสนจักรแห่งดิน ผมก็รู้สึกถึงสายตามาตลอด

และตอนที่ผมยืนยันรูปร่างของต้นไม้ใหญ่จากฝั่งตรงข้ามระหว่างภูเขาที่อยู่ห่างไกลนี้ ผมก็รู้สึกถึงสายตาที่แอบมองมาทางนี้จากระยะไกล


ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ ผู้คนมากมายเรียกมันว่า 'ท่านเสาหลัก' ความจริงแล้ว มันคือมารดาสัตว์ประหลาดแห่งดิน แกรนด์มาวูด


แน่นอนว่า พื้นฐานของมันคงจะแตกต่างจากต้นไม้ธรรมดาต้นอื่น

ความใหญ่ที่เกินกว่าปกตินี้ไม่จำเป็นต้องพูดถึง น้ำยางจากลำต้นของมันก็เป็นจุดที่สร้างอิฐที่มีชีวิตซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามว่าไลฟ์บล็อกเช่นกัน แต่ว่า.......

มันดันมีอย่างอื่นอยู่ด้วย


            “ได้ยินใช่ไหม? ออกมาซะ!!” (ไฮเนะ)


ผมขึ้นเสียงบนจุดสูงสุดของต้นไม้ขนาดใหญ่

ผมใช้เวลาขนาดนี้ถึงจะขึ้นจากพื้นดินมาที่นี่ได้ ถึงผมจะตะโกนสุดเสียงมันก็ไปไม่ถึงพื้นดินหรอก เพราะงั้นผมจึงไม่ต้องเกรงใจ


            “ผมรู้นะ! กำลังมองผมอยู่ใช่ไหม!? ผมรู้สึกได้ถึงสายตา ตั้งแต่ที่ต้นไม้ต้นนี้เข้ามาในมุมมองของผมแล้ว!!” (ไฮเนะ)


ใช่ นอกจากความใหญ่แล้วดูเหมือนมันไม่มีอะไรแปลกประหลาดเลย แต่ความจริงแล้ว มันไม่ใช่ต้นไม้

มันคือสัตว์ประหลาดประเภทต้นไม้

มันพูดไม่ได้เหมือนกับต้นไม้มากมายที่เติบโตอยู่บริเวณรอบๆ

คงจะจับตาดูคนที่เข้ามาในอาณาเขตของต้นไม้ซึ่งมีเป้าหมายที่จะทำลายมันอยู่ตลอดเวลา


            “ใช่ไหมล่ะ!? ไม่ใช่รึไง!?” (ไฮเนะ)


แล้วการเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้น


ตรงปลายเท้าซึ่งเป็นสีเขียวชะอุ่มมาจนถึงตอนนี้ได้เกิดการเปลี่ยนสีขึ้น

สีม่วงอ่อน? หรือว่าสีชมพูอ่อน? ยังไงก็ตามมันเป็นสีที่เจิดจ้า แต่ก็เป็นสีที่ดูไม่แน่นอนและดูอ่อนๆ

การแตกหน่อของดอกไม้ สีแบบนั้น


            “ดอกไม้....... แตกหน่อ........!?” (ไฮเนะ)


ถึงจะเรียกว่าดอกไม้ เดิมทีมันก็อยู่ในต้นไม้ขนาดยักษ์ต้นนี้ ดอกไม้ที่ติดอยู่กับต้นไม้ใหญ่นั้นก็ใหญ่มากเหมือนกัน ระดับของการแตกหน่อก็เลยยิ่งกว่าความสูงของผม


            “หรือว่า ต้นไม้ต้นนี้ มีดอกไม้บานงั้นเหรอ!?” (ไฮเนะ)


จากนั้นดอกไม้ที่แตกหน่อเมื่อสักครู่ก็ค่อยๆ ผลิบาน แล้วกลีบดอกไม้หลายกลีบก็แผ่ออกมา

และสิ่งที่ออกมาจากข้างในนั้นก็ไม่ใช่เกสรตัวผู้หรือเกสรตัวเมีย แต่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง

เธอไม่ใช่มนุษย์ แค่เหลือบมองผมก็เข้าใจได้แล้ว

รูปร่างของเธอคล้ายคลึงกับมนุษย์ผู้หญิงสุดๆ แต่ปกติมนุษย์ทั่วไปเขาก็ไม่ได้ออกมาจากดอกไม้อยู่แล้ว นอกจากนั้น ผิวของร่างกายนั่นก็มีสีอ่อนๆ ที่เจิดจ้าแบบสีม่วงอ่อนและสีพีชที่เหมือนกับดอกไม้อยู่

และตัวผมเอง ก็เข้าใจได้ในแว่บแรกว่า


            “.......เธอ แมนเทิลงั้นเหรอ?” (ไฮเนะ)


พระแม่ธรณีแมนเทิล

มหาเทพทั้งห้าแห่งการสร้างโลก เทพธิดาผู้ปกครองผืนดิน

ในฐานะเทพแห่งความมืดเอ็นโทรปีผู้มาจุติ ผมจึงเข้าใจได้ว่าเธอเป็นเหมือนกัน


ผมไม่เข้าใจเหตุผลที่เธอมาปรากฏตัวบนโลกด้วยร่างกายแบบนั้น และผมก็งุนงงเลยไม่ได้พูดอะไร

จากนั้น ตอนที่ผมคิดว่าความเงียบได้ผ่านไปสักพักหนึ่ง


            “…………………………ขอโทษนะคะ” (แมนเทิล)

            “เอ๋?” (ไฮเนะ)


จู่ๆ เธอก็ขอโทษ


            “ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ยกโทษให้ฉันเถอะนะค้าาาา———าา!!” (แมนเทิล)


แมนเทิลขอโทษรัวๆ ราวกับพายุพลางร้องไห้!?


            “เหวอออออ!? อะไรฟะเนี่ยยยยยย!?” (ไฮเนะ)

            “ได้โปรดยกโทษให้ฉันด้วยนะค้าาาาา!? จะให้ฉันทำอะไรก็ได้ค่าาาาาาา!?” (แมนเทิล)


ผมพูดโดยพยายามไม่ให้เธอมาเกาะตัวผม

มิหนำซ้ำแมนเทิลผู้นี้ ถึงจะอยู่ในรูปร่างที่เหมือนกับมนุษย์ แต่เธอก็ตัวใหญ่จนผมไม่คิดว่าเธอจะเป็นมนุษย์

เพราะเด็กสาวออกมาจากดอกไม้เบ้อเริ่มเทิ่มที่แตกหน่อจากต้นไม้ที่ใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม เธอก็เลยตัวใหญ่ขนาดนี้

ยิ่งกว่าความสูงของผมอีก

ขืนให้ของแบบนั้นมาเกาะผมล่ะก็ มันคงเหมือนกับหมาตัวใหญ่เข้ามาใกล้ๆ....... ไม่สิเปรียบเทียบแค่นั้นมันยังไม่พอหรอก มันก็เหมือนกับสัตว์ร้ายอย่างเสือและสิงโตกระโจนเข้าใส่

กับฝ่ายตรงข้ามซึ่งเป็นสัตว์ที่มีความสามารถในการฆ่าอย่างแน่นอนนั้น มันก็คือการล้อเล่นกับความเป็นความตายดีๆ นี่ล่ะ


            “ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะคะ, ขอโทษนะค้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!” (แมนเทิล)

            “สงบสติอารมณ์สักทีสิโว้ยยยยยยยยยยยย!?” (ไฮเนะ)


เพราะความสับสนวุ่นวาย การสร้างสสารมืดจึงถูกตัดขาด จากนั้นแรงดึดดูดและพลังในการลอยตัวที่จำเป็นก็หายไป


            “เหวออออ!?”

            “กรี๊ดดดดดดด!?”


ผมกับแม่สาวยักษ์จึงล้มหัวทิ่ม แล้วพรวดพราดเข้าไปในกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ใหญ่ที่เจริญเติบโต

◆◆◆◆◆




NEKOPOST.NET