[นิยายแปล] ความพยายามในการปฏิรูปของเทพแห่งความมืด ตอนที่ 92 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ความพยายามในการปฏิรูปของเทพแห่งความมืด

Ch.92 - ตอนที่ 92 สู่อ้อมอกของพระแม่ธรณี


เมืองหลวงแห่งดิน อิชตาร์เบลซ

เมืองหลวงซึ่งเป็นกองบัญชาการของศาสนจักรแห่งดินนั้น ได้แยกออกมาจากเมืองหลวงแห่งแสงอโพรอน, เมืองหลวงแห่งไฟมุสเปลไฮม์ และเมืองหลวงแห่งน้ำไฮดร้าวิลเลจไกลมาก ดังนั้นมันจึงเป็นเมืองที่เป็นเอกเทศและไม่มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมเลย

มิหนำซ้ำทางทิศตะวันตกก็มี ‘ทะเลทรายไร้นาม’ แผ่ขยายออกไป ผู้คนที่ต้องการไปยังเมืองอื่นจึงมีความเสี่ยงที่จะพลัดหลงอยู่ในพื้นที่แห่งความตาย เพราะงั้นมันก็เลยไม่มีผู้คนสัญจรไปมา ความเป็นเอกเทศจึงมากกว่าเดิม

ด้วยสภาพที่ปิดประเทศโดยสิ้นเชิงตามธรรมชาตินั้น ถ้ามองจากภายนอกล่ะก็ มันคือเมืองลึกลับที่เต็มไปด้วยปริศนา

นั่นก็คือเมืองหลวงแห่งดินอิชตาร์เบลซ


มันเป็นเมืองที่ผู้คนซึ่งอาศัยอยู่บูชาพระแม่ธรณีแมนเทิล หนึ่งในมหาเทพทั้งห้าแห่งการสร้างโลก

ผมกำลังมุ่งไปที่นั่นด้วยเครื่องจักรที่บินไปในท้องฟ้าคันจิ๋วคนเดียว


            “แต่ว่ามารดาสัตว์ประหลาด อยู่ตรงใจกลางเมืองที่ผู้คนอาศัยอยู่เนี่ย......” (ไฮเนะ)


ถึงอิชตาร์เบลซจะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยปริศนา แต่ต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งสูงตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองก็ดูจะมีชื่อเสียง แม้จะเป็นการเปรียบเทียบจากนอกเมืองก็เถอะ

ถึงจะบอกว่าไม่มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม แต่บางครั้งก็มีนักท่องเที่ยวจากเมืองอื่นมาเพื่อตรวจตราโลก สิ่งที่เป็นความภาคภูมิใจอันดับแรกของคนที่อยู่แดนไกลอย่างพวกเขาก็คือ ต้นไม้ใหญ่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมือง

ผู้คนของศาสนจักรแห่งน้ำ, แสง และไฟก็เช่นกัน ตอนที่ผมถามเกี่ยวกับเมืองหลวงแห่งดินอิชตาร์เบลซน่ะ ส่วนใหญ่ตอบผมมาว่า ‘อ๋อ เมืองที่มีต้นไม้ใหญ่อยู่สินะ นอกจากเรื่องนั้นฉันก็ไม่รู้แล้วล่ะ’


ความจริงแล้ว ตอนที่ผมนำข้อมูลของแกรนด์มาวูดที่ได้จากโนวามาให้คนรู้จักของผม โยริชิโระซึ่งเป็นเทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่นผู้มาจุติ เธอก็ตกตะลึงและพูดขึ้นมาว่า ‘เอ๋ มันเป็นแบบนั้นหรอกเหรอคะ!?’

ถึงจะมีชื่อเสียง แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่ามันคือต้นเหตุของภัยพิบัติที่เรียกว่าสัตว์ประหลาด ดูเหมือนมันจะอยู่ในสภาพนั้น


            “อีกอึดใจเดียวก็จะถึงเมืองที่แกรนด์มาวูดอยู่แล้ว งั้นก็พุ่งไปสุดตัวเลย!” (ไฮเนะ)


ผมตะโกนขึ้นมาอย่างร่าเริงพลางหันหลังกลับ

ไม่มีใครอยู่เลย

ใช่แล้ว คราวนี้ผมเดินทางคนเดียว

แม้จะมาถึงระยะที่มองเห็นหมู่ไม้ของแกรนด์มาวูด มันก็ไม่มีใครอยู่ทางซ้ายและทางขวาของผมเลย


ถึงมันจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักในการขุดรากถอนโคนสัตว์ประหลาดออกไปจากโลกใบนี้ แต่การเดินทางในครั้งนี้ ผมต้องการหาข้อสรุปด้วยตัวเอง ดังนั้นผมจึงเดินทางมาตามลำพัง

ฮีโร่แห่งแสงคุณคาเรนที่อยู่ด้วยกันมาจนถึงตอนนี้ไม่ว่าผมจะไปที่ไหนก็ตาม คราวนี้ผมปฏิเสธที่จะให้เธอมาด้วย ถ้าผมเคลื่อนไหวกับฮีโร่ล่ะก็ ความสะดวกมากมายที่จะช่วยในการทำงานก็จะกลายเป็นตรงกันข้าม และมันอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้


ด้วยเหตุนี้ คราวนี้ผมจึงตั้งใจมาแค่คนเดียว


ไม่สิ มันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ? การเดินทางคนเดียวครั้งแรก ผมจะได้ทำตามที่ตัวเองอยากทำโดยไม่ต้องเกรงใจใครไม่ใช่เหรอ?


            “ถ้าอย่างงั้น ทุกคน ไปที่เมืองหลวงแห่งดิน อิชตาร์เบลซกันเถอะ.......!” (ไฮเนะ)


ผมตะโกนไปข้างหลัง พลางยกมือขึ้นมาเต็มที่.........

จริงสิ ไม่มีใครอยู่นี่หว่า


.......ผมไม่ได้เหงาสักหน่อย!


* * * * *


ผมลงมาจากเครื่องจักรที่บินไปในท้องฟ้าคันจิ๋วที่ขับมา ในภูเขาก่อนหน้าที่จะถึงอิชตาร์เบลซพอสมควร แล้วเอามันไปแอบอยู่ในพุ่มไม้

ทำไมผมถึงทำอะไรอย่างนั้นน่ะเหรอ? เพราะว่าผมได้คำแนะนำมาจากโยริชิโระตอนที่จะออกเดินทางมาน่ะ


‘พยายามอย่าเอาอุปกรณ์อีเธอเรียลเข้าไปในอิชตาร์เบลซให้มากที่สุดจะดีกว่านะคะ’


เธอไม่ได้อธิบายอย่างละเอียด

การให้ข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ แล้วพูดจาแบบมีนัยนี่สมกับเป็นเธอจริงๆ

แต่โยริชิโระก็ไม่ใช่คนที่จะให้คำแนะนำโดยไม่คิด ผมจึงทิ้งเครื่องจักรที่บินไปในท้องฟ้าคันจิ๋วไว้ที่นี่ตามคำแนะนำของเธอแต่โดยดี

มันเป็นของที่ยืมมาจากศาสนจักรหรือก็คือโยริชิโระ ส่วนราคาของมันน่ะ ถ้าผมไปทำมันพังล่ะก็ ผมคงไม่มีปัญญาชดใช้แน่

ผมอำพรางมันไว้ด้วยหญ้า และทำสัญลักษณ์เฉพาะที่มีแต่ผมเท่านั้นที่รู้ การอำพรางเสร็จสมบูรณ์

ผมมุ่งหน้าไปยังอิชตาร์เบลซที่อยู่ข้างหลังด้วยการเดิน


เท่าที่ผมมองจากบนท้องฟ้าด้วยเครื่องจักรที่บินไปในท้องฟ้าคันจิ๋ว มันเป็นระยะทางที่ใช้เวลาในการเดินประมาณหนึ่งวัน

ถึงอย่างนั้น กรณีที่ผมเดินไปตั้งแต่แรก ระยะทางจากเมืองอโพรอนไปถึงที่นั่นจะใช้เวลาอย่างน้อยที่สุดหนึ่งเดือน การที่ผมสามารถเดินทางมาถึงได้ภายในเวลาไม่กี่วัน จึงนับได้ว่าเครื่องจักรที่บินไปในท้องฟ้าคันจิ๋วมันสะดวกสบายเอามากๆ

ผมผ่าน ‘ทะเลทรายไร้นาม’ ที่รออยู่ข้างหน้าโดยไม่หวั่นเกรง เพราะอารยธรรมได้ทำให้มนุษย์มีอิสระถึงขนาดนี้

ขณะที่ปลาบปลื้มกับความยอดเยี่ยมของอารยธรรมอีเธอเรียลอีกครั้ง ผมก็มาอยู่ในจุดที่ทางเดินบนเขาสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว


            “โอ้ว?” (ไฮเนะ)


และก็มีที่ราบซึ่งแผ่ขยายออกไปสุดลูกหูลูกตาอยู่ ........แต่ว่า มันแตกต่างกันเล็กน้อย


            “โอ้วววววว!?” (ไฮเนะ)


นี่ ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ พื้นดินสีเขียวที่ถูกจัดเตรียมด้วยมือของมนุษย์ ทุ่งนา

พื้นที่การเกษตรที่เตรียมไว้เพื่อเพาะปลูกพืชผล และขอบเขตที่ถูกแบ่งอย่างพอดิบพอดี ซึ่งด้านในได้แผ่ขยายไปตามแนวนอนจนถึงฟากโน้น แม้จะกวาดสายตามองไปยังทางซ้ายและทางขวาก็ยังดูได้ไม่ทั่วถึง


ช่างเป็นพื้นที่การเกษตรที่ใหญ่อะไรอย่างนี้เนี่ย

จนกระทั่งตอนนี้ ผมได้เห็นเมืองมามากมาย อย่างเช่น เมืองอโพรอน, มุสเปลไฮม์ และไฮดร้าวิลเลจ

ตราบใดที่มีผู้คนมากมายอาศัยอยู่ มันก็มีความจำเป็นที่จะต้องสำรองอาหารเอาไว้ พื้นที่การเกษตรจึงแผ่ขยายไปรอบเมือง

แต่ผมไม่เคยเห็นพื้นที่การเกษตรที่ใหญ่ขนาดนี้เลย

ถ้าทั้งหมดนี่เป็นฟาร์มที่บริหารจัดการโดยอิชตาร์เบลซล่ะก็ มันก็ไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว


            “เมืองที่พระแม่ธรณีคุ้มครอง งั้นเหรอ........!” (ไฮเนะ)


คำพูดนั้นหลุดออกมาจากปากของผมตามธรรมชาติ

มหาเทพทั้งห้าแห่งการสร้างโลก พระแม่ธรณีแมนเทิลผู้ปกครองดิน คือเทพผู้สร้างผืนแผ่นดินอันเป็นที่ยืนของมนุษย์

เพราะเหตุผลนั้นผมจึงพูดได้ว่า เธอเป็นเทพที่สนิทสนมกับมนุษย์เป็นอย่างมาก

พรแห่งน้ำ, พรแห่งไฟ หรือแม้แต่พรแห่งลมที่ถูกนำให้กับมนุษย์จะต้องผ่านผืนดินก่อนหนึ่งครั้ง

ผืนดินคือมารดาของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง ดังนั้นจึงมีเพียงแมนเทิลเท่านั้นที่ไม่ได้ถูกเรียกว่าเทพธรณีเฉยๆ แต่เธอถูกเรียกว่าพระแม่ธรณีด้วยความเคารพ


การที่ศาสนจักรแห่งดินซึ่งบูชาแมนเทิลมีฟาร์มใหญ่ขนาดนี้ก็พอจะเข้าใจได้อยู่ 

ในพื้นที่การเกษตรนั้น ผมเห็นคนที่ดูท่าทางเหมือนกับชาวนาอยู่ตรงโน้นตรงนี้ และผมก็สัมผัสได้ถึงความคับคั่งของผู้คนที่ไม่ได้มีอยู่ตามปกติ

ช่างสงบและปลอดโปร่ง ผมกำลังเดินไปตามถนนพลางคิดแบบนั้น......


ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงได้รู้สึกว่ามีสายตาจ้องมองมา

ใครบางคนกำลังมองผมอยู่


พอคิดแบบนั้นผมก็มองไปรอบๆ แล้วสิ่งประหลาดก็เข้ามาในสายตาของผม

มันคือตุ๊กตา บางอย่างที่มีรูปร่างของมนุษย์

ตอนแรกผมรู้สึกตกตะลึงกับระยะทางของพื้นที่การเกษตรอันราบเรียบก็เลยไม่ได้สังเกตุ แต่มันตัวใหญ่จริงๆ ความสูงของมันเหมือนกับผู้ชายที่โตเต็มวัยสองคนมาเรียงกันในแนวตั้งเลย

แน่นอนว่ามันไม่ใช่มนุษย์

ตุ๊กตา?

ตุ๊กตาที่ทำจากดิน

ตุ๊กตาดินยักษ์ที่เดินอยู่ในพื้นที่การเกษตรตัวหนึ่ง


            “บ้าน่า...... สัตว์ประหลาดงั้นเหรอ!?” (ไฮเนะ)


ลักษณะเด่นของสิ่งมีชีวิตเทียมที่เรียกว่าสัตว์ประหลาด คือการปลดปล่อยคลื่นของพลังศักดิ์สิทธิ์ แต่ผมไม่รู้สึกถึงการเต้นของดวงวิญญาณเลย

พอรู้สึกถึงความผิดปกตินั่นแล้ว ผมก็เข้าใจว่ามันคือสัตว์ประหลาดทันที และพอค้นพบเรื่องต่างๆ ทีละอย่างแล้ว ประสาทรับรู้ของผมก็ขึ้นไปจนถึงขีดสุด

ตรงเท้าของสัตว์ประหลาดตุ๊กตาดินยักษ์นั่น มีมนุษย์อยู่!?

คุณยายที่ดูอายุมากแล้ว

ขาและสะโพกอ่อนแรง และเธอก็ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะเดินอีกแล้ว ไม่มีทางที่เธอจะหลบตุ๊กตาดินนั่นได้แน่

จากนั้นตุ๊กตาดินก็ก้าวเท้า

ไปทางหญิงชรา ราวกับจะบอกว่า ‘ข้าจะกระทืบแกให้แหลกเลย’


            “อันตราย!!” (ไฮเนะ)


ผมวิ่งออกไปทันที

◆◆◆◆◆




NEKOPOST.NET