[นิยายแปล] ความพยายามในการปฏิรูปของเทพแห่งความมืด ตอนที่ 82 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ความพยายามในการปฏิรูปของเทพแห่งความมืด

Ch.82 - ตอนที่ 82 - ตอนที่ 88


ตอนที่ 82 อดีตของเทพธิดา

ตอนที่ 83 - 88 อยู่ในนี้นะครับ (พิมพ์ดักไว้เผื่อมีคนถามแบบตอนที่ 2 - ตอนที่ 10)

================

ดิฉันได้ทำบาปไว้


บาปที่ดิฉัน——เทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่นได้ทำในครั้งแรกก็คือ ทรยศผู้เป็นที่รัก


ในยุคสมัยแห่งการสร้างโลก เพราะสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์เกิดขึ้นมา ความขัดแย้งครั้งแรกระหว่างพวกเราเหล่าเทพจึงเกิดขึ้น

เทพแห่งความมืดเอ็นโทรปีที่ดิฉันรัก ชื่นชมและเอ็นดูมนุษย์ ตรงกันข้าม ทวยเทพองค์อื่นกลับเรียกร้องว่าพวกมนุษย์ควรจะถูกควบคุมเหมือนกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

ตอนแรก ดิฉันไม่ได้เห็นด้วยกับความคิดของฝ่ายใดเลย

เพียงแต่ ถ้าทำให้เอ็นโทรปีที่ดิฉันรักมีความสุขล่ะก็ ดิฉันคิดว่าการยกมนุษย์ให้เป็นสิ่งมีชีวิตระดับสูงพร้อมกับเขามันก็ดีเหมือนกัน ดิฉันคิดอย่างนั้น

แต่กลับมีเทพสาดโคลนกำมือหนึ่งเข้าไปในหัวใจของดิฉัน


『ท่านเอ็นโทรปีน่ะ ดูท่าทางจะเป็นห่วงเป็นใยมนุษย์มากกว่าเธออีกนะ? ขืนเป็นแบบนี้ล่ะก็ ความรักทั้งหมดของเขาอาจจะถูกสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำช่วงชิงเอาได้น้า?』


นั่นเป็นครั้งแรกที่หัวใจของดิฉันที่เป็นเทพ เกิดความรู้สึกที่เรียกว่าความสงสัยและความอิจฉา

ดิฉันหวังว่าเขาจะเลือกดิฉันมากกว่ามนุษย์ เพื่อพึ่งพิงความคาดหวังนั้น ดิฉันจึงไปยืนอยู่ฝั่งศัตรูของเขา

และมันก็มีความจำเป็นที่จะต้องจัดการกับความขัดแย้งของเทพอยู่เหมือนกัน เขาจะต้องหลีกเลี่ยงการต่อสู้กับดิฉันอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นถ้าลองหาการประนีประนอมกับทวยเทพองค์อื่นๆ พบล่ะก็........

ดิฉันยึดมั่นในความหวังลมๆ แล้งๆ นั่น


แต่เขาก็สู้

ถึงแม้จะเป็นการต่อสู้ไร้ความหวังที่เรียกว่า 5 ต่อ 1 เขาก็ยังสู้

การต่อสู้จบลง และตอนที่ดิฉันต้องปิดผนึกเขาด้วยมือของตัวเองนั้น ฉันได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าความเจ็บปวดที่เหมือนกับ ‘หัวใจแตกสลาย’ เป็นครั้งแรก


เขาคงไม่อภัยให้ฉันแน่

ดิฉันทำบาปที่ไม่อาจชดใช้ได้ตลอดกาลลงไปซะแล้ว นั่นคือสิ่งที่ดิฉันคิดในตอนนั้น

ทว่า บาปที่แท้จริงของดิฉัน มันเริ่มต้นขึ้นต่อจากนี้


หลังจากเทพแห่งความมืดเอ็นโทรปีถูกปิดผนึก ทวยเทพแห่งธาตุทั้งสี่ที่เป็นพี่น้องของดิฉันก็ทำตามใจตนเอง

เทพอัคคีโนวา ใช้ความรุนแรงบนผืนโลกบ่อยๆ ส่วนเทพวารีคอร์เซอเวทก็ยัดเยียดเรื่องโกหกหลอกลวงให้กับมนุษย์ จนเป็นเหตุให้พวกเขาต่อสู้กัน เพื่อที่ตนเองจะได้มองดูและเพลิดเพลิน เทพวายุเควซาร์หายตัวไป ไม่ได้อยู่กับพวกเรา มีเพียงพระแม่ธรณีแมนเทิลเท่านั้นที่นับถือความรู้สึกของดิฉัน และเชื่อฟังดิฉัน


ในสถานการณ์แบบนั้น ดิฉันจะขอให้เอ็นโทรปีอภัยให้ตัวเองได้ยังไงกันล่ะ? ดิฉันคิดได้เพียงแค่นั้น

เขาทำการต่อสู้เพื่อมนุษย์ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันจะลงเอยด้วยความพ่ายแพ้

เขารักและเอ็นดูมนุษย์ถึงขนาดนั้น ถ้าดิฉันทำอะไรกับมนุษย์นั่นล่ะก็ ตอนที่เขากลับมา ดิฉันคงจะแก้ตัวไม่ได้แน่?


พอคิดแบบนั้น ดิฉันก็พยายามทำให้ความฝันที่เขาพยายามทำเป็นจริง

โดยชี้เส้นทางแห่งความก้าวหน้าให้กับมนุษย์ แล้วสนับสนุนพวกเขา

แต่เพื่อการนั้นดิฉันจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะการต่อต้านของทวยเทพแห่งธาตุทั้งสี่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถึงจะบอกว่าเป็นหนึ่งในสองขั้ว ดิฉันก็ไม่ได้เหนือกว่าธาตุทั้งสี่เหมือนกับเอ็นโทรปี

ยิ่งไปกว่านั้น ผนึกที่ใช้กับเอ็นโทรปีในระยะแรกก็มั่นคงมากๆ ถ้าไม่ได้รับการยินยอมของทวยเทพทั้งห้าที่ทำการผนึกอย่างสุดความสามารถ ก็ไม่มีทางที่จะปลดมันออกมาได้

เพื่อให้เอ็นโทรปีเข้ามาในโลกใบนี้อีกครั้ง ดิฉันจึงไม่อาจทำให้พวกธาตุทั้งสี่ไม่พอใจได้


ดังนั้นดิฉันจึงตัดสินใจไม่เป็นเทพ แต่จะเป็นมนุษย์ที่ชี้นำเหล่ามนุษย์

ดิฉันจึงลงสู่ภาชนะแห่งเนื้อหนัง, จุติในตัวมนุษย์ แล้วดูแลมวลมนุษย์จากในหมู่มนุษย์

จากนั้นดิฉันที่เป็นมนุษย์ก็ได้รับนามว่าอิซานามิ แล้วกลายเป็นผู้นำกลุ่มของพวกมนุษย์

ดิฉันได้สร้างเทคนิค และจัดตั้งกฏเกณฑ์ กลุ่มของดิฉันจึงอุดมสมบูรณ์และใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว

นั่นเป็นวันแห่งความสมบูรณ์ที่ดิฉันไม่ได้ลิ้มรสในยุคสมัยแห่งการสร้างโลก ดิฉันจึงรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจความรู้สึกที่เขายึดติดกับมนุษย์เล็กน้อย


จากนั้น ในขั้นตอนการสร้างสังคมมนุษย์ ดิฉันได้ทดสอบๆ เล่นๆ อย่างหนึ่ง

ดิฉันรู้ว่ามันเป็นสัญลักษณ์ในการรวบรวมใจของมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพ

เพื่อให้วิธีนั้นใช้การได้ ดิฉันจึงตัดสินใจรวมกลุ่มผู้คนให้อยู่ภายใต้สัญลักษณ์หนึ่ง

สัญลักษณ์ที่เตรียมไว้เพื่อการนั้นก็คือ เทพแห่งความมืดเอ็นโทรปี

ผู้คนบูชาและนับถือเทพแห่งความมืด จากนั้นพวกเขาก็จะยอมรับแต่ละฝ่ายที่มีจุดยืนร่วมกันในฐานะเพื่อน

ตอนที่เอ็นโทรปีถูกปลดผนึก และได้กลับมายังโลกใบนี้ ถ้าเขาได้เห็นผู้คนรักและนับถือเขาล่ะก็ เขาจะต้องตกใจและรู้สึกดีใจแน่ๆ นั่นคือสิ่งที่ดิฉันคิดไว้ค่ะ


ตอนแรกที่ดิฉันวางแผนอันซุกซนนี้ ดิฉันรู้สึกคึกคักเอามากๆ

ส่วนหนึ่งของสิ่งที่ดิฉันทำก็คือการมอบพลังแห่ง ‘เงา’ ให้กับมนุษย์

ดิฉันที่เป็นเทพธิดาแห่งแสง ไม่อาจมอบพลังแห่งความมืดให้พวกเขาได้

แต่การใช้ร่างของมนุษย์ในฐานะวัตถุดิบที่เป็นสื่อกลาง แล้วสร้าง ‘เงา’ ขึ้นมาจากแสงเป็นวิธีที่ค่อนข้างง่าย

ดิฉันจึงใช้ ‘เงา’ นี้เป็นตัวแทนของความมืด แล้วแพร่กระจายให้กับผู้คนในฐานะพรของเทพแห่งความมืดเอ็นโทรปี

ผู้คนที่สามารถควบคุม ‘เงา’ ราวกับเป็นมือและเท้าของตัวเองได้เติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก และสังคมก็ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ

แผ่นดินที่ดิฉันปกครองในฐานะราชินีอิซานามิ จึงถูกเรียกว่าเมืองหลวงแห่งความมืดอบิสโดยไม่รู้ตัว และตอนที่ร่างกายของดิฉันเหี่ยวย่นจนกลายเป็นคุณยายนั้น มันก็เติบโตเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่ไม่เป็นสองรองใครในโลกแล้ว


แต่ว่า ดิฉันทำเกินไปค่ะ

กลุ่มคนที่ใหญ่ถึงขนาดนั้น ไม่มีทางรอดพ้นสายตาของพวกธาตุทั้งสี่ได้

ทวยเทพถือว่าอารยธรรมของมนุษย์ที่พัฒนาเป็นอย่างมากมันหยิ่งยโส ยิ่งไปกว่านั้นผู้คนของอบิสที่กำลังบูชาเทพแห่งความมืดเอ็นโทรปีก็รบกวนการนับถือของพวกเขา เพราะว่าพวกเขาจัดการเอ็นโทรปีในการต่อสู้แห่งการสร้างโลก พวกเขาจึงหลงคิดไปว่าตนเองเหนือกว่าเอ็นโทรปี


ความโกรธของพวกเขาได้โจมตีอบิสในรูปแบบที่เรียกว่าเทวทัณฑ์

ตั๊กแตน, โรคระบาด, ฝนกรด ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการรุกรานของพวกมนุษย์ภายนอกที่รับความรู้สึกของพวกเขามา อบิสจึงยืนอยู่ท่ามกลางความเป็นความตาย

ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนั้น ดิฉันก็ไม่อาจออกจากร่างกายของอิซานามิ แล้วกลับมาเป็นเทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่นเพื่อลงทัณฑ์พวกธาตุทั้งสี่ผู้โง่เขลาได้

ทั้งหมดเป็นเพราะว่า พวกเขาคือกุญแจที่จะปลดผนึกเอ็นโทรปี

ถ้าใครคนใดคนหนึ่งในธาตุทั้งสี่ได้รับบาดเจ็บเพราะการต่อสู้ของทวยเทพล่ะก็ การกลับมาของเอ็นโทรปีก็จะอยู่ห่างออกไปราวกับเป็นนิรันดร์

ดิฉัน เลือกเอ็นโทรปีมากกว่าพวกมนุษย์ที่ตัวเองสร้างและชี้นำ


นั่นคือบาปครั้งที่สองของดิฉัน บาปร้ายแรงที่ดิฉันไม่รู้จะทำยังไงดี

แต่ว่า เหตุที่ไม่อาจช่วยเหลือดิฉันได้อีกแล้วก็เพราะว่า บาปของดิฉันมันไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น


——นั่นคือเด็กที่ชื่อว่าโดราฮะ


โดโรฮะเป็นมนุษย์ที่เติบโตขึ้นมาในอบิส จากยุคที่อบิสได้ก่อตั้งขึ้นเป็นนครรัฐ

โดโรฮะรู้สึกศรัทธาเอ็นโทรปีตั้งแต่ตอนที่จำความได้, คุ้นเคยกับการใช้ ‘เงา’ และเป็นคนที่เฉลียวฉลาดมากนัก

ตอนที่โดโรฮะได้เติบโตขึ้นเป็นเด็กที่แข็งแรง ก็ไม่มีผู้ใช้ ‘เงา’ ในอบิสที่เหนือกว่าคนผู้นี้อีกแล้ว ดิฉันที่เป็นราชินีอิซานามิจึงมอบฉายาว่าผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของอบิสให้กับเด็กคนนั้น——มอบฉายาว่าฮีโร่ให้กับเธอ


และตอนที่อบิสถูกทำลาย โดโรฮะก็เป็นคนที่โกรธและร้องไห้มากที่สุด

เธอวิ่งเต้นไปกับการไล่ตั๊กแตน, โอบกอดและร้องไห้ให้กับครอบครัวที่ตายเพราะถูกโรคระบาดรุมเร้า ถึงขั้นที่เอาร่างกายของตัวเองเป็นหลังคาเพื่อปกป้องผู้คนจากฝนกรดที่ตกลงมา

ซ้ำยังเข้าจู่โจมผู้คนที่รุกรานโดยธาตุทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง, โต้แย้งคำหยาบคายที่พวกเขาด่าทอเทพแห่งความมืด และโกรธแค้นกับความไร้เหตุผลนั้น


แม้จะเห็นโดโรฮะต่อสู้จนร่างกายเต็มไปด้วยเลือด ดิฉันก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเด็กคนนั้น

ในขณะที่ชิงชังเทพและศัตรู โดโรฮะก็ถูก ‘เงา’ ยึดครอง และตัวเองก็กลายเป็น ‘เงา’ ไป

โดโรฮะในสภาพนั้น ได้กลายเป็นตัวตนที่อันตรายที่สุด

คุณสมบัติพิเศษของ ‘เงา’ คือดูดกลืนแสงสว่างมาเป็นพลังของตัวเอง โดโรฮะที่กลายเป็น ‘เงา’ และสูญเสียคุณสมบัติพิเศษไป เริ่มกินแสงสว่างทั้งหมดที่เกิดจากดวงอาทิตย์ แล้วกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่อาจหยุดการขยายใหญ่ได้ จนถึงขั้นที่เธออาจจะปกคลุมโลกทั้งหมด


ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปโลกคงถูกโดโรฮะกลืนกินแน่

เวลานั้น สุดท้ายดิฉันก็ออกจากร่างกายของราชินีอิซานามิ กลับมาเป็นเทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่น ดิฉันจึงใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ปิดผนึกเด็กคนนั้นเอาไว้

ณ ส่วนลึกในใต้ดิน กับเมืองหลวงแห่งความมืดอบิส

ถ้าเป็นใต้ดินที่ไม่มีแสงสว่างล่ะก็ โดโรฮะไม่สามารถนำพลังงานมาขยายร่างกายให้ใหญ่ขึ้นได้


ด้วยเหตุนี้ ดิฉัน จึงให้เด็กคนนั้นเดินเตร็ดเตร่อยู่ในใต้ดินตามลำพังเพียงคนเดียว และใช้ชีวิตไปวันๆ จนเวลาผ่านไปหลายศตวรรษ


นี่ก็คือ บาปที่ไม่อาจชดใช้และให้อภัยได้ของดิฉันค่ะ

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 83 ความโศกเศร้าของเทพธิดา

 

            “เราคือ เทพแห่งความมืด เอ็นโทรปี”


การเผชิญหน้าระหว่างเงาดำและผม—— คุโรมิยะ ไฮเนะกำลังเข้าสู่จุดไคลแม็กซ์

ตอนแรก ผมสับสนกับความแปลกประหลาดนั่น แต่พอรับมืออย่างใจเย็นแล้ว มันก็ไม่ใช่การเคลื่อนไหวที่ผมตามไม่ทัน

ผมสร้างกำแพงล้อมรอบด้วยสสารมืด เพื่อไม่ให้คุณคาเรนกับโยริชิโระถูกโจมตี นอกจากนี้ผมก็ค่อยๆ ลดระยะทางลงเพื่อปิดผนึกความเร็วที่เป็นคุณสมบัติเดิมของมัน


เดิมที ธาตุแสงได้เปรียบธาตุความมืดอย่างแน่นอน แต่เพราะมันเปลี่ยนเป็น ‘เงา’ ความได้เปรียบนั้นก็เลยดูเหมือนจะหายไป

ทุกครั้งที่มันสัมผัสสสารมืด ปริมาณของมันก็จะถูกช่วงชิงไป และตอนนี้มันก็กลับมาเป็นขนาดเดียวกับตอนที่พวกเราได้พบกัน


            “เราคือ เทพแห่งความมืด เอ็นโทรปี”


ผมพอจะเดาได้ว่าเดิมทีเจ้านี่เป็นตัวอะไร

เดิมทีเจ้านี่คือมนุษย์ แถมยังรักดินแดนแห่งนี้—— อบิส ถึงขนาดที่ต่อสู้เพื่อปกป้องมัน

มันคือนักรบ

ความรักบ้านเกิด และความโกรธต่อความไร้เหตุผลของมัน ได้ส่งมาถึงผมผ่านข้อความของศิลาจารึกนั้น จนถึงขั้นที่ผมรู้สึกเจ็บปวด

ความโกรธ และความโศกเศร้าถึงขนาดที่เปลี่ยนแปลงตัวเอง มนุษย์ที่มีความรู้สึกรุนแรงขนาดนั้นมีอยู่ไม่มากหรอก


            “ใช่แล้ว เด็กคนนี้จริงๆ ด้วย เด็กที่มีความรู้สึกมากมายเป็นพิเศษ”

            “!?”


ตอนที่รู้สึกตัว โยริชิโระก็มายืนอยู่ข้างๆ ผมแล้ว

เธอเข้ามาในวงล้อมของสสารมืด ได้ยังไงกัน!?


            “มันไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจใช่ไหมล่ะคะ คุณไฮเนะ? คุณพึ่งยอมรับว่าความมืดไม่อาจเอาชนะแสงสว่างได้เมื่อครู่นี้เองนี่คะ” (โยริชิโระ)


โยริชิโระยิ้มอย่างมีเลศนัย

พอผมแอบดูข้างนอกจากรอยแตกของสสารมืด ผมก็เห็นคุณคาเรนเหมือนจะหมดสติ และล้มลงไปเรียบร้อยแล้ว


            “ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ ดิฉันแค่ให้คุณคาเรนหลับไปเท่านั้น เธอเป็นเพื่อนของดิฉันแล้ว ดังนั้นเธอจะต้องคัดค้านสิ่งที่ดิฉันจะทำนับจากนี้ไปแน่ค่ะ” (โยริชิโระ)

            “เธอจะทำอะไร?” (ไฮเนะ)


ผมถามทันที


            “ผมคาดเดาเรื่องส่วนใหญ่ได้แล้ว ราชินีอิซานามิที่ก่อตั้งอบิสคือเธอสินะ ร่างในตอนนี้—— ก่อนหน้าที่จะมาจุติเป็นโยริชิโระ ผู้ที่เผยแผ่ศรัทธาในตัวเอ็นโทรปีที่ดินแดนแห่งนี้ก็คือเธอเช่นกัน คนที่บอกเทคนิคที่จะเปลี่ยนแปลงพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงให้กลายเป็น ‘เงา’ ก็คือเธออีกนั่นแหละ เธอตั้งใจสร้างโลกในอุดมคติขึ้นมาในผืนดินแห่งนี้โดยมีผมเป็นศูนย์กลางงั้นเหรอ?” (ไฮเนะ)

            “สมกับเป็นคุณไฮเนะ .......ไม่สิ เทพแห่งความมืดเอ็นโทรปีผู้เป็นที่รักของดิฉัน คุณรู้เรื่องทุกอย่างแล้วสินะคะ” (โยริชิโระ)


การที่เธอเอ่ยชื่อนั้น หมายความว่าพวกเราจะสนทนากันในฐานะเทพสินะ


            “บาปที่เธอพูดไว้ ก็คือเรื่องนี้งั้นเหรอ?” (ไฮเนะ)

            “ใช่ค่ะ เพื่อกลบเกลื่อนความอ้างว้างที่ดิฉันสูญเสียคุณไป ดิฉันจึงพยายามชี้แนะพวกมนุษย์แทนคุณค่ะ มันเป็นเรื่องราวเมื่อตอนที่ประวัติศาสตร์ของมนุษย์พึ่งจะเริ่มต้นขึ้นน่ะค่ะ” (โยริชิโระ)


เธอกำลังจะบอกว่าเจ้าพวกธาตุทั้งสี่ทำลายที่นี่งั้นเหรอ?

ภัยพิบัติที่ถูกเขียนไว้ในศิลาจารึกนั่น เป็นวิธีทำลายโลกที่เหมือนกับจุดเด่นของเจ้าพวกนั้นจริงๆ

แล้วที่เพิ่มมาก็คือ มนุษย์จากภายนอกที่โจมตีอบิส พวกนั้นคงจะกลายเป็นรากฐานของศาสนจักรแห่งดิน, น้ำ, ไฟ, ลมในภายหลัง


            “เดิมทีเงานั่นเป็นมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในอบิส ดิฉันคิดว่าเธอเป็นคนดีจนเรียกว่าซื่อสัตย์ได้ค่ะ เธอเป็นเด็กกำพร้าที่ดิฉันชุบเลี้ยงด้วยมือของตัวเอง และพวกเราก็สนิทกันมากๆ จนเหมือนกับพี่น้องที่อยู่ในสภาพเดียวกันค่ะ เมื่อเธอเติบโตขึ้นความสามารถหายากก็เบ่งบาน และแข็งแกร่งพอที่ดิฉันจะมอบฉายาว่าฮีโร่แห่งเงาให้เธอได้เลยล่ะค่ะ” (โยริชิโระ)

            “พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เจ้านั่นคือฮีโร่คนแรกของโลกงั้นเหรอ?” (ไฮเนะ)

            “แต่พลังแห่ง ‘เงา’ ที่แข็งแกร่งมากๆ นั่นกลับทำร้ายเด็กคนนั้น เธอถูก ‘เงา’ กลืนกิน และเด็กคนนั้นที่กลายเป็น ‘เงา’ ก็เข้าหาพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงเพื่อกินแสงสว่างค่ะ พลังศักดิ์สิทธิ์แห่งดิน, น้ำ, ไฟ, ลม อื่นๆ ก็ไม่สามารถทำให้เด็กคนนั้นตายได้ ความหวังที่จะหยุดเด็กคนนั้นจึงมีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือคุณไฮเนะ พลังศักดิ์สิทธิ์แห่งความมืดของคุณเท่านั้นค่ะ” (โยริชิโระ)

            “จะให้ผม ฆ่าเจ้านั่นเหรอ?” (ไฮเนะ)

            “มีแค่คุณเท่านั้นที่ทำได้ค่ะ ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป เด็กคนนั้นคงคืบคลานจากเมืองใต้ดินนี้แล้วขึ้นไปข้างบน ถ้าเด็กคนนั้นออกไปอยู่ใต้แสงอาทิตย์ได้ล่ะก็ เธอคงจะดูดกลืนแสงนั่นแล้วขยายร่างกายให้ใหญ่ขึ้นโดยไม่มีที่สิ้นสุด โลกคงถูกเด็กคนนั้นปกคลุม แม้แต่เทพก็ไม่อาจหยุดยั้งได้ค่ะ” (โยริชิโระ)


แหงล่ะ

เจ้านี่ละทิ้งความเป็นมนุษย์เพราะต้องการกำจัดเทพผู้ชั่วร้าย ทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้น ถ้าพลังนั้นไม่อาจเทียบเทพได้ มันก็ดูน่าเศร้ามากเลยไม่ใช่เหรอ?


            “นี่คือเป้าหมายของเธอตั้งแต่แรกแล้วสินะ?” (ไฮเนะ)

            “ใช่ค่ะ ดิฉันต้องการให้มันเป็นแบบนี้ตั้งแต่ตอนที่ปลดผนึกของคุณค่ะ ถ้าดิฉันปล่อยให้ชื่อของเทพแห่งความมืดเอ็นโทรปีรั่วไหลล่ะก็ คุณหรือคุณคาเรนจะต้องทำการสำรวจและมาที่อบิส แล้วพวกคุณก็จะได้พบกับเด็กคนนั้น นั่นคือสิ่งที่ดิฉันคาดหวังไว้ค่ะ” (โยริชิโระ)


งั้นเหรอ

ตั้งแต่ตอนที่พวกเราค้นพบชื่ออบิส เหตุการณ์ที่ดำเนินไปจนพวกเรามาถึงที่นี่มันก็ราบรื่นมากๆ จนมันดูไม่เข้ากัน

พอมาลองคิดๆ ดูแล้ว โยริชิโระก็ลำดับเส้นทางให้จนกระทั่งพวกผมได้มาพบกับเงาดำ  ราวกับจะบอกว่าที่มันเป็นแบบนี้ก็เพราะเธอจัดแจงไว้แล้ว

มั่นใจได้เลยว่าโยริชิโระต้องการพาผมมาที่อบิสทันทีอย่างแน่นอน

แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น.......


            “ทำไมเธอต้องทำอะไรอ้อมค้อมแบบนั้นด้วยล่ะ?” (ไฮเนะ)


มาอ้อนวอนผมตอนที่ฟื้นคืนชีพไม่ดีกว่าเหรอ?


            “ดิฉันต้องการให้คุณฆ่าเด็กคนนั้นโดยเข้าใจโครงสร้างของโลกใบนี้ค่ะ ก่อนที่คุณจะฆ่าเด็กคนนั้น ดิฉันอยากให้คุณรู้ถึงความไร้สาระและความชั่วร้ายที่ฝังตัวอยู่ในโลกใบนี้ และเด็กคนนั้นก็ไม่ใช่ภัยพิบัติแต่เป็นเหยื่อค่ะ ไม่อย่างนั้น เด็กคนนั้นคงจะน่าสงสารมากๆ เลยค่ะ” (โยริชิโระ)


ดวงตาของโยริชิโระ กำลังหลั่งน้ำตาให้กับเงาดำนั่น

ใบหน้าด้านข้างยังคงงดงาม แต่ผมสัมผัสได้ถึงใบหน้าที่เหมือนกับหญิงชราผู้เหน็ดเหนื่อยในการใช้ชีวิต และผมก็รู้สึกว่าเคยเห็นมันมาก่อน

ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็ ผมเข้าใจลักษณะของความรู้สึกนั้น

ตอนนั้น เธอไม่ใช่เทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่น และผู้ก่อตั้งแต่แสงสว่างโยริชิโระ แต่เป็นราชินีอิซานามิของอบิสที่ล่มสลาย


            “เราคือ เทพแห่งความมืด เอ็นโทรปี”


มันคงสูญเสียความคิดและเหตุผลไปแล้ว

เป็นแค่เงาบางๆ ที่เคลื่อนไหวด้วยความเกลียดชังที่มีต่อโลกและเทพเท่านั้น


            “ขอโทษนะ ที่ใช้เวลานานขนาดนี้”


โยริชิโระ—— เทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่น—— ราชินีอิซานามิของอบิสได้พูดกับเงานั้น


            “อยู่คนเดียวในที่ๆ มืดแบบนี้คงจะเหงามากเลยสินะ แต่มันจะจบลงวันนี้ค่ะ เทพแห่งความมืดเอ็นโทรปีที่คุณเคารพรักได้มาถึงแล้ว เพื่อสิ้นสุดความเจ็บปวดของคุณ”

            “เราคือ เทพแห่งความมืด เอ็นโทรปี”


ผมไม่คิดว่าเงาจะเข้าใจคำพูดของเธอ

บางที นั่นคงจะเป็นคำสารภาพบาปของตัวเธอเอง


            “แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ อย่างน้อยๆ ตอนที่คุณตายไป ดิฉันจะไม่ให้คุณรู้สึกอ้างว้าง ดิฉันเองก็จะไปด้วยค่ะ”

            “? เฮ้ยย.......!” (ไฮเนะ)

            “นี่คือการแสดงความรับผิดชอบค่ะ โชคร้ายที่ดิฉันซึ่งเป็นเทพไม่อาจตายได้ ดังนั้นดิฉันจะสังเวยร่างกายนี้ ร่างกายในฐานะโยริชิโระแล้วตามเด็กคนนี้ไปค่ะ คุณไฮเนะคะ ได้โปรดทำลายเด็กคนนี้และดิฉันด้วยสสารมืดเถอะค่ะ” (โยริชิโระ)

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 84 การสูญสลายและการเกิดใหม่

 

เพียะ!


เสียงดังขึ้นมาในเมืองใต้ดินอันมืดมิด

ผมตบแก้มของโยริชิโระเต็มแรง


            “ค-คุณไฮเนะ.......!?” (โยริชิโระ)


โยริชิโระคงจะตกใจมาก ถึงได้หันกลับมามองผมแบบงงๆ พลางจับแก้มที่ถูกตบไป


            “คราวนี้ผมจะยกโทษให้......!” (ไฮเนะ)


ผมเค้นน้ำเสียงออกมาแล้วพูดแบบนั้น


            “เธอชอบผมใช่ไหม? การถูกตบโดยคนที่ชอบมันต้องเจ็บปวดมากแน่ๆ นั่นคือการลงโทษ ......เธอน่ะ ทรมานมามากพอแล้ว” (ไฮเนะ)

            “คุณไฮเนะ.......” (โยริชิโระ)


ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ควรจะถูกลงโทษจริงๆ ก็คือผม

ทั้งๆ ที่ผู้คนบูชาเทพแห่งความมืดเอ็นโทรปี แต่ผมที่เป็นเทพกลับหลับใหลอยู่ในผนึกตอนที่พวกเขากำลังลำบาก ผมปล่อยให้พวกเขาตายโดยไม่ช่วยเหลือพวกเขา

ผมไม่รู้เรื่องเลย ไม่อย่างนั้นเรื่องแบบนั้นก็คงไม่เป็นปัญหาในตอนนี้


บางที ผมคงจะละเลยหน้าที่ในฐานะเทพ


            “เราคือ เทพแห่งความมืด เอ็นโทรปี”


และในขณะที่พวกผมกำลังเถียงกันอยู่ เงาดำก็ไม่ได้แสดงการเคลื่อนไหวใหม่ๆ มันกำลังหมอบลงไปกับพื้น

เพราะมันใช้พลังงานในการต่อสู้ไปมากจนถึงขีดจำกัด ร่างเงาถูกสสารมืดตัดออกไป ขนาดของมันจึงลดลงต่ำกว่าตอนที่เจอกับพวกผมครั้งแรก


            “......ขอโทษนะ” (ไฮเนะ)


ผมหันไปหาเงาดำแล้วพูดกับมัน


            “เราคือ เทพแห่งความมืด เอ็นโทรปี”

            “ผิดแล้ว เธอคือมนุษย์ เป็นมนุษย์ที่ระบายความโกรธเพื่อผู้คน ความโกรธนั้น ได้ทำให้เธอเปลี่ยนแปลงไปถึงขนาดนี้ ผมเองก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน ขอโทษนะ” (ไฮเนะ)


ยิ่งไปกว่านั้น อย่างน้อยๆ ก็ให้ผมทำให้มันจบสิ้นเพื่อเป็นการชดใช้เถอะนะ

อนุภาคแห่งความมืด ไหลออกมาจากมือของผม


            “เราคือ เทพแห่งความมืด เอ็นโทรปี”

            “ผิดแล้ว นั่นมันผมต่างหาก” (ไฮเนะ)


สสารมืดที่ออกมาจากมือ ปกคลุมเงาทุกหนทุกแห่ง

ตราบใดที่มันยังตัวเล็กอยู่อย่างนี้ มันก็ไม่มีทางขัดขืนหรือหนีออกไปได้

ความมืดทำให้พลังศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดถูกกลืนกินและหายไป เศษซากของความฝันที่เทพธิดาแห่งแสงวาดไว้ ได้หายไปจากโลกใบนี้โดยไม่เหลือแม้เพียงชิ้นเดียว


* * * * *


            “จบแล้วสินะ” (ไฮเนะ)

            “ค่ะ......! ขอบคุณมากค่ะ......! ขอโทษนะคะ!” (โยริชิโระ)


โยริชิโระพูดขอบคุณและขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่าพลางร้องไห้

สสารมืดยังเกาะกลุ่มอยู่ มันกำลังกัดกินและลบเงาดำทิ้งจนถึงที่สุดโดยไม่ยอมให้เหลือแม้แต่เม็ดเดียว


            “เมืองหลวงแห่งความมืดอบิส ที่เธอสร้างขึ้นมา เมืองของผม......” (ไฮเนะ)


ผมหันไปดูซากปรักหักพังอีกครั้ง

เมื่อก่อน ตอนที่เมืองนี้ยังอยู่บนพื้น ในยุคที่มันกำลังรุ่งเรืองภายใต้ดวงตะวันที่ส่องแสง มีผู้คนยิ้มแย้ม และทำงานอยู่ที่นี่แค่ไหนกันนะ?

ช่างน่าเศร้าที่ผมได้แต่คาดเดาเท่านั้น


            “เธอเป็นคนจมเมืองนี้ลงใต้ดินเหรอ?” (ไฮเนะ)

            “ค่ะ เพราะดิฉันต้องปิดผนึกเด็กคนนั้นไว้ในที่ๆ ไม่มีแสงสว่างแม้แต่นิดเดียว เด็กคนนั้นดูดกลืนพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งแสง และพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งดิน, น้ำ, ไฟ, ลมก็ไม่มีผลต่อเด็กคนนั้นเช่นกัน มีแต่วิธีนี้เท่านั้นค่ะ ......เธอ แมนเทิลช่วยเหลือดิฉันน่ะค่ะ” (โยริชิโระ)

            “แมนเทิล?” (ไฮเนะ)


หนึ่งในเทพแห่งธาตุทั้งสี่ พระแม่ธรณีแมนเทิลผู้ปกครองผืนดิน?


            “มีแต่เธอเท่านั้นที่ไม่มีท่าทีทำลายอบิส แต่เพราะถูกธาตุทั้งสี่องค์อื่นกดดันเธอก็เลยไม่มีทางเลือก ดิฉันรู้สึกอย่างนั้นค่ะ เดิมทีเธอก็เป็นเด็กที่อ่อนแอต่อแรงกดดันอยู่แล้วด้วยค่ะ” (โยริชิโระ)


มันก็จริง ตอนที่เธออยู่ฝ่ายเดียวกับโนวาและคอร์เซอเวทในการต่อสู้แห่งการสร้างโลก เธอก็มีท่าทีแบบนั้นเหมือนกัน

ผู้หญิงที่ไม่ปฏิเสธ


            “เธอนำภัยพิบัติมาสู่อบิสแบบไม่เต็มใจ คำสาปแห่งการกลายสภาพเป็นทรายแบบล่าช้า การกลายสภาพเป็นทรายคือของจริงแต่ขั้นตอนมันล่าช้า และอบิสที่กำลังเข้าใกล้สภาพความเป็นความตายในตอนนั้น พูดตามตรงนะคะ มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลยค่ะ” (โยริชิโระ)


และเหตุการณ์ไม่คาดฝันนั่นก็ทำให้พวกเธอได้เปรียบ

เพราะการกลายสภาพเป็นทรายได้ทำให้พื้นดินอ่อนลง เธอจึงสามารถฝังเมืองไว้ในดินลึกๆ และปิดผนึกเงาดำนั่นได้

 
            “.......ตอนแรก ดิฉันทำลงไปด้วยความรู้สึกชั่ววูบค่ะ” (โยริชิโระ)


โยริชิโระพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเทา


            “ดิฉันต้องการชดใช้ที่ปิดผนึกคุณ วันใดที่ผนึกถูกปลดออก แล้วคุณได้เห็นมนุษย์ที่คุณรักพัฒนา และกำลังนับถือคุณอยู่ล่ะก็ คุณจะต้องมีความสุขแน่ๆ......” (โยริชิโระ)


แต่ว่า นั่นคือจุดเริ่มต้นของความผิดพลาด คือสิ่งที่โยริชิโระพูด


            “พอดิฉันได้มาเป็นมนุษย์ และติดต่อกับพวกเขาโดยตรง ดิฉันก็เข้าใจค่ะ ความหมายของสิ่งที่คุณพูดไว้ มนุษย์นั้นวิเศษ เอาจริงเอาจัง, ร่าเริง, มีความเคารพและความเกลียดชังที่เหนือกว่าเทพ ดิฉันได้เรียนรู้มาจากอบิสค่ะ และในเวลาเดียวกัน ดิฉันก็เหมือนจะรักมนุษย์ แบบเดียวกับคุณค่ะ” (โยริชิโระ)

            “นั่นก็เหลือเฟือแล้ว” (ไฮเนะ)


ดูเหมือนผมจะแบ่งปันความรู้สึกนี้กับเธอได้ ถึงมันจะใช้เวลาไป 1,600 ปีก็ตาม

การสร้างเมืองนี้ ได้ทำให้เทพธิดาเปิดใจรักมนุษย์

นั่นเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่จริงๆ มนุษย์ คือแรงบันดาลใจของเทพ


            “แต่ไอ้พวกตัวอื่นนี่มันเหลือเกินจริงๆ” (ไฮเนะ)


มหาเทพทั้งห้าแห่งการสร้างโลก เทพแห่งธาตุทั้งสี่ยกเว้นเทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่น

ผมที่ได้รู้อดีตในครั้งนี้ ก็เข้าใจได้อีกครั้ง

ยังไงๆ ทวยเทพก็คือตัวตนที่ไม่มีประโยชน์อะไรต่อมนุษย์เลย

พวกเขาทำลายนครรัฐด้วยเหตุผลที่เหมือนกับความคิดเพ้อฝัน มิหนำซ้ำ พอเวลาผ่านไปหลายศตวรรษ พวกเขาก็เข้าใจผิดว่าตัวเองเป็นตัวตนชั้นสูง และพยายามทำให้มนุษย์เป็นทาส เป็นของเล่นของพวกเขา


            “มันต้องมีแผนการที่จะแยกเทพกับมนุษย์ออกมา โดยด่วนเลย” (ไฮเนะ)


ตอนนั้นเอง สสารมืดที่ปกคลุมเงาดำก็ขจัดมันออกจนหมด

มันคงจะกินพลังศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดของ ‘เงา’ แล้ว

ไม่มีอะไรเหลืออยู่ในซากนั่นเลย.......


            “อื๋อ!?”


มีอะไรบางอย่างเหลืออยู่

.......มนุษย์? แถมยังเป็นเด็กผู้หญิงอีก

เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่อายุประมาณ 14-15 ปีกำลังนอนโป๊อยู่ ไม่ผิดแน่ เธอออกมาจากข้างในสสารมืดที่ปกคลุมเงาดำ

สรุปแล้วนี่คือ.......?


            “โดโรฮะ......?” (โยริชิโระ)


โยริชิโระพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง


            “โกหกใช่ไหม? เรื่องแบบนั้น ไม่มีทาง.......! เธอ.......!” (โยริชิโระ)


ทันใดนั้น เด็กสาวก็ลืมตาขึ้นมา จากนั้นเธอก็ยกร่างกายขึ้น แล้วพูดกับโยริชิโระที่อยู่ในสายตาของเธอเป็นคนแรก


            “ท่าน อิซานามิ......?” (โดโรฮะ)

            “อ๊าา!!” (โยริชิโระ)


โยริชิโระ กระโดดเข้าไปหาแล้วโอบกอดเด็กสาวผู้นั้น จากนั้นเธอก็ร้องไห้ดังลั่น

งั้นก็หมายความว่า เด็กสาวคนนี้ คือตัวตนที่แท้จริงของเงาดำนั่น

ฮีโร่แห่งเงาที่อยู่ในอบิสเมื่อหลายร้อยปีก่อนงั้นเหรอ?

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 85 กลับจากนรก

 

            “ขอประทานโทษค่ะ!!”


คุณคาเรนที่ฟื้นสติกลับมาขอโทษพวกผม


            “ในสถานการณ์ที่ร้ายแรงขนาดนั้น ฉันดันหมดสติไปก็เลยไม่ได้ร่วมต่อสู้ด้วย! ในฐานะฮีโร่ มันเป็นเรื่องที่น่าละอายมากค่ะ! ฉันไม่รู้จะขอโทษพวกคุณยังไงดีค่ะ!” (คาเรน)


ก็นะ คนที่ทำให้เธอหมดสติก็คือโยริชิโระ


            “ไม่เป็นไรหรอกครับคุณคาเรน วิกฤติได้ผ่านพ้นไปอย่างสงบแล้วครับ” (ไฮเนะ)


สมมติว่าคุณคาเรนมีสติอยู่และต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ แต่คราวนี้มันเป็นศัตรูที่พลังศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงไม่ได้ผลเลย เพราะงั้นไม่ว่าจะเป็นอย่างไหนมันก็ไร้ความหมาย

ผมรู้สึกสงสารก็เลยไม่ได้ตอกย้ำเธอ


            “แล้ว เอ่อ......” (คาเรน)

            “ครับ?” (ไฮเนะ)

            “ช่วงที่ฉันหมดสติอยู่ มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นใช่ไหมคะ?” (คาเรน)


คุณคาเรนชี้ไปข้างหน้า ที่ทั้งสองคนอยู่


            “อุฟุฟุ” (โยริชิโระ)


โยริชิโระอุ้มเด็กสาวตัวเล็กๆ อยู่ตลอดเวลา

เด็กสาวอายุราวๆ 14-15 ปีและผมสีดำที่เหยียดยาวไปจนถึงสะโพก ผิวของเธอก็สีดำเช่นกัน ไม่รู้ว่าทำไมความรู้สึกที่เรียกว่าความดิบเถื่อนมันถึงได้ดูเข้ากับเธอ

ถึงแม้ว่าตอนที่ออกมาเธอจะโป๊ แต่ตอนนี้เธอสวมเสื้อผ้าที่โยริชิโระนำมาเปลี่ยนแล้ว จึงถือว่าเธอปกปิดร่างกายได้อยู่


            “.......จริงเหรอคะ ที่เด็กผู้หญิงคนนี้ ออกมาจากคุณเงาดำนั่น?” (คาเรน)


พวกผมอธิบายการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ในช่วงที่คุณคาเรนหมดสติไปแล้ว แน่นอนว่า ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเทพของพวกผมถูกทำให้ดูกำกวมได้อย่างแนบเนียน

ผมเล่าเรื่องศิลาจารึกที่ค้นพบตอนที่เคลื่อนไหวคนเดียว และเอาเหตุการณ์พวกนั้นมารวมกัน......


            “เด็กคนนี้ คือผู้รอดชีวิตของอบิสที่ล่มสลายไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน.......!?” (คาเรน)

            “ผมคิดว่าอย่างงั้นครับ” (ไฮเนะ)


ความสามารถในการควบคุม ‘เงา’ และการเปลี่ยนแปลงแสงสว่าง

พลังนั้น คงจะเป็นความสามารถพื้นฐานในอบิส และเด็กสาวผู้นี้ที่เป็นผู้ใช้พลังนั้นได้ดีที่สุด ก็ต่อสู้กับศัตรูภายนอกในฐานะนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดของอบิส

นั่นน่ะ คงจะเป็นขุมนรกที่ไม่อาจคาดเดาได้ในยุคนี้

ภาพทารุณกรรมที่เลือดสาดกระเซ็นและคมดาบบินไปมา ได้ทำให้ความรู้สึกอ่อนไหวของเด็กสาวถูกย้อมด้วยความเกลียดชังและความโกรธ

และจิตใจอันว้าวุ่นนั้นก็ได้รับการกัดเซาะของ ‘เงา’ สุดท้ายเธอก็กลายเป็น ‘เงา’ เสียเอง......

ผมไม่อาจคาดเดาสภาพของเด็กสาวที่อยู่ใน ‘เงา’ ได้เลย

แต่บางที เธอคงจะถูกตัดขาดออกจากกฎของธรรมชาติ ปฏิเสธการผ่านพ้นไปของกาลเวลา และถูกเก็บไว้ใน ‘เงา’ ในสภาพที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปแม้ว่าตอนนี้จะผ่านไปหลายศตวรรษแล้วก็ตาม


            “ถ้าเป็นตามปกติล่ะก็ การแยกออกจาก ‘เงา’ ที่รวมตัวกันโดยสมบูรณ์มันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ” (โยริชิโระ)


โยริชิโระพูดในขณะที่อุ้มเด็กสาวอยู่


            “แต่สสารมืดของคุณไฮเนะ มีลักษณะพิเศษที่จะกลืนกินเฉพาะพลังศักดิ์สิทธิ์และทำให้มันหายไป พลังนั้น สามารถแยกแยะเด็กคนนี้กับ ‘เงา’ ได้อย่างละเอียดยิ่งกว่า 1% ของเส้นผม และทำให้ ‘เงา’ หายไปอย่างเดียวได้ เพราะแบบนั้นเด็กคนนี้จึงถูกปลดปล่อย แต่ว่า......” (โยริชิโระ)


โยริชิโระลูบหัวของเด็กสาวอย่างเศร้าๆ

เด็กสาวหรี่ตาให้กับการทำแบบนั้น เหมือนกับแมวเลย


            “ท่านอิซานามิ” (โดโรฮะ)

            “ค่าๆ” (โยริชิโระ)

            “ท่านอิซานามิ——” (โดโรฮะ)


การกระทำของเธอ มันเด็กเกินกว่าที่จะเป็นเด็กสาวอายุ 15 ปี


            “เธอสูญเสียความทรงจำเหรอคะ?” (คาเรน)


คุณคาเรนถามเพื่อยืนยันข้อมูลที่ได้ยินมาเมื่อครู่


            “ครับ ตั้งแต่ที่แยกกับ ‘เงา’ และได้สติกลับมา เธอก็เอาแต่เรียกโยริชิโระว่า ‘ท่านอิซานามิ’ โดยไม่พูดอย่างอื่นเลย.......” (ไฮเนะ)


การปรับตัวให้เข้ากับ ‘เงา’ เป็นเวลานานมากๆ ได้ทำลายความสามารถในการจดจำของเด็กสาวงั้นเหรอ?

หรือไม่ก็คงเป็นเพราะ เธอรับไม่ได้ที่ตัวเองจดจำประสบการณ์ความทุกข์ทรมานอันแสนสาหัสของประเทศชาติที่ล่มสลาย

ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไหน

ตอนที่เธอกลับมาเป็นมนุษย์ และเวลาได้ผ่านพ้นไป ความทรงจำของเธออาจจะถูกเรียบเรียงใหม่ ไม่อย่างนั้นเธอก็อาจจะเป็นแบบนี้ตลอดไปก็ได้

ตอนนี้ยังไม่มีรู้ใครรู้แน่ชัด


            “แบบนี้ก็ดีค่ะ”


โยริชิโระพูด


            “เด็กคนนี้จะได้อาศัยอยู่ในโลกใบใหม่ ถึงอย่างนั้นความทรงจำในอดีตก็คงจะเป็นอุปสรรคแน่นอนค่ะ ไม่มีอบิสอีกต่อไปแล้ว ไม่มีตัวตนมาหลายศตวรรษแล้วค่ะ ถึงจะมีชีวิตอยู่โดยแบกรับความเกลียดชังของเมืองที่ถูกทำลายไป เด็กคนนี้ก็ไม่ได้อะไรหรอกค่ะ” (โยริชิโระ)

            “โยริชิโระ นั่นหมายความว่า.......” (ไฮเนะ)

            “ดิฉันจะเลี้ยงเด็กคนนี้ ด้วยมือของดิฉันเองค่ะ ดิฉันจะให้เธอดำเนินชีวิตใหม่ที่เมืองอโพรอน คราวนี้ ดิฉันจะไม่ทำผิดพลาดอีกครั้ง แน่นอน” (โยริชิโระ)


นั่นน่ะคงจะเป็นคำพูดในฐานะราชินีอิซานามิแห่งอบิสที่มีชีวิตอยู่ในอดีต ไม่ใช่ในฐานะผู้ก่อตั้งแห่งแสงโยริชิโระที่มีชีวิตอยู่ในตอนนี้

การตัดสินใจของผู้ที่เป็นเทพที่จะใช้ดวงวิญญาณร่วมกับมนุษย์บางคน  


            “เธอเอาภาระที่แบกอยู่ ลงได้รึยังล่ะ?” (ไฮเนะ)


ผมไม่ควรถามโยริชิโระแบบนั้น

เพราะเธอรู้สึกโศกเศร้ากับการพัฒนาอบิสแห่งนี้ และการล่มสลายของมันจากก้นบึ้งของหัวใจ

การกลับมาของฮีโร่แห่งเงาโดโรฮะ หรือเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าเธอผู้นี้ คือการให้อภัยสำหรับโยริชิโระงั้นเหรอ?


            “ตรงกันข้ามเลยค่ะ คุณไฮเนะ เท่านี้ ดิฉันก็สามารถแบกภาระไว้บนบ่าได้ค่ะ แบกชีวิตของเด็กคนนี้เอาไว้บนบ่า แล้วเดินไปพร้อมกันกับเธอ เมื่อเด็กคนนี้ พึงพอใจกับชีวิตใหม่ในโลกใบนี้แล้ว การชดใช้ของดิฉันก็จะจบลงในที่สุดค่ะ ......คุณไฮเนะคะ” (โยริชิโระ)

            “อื๋อ?” (ไฮเนะ)

            “คุณจะอยู่ด้วยกันได้หรือเปล่าคะ? อยู่ด้วยกันกับพวกดิฉัน?” (โยริชิโระ)

            “เอ่อ” (ไฮเนะ)


แบบนี้น่ะ ผมรู้สึกเหมือนกับตัวเองกำลังถูกขอแต่งงานโดยแม่ม้ายลูกติดเลย


            “......ได้สิ” (ไฮเนะ)

            “เอ๋?” (โยริชิโระ)

            “ได้สิ ถ้าเธอโอเคกับผมล่ะก็ ผมจะช่วยเหลือเด็กคนนั้นสุดความสามารถเลย” (ไฮเนะ)

            “แหม ดิฉันมีความสุขจังค่ะ!” (โยริชิโระ)


โยริชิโระยิ้มราวกับเธอรู้สึกมีความสุขจากหัวใจ ส่วนโดโรฮะ ที่ยังไม่เข้าใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองก็ทำหน้างงๆ


คุณคาเรนเองก็มองการโต้ตอบของพวกผมด้วยใบหน้าแปลกใจ ถึงขนาดที่เธอต้องถอยหลังลงไปหนึ่งก้าว

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 86 สู่ประเทศของคนเป็น

 

ด้วยเหตุนี้พวกผมจึงเสร็จสิ้นเรื่องที่ต้องทำในอบิส

ตอนที่มันจบลง ผมรู้สึกเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่บนเงื้อมมือของโยริชิโระ แต่ถ้าจิตใจอันมืดมนของเธอมันแจ่มใสล่ะก็ เรื่องนั้นคงไม่เป็นปัญหา


แล้วก็ บันไดที่ลงไปยังซากปรักหักพังของใต้ดินแห่งนี้ ได้พังทลายเพราะการต่อสู้กับเงาดำ แล้วพวกผมจะกลับกันยังไง?

แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นปัญหาที่ไม่ใช่ปัญหา

ผมที่ควบคุมสสารมืด สามารถใช้มันบินไปในท้องฟ้าได้ มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่ผมจะแบกคุณคาเรน, โยริชิโระ และโดโรฮะสมาชิกใหม่ที่เพิ่มเข้ามากลับไปยังทางเข้า


เพราะงั้นตอนนี้ ถึงพวกผมจะไม่มีความกังวล แต่ก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์กับการแยกจากซากปรักหักพังในใต้ดินแห่งนี้

พอมองดูอีกครั้ง มันก็เป็นสถานที่ที่งดงามมากๆ

เมืองโบราณอันเงียบสงัดที่ตั้งอยู่ในความมืด มันเงียบเชียบ, ไม่มีเสียง มันกำลังจะตายหรือว่ากำลังหลับอยู่กันนะ? ผมคงพูดได้แค่ว่ามันเป็นทิวทัศน์ที่ดูเพ้อฝัน


            “สวยจัง......” (คาเรน)


คุณคาเรนเองก็รู้สึกเหมือนกัน

ตอนนี้ผมกับคุณคาเรนอยู่กันสองต่อสอง และกำลังมองลงมาที่อบิสจากสถานที่ที่สูงขึ้นมาเล็กน้อย

โยริชิโระอยู่ดูโดโรฮะ แต่ดูเหมือนเธอจะทำเพื่อเอาใจคุณคาเรน

การเดินทางในครั้งนี้ ผมกับคุณคาเรนไม่ได้อยู่ด้วยกันสองต่อสองเลยแม้แต่ครั้งเดียว


            “......แต่ว่า คนที่ทำลายเมืองนี้ คือบรรพบุรุษของพวกเราสินะคะ” (คาเรน)

            “ครับ” (ไฮเนะ)


พวกผมบอกคุณคาเรนเกี่ยวกับเนื้อหาของศิลาจารึกที่เหลืออยู่ และเรื่องที่โดโรฮะสูญเสียความทรงจำก่อนหน้าที่ตัวเองจะถูก ‘เงา’ ดูดกลืน โดยผสมเข้ากับการตีความที่ผมเพิ่มเข้ามาเอง

ศัตรูภายนอกที่โจมตีอบิส ถูกส่งมาโดยทวยเทพแห่งธาตุทั้งสี่ พวกมนุษย์ที่ได้รับมอบพลังในการโจมตีจากธาตุทั้งสี่มาเพื่อทำลายอบิส ภายหลังพวกนั้นได้สร้างสังคมของตัวเอง และสร้างศาสนจักรแต่ละแห่งขึ้นมา


            “งั้น ศาสนจักรแห่งแสงสว่างของพวกเราก็.......” (คาเรน)


‘คงจะเป็นตัวการที่ทำลายเมืองนี้เหมือนกันเหรอคะ?’ คือสิ่งที่เธอกำลังจะพูด ผมจึงพูดแทรก


            “ผมคิดว่ามันต่างกันครับ” (ไฮเนะ)

            “เอ๋?” (คาเรน)


ต้นเหตุที่สำคัญที่สุดที่ผมคิดไว้ก็คือ ราชินีอิซานามิของอบิสที่เป็นเทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่นผู้มาจุติ

เธอไม่ใช่คนบ้าที่จะสั่งให้ทำลาย ‘ประเทศ’ ที่ตัวเองปกครอง

แต่ผมไม่อาจแสดงต้นเหตุนั้นกับคุ้นคาเรนได้ ผมก็เลยต้องแสดงต้นเหตุอย่างอื่นแทน


            “........เอ่อ นั่นสินะครับ ศิลาจารึกที่เหลืออยู่ของโดโรฮะน่ะ ภัยพิบัติที่เป็นต้นเหตุทั้งสี่ได้ถูกเขียนไว้ที่นั่น” (ไฮเนะ)


ตั๊กแตน, โรคระบาด, ฝนกรด และการกลายสภาพเป็นทราย


            “พวกนั้นมันสอดคล้องกับลม, น้ำ, ไฟ, ดิน แต่ละชนิด มีเพียงแสงเท่านั้นที่ไม่สอดคล้องกับภัยพิบัติ บางที ศาสนจักรแห่งแสงสว่างอาจจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการล่มสลายของอบิสก็ได้ คุณไม่คิดว่ามันหมายความว่าอย่างนั้นเหรอครับ?” (ไฮเนะ)

            “มันก็ยังดูเจ็บปวดนิดหน่อยไม่ใช่เหรอคะ?” (คาเรน)

            “และผมก็คิดว่ามันมีอีกเรื่องหนึ่งครับ ตอนที่โดโรฮะคุ้มคลั่งแล้วกลายเป็นเงาน่ะ พวกศัตรูภายนอกที่โจมตีอบิสก็น่าจะกลัวเธอสุดๆ ไม่ใช่เหรอครับ? พวกนั้นคงสับสนเพราะต้องเผชิญหน้ากับการต่อต้านที่ไม่คาดฝัน และในระหว่างสถานการณ์การรบที่กำลังติดพันอยู่ มันก็น่าจะมีประชาชนจำนวนหนึ่งที่หลบหนีไปจากอบิสได้ไม่ใช่เหรอครับ?” (ไฮเนะ)

            “อา.......” (คาเรน)

            “และผู้คนที่หนีไปได้ ก็รวมตัวกันแล้วสร้างสถานที่ใหม่ ซึ่งก็คือ.......” (ไฮเนะ)

            “ศาสนจักรแห่งแสงสว่าง คุณหมายความอย่างนั้นใช่ไหมคะ?” (คาเรน)


บางทีมันคงจะเป็นอย่างงั้น

เทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่นที่ออกจากร่างกายของราชินีอิซานามิ เวลานี้เธอได้นำทางและคุ้มครองผู้คนในฐานะเทพ

นั่นคือรูปแบบของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง ซึ่งแตกต่างจากศาสนจักรแห่งดิน, น้ำ, ไฟ, ลม ทั้งสี่


            “......สุดยอดไปเลยค่ะ คุณไฮเนะ” (คาเรน)

            “เอ๋? อะไรเหรอครับ?” (ไฮเนะ)

            “ก็เพราะว่า เรื่องนั้นน่ะ มันไม่มีข้อพิสูจน์อะไรเลยนี่คะ ถึงอย่างนั้นคุณก็พูดเหมือนกับมันเกิดขึ้นจริงๆ ฉันเองก็เผลอเชื่อว่านั่นเป็นเรื่องจริงเหมือนกันค่ะ” (คาเรน)

            “มันก็ดีไม่ใช่เหรอครับ ความเชื่อน่ะ?” (ไฮเนะ)

            “นั่นสินะคะ ถ้าคิดอย่างนั้นล่ะก็ มันทำให้ฉันรู้สึกว่า การที่เด็กคนนั้น—— คุณโดโรฮะเสียสละตัวเอง แล้วกลายเป็น ‘เงา’ มันมีความหมายค่ะ คุณโดโรฮะช่วยเหลือชีวิตมากมายเอาไว้สินะคะ ในฐานะฮีโร่” (คาเรน)

            “ครับ มันเป็นอย่างนั้นครับ” (ไฮเนะ)


ทันทีที่โดโรฮะถูกปลดปล่อยจาก ‘เงา’ ผมก็บอกคุณคาเรนเกี่ยวกับชื่อที่เธอแนะนำตัว

ความจริงก็คือโยริชิโระในชาติก่อนที่เป็นอิซานามิจำชื่อของโดโรฮะได้


            “ตอนที่ฉันดูคุณไฮเนะกับท่านโยริชิโระน่ะ บางครั้งฉันก็รู้สึกถึงความผิดปกติค่ะ” (คาเรน)

            “เอ๋!?” (ไฮเนะ)

            “พวกคุณรู้เรื่องราวหลายอย่าง เผลอๆ จะรู้มากด้วย เหมือนกับมีใครบางคนที่นอกเหนือจากตัวพวกคุณเอง อยู่ข้างในตัวของพวกคุณสองคนเลย.......” (คาเรน)

            “ไม่หรอกๆ เรื่องแบบนั้นมันเป็นไปไม่ได้หรอก......!” (ไฮเนะ)


ผมปฏิเสธทันที แต่คุณคาเรนก็ยังพูดต่อไป


            “เพราะงั้นมันก็เลยเหมือนกับว่า ทั้งสองคนเข้าใจกันและกัน น่าอิจฉาจังค่ะ” (คาเรน)

            “เอ๋?” (ไฮเนะ)


ตอนนั้นเอง ใบหน้าของคุณคาเรนก็เข้ามาใกล้ๆ ใบหน้าของผม และเธอก็ไม่ยอมหยุด จนกระทั่งพวกมันได้สัมผัสกัน

ริมฝีปากกับริมฝีปาก


            “นี่ก็คือ รางวัลคราวนี้ค่ะ” (คาเรน)

            “เอ๋?” (ไฮเนะ)

            “รางวัลที่ช่วยพวกฉันไว้ค่ะ ฉันสัญญากับท่านโยริชิโระไว้ว่าจะให้สิ่งที่สุดยอดกับคุณน่ะค่ะ” (คาเรน)


คุณคาเรนพูด หลังจากที่เอาริมฝีปากออกมา


            “ฉันไม่ยอมถอดใจหรอกค่ะ ถึงคุณไฮเนะกับท่านโยริชิโระจะมีความสัมพันธ์พิเศษต่อกัน ฉันก็จะสร้างสายสัมพันธ์กับคุณไฮเนะที่ไม่แพ้กันขึ้นมา ฉันจะแสดงให้คุณดูค่ะ! คุณไฮเนะคะ ได้โปรดให้ความสำคัญกับทั้งสองฝ่ายได้ไหมคะ?” (คาเรน)

            “ค-ครับ......!” (ไฮเนะ)


บางที แก้มของผมในตอนนี้คงจะแดงแจ๋อยู่

คุณคาเรนเองก็ครุ่นคิดถึงสิ่งที่ตัวเองทำลงไปซ้ำๆ พอรู้ตัวว่าได้ทำเรื่องที่มากเกินควรลงไปแล้ว สีแดงเข้มที่ต้มจนสุกได้ที่ก็ผุดขึ้นมาทันที


            “ฉะ-ฉัน จะไปดูท่านโยริชิโระกับคุณโดโรฮะนะคะ!!” (คาเรน)


จากนั้นเธอก็วิ่งออกไปทั้งๆ ที่ยังอายอยู่

......พลังในการขับเคลื่อนของคุณคาเรนมันเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดทุกวัน


            “แบบนี้ การแต่งงานคงจะประมาณเดือนถัดไป.......” (ไฮเนะ)


ผมตั้งใจพูดขำๆ แต่ก็รู้สึกหวั่นๆ กับความเป็นจริงอยู่เหมือนกัน


คุณคาเรน ได้อะไรบางอย่างจากการเดินทางในครั้งนี้งั้นเหรอ?

เดิมทีมันคือการเดินทางค้นหาอบิส เพราะต้องการเบาะแสในการค้นหาตัวตนที่แท้จริงของเทพแห่งความมืดเอ็นโทรปี

พวกผมได้รู้ว่าอบิสมีอยู่จริง และพวกเขาก็บูชาเอ็นโทรปี แต่นอกเหนือจากนั้น มันก็ยังเป็นปริศนาสำหรับเธอ


ส่วนตัวผมเอง ก็ได้สิ่งๆ หนึ่งมา

นั่นก็คือ ความเชื่อที่ว่าเทพไม่มีความจำเป็นในโลกใบนี้

ผมได้รู้ถึงความโหดร้ายที่เทพแห่งธาตุทั้งสี่กระทำลงไป ในอดีตตอนที่ผมหลับใหลอยู่ และผมก็ได้รู้ว่าอีกครั้งว่าพวกมันไม่มีประโยชน์อะไรกับมนุษย์ในโลกใบนี้เลย ซ้ำยังเป็นอันตรายอีก


ตอนที่ฟื้นขึ้นมา ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นสถานการณ์ตึงเครียดถึงขนาดนี้ แต่ยังไงๆ ผมก็ต้องลงมือ

แผนการที่จะตัดขาดเทพกับโลกใบนี้โดยสมบูรณ์

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 87 ภาคต่อของตำนาน

 

เรื่องราวของพวกผมในครั้งนี้ ได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

เรื่องต่อจากนี้ก็คือ สิ่งที่เหมือนกับจัดการข้อมูลเพื่อก้าวต่อไป


            “อบิสน่ะ ปล่อยไว้แบบนั้นจะดีเหรอ?” (ไฮเนะ)


ตอนนี้พวกผมเดินทางออกจาก ‘ทะเลทรายไร้นาม’ แล้วกลับมาที่เมืองหลวงแห่งแสงอโพรอน จากนั้นผมก็มาหาผู้ก่อตั้งโยริชิโระอีกครั้ง

ดูเหมือนพวกเบื้องบนของศาสนจักรจะอยู่ในความวุ่นวาย เพราะจู่ๆ ผู้ก่อตั้งก็พาเด็กสาวที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้ากลับมา แล้วยังบอกว่าจะชุบเลี้ยงเธอด้วยมือของตัวเองอีก แต่โยริชิโระไม่ใช่คนที่จะถูกหยุดด้วยเรื่องแค่นั้น


            “ค่ะ ดิฉันคิดว่า ให้เมืองนั้นได้หลับอย่างสงบอีกสักระยะมันน่าจะดีค่ะ” (โยริชิโระ)


ถ้าตัวตนที่แท้จริงของเมืองหลวงแห่งความมืดอบิสถูกเปิดเผยต่อโลกล่ะก็ มันจะกลายเป็นการค้นพบทางประวัติศาสตร์ และโลกก็คงจะโกลาหลแน่

ศาสนจักรต่างๆ คงจะส่งทีมสำรวจไปประจำการ และเมืองใต้ดินอันเงียบสงบนั่นก็คงจะวุ่นวาย


            “เมืองนั้นน่ะ ยิ่งสำรวจมากเท่าไหร่ ความจริงที่ไม่เป็นผลดีต่อศาสนจักรทั้งห้าก็จะออกมามากเท่านั้นค่ะ พวกเขาคงจะไม่ยอม และมันก็ยังไม่ถึงเวลาอันควรค่ะ” (โยริชิโระ)

            “ถ้าทำอย่างนั้น เมืองก็คงจะถูกลบหายไปสินะ” (ไฮเนะ)


เมืองนั้นถูกทำลายเพราะความพอใจของทวยเทพไปครั้งหนึ่งแล้ว ถ้าตอนนี้มันถูกทำลายเพราะความพอใจของมนุษย์ที่มีอำนาจอยู่ในมืออีกครั้งล่ะก็ ผมคงยอมรับไม่ได้แน่

คุณคาเรนเองก็ยอมรับคำอธิบายนั้น และสาบานว่าจะเก็บเป็นความลับเช่นกัน


            “และด้วยเหตุนี้ หน้าที่ของมันก็เสร็จสิ้นค่ะ” (โยริชิโระ)


พอพูดแบบนั้น โยริชิโระก็หยิบเข็มทิศที่ประดับประดาจนโอเวอร์ออกมา

ถ้าผมจำไม่ผิด มันคือสมบัติของศาสนจักรแห่งแสงสว่างที่เรียกว่า ‘เข็มแห่งการชี้นำ’ เมื่อบรรจุพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงลงไป มันก็จะชี้ไปยังทิศทางของสถานที่ที่เราต้องการ......


            “เจ้านั่นน่ะ จริงๆ แล้วเป็นแค่เข็มทิศธรรมดาๆ ใช่ไหม?” (ไฮเนะ)

            “ค่ะ มันเป็นวัตถุโบราณที่พระคาร์ดินัลท่านหนึ่งทุ่มเงินสร้างมันขึ้นมาค่ะ สร้างขึ้นมาอย่างหรูหราโดยการผสมผสานเงินทองและเปลือกหอยประดับมุก แต่การใช้มันไม่ได้ต่างอะไรไปจากเข็มทิศธรรมดาค่ะ มันเป็นสิ่งที่ดิฉันได้รับมาแทนสินบน ณ เวลานั้นน่ะค่ะ.......” (โยริชิโระ)


แสงและพลังงานแม่เหล็กมีคุณสมบัติคล้ายกัน เมื่อใช้พลังศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงก็จะเคลื่อนไหวตัวเข็มของเข็มทิศได้ตามใจนึก สำหรับโยริชิโระที่เป็นผู้ก่อตั้งแห่งแสงและเทพธิดาแห่งแสงที่มาจุติน่ะ มันคงจะเป็นเรื่องง่ายๆ

และเธอก็มีความทรงจำชาติที่แล้วที่เป็นราชินีของอบิสอิซานามิอยู่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอรู้ที่ตั้งของอบิสตั้งแต่แรกแล้ว ถ้าเธอหันเข็มทิศไปยังทิศทางที่ต้องการได้ล่ะก็......


            “เธอจะบอกว่าเข็มทิศนั้นเป็นแค่เครื่องมือชิ้นเล็กๆ สำหรับนำทางผมกับคุณคาเรนไปที่อบิสสินะ” (ไฮเนะ)

            “ค่ะ นั่นก็เพื่อปิดบังอดีตในฐานะราชินีอิซานามิ ไอเท็มที่จะช่วยให้เราทราบถึงที่อยู่ของสิ่งที่ต้องการเพียงแค่นึกในใจน่ะ ของที่สะดวกสบายแบบนั้นไม่มีทางที่จะมีอยู่หรอกค่ะ ใช่ไหมล่ะคะ?” (โยริชิโระ)


พอพูดแบบนั้น โยริชิโระก็โยนเข็มทิศอันหรูหราที่เปลี่ยนชื่อให้เป็น ‘เข็มแห่งการชี้นำ’ ไปใกล้ๆ กับมุมห้อง มันคงจะเป็นที่ๆ เธอไม่คิดจะเอาออกมาอีกเป็นครั้งที่สอง


            “ถ้าเรื่องนี้มันขึ้นมาเป็นประเด็นในอนาคตอีก ดิฉันคงจะลำบาก ดังนั้นบอกไปว่าดิฉันทำมันหายในความวุ่นวายที่อบิสละกันนะคะ คุณไฮเนะคะ ดิฉันรบกวนคุณช่วยปรับเรื่องราวให้เหมาะสมทีนะคะ” (โยริชิโระ)

            “เอาเถอะ ผมเข้าใจ” (ไฮเนะ)

            “งั้นคุณไฮเนะคะ ที่คุณมาหาดิฉันในคืนนี้มีธุระอะไรเหรอคะ? อุตส่าห์มาหาดิฉันโดยเลือกตอนที่โดโรฮะหลับอยู่ด้วย ว่าแล้วเชียว ธุระสำคัญของคุณก็คือ พวกตัวปัญหานั่นใช่ไหมคะ?” (โยริชิโระ)


สุดท้ายก็เข้าประเด็นสำคัญได้สักที


ตั้งแต่ที่โยริชิโระเอาโดโรฮะมาอยู่ใกล้ๆ เธอก็เก็บซ่อนความงดงามที่มีมาแต่เดิมไว้ แล้วเอาความเป็นแม่ที่ดูสะดุดตาเข้ามาแทนที่

ถึงผมจะมาหาเธอในตอนกลางคืน เธอก็ไม่ได้หยอกล้อผมโดยการพูดว่า ‘แอบย่องมามีอะไรกับดิฉันเหรอคะ?’ มันเหมือนจะช่วยผม และก็รู้สึกเหงาๆ เช่นกัน


            “.......ผมอยากฟังรายละเอียด ตั้งแต่ตอนที่อบิสถูกทำลายน่ะ” (ไฮเนะ)

            “ได้สิคะ ......ตอนที่ดิฉันออกจากร่างของราชินีอิซานามิ แล้วกลับมาเป็นเทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่นน่ะ พวกเขาทั้งตกใจและก็ตะลีตะลานเลยล่ะค่ะ” (โยริชิโระ)


พวกเขาที่ว่า คือเทพแห่งธาตุทั้งสี่ที่ทำลายอบิส

พวกมันที่ทำลายอบิสไม่รู้ว่าเทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่นมาจุติเป็นราชินี


            “ใบหน้าของพวกเขาตอนที่รู้ความจริงน่ะ เหมือนกับเด็กเกเรที่ถูกแม่จับได้เลยล่ะค่ะ พระแม่ธรณีแมนเทิลก็เลยรีบช่วยดิฉันปิดผนึกอบิส .......ตอนนั้น ดิฉันสามารถต่อว่าพวกเขาเพราะความโกรธ และก่อสงครามของทวยเทพขึ้นมาใหม่ได้ แต่ดิฉันไม่ได้ทำแบบนั้นค่ะ” (โยริชิโระ)

            “ทำไมล่ะ?” (ไฮเนะ)

            “อย่างแรกก็คือ เหตุผลที่ดิฉันตกลงกับพวกเขาค่ะ” (โยริชิโระ)

            “ไร้สาระ” (ไฮเนะ)

            “ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ พวกดิฉันมหาเทพทั้งห้ารวมกลุ่มกันโดยคิดว่า ‘มนุษย์อยู่ภายใต้เทพ’ และปิดผนึกคุณ ถึงอย่างนั้นดิฉันก็แอบลงไปบนโลก, มอบอารยธรรมให้กับมนุษย์และยังทำให้มันก้าวหน้า นั่นไม่ได้หมายความว่าดิฉันฝ่าฝืนคำสาบานหรอกเหรอคะ?” (โยริชิโระ)


มันหมายความอย่างงั้นเหรอ?

สำหรับผมที่สนับสนุนมนุษย์ มันคือเหตุผลที่ยากจะยอมรับ


            “ถึงดิฉันจะเป็นหนึ่งในสองขั้ว แต่ดิฉันก็ไม่มีความได้เปรียบที่จะต่อกรกับธาตุทั้งสี่เหมือนกับคุณที่เป็นเทพแห่งความมืด ภายใต้เหตุผลที่ดิฉันพูดในตอนนี้ ถ้าพวกเขาหันมารวมทีมกันล่ะก็ เกรงว่าฝ่ายดิฉันจะพ่ายแพ้ค่ะ หากดิฉันกับคุณที่เป็นสองขั้วถูกปิดผนึกล่ะก็ ดิฉันก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงแล้วล่ะค่ะ” (โยริชิโระ)


เพราะงั้นดิฉันก็เลย...... โยริชิโระ—— เทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่นพูด


            “เสนอแผนหนึ่งขึ้นมาค่ะ” (โยริชิโระ)

            “แผน.......?” (ไฮเนะ)

            “ตอนที่ดิฉันเจอทวยเทพแห่งธาตุทั้งสี่อีกครั้ง พวกเขาก็เรียงแถวแก้ตัวอย่างไร้ประโยชน์เหมือนกับเด็กเลยล่ะค่ะ อย่างที่คาดไว้ พวกเขาพูดว่าการฝ่าฝืนคำสาบานและทำให้มนุษย์ฉลาดเป็นการไม่ซื่อสัตย์ หรืออะไรสักอย่างนี่ล่ะค่ะ เพราะงั้นดิฉันก็เลยว่าจะใช้แผนนี้น่ะค่ะ” (โยริชิโระ)


‘ที่ดิฉันแนะนำและปกครองมนุษย์ ก็เพื่อเก็บบางสิ่งมาจากมนุษย์’ คือสิ่งที่เทพธิดาพูดหลอกล่อทวยเทพองค์อื่น


            “เธอบอกพวกนั้นไปว่าเก็บรวบรวมอะไรล่ะ?” (ไฮเนะ)

            “พลังงานแห่งการสวดภาวนาค่ะ” (โยริชิโระ)


สวดภาวนา......?

จะว่าไป พวกโนวากับคอร์เซอเวท ก็เหมือนจะพูดแบบนั้นเหมือนกัน.......?


            “ดิฉันที่ค้นพบมันโดยบังเอิญ ในช่วงที่กำลังเผยแผ่ความศรัทธาของเทพแห่งความมืดเอ็นโทรปีที่อบิสในฐานะราชินีอิซานามิค่ะ หัวใจของมนุษย์ คือพลังงานประเภทหนึ่ง ตอนที่หัวใจดวงนั้น เกิดการเคารพเทพอย่างบริสุทธิ์ หัวใจดวงนั้นก็จะกลายเป็นพลังงานชั้นเลิศและส่งมาถึงเทพค่ะ” (โยริชิโระ)

            “นั่นคือการสวดภาวนาสินะ” (ไฮเนะ)

            “ใช่ค่ะ พลังงานของหัวใจมนุษย์มันแตกต่างจากพลังศักดิ์สิทธิ์ ดิฉันได้บอกตัวตนนั้นกับพวกธาตุทั้งสี่ และเสนอให้พวกเขาลองสัมผัสดู จากนั้นพวกเขาก็หลงเสน่ห์มันทันทีค่ะ” (โยริชิโระ)


พลังแห่งการสวดภาวนาของมนุษย์ ได้ทำให้ทวยเทพมัวเมา และหลงเสน่ห์มัน

จะบอกว่าหัวใจของมนุษย์มีพลังขนาดนั้นงั้นเหรอ?


            “ทวยเทพที่ดูดซึมพลังงานแห่งการสวดภาวนา จะทำให้พลังของพวกเขาสูงขึ้นหลายเท่า และรสชาติมันก็พิเศษด้วยค่ะ ทวยเทพจึงเริ่มการทดสอบมากมายเพื่อรวบรวมการสวดภาวนาให้มากๆ ทันที การก่อตั้งศาสนจักรก็เป็นส่วนหนึ่งในนั้น เพื่อให้การสวดภาวนามั่นคง พวกเขาก็เลยสร้างกลุ่มคนขึ้นมาบูชาตัวเองค่ะ” (โยริชิโระ)

            “คนที่เป็นรากฐานนั่นก็คือศัตรูภายนอกที่โจมตีอบิสสินะ?” (ไฮเนะ)

            “ตามที่คุณคาดไว้ค่ะ เทพแห่งธาตุทั้งสี่ได้สร้างศาสนจักรขึ้นมา และสั่งให้ผู้ศรัทธาโจมตีหมู่บ้านรอบๆ เพื่อรวบรวมคนสวดภาวนาให้มากขึ้น บังคับให้ประชาชนเข้าร่วมศาสนจักร แล้วขยายอำนาจของพวกเขา มนุษย์คือปศุสัตว์ที่มีไว้สำหรับอุทิศการสวดภาวนาให้กับเทพจริงๆ ยุคสมัยแบบนั้นดำเนินต่อมาเป็นพันปี มันเป็นยุคสมัยที่ต้องอดทนค่ะ แต่แล้วการเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้น” (โยริชิโระ)

            “อีเธอเรียลสินะ” (ไฮเนะ)


อารยธรรมเครื่องจักรที่มาโดยการค้นพบอีเธอเรียล

ด้วยเหตุนั้น หัวใจของมนุษย์จึงออกห่างจากเทพ พลังงานแห่งการสวดภาวนาก็ถูกนำออกไปจนเหลือน้อยนิดเช่นกัน


            “เพราะงั้นพวกมันก็เลยใช้สัตว์ประหลาด และทำอะไรโง่ๆ แล้วพอมันไปได้ไม่สวยพวกมันก็เลยหงุดหงิด จนถึงขั้นที่จะฆ่าผู้ศรัทธาตัวเองโดยไม่แยกแยะถูกผิดสินะ” (ไฮเนะ)

            “ใช่ค่ะ แต่ทวยเทพในตอนนี้ ไม่สามารถกำจัดมนุษย์ได้อีกแล้วค่ะ พวกเขาไม่สามารถกวาดล้างเมืองต่างๆ ของกองบัญชาการแห่งศาสนจักรทั้งห้าในตอนนี้ เหมือนกับที่ทำลายอบิสเมื่อคราวก่อนได้แล้วค่ะ” (โยริชิโระ)

            “ทำไมถึงเป็นอย่างงั้นล่ะ?” (ไฮเนะ)

            “ในช่วงที่เกือบจะถึงหนึ่งพันปีนั้น พวกเขาละโมบอยากได้พลังงานในการสวดภาวนาของมนุษย์ ดังนั้น พวกเขาจึงนำพาการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดมาค่ะ” (โยริชิโระ)

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 88 มันต้องจบ

 

            “ทวยเทพแห่งธาตุทั้งสี่ ไม่อาจดำรงอยู่ได้ถ้าไม่มีพลังงานแห่งการสวดภาวนา......!?” (ไฮเนะ)

            “ใช่ค่ะ พวกเขารีดพลังแห่งการสวดภาวนาของผู้คนมายาวนาน และจมปลักอยู่กับรสชาติของมันค่ะ พลังงานแห่งการสวดภาวนาสำหรับพวกเขาในตอนนี้จึงเป็นสิ่งที่ต้องมีไว้เหมือนกับอากาศค่ะ ถ้าพวกเขาขาดมันไปล่ะก็ พวกเขาจะไม่สามารถรักษาตัวตนของตัวเองไว้ได้ค่ะ” (โยริชิโระ)


พอถูกบอกความจริงนั้น ผมก็ตกตะลึง

ในเวลาเดียวกันผมก็เข้าใจ ผมถูกปลดผนึกและฟื้นคืนชีพ และเจ้าพวกนั้นที่ผมได้พบอีกครั้งหลังจากที่ผ่านไป 1,600 ปีก็ยึดติดกับมนุษย์ไปซะแล้ว

มันคือการยึดติดในความหมายที่ไม่ดีทั้งหมด สำหรับผมที่รู้จักเจ้าพวกนั้นในอดีต มันคือความรู้สึกที่ไม่พอใจเอามากๆ

สมัยก่อน ทวยเทพในยุคสมัยแห่งการสร้างโลกเย็นชากับมนุษย์มากๆ ราวกับพวกเขาไม่สนใจใยดีมนุษย์เลย


            “งั้นก็หมายความว่า เจ้าพวกนั้นก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่มีมนุษย์งั้นเหรอ?” (ไฮเนะ)

            “ใช่ค่ะ สมมติว่า ถ้ามนุษย์ล่มสลาย และการสวดภาวนาที่พวกเขาเก็บสำรองไว้สูญหายไป เทพก็จะถูกทำลายเช่นกันค่ะ” (โยริชิโระ)


เทพจะตาย?

เรื่องใหญ่ขนาดนั้นจะเกิดขึ้นเหรอ?


            “ถ้างั้น เธอก็ด้วยเหรอ? เธอที่ก่อตั้งศาสนจักรแห่งแสงสว่าง ก็ถูกกัดกร่อนด้วยพลังงานแห่งการสวดภาวนา......?” (ไฮเนะ)

            “ดิฉันน่ะ รู้สึกขอบคุณการสวดภาวนาของมนุษย์ ไม่ได้ทำแบบนั้นเพราะความละโมบค่ะ ดิฉันสังเกตุเห็นอันตรายของพลังแห่งการสวดภาวนาตั้งแต่แรกแล้วก็เลยปกปิดมันไว้ ดังนั้น จึงมีแต่ดิฉันที่เป็นเหมือนกับคุณ ที่ถูกปิดผนึกมาเป็นเวลา 1,600 ปี ในยุคสมัยแห่งการสร้างโลกค่ะ” (โยริชิโระ)


พอได้ยินแบบนั้น ผมก็รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย

แต่โยริชิโระ—— เทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่น เข้าใจถึงอันตรายของการสวดภาวนาขนาดนั้น แต่ก็ยังปกปิดมันไว้แล้วแนะนำมันให้กับเทพองค์อื่น

ช่างน่ากลัวอะไรอย่างนี้ แต่นั่นคงเป็นเพราะเธอ โกรธเทพแห่งธาตุทั้งสี่ที่ทำลายอบิสจนระงับอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่


เจ้าพวกธาตุทั้งสี่นั่น ใน 1,600 ปีมานี้ ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปถึงขนาดนั้นเลยเหรอ?

จะว่าไปมันก็มีส่วนที่เกี่ยวข้องกันอยู่จริงๆ พวกมันไม่อาจอยู่ได้ถ้าไม่มีมนุษย์ ถึงแม้ว่าตัวเองจะถูกต้อนจนมุม พวกมันก็ยังดูถูกพวกมนุษย์อยู่ดี

ยากที่จะช่วยเหลือเจ้าพวกนั้นจริงๆ


            “ตรงกันข้าม มนุษย์ไม่ต้องการเทพค่ะ” (โยริชิโระ)

            “อา นั่นสินะ” (ไฮเนะ)


หนึ่งในความเข้าใจผิดที่ปิดบังโลก

ที่ว่า เทพคือตัวตนที่จำเป็นต่อการค้ำจุนโลกใบนี้น่ะ แท้จริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลย

หน้าที่ของเทพก็คือ สร้างโลก

หากการสร้างสิ้นสุดลง หน้าที่ของเทพก็สิ้นสุดลงเช่นกัน ไม่มีอะไรให้ทำไปมากกว่านี้อีกแล้ว

ดังนั้น สถานการณ์ของโลกในตอนนี้ เทพที่ไม่มีอะไรให้ทำแล้วก็เลยอยู่ไปอย่างนั้น และกำลังสูบพลังใจจากสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในโลก มันก็แค่นั้นแหละ


            “ถึงเทพจะจำเป็นกับโลก แต่โลกก็ไม่ต้องการเทพอีกแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็กำจัดมันออกไปซะ” (ไฮเนะ)

            “ที่ดิฉันให้พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับพลังงานแห่งการสวดภาวนาก็เพื่อ แก้แค้นค่ะ” (โยริชิโระ)


โยริชิโระพูดออกมาอย่างหนักแน่น


            “มันเป็นการแก้แค้นที่พวกเขาทำลายอบิสที่ดิฉันรักเหมือนกับเอ็นโทรปี และสร้างมันขึ้นมาเพื่อเอ็นโทรปีที่รักค่ะ อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดก็คือ ผนึกที่เทพทั้งห้าทำกับคุณค่ะ” (โยริชิโระ)


ผนึกที่ทำโดยเทพทั้งห้านั้น ถ้าไม่มีการเห็นพ้องต้องกันของเทพทั้งห้าก็ไม่อาจปลดมันได้


            “แต่พอดิฉันรอคอยอย่างต่อเนื่องมากว่าพันปี ผนึกก็อ่อนลงตามธรรมชาติ ดิฉันจึงสามารถปลดมันออกได้ด้วยตัวคนเดียว ไม่มีความเสียใจอีกแล้วค่ะ คุณไฮเนะคะ ไม่สิ เทพแห่งความมืดเอ็นโทรปี ได้โปรดขจัดภัยของโลกเถอะนะคะ” (โยริชิโระ)

            “ทำยังไงดีล่ะ?” (ไฮเนะ)

            “อันดับแรกที่สำคัญที่สุด คงจะเป็นขจัดภัยสัตว์ประหลาดค่ะ สิ่งมีชีวิตเทียมที่ปราศจากดวงวิญญาณนั่น เป็นความชั่วร้ายที่ทวยเทพปลดปล่อยออกมาเพื่อเหนี่ยวรั้งผู้ศรัทธาเอาไว้ ถ้าภัยนั่นหายไปล่ะก็ สุดท้ายรากฐานที่ต้องการเทพก็จะหายไปโดยสมบูรณ์ค่ะ” (โยริชิโระ)


ทำให้สัตว์ประหลาดหายไปโดยสมบูรณ์งั้นเหรอ?

จะว่าไป เจ้าคอร์เซอเวทก็เคยพูดไว้นี่นะ ทวยเทพสร้างมารดาของสัตว์ประหลาดที่สามารถให้กำเนิดสัตว์ประหลาดนับไม่ถ้วน และปลดปล่อยพวกมันไปในโลก


            “ถ้ากำจัดสัตว์ประหลาดแห่งดิน, น้ำ, ไฟ, ลมที่อยู่ในโลกใบนี้แล้ว มันจะดีเหรอ?” (ไฮเนะ)

            “เมื่อผู้ศรัทธาลดลง พลังของธาตุทั้งสี่ที่เพิ่มขึ้นก็จะอ่อนลงเช่นกันค่ะ การสร้างมารดาของสัตว์ประหลาดขึ้นมา จำเป็นต้องบรรจุพลังศักดิ์สิทธิ์ที่มากยิ่งกว่าตอนที่สร้างวัวเพลิงฟาลาริสและไฮดร้าเซอร์เพนท์หลายสิบเท่า ถ้ากำจัดมันทิ้งล่ะก็ พวกเขาคงไม่สามารถทำแบบเดิมได้อีกเป็นครั้งที่สองค่ะ” (โยริชิโระ)


เธอพบสิ่งที่ต้องทำแล้วสินะ


            “เทพธิดาแห่งแสง เธอโอเคเหรอ?” (ไฮเนะ)


ผมถามเธอเพื่อยืนยันอีกครั้ง

เพราะว่าเธอ ยังเป็นหนึ่งในเทพทั้งหกที่สร้างโลกใบนี้


            “ไม่มีปัญหาค่ะ ยังไงซะ ตอนนี้ดิฉันก็คือโยริชิโระ เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในโลกใบนี้ค่ะ ถ้ามีสิ่งที่เป็นผลดีต่อมนุษย์ ดิฉันก็จะลงมือโดยไม่ลังเลค่ะ” (โยริชิโระ)

            “นั่นสินะ ไว้พวกเราค่อยมาคิดกันว่าจะทำยังไงกันในอนาคตข้างหน้าในฐานะเทพ หลังจากที่ชีวิตในตอนนี้จบลงก็ได้” (ไฮเนะ)

จากนั้น พวกผมก็เริ่มดำเนินการ

มนุษย์ เพื่อนำโลกที่มนุษย์สามารถอาศัยอยู่ได้กลับคืนมา ไม่ใช่เพื่อเทพ


* * * * *


            “แล้วก็เรื่องนั้น” (โยริชิโระ)

            “อื๋อ?” (ไฮเนะ)


จู่ๆ ท่าทีของโยริชิโระก็เปลี่ยนไป


            “คุณไฮเนะ ที่ว่าคุณจูบกับคุณคาเรนน่ะจริงรึเปล่าคะ?” (โยริชิโระ)

            “โอ้วว!?” (ไฮเนะ)


ทำไมเธอถึงรู้เรื่องนั้นล่ะ!?

ทั้งๆ ที่ผมอุบเงียบไว้เพราะรู้ว่าตัวเองจะต้องลำบากแท้ๆ!


            “ดิฉันได้รับคำสารภาพมาจากคุณคาเรนค่ะ ‘ที่ฉันล้ำหน้าคุณไปน่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ’ เด็กคนนั้น มีนิสัยที่ซื่อสัตย์จริงๆ ค่ะ ในทางกลับกัน คุณไฮเนะ คุณคิดว่าถ้ามันไม่หลุดออกมาก็คงไม่มีปัญหาใช่ไหมคะ” (โยริชิโระ)

            “คือว่า เปล่าๆ......” (ไฮเนะ)

            “คุณตบหน้าดิฉัน แต่กลับไปจูบกับคุณคาเรน มันหมายความว่ายังไงกันคะ? จริงๆ แล้วในทางปฏิบัติ มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ยังไงๆ ดิฉันก็ถูกคุณไฮเนะเกลียดใช่ไหมคะ?” (โยริชิโระ)


เธอพูดถึงเรื่องที่ผมตบหน้าเพื่อเตือนสติเนี่ยนะ!?

หลังจากฟังแผนการล้างแค้นธาตุทั้งสี่แล้ว ตอนนี้ผมมั่นใจว่า ผู้หญิงคนนี้อาฆาตสุดๆ


            “เปล่านะ ที่ตบนั่นน่ะ? ถ้าจะให้พูดล่ะก็ เพราะว่าเธอสำคัญไงล่ะ......” (ไฮเนะ)


ไม่ใช่ ผิดแล้ว นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมควรจะพูดตอนนี้


            “เธอพูดไว้ว่า ถ้าผมรู้ความชั่วช้าที่เธอก่อไว้ในอดีตล่ะก็ ผมจะต้องเกลียดเธอแน่นอน” (ไฮเนะ)

            “ค-ค่ะ......” (โยริชิโระ)

            “ผมไม่ได้เกลียดเธอเลยนะ ผมขอโทษที่ต้องให้เธอแบกความรับผิดชอบหลายๆ อย่างด้วยตัวคนเดียวมา 1,600 ปี “ (ไฮเนะ)


แล้วผมก็กอดโยริชิโระ

ผมนับถือเธอจริงๆ ที่ใช้ชีวิตด้วยชื่อมากมายมาเป็นเวลานาน


            “คุณไฮเนะคะ ดิฉันน่ะ ยังไงๆ ก็อยากใช้ชีวิตอยู่ในร่างนี้อย่างสุดความสามารถค่ะ ใช้ชีวิตในเวลาเดียวกับคุณในฐานะโยริชิโระ ให้กำเนิดลูกของคุณ และเลี้ยงดูเด็กคนนั้น ดิฉันอยากให้โดโรฮะไขว่คว้าความสุขที่เธอไม่อาจคว้าไว้ได้เมื่อตอนที่อยู่ในอบิส และดิฉันก็อยากใช้เวลาและเป็นมิตรที่ดีกับคุณคาเรนเหมือนกันค่ะ” (โยริชิโระ)

            “ความปรารถนาเพียบเลยนะ แต่เพราะแบบนั้น ชีวิตมันก็เลยยาวนาน” (ไฮเนะ)

            “ค่ะ ได้โปรดเติมเต็ม ความปรารถนามากมายในชีวิตของดิฉันด้วยนะคะ” (โยริชิโระ)


พวกผมประกบริมฝีปาก โดยไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้น

มันเป็นเพียงช่วงเวลาอันหอมหวาน ก่อนหน้าการต่อสู้อันดุเดือดที่จะเริ่มต้นขึ้นนับจากนี้

◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆
จบบทที่ 3 การแก้ไขฮีโร่แห่งเงา
◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆




NEKOPOST.NET