[นิยายแปล] ความพยายามในการปฏิรูปของเทพแห่งความมืด ตอนที่ 2 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ความพยายามในการปฏิรูปของเทพแห่งความมืด

Ch.2 - ตอนที่ 2- ตอนที่ 10


ตอนที่ 2 พรานหนุ่ม

 

            “นี่มันอะไรกัน.......!?”

 

    ตอนที่พวกผมกลับมา หมู่บ้านก็เต็มไปด้วยเหตุการณ์ประหลาด

 

    ชาวบ้านทั้งหมดในบ้านนอกคอกนาที่มีจำนวนน้อยกว่า 50 คนนั้น

    ตอนนี้กลับมีจำนวนมากกว่า 100 คน

 

    เห็นได้ชัดว่า มีกลุ่มคนที่มาจากนอกหมู่บ้าน

    สิ่งที่พิสูจน์คำพูดนั้น ซึ่งทำให้ผมคิดว่าพวกเขามาจากข้างนอกก็คือชุดเกราะที่พวกเขาสวมซึ่งส่องแสงสีขาวระยิบระยับนั่นน่ะ มันแตกต่างจากพวกชาวบ้าน

 

    ปัญหาก็คือ ผมเห็นพวกที่ใส่ชุดเกราะสีขาวระยิบระยับนั่นทำท่าทำทางกดดันชาวบ้านอยู่

 

            “เกณฑ์ชาวบ้านมาให้หมด! โดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาวที่อายุ 10-20 ปี! อย่าให้หลุดรอดไปได้แม้แต่คนเดียวนะโว้ย!!”

 

    ชายที่ดูท่าทางจะเป็นหัวหน้าของพวกสวมชุดเกราะกำลังออกคำสั่งจนน้ำลายปลิวว่อนอยู่

 

    พวกที่สวมชุดเกราะ——น่าจะเป็นอัศวิน พวกเขาชักดาบและถือหอกไว้กับตัวเรียบร้อย และกำลังไล่ต้อนพวกชาวบ้านโดยการชี้คมหอกคมดาบไปที่พวกเขา มันเป็นการข่มขู่แน่นอน

    ดูเหมือนพวกเขากำลังรวบรวมพวกชาวบ้านจากทุกหนทุกแห่ง

    คนที่อยู่ในบ้านถูกลากออกมาข้างนอก โดยการบีบบังคับไม่ว่าพวกเขาจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม

 

    ผมกับคุณพ่อสัมผัสถึงเหตุการณ์ประหลาดนี้ได้จากข้างนอกหมู่บ้าน จึงหลบซ่อนอยู่ในป่าแล้วคอยดูท่าที

    เพราะพวกผมออกไปล่าสัตว์ พวกผมก็เลยไม่ได้มาเจอกับเหตุการณ์ประหลาดนี้ ไม่งั้นพวกผมก็คงจะเป็นเหมือนกัน

 

            “ไอ้เจ้าพวกนั้นมันเป็นใครกัน......!” (ไฮเนะ)

            “บางทีพวกเขาคงมาจากในเมือง พวกที่เป็นระเบียบแบบนั้น ไม่มาอยู่ในที่แบบนี้หรอก”

 

    คุณพ่อพูดพลางมองดูสภาพชุดเกราะอันระยิบระยับนั่น

    ผมเองก็เห็นด้วย ยิ่งไปกว่านั้นผมยังจำลักษณะของเจ้าพวกนี้ได้ มันเป็นความทรงจำที่ได้รับสืบทอดมาจากที่อื่น ไม่ใช่คุโรมิยะ ไฮเนะ

 

    พวกอัศวินที่สวมชุดเกราะเต็มตัว

    พวกเขาไม่ได้มีแค่ดาบและหอกที่อยู่ในมือ แต่พวกเขายังมีธงที่ชูขึ้นมาราวกับเป็นการแสดงตัวตนของเองอีก

    ตราที่สลักไว้บนธงนั่น ไม่ผิดแน่ นั่นคือสัญลักษณ์ของเทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่น (インフレーション)

 

            (มนุษย์กับตราของเทพธิดาแห่งแสง? ทำไมกันนะ?)

 

    ผมจำตรานั่นได้จากความทรงจำเมื่อครั้งที่ตัวเองยังเป็นเทพแห่งความมืดอยู่

    ผมมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ 18 ปีแล้ว ระหว่างนั้นผมก็ไม่เคยออกไปจากหมู่บ้านเลยแม้แต่ครั้งเดียว อาจจะเป็นเพราะผมไม่ได้สนใจเหตุการณ์ในโลก มันก็เลยตรงกันข้ามกับที่คาดหวังไว้แบบตอนนี้

 

            “......ไฮเนะ ยังไงก็ตาม ตอนนี้พวกเราไปหาผู้ใหญ่บ้านกันก่อนเถอะ แล้วค่อยถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น......”

            “เดี่ยวก่อนครับคุณพ่อ!” (ไฮเนะ)

 

    ผมรีบคว้ามือของคุณพ่อที่ออกมาจากใต้ร่มไม้ แล้วพยายามเข้าไปในหมู่บ้าน

 

            “คุณพ่อครับ พวกนั้นยังไม่รู้นะครับว่าพวกเราอยู่นอกหมู่บ้าน ถ้าขืนออกไปตอนนี้พวกเราก็จะถูกพวกนั้นพบเข้า แล้วพวกเราก็จะเป็นเหมือนคนอื่นๆ นะครับ” (ไฮเนะ)

            “อืมม......!”

            “ตราบใดที่เป้าหมายของอัศวินพวกนั้นยังไม่ชัดเจน พวกเราอย่าเคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้าจะดีกว่าครับ ดูจากเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้แล้ว การที่พวกเราหลบอยู่ที่นี่อาจจะเป็นผลดีก็ได้นะครับ” (ไฮเนะ)

            “งั้นเหรอ ......จริงด้วย”

 

    พอได้ฟังความเห็นของผม คุณพ่อก็ย่อตัวลง แล้วเอาร่างกายไปอยู่ใต้เงาของต้นไม้

 

            “คำพูดของเจ้าถูกต้องแล้วล่ะ ทั้งๆ ที่เจ้าเป็นแค่ลูกชายแท้ๆ แต่คำพูดคำจามันทำให้พ่อคิดว่าเจ้าดูอายุมากกว่าพ่อนะ”

            “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ก็ผมเป็นลูกชายพ่อนี่นา” (ไฮเนะ)

 

    แต่ว่า......

 

            “คุณพ่อครับ ถึงจะบอกว่าไม่ให้เคลื่อนไหว แต่พวกเราจะไม่เคลื่อนไหวได้เหรอครับ?”

            “รู้แล้วน่า พ่อเองก็กำลังกังวลเรื่องนั้นอยู่เหมือนกัน”

 

    ผมกับคุณพ่อ เปลี่ยนสถานที่ไปรอบนอกของหมู่บ้านเพื่อไม่ให้พวกอัศวินสังเกตุเห็น

    โชคดีที่เป็นหมู่บ้านชนบทบริเวณหุบเขาลึก มันจึงมีต้นไม้จำนวนมากอยู่รอบๆ หมู่บ้าน

 

    จากนั้นพวกผมก็เคลื่อนไหว โดยไปยังบ้านของพวกเราที่อยู่ข้างในหมู่บ้าน

 

    ตอนนี้คุณแม่น่าจะอยู่ที่บ้านคนเดียว

 

    คุณแม่ร่างกายอ่อนแอมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะงั้นเหตุการณ์แปลกๆ นี้ต้องทำให้เธอต้องกังวลมากแน่ๆ

    และการซ่อนตัวอยู่ในป่าก็เป็นระยะทางที่พวกผมไม่สามารถแอบดูข้างในบ้านได้เช่นกัน

 

    ตอนที่ผมกำลังคิดว่าควรจะทำยังไงดีนั้น ผมก็ได้ยินเสียงข้าวของแตกจากข้างในบ้าน

 

            “ออกมาเดี๋ยวนี้! นี่คือพระประสงค์ของท่านเทพธิดาแห่งแสง!”

 

    คุณแม่ถูกอัศวินชุดเกราะตรงทางเข้าบ้านลากออกมา

    สีหน้าของเธอดูย่ำแย่ เป็นไปได้ว่าวันนี้เธอคงจะกำลังนอนอยู่เพราะสภาพร่างกายไม่ดี

    เดิมทีคุณแม่ก็ร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว แถมยังให้กำเนิดผมทั้งๆ ที่อายุเกินวัยอีก

    สภาพร่างกายของเธอยากที่จะมีลูกได้ ถ้าเอาตามความเป็นจริงล่ะก็ ร่างกายของผมมันควรจะตายไปตั้งแต่อยู่ในท้องแล้วด้วยซ้ำ

 

    ร่างกายคือที่สถิตย์ของดวงวิญญาณ

    ผมต้องช่วงชิงร่างกายมาจากดวงวิญญาณดวงอื่นที่กำลังจะเกิดขึ้นมา ซึ่งตอนที่ผมยังเป็นเทพแห่งความมืดอยู่ ก็ได้เลือกร่างกายของทารกในครรภ์ที่ตายตั้งแต่อยู่ในท้องเพื่อการจุติ

    ถึงแม้ว่าตามปกติแล้วเขาจะตายตั้งแต่อยู่ในท้อง แต่ถ้าเป็นเทพก็สามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและกลับมาเกิดเหมือนเดิมได้โดยง่าย

 

    ทว่า คุณพ่อและคุณแม่กลับดีใจกับผมที่เกิดมาแบบนั้น แล้วยังเลี้ยงดูปูเสื่อผมเป็นอย่างดี

    เด็กน้อยที่ได้รับมาอย่างเหนือความคาดหมายเพราะโรคภัยไข้เจ็บ ซ้ำยังถือกำเนิดขึ้นมาได้ ทั้งๆ ที่มีการแจ้งว่าเขาตายไปตั้งแต่อยู่ในท้องอีก

 

    ตอนที่ผมอายุได้ขวบหนึ่ง ผมก็ออกไปเดินเล่นนอกหมู่บ้านมันทั้งวัน

    พอร่างกายเติบโตจนกระทั่งเดินได้สองขาแล้ว ผมก็ไปเดินตรวจตราพื้นโลกทันที

    ถึงจะเป็นร่างกายของเด็กทารก มันก็ไม่เป็นปัญหาต่อเทพที่อยู่ข้างใน

    ตอนที่ผมกลับมาจากการเดินดูนั่นดูนี่ คุณแม่ก็เข้ามากอดผมแล้วร้องไห้ฟูมฟายยกใหญ่

    พร้อมกับใบหน้าอันซูบผอมของผู้หญิง ที่กังวลว่าเด็กอย่างผมที่อายุได้แค่ขวบเดียวจะหายตัวไป

    เพียงวันเดียวที่ผมเดินออกไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น กลับกลายเป็นวันแห่งความสิ้นหวังของคนผู้นั้น

 

    ตอนนั้น สุดท้ายผมก็ได้รู้ว่า

 

    ผมในตอนนี้ คือมนุษย์ คุโรมิยะ ไฮเนะ ที่เคยเป็นเทพแห่งความมืดมาก่อน

    เป็นบุตรของคนพวกนี้

    ก่อนที่ผมจะได้คิด ร่างกายมันก็เคลื่อนไหวไปแล้ว

 

            “!? เฮ้ย เดี๋ยวก่อน ไฮเนะ!”

 

    การห้ามปรามของคุณพ่อมันช้าเกินไป เพราะผมได้พุ่งออกมาจากใต้ร่มไม้ และพุ่งเข้าใส่เป้าหมายไปแล้ว

 

            “......เอ๋? อ๊ากก!?”

 

    อัศวินถูกซัดจนกลิ้งไป

 

            “คุณแม่!” (ไฮเนะ)

            “ไฮเนะ......? ไม่ได้นะ หนีไป!”

 

    ทว่า ผมที่อยู่ด้านหลังคุณแม่ ได้พูดกับพวกอัศวินชุดเกราะฝั่งตรงข้ามที่ทำท่าแตกตื่นว่า

 

        “ถ้าพวกแกเตรียมใจไว้แล้วก็เข้ามาได้เลย ......ถ้าพวกแกทำร้ายคนๆ นี้ล่ะก็ ผมจะซัดพวกแกทุกคนให้น่วมเลย!!” (ไฮเนะ)

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 3 เหล่าอัศวินแห่งแสง

 

            “คุว๊ากก!?”

            “อั่ก!?”

            “โอ้ววว!?”



 พวกอัศวินชุดเกราะปลิวไปในอากาศทีละคน

 

 การซัดฝ่ายตรงข้ามที่สวมชุดเกราะมันไร้ความหมาย แต่ถ้าเป็นการจับโยนด้วยโมเมนตัมของฝ่ายตรงข้ามล่ะก็ พวกเขาจะร่วงลงมายังพื้นดินพร้อมกับน้ำหนักของชุดเกราะซึ่งเป็นแรงกระแทกที่รุนแรงมาก


 ถ้าร่วงลงมาไม่ดีก็จะทำให้พวกเขาคอหักและตายทันที แต่ผมก็ออมมือเพื่อไม่ให้มันเป็นแบบนั้นไว้แล้ว


            “พ่อครับ! ฝากแม่ทีนะครับ!” (ไฮเนะ)


            “เข้าใจล่ะ! แต่เจ้า......!?”


 ผมกระโดดออกไปทันที แล้วฝากคุณแม่ไว้กับคุณพ่อที่ตามผมมา

 ตามปกติผมควรจะซ่อนตัวแล้วคอยดูท่าที แต่ในเมื่อผมกระโดดออกมาแล้ว ผมก็ต้องชิงลงมือทันที

 พวกอัศวินฝ่ายตรงข้ามมีประมาณ 50 คน ขืนผมไปต่อกรกับอีกฝ่ายรวดเดียวล่ะก็ มีหวังถูกบดขยี้แน่ๆ

 ถ้าเป็นแบบนั้น ผมก็ต้องกระทืบหัวหน้ามันก่อน

 จากที่ผมเห็นเมื่อครู่ อัศวินชุดเกราะที่ตะโกนสั่งดูท่าทางใหญ่โตกว่าพวกอัศวินชุดเกราะคนอื่นๆ
 ผมจึงวิ่งไปหาเจ้านั่นตรงๆ


            “หัวหน้าหมู่ (小隊長)! ระวังตัวด้วยครับ!” 「TL: ไม่แน่ใจเรื่องยศครับ」


            “......!? อะไรนะ!? เกิดอะไรขึ้น!?”


 อีกฝ่ายที่รู้สึกถึงความผิดปกติ ก็ตะลีตะลานป้องกันตัวเองทันที



            “มัวทำอะไรกันอยู่! ไปจัดการเจ้าโง่ที่กล้ามาต่อกรกับพวกเราซะ! ภายใต้นามของเทพธิดาแห่งแสง!!”

 


 ถึงอัศวินชุดเกราะบางคนจะพยายามป้องกันตามคำสั่ง ผมก็หลบหลีกพลางสวนกลับ แล้วเข้าไปใกล้ๆ อัศวินชุดเกราะที่เรียกกันว่าหัวหน้าหมู่ได้อย่างราบรื่น

 


            “เหวอออออออออออออ!! อย่าเข้ามาาาาาาาาาาาาา!”

 


 ขณะที่หัวหน้าหมู่ซึ่งกำลังลนลานอยู่สังเกตุเห็นผม เขาก็ทิ้งดาบที่อยู่ในมือ แล้วชักดาบสั้นที่อยู่ตรงเอวขึ้นมาแทน

 


            (เหอะ!? ตั้งใจจะทำอะไรกัน!?)

 


 ถ้าเป็นการโจมตีศัตรูตามปกติล่ะก็ ดาบยาวจะได้เปรียบมากๆ

 แต่เขากลับทิ้งมันไป แล้วเปลี่ยนมาใช้ดาบสั้นซึ่งเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าแทน


 ทว่า การกระทำอันเป็นปริศนาที่มีความหมายกำกวมนั่นก็คลี่คลายทันที

 ในเวลาเดียวกับที่ดาบสั้นชี้มาที่ผม ประกายแสงก็หมุนวนขึ้นมาที่คมดาบเล่มนั้น


            “[Holy Light Bullet (聖光弾: Seiko dan กระสุนแสงศักดิ์สิทธิ์)]!!”

            “หา!?” (ไฮเนะ)


 เรียกว่าลูกศรแสงที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากดาบสั้นดีกว่ามั้ง?

 ยังไงก็ตาม แสงที่พุ่งมาอย่างรวดเร็วนั่นก็เหมือนกับลูกธนูอยู่ดี ถ้าโดนเจ้านี่เข้าล่ะก็ ผมคงแย่แน่


            “คึ่ก!” (ไฮเนะ)


 *ผัวะ (ザンッ)!* ผมเหวี่ยงแขนไปโดนลูกศรแสง และปัดมันกระเด็นไป

 อย่างที่คาดไว้ ผมต้องหยุดวิ่งชั่วคราว


            “หา......!? ปัด [Holy Light Bullet] ทิ้งเนี่ยนะ? เรื่องแบบนั้นเป็นไปไม่ได้หรอก......!?”


 หัวหน้าหมู่ที่ปล่อยลูกศรแสงออกมาตกตะลึงจนตาค้าง


            “พลังทำลายล้างความชั่วร้ายที่เทพธิดาแห่งแสงประทานให้กับพวกเรา อัศวินแห่งแสงออโรร่า [Holy Light Bullet] ที่มีพลังของเทพรวมอยู่นั่น กลับถูกไอ้คนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าในบ้านนอกคอกนาปัดทิ้งเนี่ยนะ ......มันเป็นไปไม่ได้หรอกโว้ย!”

            “ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมมนุษย์อย่างนายถึงมีพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งแสง แต่” (ไฮเนะ)


 ผมก็แปลกใจที่ตัวเองใช้มันได้นิดหน่อยเหมือนกัน พลังแห่งความมืดนั่นน่ะ


            “พวกแกบุกรุกเข้ามาในหมู่บ้านของคนอื่น แล้วยังมาดูถูกว่าเป็นบ้านนอกคอกนาอีกเรอะ!!” (ไฮเนะ)


 ผมจึงเริ่มโจมตีอีกครั้ง

 แล้วเข้าไปใกล้ๆ หัวหน้าหมู่อัศวินที่หดหัวลงไปเต็มที่


            “อึ๋ยยยย!? อย่าเข้ามานะ! [Holy Light Bullet]!  [Holy Light Bullet]!  [Holy Light Bullet]!  [Holy Light Bullet]!  [Holy Light Bullet]!  [Holy Light Bullet]!!”


 ฝ่ายตรงข้ามตกใจสุดขีด เขาจึงปล่อยลูกศรแสงออกมามั่วซั่ว เพราะแบบนั้นมันเลยไม่โดนผม

 ผมไม่จำเป็นต้องปัดมันอีกแล้ว แค่หลบแบบชิวๆ เท่านั้น แล้วผมก็เข้าไปถึงตัวเขาจนได้


            “จบแล้วล่ะ” (ไฮเนะ)


 จากนั้น ผมก็ซัดกำปั้นใส่ใบหน้าที่กำลังสั่นอยู่


 *แก๊ง!*


 มีคนเข้ามารับกำปั้นของผมไว้


 ไม่ใช่หัวหน้าของศัตรูที่กำลังลนลานอยู่



            “ทะ-ท่านฮีโร่......!”



 หัวหน้าหมู่พูดแบบนั้น

 


 คนมาใหม่ ที่จู่ๆ ก็เข้ามาแทรกระหว่างผมกับหัวหน้าหน่วยนั้น สวมชุดเกราะสีขาวบริสุทธิ์ที่ส่องแสงระยิบระยับเหมือนกับพวกอัศวินคนอื่นๆ แต่ท่าทีของคนผู้นั้นกลับดูแตกต่างจากคนอื่น


 คนๆ นั้นปลดปล่อยสิ่งที่เรียกกันว่า ความสง่าผ่าเผย ออกมา


 เธอคือเด็กสาวผู้งดงาม

 

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 4 ฮีโร่ปรากฎกาย

 

            “ท่านฮีโร่......! ท่านฮีโร่!”


หัวหน้าหมู่ที่ตัวสั่นจนลุกขึ้นมาไม่ได้นั้น จู่ๆ ก็ฮึกเหิมขึ้นมา


            “หมู่บ้านนี้ต่อต้านพวกเรา! พวกมันฝ่าฝืนศาสนาจักรแห่งแสงสว่างครับ! พวกมันต้องได้รับการลงทัณฑ์ของเทพโดยด่วน!”


ความจริงแล้ว กำปั้นที่ควรจะซัดใส่หน้าของไอ้เวรนี่ ถูกป้องกันไว้ด้วยโล่ห์ของเด็กสาวที่จู่ๆ ก็เข้ามา

 

 

จากดีไซน์ของชุดเกราะที่เธอสวมอยู่ ผมเข้าใจว่าเธออยู่สังกัดเดียวกับอัศวินที่บุกรุกหมู่บ้านแห่งนี้

อายุของเธอคงพอๆ กับผม ไม่ก็ต่ำกว่าเล็กน้อยล่ะมั้ง?


            “หัวหน้าหมู่บีเสก (ベサージュ)......”


เด็กสาวหันไปหาหัวหน้าหมู่


            “ทำไมคุณถึงเคลื่อนทัพโดยพลการคะ? ฉันบอกให้คุณคอยดูการรับสมัครของหมู่ที่เจ็ด แล้วรอจนกว่าฉันจะมาถึงที่นี่ไม่ใช่เหรอคะ?”

            “เรื่องนั้น...... นั่น นั่นน่ะ......!”


ดูเหมือนพวกเขาจะเถียงเรื่องอะไรสักอย่างกันอยู่


            “ยิ่งไปกว่านั้น บรรยากาศของหมู่บ้านนี้มันอะไรกันคะ? มันเหมือนกับการยึดครองเลยนะคะ หัวหน้าหมู่บีเสก คุณกำลังทำอะไรอยู่ที่นี่กันแน่คะ?”

            “นั่นน่ะ ก็ เพื่อรวบรวมสมาชิกใหม่ของพวกเราเหล่าอัศวินแห่งแสงออโรร่า......”


น้ำเสียงของหัวหน้าหมู่ค่อยๆ หายไป ราวกับเด็กเปรตที่ถูกตำหนิเพราะไปแกล้งคนอื่นยังไงยังงั้น

เด็กสาวเห็นแบบนั้นจึงเลิกคุยกับไอ้หมอนี่ แล้วหันมาหาผม


            “คุณเป็นคนของหมู่บ้านนี้ใช่ไหมคะ?”

            “เอ๊ะ? คะ-ครับ......” (ไฮเนะ)


เพราะว่าเธอมีท่าทีสุภาพ ทางนี้ก็เลยเผลอตอบกลับไปอัตโนมัติ

พวกอัศวินคนอื่นๆ ที่อยู่รอบ หรือพวกชาวบ้านด้านนอกที่ถูกพวกอัศวินรวบรวมมา ต่างไม่เคลื่อนไหวและจับตามองท่าทีของเด็กสาวผู้นี้


            “ต้องขอประทานโทษด้วยนะคะ”


แล้วเด็กสาวก็ก้มศรีษะให้ผมเต็มที่

ดูเหมือนเธอจะขอโทษ ไม่สิ มันเป็นการขอโทษที่สมบูรณ์แบบเลยล่ะ


            “ต้องขอประทานโทษเป็นอย่างสูงด้วยนะคะ ที่ศาสนาจักรของพวกเราสร้างปัญหาให้กับหมู่บ้านของพวกคุณ ฉันได้ย้ำนักย้ำหนากับพวกเขาแล้วว่า ห้ามไปรบกวนการใช้ชีวิตของทุกๆ คนในหมู่บ้าน แต่มันก็ยังกลายเป็นแบบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างถือเป็นความบกพร่องในหน้าที่ของฉันค่ะ”

            “เอ๋ คือว่า” (ไฮเนะ)

            “ฉันจะให้พวกอัศวินเก็บอาวุธเดี๋ยวนี้ค่ะ ฉันขอรับประกันความปลอดภัยและอิสระของชาวบ้านทุกๆ ท่านด้วยเกียรติของฉัน ที่สำคัญกว่านั้น คุณช่วยฟังเรื่องราวของฉันได้รึเปล่าคะ?”


ในเวลาเดียวกัน เด็กสาวก็โค้งศรีษะเต็มที่ จนผมเห็นแค่ด้านหลังศรีษะเท่านั้น

‘เรือนผมช่างงดงามเหลือเกิน’ นั่นคือสิ่งที่ผมคิด แต่ผมก็รู้ว่ามันไม่ใช่เวลามาคิดแบบนั้น 


พอกวาดสายตาไปรอบๆ ผมก็เห็นพวกอัศวินคนอื่นๆ ทำตามคำพูดของเด็กสาว เก็บดาบเข้าฝัก, ทิ้งหอก แล้วก้มศรีษะเพื่อทำการขอโทษ

ตอนนี้ ผมถือว่าอันตรายผ่านพ้นไปแล้วได้ไหมนะ? แต่พวกอัศวินก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะจากไปเลยสักนิด

ผมคงบอกได้แค่ว่า พวกเขาจะไม่ไปไหนจนกว่าผมจะยอมฟังเรื่องราว


            “ไฮเนะ”

            “ไฮเนะ......!”


คุณแม่กับคุณพ่อเข้ามาทางนี้พร้อมกัน

ผมจึงคิด แล้วถอนหายใจออกมา

สุดท้ายผมก็ยอมฟังเรื่องราว


            “พวกฉัน เป็นคนของศาสนาจักรแห่งแสงสว่างที่มาจากเมืองหลวงแห่งแสงซึ่งอยู่ห่างไกลจากที่นี่ค่ะ”

            “ศาสนจักรแห่งแสงสว่าง?” 「TL: 光の教団」

            “ค่ะ เป็นศาสนจักรที่ศรัทธาท่านเทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่น ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาเทพทั้งห้าแห่งการสร้างโลกค่ะ”


มหาเทพทั้งห้าแห่งการสร้างโลก

นั่นคงจะหมายถึงมหาเทพทั้งห้าที่สร้างโลกใบนี้ขึ้นมาสินะ

เทพอัคคี, เทพวายุ, เทพวารี, เทพธรณี และเทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่นที่เป็นผู้นำ

 

สำหรับผมที่เป็นเทพแห่งความมืดแล้ว มันก็แค่ชื่อของไอ้พวกบัดซบที่ปิดผนึกผมไว้เท่านั้น

แต่สำหรับคนบนโลกนี้ มันกลับเป็นเป้าหมายของความศรัทธา

ก็ปกตินี่นะ พวกนั้นเป็นเทพนี่หว่า


            “ส่วนฉัน คือฮีโร่แห่งแสงผู้เป็นตัวแทนของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง โครีน คาเรนค่ะ (コーリーン=カレン)” (คาเรน)


ฮีโร่ที่เธอว่าน่ะ ผมไม่เคยได้ยินเลย

แม้แต่ความทรงจำตอนที่ผมเป็นเทพแห่งความมืด ก็ยังไม่รู้จักชื่อที่ว่านั่นเลย


            “แล้ว ท่านฮีโร่กับศาสนจักรแห่งแสงสว่างนั่นน่ะ มีธุระอะไรกับหมู่บ้านชนบทแห่งนี้เหรอครับ?” (ไฮเนะ)


บทสนทนาที่ไหลลื่น ได้ทำให้ผมกลายเป็นตัวแทนของหมู่บ้านไปโดยปริยาย ผมจึงถามเรื่องนั้นกับคุณฮีโร่คาเรน


            “ตอนนี้พวกฉันกำลังตามหาอัศวินคนใหม่อยู่ค่ะ” (คาเรน)

            “อัศวิน?” (ไฮเนะ)

            “ค่ะ กลุ่มอัศวินแห่งแสงออโรร่าที่เป็นองค์กรหนึ่งของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง กำลังประสบปัญหาขาดแคลนทรัพยากรบุคคลอยู่ จำนวนอัศวินที่จะปกป้องคนบริสุทธิ์ซึ่งศรัทธาเทพธิดาแห่งแสงยังมีไม่พอน่ะค่ะ” (คาเรน)


พอได้ยินแบบนั้น ผมก็เข้าใจคำพูดที่หัวหน้าหมู่ตะโกนปาวๆ ว่า ‘เกณฑ์ชาวบ้านมาให้หมด! โดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาวที่อายุ 10-20 ปี!’


            “แต่ พวกเราจะรับสมัครจนถึงที่สุดค่ะ! เพื่อรับสมัครผู้คนที่ต้องการเข้าร่วมกองอัศวิน พวกเราก็เลยตระเวนไปตามหมู่บ้านรอบๆ กับเมืองต่างๆ น่ะค่ะ” (คาเรน)

            “แต่พวกอัศวินที่มาที่นี่มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยนี่ครับ? มันเป็นบรรยากาศที่เหมือนกับการลักพาตัวคนหนุ่มคนสาวของหมู่บ้านนี้แกมบังคับ ซึ่งห่างไกลกับการรับสมัครลิบลับ ส่วนคนที่ออกคำสั่งนั่นก็......” (ไฮเนะ)


ผมกับคุณคาเรนสบตากัน แล้วก็เห็นพ้องต้องกัน

ถ้าจำไม่ผิด เขาคือหัวหน้าหมู่บีเสกสินะ


            “ชะ-ช่วยไม่ได้นี่ครับ!” (บีเสก)


สุดท้ายหัวหน้าหมู่บีเสกก็เริ่มตะโกนเพื่อแสดงการขอโทษ


            “ครั้งนี้ข้าคงต้องขอพูดว่า ท่านฮีโร่ใจเย็นเกินไปครับ! พวกเราไม่ควรมาทำอะไรที่ชักช้ายืดยาดอย่างการรับสมัคร แต่พวกเราควรจะรวบรวมผู้คนที่ต่อสู้ได้จากทั่วสารทิศ เพื่อเสริมพลังให้กับกองอัศวินแห่งแสงออโรร่าครับ!” (บีเสก)

            “เพราะแบบนั้น คุณก็เลยเกณฑ์คนหนุ่มคนสาวของหมู่บ้านนี้เหรอคะ?” (ไฮเนะ)

            “ถูกต้อง มันไม่ใช่ ‘การรับสมัคร’ แต่เป็น ‘การเกณฑ์คน’ ครับ!” (บีเสก)


การขุดคุ้ยของผม ทำให้หัวหน้าหมู่บีเสกตอบกลับพลางกัดริมฝีปาก


            “คุณไฮเนะคะ” (คาเรน)


คุณคาเรนเองก็เข้ามาพูดเช่นกัน


            “ฉันยอมรับค่ะว่า วิธีการของหัวหน้าหมู่บีเสกเป็นการบีบบังคับ แต่โลกในตอนนี้ พระเมตตาของมหาเทพทั้งห้าเริ่มจางหาย, สัตว์ประหลาดออกอาละวาด พวกเราจึงต้องร่วมมือกับผู้คนเพื่อรับมือเรื่องนั้นค่ะ” (คาเรน)


กระทั่งคุณคาเรนเองก็ด้วยเหรอ เรื่องแบบนั้นน่ะ


            “แน่นอนว่ามันไม่ใช่การบีบบังคับค่ะ แต่ฉันต้องการต่อสู้เพื่อปกป้องโลกร่วมกับพวกคุณ ฉันต้องขอร้องพวกคุณแล้วล่ะค่ะ ......ได้โปรดเถอะค่ะ!” (คาเรน)


คุณคาเรนก้มศรีษะเต็มที่ จนผมมองเห็นด้านหลังศรีษะของเธอได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง

คราวนี้ไม่ใช่การก้มศรีษะเพื่อขอโทษ แต่เป็นการก้มศรีษะเพื่อขอร้อง

นั่นไม่ใช่แค่ผม แต่เป็นชาวบ้านทุกคน ทว่า คำตอบจากผู้คนที่ย้อนกลับมามีเพียงความกังวลเท่านั้น


ไร้เหตุผลสิ้นดี

 

ความจริงใจของคุณคาเรนที่สื่อออกมามันมากมายเหลือเกิน แต่ผู้คนในหมู่บ้านเองก็ต้องดำเนินชีวิตเช่นกัน คนที่อายุ 10-20 ปีนั่นน่ะ เรียกได้ว่าพวกเขากำลังจะเอาตัวคนที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัวไปทั้งหมด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สร้างปัญหามากมาย

เผลอๆ จะไม่มีใครอยากเข้าร่วมกลุ่มเลยด้วยซ้ำ แต่คุณคาเรนก็ให้บรรยากาศเหมือนกับว่า เธอจะไม่เคลื่อนไหวจนกว่าจะมีใครยกมือ 

ถ้าปล่อยไว้ล่ะก็ พวกอัศวินคงจะก่อเรื่องแล้วล่ามนุษย์อีกครั้ง มันจะต้องเป็นแบบนั้นแน่นอน


            “...................เข้าใจแล้วครับ” (ไฮเนะ)


ผมจึงก้าวออกมาข้างหน้าพลางถอนหายใจ

จากนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมาว่า ‘ไฮเนะ!’ มันเป็นน้ำเสียงของคุณแม่ ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าหัวใจกำลังจะแตกสลายลงในชั่วพริบตา 


            “ผมจะไปครับ เพราะงั้นขอแค่ผมคนเดียวนะครับ ห้ามชักชวนชาวบ้านคนอื่นๆ และทำร้ายพวกเขา นั่นคือเงื่อนไขในการเข้าร่วมครับ” (ไฮเนะ)

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 5 ผมเข้าใจชาติกำเนิด

 

ด้วยเหตุนี้ ผม คุโรมิยะ ไฮเนะ จึงเข้าร่วมกับศาสนจักรแห่งแสงสว่าง

ผมได้รับการยกย่องจากผู้คนรอบข้างเพราะยอมสละตัวเองเพื่อช่วยเหลือหมู่บ้านไว้ แต่ก็ใช่ว่าตัวผมเองจะไม่มีเหตุผลอื่นอยู่

 


นั่นก็คือ การเฝ้ามองโลกไงล่ะ

 

ผมเปิดสงครามกับทวยเทพเมื่อ 1,600 ปีก่อน ยิ่งไปกว่านั้น มหาเทพทั้งห้าที่เป็นผู้ชนะยังปิดผนึกผมที่เป็นผู้แพ้ และเปลี่ยนแปลงการสร้างโลกใบนี้ตามใจชอบ 

 

ในความเป็นจริงนั้น เทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่นได้สร้างศาสนจักรขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนศรัทธาตัวเอง จึงมีความเป็นไปได้สูงว่าไอ้พวกที่เหลือมันจะทำเหมือนกัน


ตอนที่ผมไม่อยู่ เจ้าพวกนั้นมันไปแทรกแซงมนุษย์ถึงขั้นไหนกันนะ?

ผมจึงต้องไปตรวจสอบเรื่องนั้นจริงๆ จังๆ ถ้ามีเรื่องอะไรที่มันเกินเลยไปล่ะก็ มันก็ถือเป็นหน้าที่ของผมในฐานะที่ผมเป็นเทพแบบเดียวกันที่จะแก้ไขให้มันถูกต้อง 

 

ถ้ามันเป็นจริง ผมก็ต้องเริ่มลงมือให้เร็วที่สุด เพราะมันเป็นหนึ่งในเป้าหมายเดิมที่ผมมาเกิดใหม่เป็นมนุษย์ 

 

ถึงอย่างนั้น ผมก็มีเหตุผลที่ต้องเลื่อนมาเป็นตอนที่อายุได้ 18 ปี


นั่นก็เพราะ.......


◆◆◆◆◆


          “ไฮเนะ จริงเหรอ จะไปจริงๆ เหรอ?”


ตอนที่ผมกำลังจะออกเดินทางนั้น คุณแม่ได้ค้ดค้านด้วยการจับมือของผมไว้ และไม่มีท่าว่าจะปล่อยมือเลย

ผมเองก็ไม่อาจปัดมือนั้นออกไปได้ เลยต้องปล่อยมันไว้อย่างนั้น


          “พอได้แล้วน่า ปล่อยให้ไฮเนะเขาไปเถอะ”

          “แต่คุณคะ ไฮเนะไม่เคยออกจากหมู่บ้านนี้แม้แต่ครั้งเดียวเลยนะคะ ถึงจะออกไปล่าสัตว์ เขาก็กลับมาภายในเวลาไม่เกินสามวัน แต่นี่เขาจะไปในเมืองนะคะ แล้วเมื่อไหร่พวกเราจะได้พบกันล่ะ?......”


ผมเองก็กังวลว่าจะไม่ได้อยู่ดูแลคุณแม่ที่ร่างกายอ่อนแอเหมือนกัน

เผลอๆ คุณแม่ที่กังวลเรื่องผมจะทำให้สภาพร่างกายย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะงั้นถ้ามันเป็นไปได้ ผมก็ไม่อยากจากไปเหมือนกัน

ผมเตรียมใจไว้แล้ว แต่มันกลับเจ็บปวดมากกว่าที่ผมคิดไว้

คุณพ่อจึงค่อยๆ ดึงมือของคุณแม่ที่จับผมไว้เบาๆ


          “ไฮเนะเป็นลูกผู้ชายนะ ยังไงๆ วันที่เขาจะออกไปเผชิญโลกภายนอกเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเองก็ต้องมาถึง และวันนี้ มันก็มาถึงแล้ว ถ้าเธอเป็นแม่ของเขาล่ะก็ ควรจะอวยพรให้กับการออกเดินทางของไฮเนะสิ ......ไฮเนะ”

          “ครับ คุณพ่อ” (ไฮเนะ)

          “เจ้าคงจะจำไม่ได้ แต่ตอนที่เจ้าได้ขวบหนึ่งน่ะ เจ้าได้หายตัวไปจากหมู่บ้านกระทันหัน พ่อกับแม่ออกตามหากันอย่างเต็มที่ แต่จนเริ่มมืดแล้วก็ยังหาไม่พบ พวกเราคิดว่าคงสิ้นหวังแล้ว”

          “…………” (ไฮเนะ)

          “แต่พอตกกลางคืน เจ้าก็กลับมาทันที เจ้ากลับมาที่บ้านด้วยตัวเอง ราวกับจะบอกพวกเราว่าเจ้าเดินเล่นเสร็จแล้วก็เลยกลับมา แม่เจ้าน่ะเป็นห่วงมากๆ แต่พ่อกลับชื่นชมเจ้าว่า ทั้งๆ ที่อายุแค่ขวบเดียวเจ้าก็ผจญภัยได้อย่างยิ่งใหญ่ขนาดนั้น แล้วถ้าโตเป็นผู้ใหญ่เจ้าจะทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่ได้แค่ไหนกันนะ?”


คุณพ่อเอามือทั้งสองข้างวางบนไล่ของผม


            “ไม่ต้องเป็นห่วงพ่อกับแม่หรอก เจ้าไม่ใช่ผู้ชายที่จะมาจบชีวิตทั้งชีวิตกับอีแค่หมู่บ้านเล็กๆ แบบนี้ จงออกไปดูโลกซะ ครั้งนี้น่ะ พ่อคิดว่ามันเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเรื่องนั้นแล้วล่ะ”


พอพูดแบบนั้น คุณพ่อก็กอดผมด้วยแขนทั้งสองข้างซะแน่น

 

สำหรับดวงวิญญาณของเทพแห่งความมืดแล้ว มันเป็นร่างกายที่ถูกเลือกเพื่อการเกิดใหม่บนโลกโดยบังเอิญ และมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกันแค่ชั่วคราวเท่านั้น 

 

แต่สำหรับตัวผมในตอนนี้ คนพวกนี้เป็นพ่อแม่ของผมจริงๆ

 

ผมถูกชุบเลี้ยง, อบรมสั่งสอนเรื่องต่างๆ มากมาย และเติมเต็มด้วยความรักมาจนกระทั่งวันนี้ วันที่ผมอายุได้ 18 ปี

 

เพราะงั้นเรื่องที่ว่าคนพวกนี้เป็นแค่สายสัมพันธ์ชั่วครั้งชั่วคราวอะไรนั่นน่ะ ผมคิดแบบนั้นไม่ได้หรอก


          “พ่อครับ แม่ครับ ผมรักพวกคุณครับ” (ไฮเนะ)


ผมเองก็กอดคุณแม่ที่อยู่ข้างๆ คุณพ่อด้วยเหมือนกัน จากนั้นผมก็เริ่มต้นการเดินทางไปในโลกโดยที่ไม่มีคนพวกนี้อยู่ด้วย มันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ผมได้เกิดมา

 

ตอนนั้น ผมได้รู้อีกครั้งว่า

 

ผมเป็นคนที่ได้รับสืบทอดดวงวิญญาณของเทพแห่งความมืด แต่ก่อนหน้านั้น ผมคือมนุษย์ คุโรมิยะ ไฮเนะ


◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆

ตอนนี้ 僕は故郷を得た ถ้าแปลตรงๆ คือผมได้รับบ้านเกิด แต่พออ่านเนื้อหาแล้ว ผมคิดว่ามันน่าจะแปลว่า “ผมเข้าใจชาติกำเนิด” มากกว่าครับ

◆◆◆◆◆◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 6 ศูนย์รวมผู้คน

 

 

ด้วยเหตุนี้ สถานที่ของผม จึงย้ายจากบ้านเกิดในหมู่บ้านตามเนินเขามาเป็นเมืองหลวงแห่งแสง อโพรอน (アポロン)

เมืองนี้เป็นกองบัญชาการของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง และเป็นมหานครที่โดดเด่นในโลกใบนี้

ทั้งจำนวนคนและสิ่งปลูกสร้าง มันแตกต่างกับบ้านเกิด และเหนือกว่าคนบ้านนอกอย่างผมลิบลิ่ว


          “ฟุฟุ แปลกใจเหรอคะ?” (คาเรน)


คุณคาเรนที่มาด้วยกันมองผมแล้วหัวเราะ เพราะผมดันทำท่าเหมือนกับพวกบ้านนอกเข้ากรุง


          “เป็นครั้งแรกที่ได้มาเมืองอโพรอนเหรอคะ?” (คาเรน)

          “เปล่าครับ แทนที่จะพูดว่าผมพึ่งเคยมาเมืองหลวง พูดว่ามันเป็นครั้งแรกที่ผมออกจากหมู่บ้านดีกว่าครับ พอได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างผมก็เลยตกใจน่ะครับ” (ไฮเนะ)

          “งั้นเหรอคะ? ฉันตกใจมากเลยล่ะค่ะ ที่ได้เห็นคุณไฮเนะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ตั้งแต่ตอนที่พวกเราได้พบกัน ฉันก็คิดว่าคุณเป็นคนที่เท่ห์มาตลอดเลยล่ะค่ะ” (คาเรน)

          “อ๊ะ คุณคาเรนนี่อะไรเหรอครับ?” (ไฮเนะ)

          “ไม่ได้ฟังกันเลยนะค้าาา” (คาเรน)


สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผม คือพาหนะที่กำลังวิ่งอยู่ทั่วเมือง

ไม่สิ ปกติแล้วพาหนะจะเคลื่อนไหวโดยการลากด้วยม้าและวัว แต่หาพนะนั่นไม่มีอะไรติดอยู่เลย มันเป็นพาหนะที่เคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเอง

ยิ่งไปกว่านั้น บนถนนที่ลาดยางแล้ว ก็มีพาหนะมากกว่าหนึ่งชนิดวิ่งไปมาทั้งทางซ้ายและทางขวาอีก

สรุปว่าพาหนะที่เคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเองนั้น เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้พิเศษอะไร


          “นั่นคือรถยนต์อีเธอเรียลค่ะ (エーテリアル車)” (คาเรน)

          “รถยนต์อีเธอเรียล?” (ไฮเนะ)

          “เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังอีเธอเรียลน่ะค่ะ” (คาเรน)

          “หา?” (ไฮเนะ)


มันดูไม่เหมือนการอธิบายเลยแฮะ


          “เหอะ มันเป็นพาหนะที่ทำให้มนุษย์ตกต่ำน่ะ” (บีเสก)


คนที่พูดด้วยอารมณ์บ่จอยนั่น คือหัวหน้าหน่วยบีเสกที่มาด้วยกันกับพวกผมตามที่รู้ๆ กัน

ยิ่งไปกว่านั้น หน่วยอัศวินก็อยู่ในการนำของเขา นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอื่นที่กระจายอยู่ตามที่ต่างๆ เพื่อรับสมัครผู้คนมาเข้าร่วม และพวกเขาก็จะมารวมตัวกันใกล้ๆ เมืองหลวงแห่งแสง มันจึงเป็นกองกำลังที่มีขนาดใหญ่เอามากๆ

ในหมู่คนพวกนั้น ก็มีผู้คนที่เข้ารับการสมัครเหมือนกับผมเช่นกัน


แล้วการบ่นของหัวหน้าหมู่บีเสกก็ดำเนินต่อไป


          “เพราะไอ้ของแบบนั้น ผู้คนถึงได้หลงลืมพระเมตตาของท่านเทพธิดาแห่งแสง และกลายเป็นพวกหยิ่งยโสไป ......เฮ้ย ไอ้หน้าใหม่ ชั้นจะบอกอะไรแกที่เป็นคนบ้านนอกไว้ก่อนนะ ที่ศาสนจักรแห่งแสงสว่างน่ะสั่งห้ามการใช้เครื่องจักรแบบนั้นโดยเด็ดขาด จำไว้ด้วยล่ะ” (บีเสก)


มันก็จริง ที่พวกอัศวินของศาสนจักรแห่งแสงสว่างมีผู้ใหญ่อยู่ในกลุ่มเป็นจำนวนมาก และพวกเขาทุกคนก็เดินด้วยเท้าหรือไม่ก็ขี่ม้ากันทั้งนั้น

ไหนๆ ก็มีผู้ใหญ่อยู่ตั้งขนาดนี้แล้ว ถ้าเตรียมไอ้สิ่งที่เรียกว่ารถยนต์อีเธอเรียลคันใหญ่ๆ ไว้ล่ะก็ มันคงทำให้การขนส่งรวดเร็วขึ้นอย่างแน่นอน


          “หัวหน้าหมู่บีเสกคะ อย่าไปพาลใส่คุณไฮเนะสิคะ จริงๆ เลยน้า คุณเหวี่ยงมาตั้งแต่ตอนที่พวกเราออกมาจากหมู่บ้านแล้วนะคะ” (คาเรน)

          “แต่ท่านฮีโร่ครับ หน่วยของพวกเราถูกมอบหมายให้รับคนมาเข้าร่วมห้าสิบคนนะครับ ถึงอย่างนั้น พวกเรากลับได้มาแค่คนเดียว แล้วข้าจะพูดกับท่านผู้ก่อตั้งและผู้นำอัศวินได้ยังไงล่ะครับ......?!” (บีเสก)

          “ถ้าคุณถูกตำหนิล่ะก็ คุณบอกไปว่าทุกอย่างเป็นเพราะฉันก็ได้ค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น ฉันคิดว่าคนๆ เดียวที่พวกเราได้มานั่นน่ะ เป็นผลสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในการเดินทางรับสมัครครั้งนี้เลยล่ะค่ะ” (คาเรน)

          “อื๋อ?” (บีเสก)

          “เอ๊ะ?” (ไฮเนะ)


ผมเองก็มีปฏิกริยาแบบเดียวกับหัวหน้าหมู่บีเสก


          “คนๆ เดียวที่ว่านั่นน่ะ หมายถึงไอ้บ้านนอกนี้เหรอครับ?” (บีเสก)

          “ค่ะ คุณไฮเนะนี่ล่ะ เขาไม่กลัว [Holy Light Bullet] ที่หัวหน้าหน่วยบีเสกปลดปล่อยออกมา และยังจัดการกับมันได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งๆ ที่พึ่งจะเห็นเป็นครั้งแรกด้วยนะคะ” (คาเรน)

          “อึกก.......” (บีเสก)

          “เขาตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ยิ่งไปกว่านั้นการเคลื่อนไหวก็ยังรวดเร็วอีก ในฐานะหน่วยพร้อมรบแล้ว เขาไม่มีข้อบกพร่องเลยค่ะ พวกเรากำลังต้องการคนแบบนั้นอยู่ไม่ใช่เหรอคะ?” (คาเรน)

          “กรอดดดด.......!” (บีเสก)


คำพูดของคุณคาเรนมีเหตุมีผล แต่หัวหน้าหมู่บีเสกที่ถูกผมเล่นงานเมื่อคราวก่อน ไม่ยอมรับง่ายๆ และกำลังกัดฟันอยู่

ผมจึงตั้งใจว่าจะเงียบไว้ เพื่อไม่ให้เรื่องมันบานปลายมากไปกว่านี้


          “ตะ-แต่การที่ไอ้เจ้าบ้านนอกนี่จะเข้าร่วมกองอัศวินได้น่ะ มันก็ขึ้นอยู่กับผลการทดสอบในการเข้าร่วมกลุ่มนะครับ ” (บีเสก)

          “เรื่องนั้นไม่มีปัญหาหรอกค่ะ ฉันเชื่อในตัวเขา” (คาเรน)


พูดเรื่องอะไรกันอยู่เนี่ย?

 

บทสนทนาของทั้งสองคนมันดูไม่ชัดเจนจนผมรู้สึกกังวล

 

ระหว่างที่กำลังทำแบบนั้น พวกผมก็ได้มาถึงจุดสิ้นสุดของการเดินทาง

 

มหาวิหารแห่งแสงตั้งอยู่ที่ใจกลางเมืองอโพรอน

 

ที่นั่นคือกองบัญชาการของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง ที่เลื่อมใสศรัทธาในตัวของเทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่น


◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 7 บททดสอบในการเข้าร่วมแห่งแสง

 

        “คนที่หวังจะเข้าร่วมให้มารวมตัวกันทางนี้!”

 

เมื่อผมเดินผ่านประตูมหาวิหาร พวกที่ไม่ได้สวมชุดเกราะก็ถูกเรียกให้มารวมตัวกันทันที

พวกเขาคือสมาชิกใหม่ที่ถูกรวบรวมมาจากการเดินทางรับสมัครตามสถานที่ต่างๆ

ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ผมรับไม่ได้ที่ตัวเองถูกเรียกว่า ‘คนที่หวังจะเข้าร่วม’ อะไรนั่น


ส่วนคุณคาเรนกับหัวหน้าหมู่บีเสกก็แยกตัวออกไปทำอะไรบางอย่าง ทั้งสองคนคงจะไปที่ไหนสักแห่ง

พวกเขาคงจะมีหน้าที่ในฐานะผู้กล้าและหัวหน้าหมู่ล่ะนะ


        “ฟังให้ดีๆ นะไอ้พวกเด็กอมมือ! จงมาอยู่ฝั่งแสงสว่างซะ! นับจากนี้ไปพวกแกคือสมาชิกของศาสนจักรแห่งแสงสว่างที่น่าภาคภูมิใจ!!”


คนที่เรียกพวกสมาชิกใหม่ ก็คือตาลุงหัวโล้นท่าทางไฟแรง

ดูเหมือนอะไรบางอย่างได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว


        “แต่! ถึงจะเรียกสั้นๆ ว่าศาสนจักรแห่งแสงสว่าง มันก็มีหน้าที่มีอยู่มากมาย นักบวชต้องทุ่มเทให้กับการสวดภาวนาต่อท่านเทพธิดาแห่งแสง, คนที่คอยช่วยเหลือพวกนักบวชที่อยู่รอบๆ และอำนาจทหารของศาสนจักร ซึ่งก็คืออัศวินที่อยู่ในสังกัดของกองอัศวินแห่งแสงออโรร่า! นั่นเป็นแค่เรื่องใหญ่ๆ เท่านั้น แต่ว่า จริงสิ......!”


ตาลุงหัวโล้นทำน้ำเสียงเหมือนกับกำลังจะบอกว่า ‘นับจากนี้ไปข้าจะพูดเรื่องตลกให้ฟัง’ ยังไงยังงั้น


        “ในกลุ่มนี้ คนที่ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นฮีโร่แห่งแสงนั้น นี่เป็นคำแนะนำเพื่อตัวพวกแกเองนะ รีบๆ ตัดใจซะเถอะ เพราะคนที่เหนือกว่าท่านคาเรนซึ่งเป็นฮีโร่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ จะปรากฎตัวในอีกสามสิบปีโน่น!!”


แล้วเสียงเชียร์ก็ดังขึ้นมาจากฝูงชนที่มารวมตัวกันทันที


        “เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน ......เด็กอมมืออย่างพวกแกควรเข้ารับบททดสอบได้แล้ว อะไรนะ มันก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรหรอก แค่ใช้เจ้านี่เท่านั้น”


พอพูดแบบนั้น ตาลุงนั่นก็ยกอะไรบางอย่างที่อยู่ในมือขึ้นมา

 

เพราะตำแหน่งของผมมันอยู่ไกลเกินไป มันก็เลยยากที่ผมจะทำความเข้าใจได้ แต่ดูเหมือนมันจะเป็นแผ่นกระดานอะไรสักอย่าง


        “เจ้านี่เรียกว่ากระดานธาตุ เป็นเครื่องมือที่เอาไว้วัดธาตุของพวกแก ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในโลกใบนี้ ได้รับการคุ้มครองศักดิ์สิทธิ์ของมหาเทพผู้สรรสร้างทั้งห้าอันได้แก่ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ และแสงสว่างซึ่งเป็นธาตุทั้งห้า”


พอมองแผ่นกระดานที่ตาลุงถืออยู่ให้ดีๆ แล้ว ผมก็เห็นว่ามันเป็นรูปทรงห้าเหลี่ยมที่สะอาดสะอ้าน โดยที่แต่ละฝั่งของมุมทั้งห้าได้แกะสลักสัญลักษณ์ ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ และแสงสว่างของมหาเทพทั้งห้าไว้ 


        “เมื่อมีคนถือกระดานธาตุนี้ เข็มที่ติดตั้งอยู่ตรงกลางก็จะแสดงสัญลักษณ์ของดิน, น้ำ, ลม, ไฟ และแสงสว่าง ซึ่งสัญลักษณ์จะทำการระบุธาตุของคนๆ นั้น ศาสนจักรแห่งแสงสว่างของพวกเรา ต้อนรับคนที่ครอบครองธาตุแสงสว่างแน่นอน ผู้ที่ถูกเข็มกระดานธาตุชี้ไปที่ธาตุแสง จะได้เข้าร่วมกองอัศวินแห่งแสงออโรร่าโดยไม่มีเงื่อนไข!!”


หลังจากการอธิบายเสร็จสิ้น การทดสอบที่แท้จริงก็เริ่มต้น

คนที่หวังเข้าร่วมจึงยืนเรียงแถว แล้วผลัดกันถือกระดานธาตุ


        “ธาตุลม! ตก!”

        “ธาตุน้ำ! ตก!”

        “ธาตุแสง! ผ่าน!”


เสียงนั่น ดึงกระหึ่มไปทั่วมหาวิหาร

และแล้วก็มาถึงตาของผมที่จะต้องทำแบบนั้น ใบหน้าของตาลุงหัวโล้น จึงขยับเข้ามาใกล้ๆ และอยู่ต่อหน้าต่อตาผม


        “แกคือ คุโรมิยะ ไฮเนะงั้นเหรอ?”

        “เอ๊ะ? ใช่ครับ แต่ ทำไมคุณถึงรู้ชื่อของผมล่ะครับ?”

        “เอาเหอะ ยังไงก็ถือเจ้านี่ไว้ละกัน หืม?”


พอพูดแบบนั้น ตาลุงนั่นก็ยื่นกระดานรูปทรงห้าเหลี่ยมให้ผม ทันใดนั้น เข็มของกระดานธาตุก็เลื่อนเลยตำแหน่งที่อยู่ทางซ้ายมือของสัญลักษณ์แห่งแสงเล็กน้อย

บางที นั่นคงจะเป็นธาตุของตาลุงคนนี้


        “จริงสิ ข้าคือเกรซ (グレーツ中隊長) หัวหน้าหมวดของกองอัศวินแห่งแสงออโรร่า ถ้าแกจะเข้ากองอัศวินล่ะก็ ข้าก็คือผู้บังคับบัญชาโดยตรง ข้าลืมบอกไปน่ะ” (เกรซ)

        “ช่วยพูดเรื่องนั้นต่อหน้าทุกคนเถอะครับ ไอ้การเปิดเผยแบบนี้เนี่ย มันดูลำเอียงนะครับ” (ไฮเนะ)

        “ก็ท่านฮีโร่คาเรนบอกให้ข้าดูแลแกนี่หว่า และข้าก็ได้ยินเรื่องที่แกต่อต้านเจ้าบีเสกมาเหมือนกัน ถ้าแกจะเป็นหน่วยพร้อมรบล่ะก็ ข้ายินดีต้อนรับแกแน่นอน” (เกรซ)


งั้นเหรอ เรื่องมันเป็นแบบนั้นสินะ

ยังไงก็ตาม ผมรับกระดานธาตุมาจากตาลุงเกรซที่เป็นหัวหน้าหมวด


เอาล่ะ มันจะเป็นยังไงนะ......


        “.................................หืม!?”


*แคร่กๆ* เสียงดังมาจากกระดานธาตุ 「TL: เสียงแตก」

 

เข็มของกระดานธาตุ ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันทำมาจากอะไร แต่มันน่าจะทำมาจากเหล็ก

 

*แคร่กๆ*....... เสียงดังขึ้นมาจากเข็ม

 

ทันใดนั้น เข็มมันก็หมุนได้โดยที่ไม่มีใครไปแตะต้องมัน


        “อะไรกานนนนนนน!?”


ดูเหมือนหัวหน้าหมวดเกรซที่จับตาดูเจ้านี่อยู่ตรงหน้าผมก็ตกใจเหมือนกัน

 

ผมเองก็ตกใจ แต่ก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าเรื่องแบบนี้มันต้องเกิดขึ้น

 

เข็มของกระดานธาตุ ไม่ได้ชี้ไปที่ธาตุดิน, น้ำ, ลม, ไฟ และแสง แต่มันกลับชี้ขึ้นไปบนฟ้าแล้วแตกสลายด้วยตัวมันเอง 

 

ผมซึ่งเป็นเทพแห่งความมืดที่มาเกิดใหม่ ย่อมจะมีธาตุ ‘ความมืด’ อยู่แล้ว

 

กระดานธาตุแผ่นนี้ที่ไม่มีข้อมูลธาตุความมืดอยู่ ไม่มีทางประเมินธาตุของผมได้อย่างแม่นยำหรอก


◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 8 เบ๊แห่งแสง

 

        “ได้ยินใช่ไหม!? พวกแกคือของเหลือ!! เป็นแค่เศษขยะเท่านั้น!! เพราะงั้นพวกแกถึงได้ถูกส่งมาที่นี่ไงล่ะ!! เข้าใจไหม!?”

        “Yes! Ma’am!!”

 

        “นับจากนี้ไป ฉันจะฝึกฝนขยะอย่างพวกแก! จากขยะที่ใช้การไม่ได้ให้กลายเป็นขยะที่มีความสามารถรอบด้านและแข็งแกร่งที่สุด!! ตอนที่ฉันพูดออกมาว่าพอแล้ว นั่นหมายความว่าขยะอย่างพวกแกจะไม่แพ้ใครหน้าไหน!! ตามทันใช่ไหม!?”

        “Yes! Ma’am!!”

 

        “ถ้างั้นฉันถามหน่อย! ที่นี่คือที่ไหน!?”

        “ห้องครัวกองบัญชาการของศาสนจักรแห่งแสงสว่างครับ! Ma’am!!”

 

        “ถูกต้อง! และฉันก็คือผู้ดูแลห้องครัวของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง หัวหน้าเชฟ แองกัน เรจิเน่ (アンガン=レジーネ)!! สำหรับพวกแกที่ถูกส่งตัวมาที่นี่ ฉันคือหัวหน้า ฉันคือเทพ!! เข้าใจไหม!?” (เรจิเน่)

        “Yes! Ma’am!!”

 

        “ที่นี่คือสถานที่ๆ คอยดูแลอาหารทั้งหมดของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง! นักบวช, อัศวิน ท่านผู้ก่อตั้ง! อาหารที่พวกแกทำจะถูกนำไปให้พันธบริกรกิน!! ถ้าพวกแกเห็นว่ามันเป็นงานเบ็ดเตล็ดล่ะก็ ฉันจะเอาพวกแกไปถ่วงทะเลเบจิเมทซะ! อาหารเช้าคือการต่อสู้! อาหารเที่ยงก็คือการต่อสู้เช่นกัน! ส่วนอาหารค่ำคือการไปสู่สงคราม!! ตอนที่กองอัศวินเคลื่อนพลก็ต้องเตรียมอาหารฉุกเฉินเหมือนกัน!! ถ้าพวกแกตั้งใจทำงานที่นี่ล่ะก็ พวกแกจะเป็นเชฟแห่งแสงที่ยอดเยี่ยมได้แน่นอนนนนนนนนนน!!” 「TL: 聖務 ผมว่าน่าจะคล้ายกับพันธบริกร 聖務官 ซึ่งเป็นนักบวชที่คอยช่วยงานต่างๆ」

        “Yes! Ma’ammmmmmmmm!!”

        “Y-Yes Ma’am!?” (ไฮเนะ)

 

ครับ ผม คุโรมิยะ ไฮเนะ เองครับ

 

ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องราวก่อนหน้านั้นมันคลี่คลายได้ยังไง 

 

ตอนที่ผมทำบททดสอบในการเข้าร่วมศาสนจักรแห่งแสงสว่างนั้น

 

พอผมถือกระดานธาตุไว้ เข็มของกระดานธาตุที่ควรจะชี้ไปที่ธาตุดิน, น้ำ, ลม, ไฟ แสงสว่างก็พังเพราะดวงวิญญาณของเทพแห่งความมืดที่สิงสถิตย์อยู่ในร่างกาย ผมจึงสอบตกอย่างงดงาม


และหลังจากนั้นผมก็ถูกส่งตัวมาที่นี่

 

ดูท่าทางผมจะต้องทำงานในฐานะเชฟฝึกหัดแห่งแสง ที่ห้องครัวกองบัญชาการของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง 

 

ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวหรอก พวกที่กระดานธาตุไม่ได้แสดงธาตุแสงก็ถูกบังคับให้มารับหน้าที่เบ็ดเตล็ดต่างๆ ของศาสนจักรแห่งแสงสว่างเหมือนกัน

 

พวกผมจึงถูกใช้งานเหมือนกับม้าลากรถ

 

◆◆◆◆◆

 

        “......มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้”

 

คนที่อยู่ข้างๆ ผมบ่นพึมพำ

 

จะว่าไป ผมกับเขาถูกสั่งให้มาปอกเปลือกมันฝรั่ง พวกผมก็เลยกำลังเหวี่ยงมีดกันอยู่ที่ด้านหลังครัว


        “แผนการของชั้น ที่วางไว้ว่าจะผ่านการทดสอบอย่างงดงามและเข้าร่วมกองอัศวินแห่งแสงออโรร่า สร้างผลงานมากมายจนไต่ขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ ได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เป็นที่ชื่นชอบจนสาวๆ ต้องกรี๊ดกร๊าด แล้วไอ้การปอกเปลือกมันฝรั่งนี่มันอะไรกันฟะ? นี่มันไม่ใช่งานแล้ว”

        “อย่าไปพูดแบบนั้นต่อหน้าคุณเรจิเน่นะครับ? ไม่งั้นได้โดนท่าทุ่มข้ามหัวแน่” (ไฮเนะ)


ชื่อของเขาก็คือ ฟรอสท์ (フラスト)

เขาเป็นสมาชิกใหม่ที่ตอบรับการรับสมัครของศาสนจักรแห่งแสงสว่างเหมือนกับผม แต่กระดานธาตุดันชี้ไปที่อื่นนอกจากธาตุแสง เขาก็เลยถูกเด้งออกจากการเข้าร่วมกองอัศวินซะอย่างงั้น


หลังจากนั้นเขาก็ถูกส่งให้มารับผิดชอบงานเบ็ดเตล็ดในห้องครัว แต่ท่าทางเขาจะถูกใช้ให้มาทำงานมากมายที่เตรียมไว้เหมือนกับผมที่ตามหลังมา ตอนนี้พวกเราก็เลยเป็นเพื่อนซี้กัน


        “ไม่เห็นต้องมองโลกในแง่ร้ายแบบนั้นเลยนี่? การปอกเปลือกมันฝรั่งนี่น่ะ ถ้าตั้งใจทำจริงๆ จังๆ มันก็สนุกดีออก ......บางขนาดนี้เนี่ย ปอกเปลือกได้ดีรึยังนะ?” (ไฮเนะ)

        “ไอ้ที่ชั้นอยากจะปอกเปลือกน่ะ ไม่ใช่มันฝรั่งแต่เป็นผู้หญิงต่างหาก!” (ฟรอสท์)

        “ยังจะพูดแบบนั้นอยู่อีกเหรอ ผมว่าต่อให้นายได้เป็นอัศวิน นายก็ไม่เป็นที่นิยมหรอก” (ไฮเนะ)


ฟรอสท์น่ะ ถ้าไม่นับเรื่องที่เขาชอบพูดพลางทำท่าหื่นๆ แล้ว เขาก็เป็นคนดีเหมือนกันนะ เพราะงั้นพวกเราก็เลยสนิทกันเร็ว 

ผมคิดถูกแล้วที่ออกจากหมู่บ้านมา ผมถึงได้พบเจอมนุษย์หลายประเภท ผมสัมผัสได้ด้วยตัวเองเลยว่า มนุษย์พัฒนาไปหลายอย่าง 

ถ้าเอาตามความหมายที่ว่า ท่าทางป่าเถื่อนของมนุษย์ก็คงเหมือนกับคุณเรจิเน่ล่ะมั้ง

งั้นผมไปเขียนจดหมายเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้แล้วส่งให้คุณพ่อคุณแม่ละกัน


        “ว่าแต่ไฮเนะ ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?” (ฟรอสท์)

        “คำถามปุบปับที่ดูคลุมเครือนั่นมันอะไรกันครับ? ปรัชญาเหรอ?” (ไฮเนะ)

        “ไม่ใช่เฟ้ย ชั้นไม่ได้พูดถึงเรื่องที่พวกเราเป็นยังไงมายังไง ......ที่ชั้นพูดแบบนั้น ก็เพราะนายมีชื่อเสียงในหมู่สมาชิกใหม่ต่างหาก ตอนที่รับสมัครสมาชิกใหม่น่ะ ชั้นได้ยินเรื่องที่นายส่งหัวหน้าหมู่บีเสกลอยละลิ่วมากับหูเลยนะ” (ฟรอสท์)

        “......ไม่ได้ส่งเขาลอยละลิ่วไปสักหน่อย ผมถูกหยุดไว้ได้ก่อนที่จะส่งเขาลอยละลิ่วไปเสี้ยววินาทีนึงต่างหากล่ะ” (ไฮเนะ)

        “เง้อ งั้นที่ว่านายสู้กับเขาก็เรื่องจริงน่ะสิ!? แถมที่นายพูดมา ท่าทางโอกาสที่จะชนะก็มีตั้ง 90% อีก!? ......ถึงจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นตอนที่ทำบททดสอบในการเข้าร่วม และมีธาตุที่แตกต่างกันอยู่พอสมควรก็เหอะ แต่นายก็น่าจะถูกส่งให้ไปประจำตำแหน่งที่ดีกว่านี้ไม่ใช่เหรอ? ไม่งั้นก็ให้นายเข้าร่วมกองอัศวินเลยไม่ดีกว่าเหรอ?” (ฟรอสท์)


นายกำลังจะพูดว่า ‘ทำไมแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้ฟะ?’ งั้นเหรอ?


        “แต่ผมก็พอใจที่ได้อยู่ที่นี่นะ การทำอาหารมันก็สนุกดีเหมือนกัน” (ไฮเนะ)

        “นายนี่เป็นผู้ชายที่ไม่มีความทะเยอทะยานเลยนะ! ถ้านายเป็นลูกผู้ชายล่ะก็ ต่อให้ตกลงมาในที่แบบนี้ นายก็น่าจะมีเป้าหมายในการเดทกับอาเจ๊เรจิเน่หน่อยสิฟะ!!” (ฟรอสท์)

        “เอ๋ ฟรอสท์จะเอาเหรอ? คุณเรจิเน่คนนั้นเนี่ยนะ?” (ไฮเนะ)

        “.........อาเจ๊เรจิเน่เนี่ย อายุเท่าไหร่เหรอ?” (ฟรอสท์)

        “ตามข้อมูลที่ผมมีก็ สามสิบสองนะ” (ไฮเนะ)

        “สามสิบสองเรอะ....... ก็พอได้นะ” (ฟรอสท์)


เอาจริงเหรอฟะ?

ผมรู้สึกกลัวเพื่อนใหม่คนนี้ซะแล้วสิ แต่ผมก็ตั้งใจปอกเปลือกมันฝรั่งต่อไปเพราะมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผม


        “โห มีคนที่ชอบอะไรพิลึกๆ อยู่ด้วยเหรอเนี่ย”

        “โอ้ว?”

      “เหวอ!?”


จู่ๆ หัวโล้นอันวาววับก็โผล่ขึ้นมา

เขาคือหัวหน้าหมวดเกรซผู้ดูแลบททดสอบในการเข้าร่วม 


        “ข้าขอเตือนสมาชิกใหม่หน้าโง่ไว้เลยนะ อย่าไปยุ่งกับยัยป่าเถื่อนนั่นจะดีกว่า เพราะก่อนหน้านี้มีอัศวินแห่งแสงที่ประจำการอยู่ ไปล้อเล่นด้วยการลูบตูดของแม่หญิงเรจิเน่ตอนที่กำลังเสิร์ฟอาหารเข้า” (เกรซ)

        “กะ-เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ......!?”

        “มันก็แดกลูกเตะเข้าไปน่ะสิวะ ตอนนี้มันยังร้องครวญครางเป็นหมาหงอยที่ห้องพยาบาลอยู่เลย” (เกรซ) 「TL: 延髄切り Enzui-kiri ขอย่อเป็นลูกเตะเฉยๆ นะ」


ถ้างั้นก็ให้คนๆ นั้นเข้ากองอัศวินซะมันจะไม่ดีกว่าเหรอ?

เอาเถอะ เรื่องนั้นไว้ก่อนละกัน......


        “มีธุระอะไรรึเปล่าครับหัวหน้าหมวด? คุณถึงได้ปรากฎตัวด้วยการแอบย่องมาที่หลังครัวแบบนี้ หรือว่า ตอนนี้เป็นเวลาว่างของพวกอัศวิน?” (ไฮเนะ)

        “พูดจาเย็นชาจังเลยนะ ......เอาเถอะ ที่ศาสนจักรแห่งแสงสว่างน่ะ ยังมีผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ควรไปทำให้เธอโมโหนอกจากยัยเรจิน่าอยู่ ล่าสุดข้าดันไปกวนคนที่ว่านั่น ก็เลยต้องลี้ภัยมานี่ไงล่ะ” (เกรซ)

        “?”

        “ไฮเนะ ข้ามีอะไรดีๆ มาให้แก ......ที่นี่ไม่มีคนอื่นนอกจากพวกแกใช่ไหม?” (เกรซ)

        “ก็ที่นี่มันหลังครัวนี่ครับ แต่ในครัวก็มีคนอยู่มากมายนะครับ จะให้ผมเรียกมาไหมครับ?” (ไฮเนะ)

        “ไม่ต้องๆ! ข้ามีธุระกับแกคนเดียวเท่านั้นโว้ย!” (เกรซ)


หัวหน้าหมวดโล้น มองไปรอบๆ ด้วยความระมัดระวังเต็มที่ แล้วเอามือสอดเข้าไปในกระเป๋าสะพายปอกระเจา


        “โอ๊ะ อะไรเหรอ? หรือมันจะเป็นของหื่นๆ?” (ฟรอสท์)


พอฟรอสท์เห็นว่าท่าทีของหัวหน้าหมวดดูมีพิรุธก็รู้สึกตื่นเต้น


        “เงียบไปเลย ข้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเอาให้แกดูนี่หว่า แต่อย่าไปบอกใครล่ะว่าข้าถือไอ้นี่เดินไปเดินมาน่ะ” (เกรซ)


สิ่งที่ออกมาจากกระเป๋าปอกระเจาก็คือ ของที่เหมือนกับกล่องทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งใหญ่กว่าที่คนจะถือเดินไปเดินมาเล็กน้อย


        “......อะไรเนี่ย? ไม่เห็นมันจะหื่นตรงไหนเลย?” (ฟรอสท์)

        “ก็แกเพ้อไปเองนี่หว่า นี่คือ เครื่องมือวัดธาตุน่ะ” (เกรซ)


เครื่องมือวัดธาตุ?

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 9 ส่วนหนึ่งของอารยธรรม

 

 

ตามคำอธิบายของหัวหน้าหมวดเกรซ ดูเหมือนเครื่องมือวัดธาตุนี้จะเป็นเครื่องมือที่ใช้วัดธาตุของผู้คน

 

ผมจึงรับมันมาพร้อมกับพูดสวนไปว่า ‘งั้นมันก็เหมือนกับกระดานธาตุที่ใช้ตอนบททดสอบในการเข้าร่วมน่ะสิ’ หัวหน้าหมวดจึงอธิบายเพิ่มเติมพลางขบฟันด้วยความไม่พอใจ


      “เจ้านี่มันเจ๋งกว่ากระดานธาตุเฟ้ย การวัดธาตุด้วยพลังขับเคลื่อนอีเธอเรียล มันแม่นยำและละเอียดกว่า” (เกรซ)

      “พลังขับเคลื่อนอีเธอเรียล!? งั้นมันก็เป็นเครื่องจักรไม่ใช่เหรอครับ!?” (ฟรอสท์)


หัวหน้าหมวดเกรซจึงจ้องฟรอสท์ที่ตะโกนขึ้นมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ


      “เพราะงั้นข้าถึงได้พูดว่าอย่าไปบอกคนอื่นไง! เข้าใจนะ ห้ามไปบอกใคร! โดยเฉพาะผู้นำอัศวินนี่ห้ามเด็ดขาดเลยนะเฟ้ย!!” (เกรซ)


สายตาของหัวหน้าหมวดทำเอาฟรอสท์ถึงกับขวัญหนีดีฝ่อจนตัวลีบ

 

บทสนทนาของทั้งสองคน มีเรื่องที่ผมไม่ค่อยเข้าใจอยู่ แต่ตอนนี้ปล่อยมันไว้ก่อนละกัน......


      “สรุปแล้ว เจ้านี่ใช้วัดธาตุได้ละเอียดกว่ากระดานธาตุใช่ไหมครับ?” (ไฮเนะ)

      “ใช่แล้ว สิบปากว่าไม่เท่าเห็น ......เฮ้ย แกคือฟรอสท์ที่เป็นอาสาสมัครของตำบลเรสเทอร์ (レウストルの町) สินะ” (เกรซ)

      “เอ๋? ครับ......!” (ฟรอสท์)


ผมตกใจที่ระดับหัวหน้าหมวดรู้ชื่อของฟรอสท์


      “ข้าคือเจ้าหน้าที่กำกับดูแลบททดสอบในการเข้าร่วม ข้าตรวจดูรายชื่อของสมาชิกใหม่มาอย่างละเอียดแล้ว งั้นข้าจะใช้เครื่องมือวัดธาตุกับฟรอสท์ล่ะนะ......” (เกรซ)


พื้นผิวของเครื่องมือวัดธาตุ แสดงกรอบทั้งห้าขึ้นมา และในเวลาเดียวกับที่มันหันเข้าหาฟรอสท์ ตัวหนังสือแสงก็ปรากฏขึ้นมาในขอบเขต มันคือตัวหนังสือและตัวเลข


ดิน 105 น้ำ 130 แสง 128

ไฟ 214 ลม 309


      “โอ้วว!?”

      “ฟรอสท์ เชี่ยวชาญธาตุลมมากกว่าธาตุไฟงั้นเหรอ? 309 น่ะเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงเลยนะ ถ้าแกไปที่รูดร้า (ルドラステイツ) ซึ่งเป็นศาสนจักรแห่งลมล่ะก็ แกต้องได้เข้ากองกำลังพายุหมุนแน่นอน” (เกรซ)

      “จริงง่ะ!? งั้นชั้นจะไปที่นั่นเดี๋ยวนี้......!!” (ฟรอสท์)

      “ไม่ได้ แกเข้าร่วมศาสนจักรแห่งแสงสว่างแล้ว พวกเราไม่ปล่อยให้แกหลุดมือไปหรอก” (เกรซ)

      “เง้อออออออออออออ!?” (ฟรอสท์)


ถ้าเป็นกระดานธาตุล่ะก็ มันจะแสดงเฉพาะธาตุที่คนๆ นั้นแข็งแกร่งที่สุด แต่ถ้าเป็นเครื่องมือวัดธาตุ มันจะแสดงค่าตัวเลขซึ่งเป็นความถนัดในแต่ละธาตุของคนๆ นั้นสินะ

แน่นอนว่าข้อมูลที่ได้มามันแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด


      “......คือว่า หัวหน้าหมวดเกรซครับ ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ?” (ไฮเนะ)

      “อะไรล่ะ?” (เกรซ)

      “ที่คุณพูดถึงฟรอสท์ว่า ธาตุที่แข็งแกร่งที่สุดคือธาตุลมน่ะครับ แต่ผมคิดว่าธาตุไฟที่แข็งแกร่งเป็นลำดับที่สองก็ยอดเยี่ยมเหมือนกันนะครับ” (ไฮเนะ)

      “นั่นสินะ 214 ถ้าเป็นตัวเลขธาตุแสงล่ะก็ ผ่านบททดสอบในการเข้าร่วมกองอัศวินได้สบายๆ เลยล่ะ” (เกรซ)

      “โกหกน่าาาาาาาาา!?” (ฟรอสท์)


ผมพูดต่อไปโดยไม่สนใจฟรอสท์ที่ถูกความจริงทิ่มแทง


      “เรื่องที่คุณว่านั่นน่ะ ตัวอย่างเช่น ถ้ากระดานธาตุไม่ได้ชี้ว่าธาตุของคนๆ นั้นเป็นธาตุแสงในบททดสอบการเข้าร่วมของวันนี้ ทั้งๆ ที่ธาตุลำดับที่สองของเขาเป็นธาตุแสง แถมค่าตัวเลขนั่นก็ผ่านการทดสอบได้สบายๆ คนๆ นั้นก็จะไม่ได้อยู่ที่นี่เหรอครับ?” (ไฮเนะ)


หัวหน้าหมวดเกรซจึงตอบคำถามนั้น ด้วยน้ำเสียงจริงจังแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน


      “......ให้ตายเถอะ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ กระดานธาตุน่ะ ท้ายที่สุดแล้วจะแสดงเฉพาะธาตุที่มีตัวเลขสูงที่สุดเท่านั้น พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าคนๆ นั้นมีตัวเลขธาตุแสง 100 แต่มีตัวเลขธาตุอื่นๆ ทั้งหมดคือ 99 หรือน้อยกว่า พวกเขาก็จะสอบผ่าน ตรงกันข้าม ถ้าคนๆ นั้นมีตัวเลขธาตุแสง 300 แต่ถ้าธาตุอื่นๆ มีตัวเลข 301 แม้เพียงธาตุเดียว เขาก็จะสอบตก” (เกรซ)

      “อะไรกัน? แบบนั้นมันไม่แปลกเหรอครับ?” (ไฮเนะ)

      “ก็อย่างที่ฟรอสท์มันว่า แต่นั่นคือสภาพปัจจุบันของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง ไม่สิ มันคือสภาพปัจจุบันของโลกใบนี้” (เกรซ)


สภาพปัจจุบันของโลกใบนี้

 

ผมรู้สึกได้ถึงน้ำเสียงไม่พอใจในคำพูดนั้น แต่ตอนนี้ผมคงต้องปล่อยมันไปก่อน


      “ที่สำคัญกว่านั้น! ประเด็นหลักก็คือแก คุโรมิยะ ไฮเนะ! ข้าจะใช้เครื่องมือวัดธาตุนี้กับแก!” (เกรซ)

      “งั้นเหรอครับ! ถึงจะบอกว่าเข็มของกระดานธาตุพังก็เถอะ แต่เจ้าเครื่องจักรนี่อาจจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันใช่ไหมครับ!?” (ฟรอสท์)

      “ถูกต้องงง! ข้าคืออัจฉริยะใช่ไหมล่ะ!?” (เกรซ)

      “อัจฉริยะครับ! โอ้ ยอดคน วีรบุรุษ! งั้นเอาชั้นเข้ากองอัศวินทีนะ!” (ฟรอสท์)

      “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ไม่ได้เฟ้ยยยยยย!!” (เกรซ)


ทำไมสองคนนี้ถึงได้เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยแบบนี้เนี่ย? คงจะเป็นความเห็นอกเห็นใจสินะ?


      “ไม่ล่ะครับ แต่ผม......!” (ไฮเนะ)

      “ไม่ลองไม่รู้เฟ้ย! งั้น ข้าจะใช้เครื่องมือวัดธาตุกับไฮเนะล่ะนะ.......!” (เกรซ)


และค่าตัวเลขที่ออกมาก็คือ......

ดิน 000 น้ำ 000 แสง 000

ไฟ 000 ลม 000


      “คร้าบ สลายยยย! สลายโต๋ สลายยยยโต๋!” (ฟรอสท์)

      “ข้านี่มันบ้าจริงๆ ที่ไปคาดหวังอะไรแบบนั้น! ไฮเนะคุงเป็นเด็กที่มีความสามารถอะไรกัน มันเป็นแค่ภาพลวงตาของข้าเท่านั้นแหละฟะ!” (เกรซ)


ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ

 

ผมจะขอพูดซ้ำละกันนะ ผมคือเทพแห่งความมืดที่มาเกิดใหม่ ธาตุของผมมันก็ต้องเป็น ‘ความมืด’ อยู่แล้ว

 

เป็นไปได้ว่า เครื่องมือวัดธาตุนี้ไม่มีฟังก์ชั่นที่จะวัดธาตุของคนๆ นั้นได้อย่างสมบูรณ์

 

ถ้าหากเครื่องมือวัดนี่มีหกประเภท มันก็คงจะสลักตัวเลข 999 ไว้ที่นั่น


      “อืมม แต่ค่าตัวเลขเป็นศูนย์เนี่ย มันจะเป็นไปได้จริงๆ เหรอ? ไม่ว่ามันจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินสักแค่ไหน โดยทั่วไปมันก็มีค่าอยู่ที่ 100 นี่หว่า?” (เกรซ)

      “จริงง่ะ!? ไฮเนะ นี่นายเป็นอะไรรึเปล่า? นายไม่ได้ไปกินของผิดสำแดงมาใช่ไหม!?” (ฟรอสท์)


มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่อาหารที่กินจะเป็นตัวตัดสินธาตุ

 

มนุษย์น่ะ เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยการรวมพลังศักดิ์สิทธิ์ของมหาเทพทั้งหก ดังนั้นพวกเขาจึงมีธาตุทั้งหกผสมกันอยู่

 

หากแนวคิดที่ว่าพวกเขามีธาตุทั้งหกผสมกันอยู่อย่างสมดุลเป็นจริงล่ะก็ การเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นย่อมเป็นเรื่องไม่ดีแน่


      “......หรือว่า มันพังเพราะไฮเนะ แบบเดียวกับตอนกระดานธาตุ?  ชิบหายแล้ว ข้าเช่าเจ้านี่มานะเฟ้ย.......!” (เกรซ)

      “พอมาลองคิดๆ ดูแล้ว หัวหน้าหมวดเกรซครับ ที่ว่าค่าต่ำสุดประมาณ 100 นั่นน่ะ ในทางกลับกันค่าที่สูงที่สุดมันคือเท่าไหร่เหรอครับ?” (ไฮเนะ)


ผมรู้สึกกังวลยังไงไม่รู้ ก็เลยเอ่ยถาม


◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 10 ฮีโร่เดินทาง

 

 

      “หืม? ตัวเลขธาตุที่สูงที่สุดงั้นเหรอ? ประมาณ 400 น่ะ” (เกรซ)

      “โกหกน่า!? งั้นที่ว่าธาตุลมของชั้นมีค่า 309 นั่นก็สูงจริงๆ น่ะสิ!? แม่งเอ้ยยยย ถ้าชั้นได้ไปที่ศาสนจักรแห่งลมล่ะก้อออออออออ!!” (ฟรอสท์)

      “แต่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างก็มีข้อยกเว้น อย่างเช่น ฮีโร่แห่งแสงของพวกเรา ท่านคาเรนไงล่ะ ” (เกรซ)


คาเรน

เด็กสาวที่เป็นผู้นำซึ่งชวนผมเข้าศาสนจักรแห่งแสงสว่าง

ถึงผมจะแยกตัวออกมาตอนเข้ารับบททดสอบก็เถอะ แต่เธอกำลังทำอะไรอยู่นะ?


      “ตอนที่ได้ยินน่ะข้าตกใจเลยล่ะ ตัวเลขธาตุแสงของท่านคาเรน ประมาณ 700” (เกรซ)

      “จะ-เจ็ดร้อยยยยยย!?” (ฟรอสท์)


400 ที่พูดว่าเป็นค่าสูงสุด แต่นี่ตั้ง 700!?

เป็นไปไม่ได้ ถ้าคนเรามีธาตุที่เหลื่อมล้ำถึงขนาดนั้น มันอาจกลายเป็นระดับที่จะเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิตได้ ถ้าเธอมีดวงวิญญาณของเทพสถิตย์อยู่แบบผมก็ว่าไปอย่าง


      “ในศาสนจักรน่ะ ถ้าใช้พิธีกรรมอันซับซ้อนประมาณหนึ่งอาทิตย์ ก็จะสามารถวัดตัวเลขธาตุได้อย่างละเอียด ท่านคาเรน ถูกเลือกให้เป็นฮีโร่แห่งแสงเพราะตัวเลขธาตุอันแข็งแกร่งนั่น และหน้าที่ของกองอัศวินอย่างพวกข้าก็คือการสนับสนุนท่านฮีโร่ไงล่ะ!!” (เกรซ)


งั้นเหรอ สรุปแล้ว ฮีโร่ที่ว่าคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในกองอัศวิน

หากค่าตัวเลขธาตุแสง 700 ดูเหมาะสมแล้วล่ะก็ ผู้ติดตามคนอื่นก็ต้องยอมรับ 

 

ดังนั้น กองกำลังในการสู้รบที่มีฮีโร่เป็นศูนย์กลาง ก็คือกองอัศวินแห่งแสงออโรร่าสินะ

 

แต่ที่เรียกกันว่ากองกำลังในการสู้รบก็เพราะว่าพวกเขากำลังต่อสู้อยู่กับอะไรบางอย่างงั้นเหรอ?

ระหว่างที่ผมกำลังคิดว่า ‘พวกเขากำลังสู้กับอะไรอยู่......’ นั้น


      “......คุณมาอยู่ในที่แบบนี้เนี่ยนะ......!”

      “หืม? ......เอ๋!?” 


เมื่อผมรู้สึกตัว เด็กสาวน่ารักผู้สวมชุดเกราะสีขาวก็มายืนอยู่ตรงหน้าผมแล้ว


      “ท่านฮีโร่!?”

      “ท่านฮีโร่คาเรน!?” 


ทั้งหัวหน้าหมวดเกรซและฟรอสท์ต่างตกตะลึงจนเบิกตากว้าง เพราะพวกเขาไม่ได้คาดคิดถึงการปรากฎตัวของฮีโร่


      “หัวหน้าหมวดเกรซก็อยู่ด้วยเหรอคะ? ......ฉันก็บอกไปแล้วนี่คะ? ว่าให้คุณไฮเนะเป็นหน่วยพร้อมรบ ถึงธาตุของเขาจะไม่สอดคล้องก็ให้ผ่านมาได้เลย แล้วทำไมเขาถึงมาทำงานเบ็ดเตล็ดของห้องครัวอะไรนั่นได้ล่ะคะ!?” (คาเรน)

      “ไม่ คือ-คือว่า.....! มันเป็นงานชั่วคราวน่ะ! ข้าเองก็ทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะ......!” (เกรซ)

      “อย่าพูดว่า ‘งานเบ็ดเตล็ดของห้องครัวอะไรนั่น’ นะครับ! ขืนคุณเรจิเน่ได้ยินเข้าล่ะก็ ได้เห็นเลือดแน่!” (ฟรอสท์)


ทั้งสองคนหวาดกลัวจนอกสั่นขวัญหาย


      “คุณคาเรน? ทำไมคุณถึงมาอยู่ในที่แบบนี้ล่ะครับ?” (ไฮเนะ)

      “ก็ตั้งใจมาหาคุณนี่ล่ะค่ะ! สถานการณ์ฉุกเฉินค่ะ! พวกเราต้องการพลังของคุณไฮเนะเดี๋ยวนี้เลยค่ะ!” (คาเรน)


คุณคาเรนคว้ามือของผม แล้วดึงมันเต็มที่


      “หัวหน้าหมวดเกรซเองก็รีบกลับที่ไปที่สำนักงานแล้วสั่งการพวกอัศวินเถอะค่ะ! ฉันล่วงหน้าไปกับคุณไฮเนะก่อนนะคะ! ช่วยรายงานผู้นำอัศวิน ตอนที่คุณอยู่ที่นั่นด้วยนะคะ!!” (คาเรน)

      “หา!?” (เกรซ)


ผมที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ได้ถูกคุณคาเรนลากตัวและย้ายสถานที่ไป

และพอผมไปถึง ที่นั่นก็มีอะไรบางอย่างที่ผมไม่รู้จักวางอยู่


      “......คือว่า นี่มันอะไรกันครับ?” (ไฮเนะ)

      “มอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กประเภทเครื่องจักรที่บินไปในท้องฟ้าซึ่งขับเคลื่อนด้วยพลังอีเธอเรียลค่ะ” (คาเรน)

      “?” (ไฮเนะ)

      “มันเป็นแฟลปเตอร์ที่ผลิตจากโรงงาน (フラップター) ซึ่งนั่งได้แค่คนเดียว แต่เพราะแบบนั้นมันถึงได้รวดเร็วน่ะค่ะและเจ้าหนูนี่ก็ถูกปรับแต่งมาให้เข้ากับฉันโดยเฉพาะ ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 0.37 มันจึงเป็นอันดับหนึ่งของโมเดลหน้าร้าน ก็แค่รายชื่อสเปกน่ะค่ะ” (คาเรน)

      “??????” (ไฮเนะ)

 

ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเธอกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่

 

ดูเหมือนสิ่งที่อยู่ตรงหน้าผม จะเป็นพาหนะอีเธอเรียลที่ผมเห็นในเมือง ผมคิดว่ามันเป็นประเภทเครื่องจักร แบบเดียวกับเครื่องมือวัดธาตุที่หัวหน้าหมวดเกรซมีอยู่

ผมรู้สึกว่าไอ้ของรูปร่างเพรียวลมแบบเปลไกวนี่จะเร็วเอามากๆ และปีกที่อยู่ตรงปลายทั้งซ้ายและขวาก็คงจะบินได้ด้วย มันเอาไว้ให้คนขี่สินะ


      “ฉันไม่แนะนำให้นั่งสองคนนะคะ แต่ตอนนี้พวกเราไม่มีทางเลือกแล้ว คุณไฮเนะคะ จับที่ด้านหลังของฉันไว้นะคะ” (คาเรน)

 

คุณคาเรนพูดพร้อมกับขึ้นไปนั่งคร่อมบนเครื่องจักรที่บินไปในท้องฟ้าเหมือนกับการขี่ม้ายังไงยังงั้น


      “เอาล่ะค่ะ คุณไฮเนะเองก็ขึ้นมาเถอะค่ะ!” (คาเรน)

      “ค-ครับ......!?” (ไฮเนะ)


ผมจึงเลียนแบบคุณคาเรน โดยการขึ้นไปนั่งคร่อมที่ด้านหลังของเครื่องจักรที่บินไปในท้องฟ้า แล้วเอามือทั้งสองข้างจับร่างกายเธอ

เพราะว่าเธอเป็นคนพูดให้ผมทำแบบนั้น และมันก็เป็นบรรยากาศที่ผมปฏิเสธไม่ได้ด้วย


      “ใส่แรงลงไปอีกค่ะ! คุณจะถูกสลัดทิ้งเอาได้นะคะ!” (คาเรน)

      “เอ๊ะ นี่......!?” (ไฮเนะ)

      “.......ฉันไม่ได้บอกให้คุณจับหน้าอกนะคะ” (คาเรน)

      “ขอโทษคร้าบบ!?” (ไฮเนะ)

 

 

ไม่รู้ว่าทำไม ผมถึงคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้


      “จะออกเดินทางล่ะนะคะ! พวกเราจะไปด้วยความเร็วเต็มพิกัดค่ะ!” (คาเรน)

      “โอ้วววววววววววววววววววววววววววววววว!?” (ไฮเนะ)


เครื่องจักรบินได้ที่พวกผมขี่อยู่ มันบินได้จริงๆ

แถมยังเป็นความเร็วที่สุดยอดอีกด้วย อากาศที่มีความหนาแน่นกระแทกใส่ผม และเหมือนกับผมจะถูกสลัดทิ้งไปจริงๆ


      “คะ-คุณคาเรน! คุณคาเรนนนนนนนน!!” (ไฮเนะ)

      “อะไรเหรอคะ!? ถ้าขืนพูดล่ะก็ ระวังจะกัดลิ้นเอานะคะ!?” (คาเรน)

      “คือว่าผม ไม่เข้าใจสถานการณ์เลยครับ!? จะว่ายังไงดีล่ะ พวกเรากำลังจะไปที่ไหนถึงต้องบินไปในท้องฟ้าน่ะครับ!?” (ไฮเนะ)


มหาวิหารข้างหลังอยู่ห่างไกลไปเรียบร้อยแล้ว

 

ส่วนคุณคาเรนที่ขี่เครื่องจักรซึ่งบินไปในท้องฟ้า ก็พูดโดยไม่หันมามองทางนี้


      “มันเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินค่ะ! เจ้านั่นมันปรากฏตัวน่ะค่ะ!” (คาเรน)

      “เจ้านั่น......!?” (ไฮเนะ)

      “ศัตรูของพวกเราอัศวินออโรร่า และเป็นภัยของมนุษยชาติเรา ......สัตว์ประหลาดค่ะ!” (คาเรน)


◆◆◆◆◆




NEKOPOST.NET