[นิยายแปล] ความพยายามในการปฏิรูปของเทพแห่งความมืด ตอนที่ 17 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ความพยายามในการปฏิรูปของเทพแห่งความมืด

Ch.17 - ตอนที่ 15 - ตอนที่ 17


ตอนที่ 15 วาทศิลป์ของชั้นล่างสุด

 

  สำหรับผู้คนที่มาชุมนุมกันในห้องประชุมแล้ว รูปร่างหน้าตาของผมมันกำลังแสดงออกมาเป็นแบบไหนนะ?

  ภายในศาสนจักรแห่งแสงสว่าง ผมเป็นแค่สมาชิกใหม่ที่พึ่งจะเข้าร่วมเมื่อวานนี้ แถมยังไม่ผ่านบททดสอบในการเข้าร่วมจนต้องไปเป็นเบ๊ในห้องครัว

  แล้วลูกกะจ๊อกแบบนั้นก็กำลังแว้งกัดผู้นำกองอัศวินอีก ถ้าลองมาทบทวนอย่างใจเย็นดูล่ะก็ มันเป็นสถานการณ์ที่ผมไม่อาจปริปากบ่นได้ ต่อให้ผมถูกประหารเพราะความหยาบคายก็ตาม

  แต่ในเมื่อผมเริ่มวิ่งออกไปแล้ว มันก็มีแต่ต้องไปให้ถึงเส้นชัยเท่านั้น


      “ฉัน! ฉันเป็นผู้นำกองอัศวินที่นี่! ผู้นำกองอัศวินซาเบลฟอน ด็อบสูญเสียความศรัทธาในตัวของท่านเทพธิดาแห่งแสงเนี่ยนะ!? ฉันอยากให้เจ้าหยุดกล่าวหาฉันทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานซะ!?” (ด็อบ)

      “การปราบสัตว์ประหลาดในวันนี้มันยากจริงๆ นะครับ แล้วทำไมคุณถึงไม่มาล่ะครับ?” (ไฮเนะ)

      “อึก” (ด็อบ)

      “การปกป้องผู้คนจากสัตว์ประหลาด คืองานที่สำคัญที่สุดของกองอัศวินนี่ครับ? แต่คุณกลับไม่รีบรุดไปที่นั่น คุณกำลังทำอะไรอยู่เหรอครับ?” (ไฮเนะ)


  ผมรู้สึกว่าความฮึกเหิมของผู้นำกองอัศวินจางหายไปและเขาก็ดูซึมๆ คงจะเจ็บปวดเพราะผมไปจี้จุดเข้าสินะ


      “ผมถามคุณคาเรนมาแล้วล่ะครับ กองอัศวินที่ได้รับรายงานการปรากฏตัวของสัตว์ประหลาด ต้องใช้เวลารวมพลหนึ่งชั่วโมง, อีกหนึ่งชั่วโมงสำหรับการเตรียมการ และอีกสามชั่วโมงสำหรับการเคลื่อนพลใช่ไหมครับ? คุณใช้เวลากับสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องเร่งรีบทุกวินาทีไปอย่างสูญเปล่า สุดท้ายพอมันเสร็จสิ้นแล้วคุณก็ยังมาไม่ถึงที่นั่น แล้วคุณยังมีหน้ามาวิพากษ์วิจารณ์คุณคาเรนที่ไปถึงสถานที่เกิดเหตุเป็นคนแรกอีกนะครับ” (ไฮเนะ)

  “......พะ-เพราะแบบนี้ล่ะน้า มุมมองของมือสมัครเล่นมันถึงได้คับแคบ” (ด็อบ)


  ผู้นำกองอัศวินกลบเกลื่อนด้วยท่าทีสบายๆ


     “ฟังให้ดีๆ นะ มันไม่ได้หมายความว่าแค่พวกเรามาถึงสถานที่เกิดเหตุแล้วเรื่องมันก็โอเค แต่พวกเราต้องสู้กับสัตว์ประหลาดหลังจากที่มาถึง และเอาชนะมันโดยควบคุมความเสียหายให้น้อยที่สุด เพื่อการนั้นพวกเราจำเป็นต้องเตรียมการอย่างรอบคอบ เพราะแบบนั้นการใช้เวลาจึงเป็นเรื่องปกติ และถ้าเป็นองค์กร มันก็ต้องใช้เวลาในการเคลื่อนไหว การมองข้ามเรื่องนั้นแล้วมาเถียงกันแค่ว่ามาช้าหรือมาเร็วน่ะ......” (ด็อบ)

      “เพราะแบบนั้น คุณก็เลยมาไม่ทันไงครับ” (ไฮเนะ)


  คำๆ เดียว บดขยี้ข้ออ้างของผู้นำกองอัศวินจนป่นปี้


      “การรวบรวมสิ่งจำเป็นไว้สำหรับเวลาที่จำเป็นคือเรื่องสำคัญครับ คุณน่ะ มองข้ามเวลาในการรวบรวมสิ่งจำเป็นไป ผลลัพธ์ก็คือคุณไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักอย่าง ทั้งๆ ที่คุณมีตำแหน่งเป็นถึงผู้นำกองอัศวินแท้ๆ” (ไฮเนะ)

      “กิกิกิ......!” (ด็อบ)

      “ตรงกันข้ามกับคุณคาเรนที่ตัดสินใจอย่างรวดเร็วและลงมือในสถานการณ์ฉุกเฉินทันที โดยนำเครื่องจักรที่เรียกว่าเครื่องจักรที่บินไปในท้องฟ้าคันจิ๋วออกมา ซ้ำยังไปถึงที่เกิดเหตุได้เร็วกว่าใครๆ เพราะแบบนั้นเธอถึงได้ช่วยคุณยายกับหลานสาวที่หนีไม่ทันได้สำเร็จ คุณคาเรนทำผลงานตั้งขนาดนั้น แล้วทำไมเธอถึงต้องมาโดนคุณที่ไม่ได้ทำอะไรเลยตำหนิด้วยล่ะครับ?” (ไฮเนะ)

      “กิ----------------------------!!” (ด็อบ)


  ดูเหมือนเสียงที่ลอดออกมาจากช่องว่างตรงฟันของผู้นำกองอัศวิน จะเป็นเสียงที่มนุษย์ไม่สามารถเปล่งออกมาได้

  แล้วมือนั่นก็กำด้ามจับดาบเอาไว้

  ทุกคนที่นั่งเรียงแถวอยู่ในห้องประชุมจึงส่งเสียงเอะอะ

  โอ้ว อาละวาดเหรอ? นั่นคือสิ่งที่ผมคิด แล้วตอนนั้นเอง......


      “ความทึ่มของกองอัศวินน่ะ ถูกชี้ให้เห็นมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วล่ะค่ะ”


  คนผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ในห้องประชุมพูดขึ้นมา ยิ่งไปกว่านั้นคนที่พูดก็ยังเป็นผู้หญิงอีก

  การตอบสนองนั้น ได้ทำให้ผู้นำกองอัศวินระงับความกระหายเลือดที่สั่งสมอยู่และกำลังจะปลดปล่อยออกมาได้ทันที


      “ทะ-ท่านผู้ก่อตั้ง......!?” (ด็อบ)

      “บทความที่เขียนในหนังสือพิมพ์น่ะ ถ้าดูเนื้อหาดีๆ มันก็บอกไว้แล้วว่าคุณคาเรนไปถึงที่หมายก่อนใคร สุดท้ายฮีโร่แห่งแสงและฮีโร่แห่งไฟก็ร่วมมือกันกำจัดสัตว์ประหลาด ......คุณคุโรมิยะ ไฮเนะ”

      “ครับ?” (ไฮเนะ)


  ผมรู้สึกอึดอัดเพราะถูกผู้หญิงที่ไม่รู้จักเรียกชื่อเต็ม

  เธอเป็นสตรีลึกลับ ที่อายุไม่แน่ชัดเพราะทั้งเนื้อทั้งตัวของเธอห่อหุ้มด้วยอาภรณ์ของแม่ชีที่ดูสบายๆ เนื่องจากผ้าคลุมปิดบังหน้าตา ผมจึงไม่รู้จักเธอ แต่แค่ดูจากมารยาทและน้ำเสียงผมก็รู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่หาที่เปรียบมิได้


      “ความเห็นนี้คือสิ่งที่คุณอ้างสินะคะ? ต้องขอบคุณนักข่าวที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา ศาสนจักรแห่งแสงสว่างของพวกเราจึงรักษาหน้าเอาไว้ได้”

     “ก็นะ มันก็จริงว่าตอนที่นักข่าวมาหาคุณคาเรนผมพูดแล้วพูดอีก......” (ไฮเนะ)

     “ดิฉันได้ยินเรื่องของคุณแล้วล่ะค่ะ คุณคาเรนจับตาดูคุณโดยตรงเพื่อปรับความสามารถของกองอัศวินให้สูงขึ้น ดิฉันดีใจนะคะที่คุณทำผลงานได้ทันที ได้ยินมาว่าครอบครัวของคุณทำอาชีพนายพราน งั้นการเคลื่อนไหวในป่าครั้งนี้ก็คงจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นเป็นอย่างดีสินะคะ ......หัวหน้าหมวดดินรอน เกรซ”

      “ค-ครับ!!” (เกรซ)


  พอถูกเรียกชื่อ หัวหน้าหมวดโล้นก็ลุกขึ้นยืน

  คนๆ นั้นก็อยู่ด้วยเหรอ?


      “การปล่อยให้คนที่มีความสามารถขนาดนี้ไม่มีหน้าที่มันน่าเสียดายค่ะ ด้วยอำนาจของดิฉัน ดิฉันอนุญาตให้คุณไฮเนะเข้าร่วมกองอัศวินได้ค่ะ เนื่องจากคุณรับหน้าที่ประเมินสมาชิกใหม่ ดังนั้นคุณช่วยมองหาหน้าที่ๆ เขาสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระโดยไม่ติดอยู่ในกรอบขององค์กรด้วยนะคะ”

     “หา!? ......ค-ครับ!” (เกรซ)


  ไม่เห็นเข้าใจเลย

  ผู้นำกองอัศวินเหวี่ยงใส่สตรีลึกลับ


     “ได้โปรดรอสักครู่ครับท่านผู้ก่อตั้ง! ฉันไม่ได้ยินรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลยนะครับ! ถ้ามันเกี่ยวข้องกับการวางตัวบุคลากรของกองอัศวิน ท่านก็น่าจะพูดกับฉันที่เป็นผู้นำกองอัศวินสักคำ......!?” (ด็อบ)

      “ผู้นำกองอัศวินด็อบ คุณต้องรับผิดชอบที่ทำให้การเคลื่อนทัพในครั้งนี้ล่าช้า เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดเดิมซ้ำๆ ดิฉันขอให้คุณร่างแผนการปรับปรุงด้วยนะคะ”

      “ฮิก!?” (ด็อบ)


  ผู้นำกองอัศวินหวาดกลัวท่าทางอันหนักแน่นของผู้หญิง


      “กองบัญชาการของศาสนจักรแห่งไฟตั้งอยู่ที่เมืองหลวงอัคคีมุสเปลไฮม์ ถ้าลองเปรียบเทียบดูมันก็อยู่ใกล้กับเมืองอโพรอนแห่งนี้ เพราะแบบนั้นศาสนจักรทั้งสองจึงถูกเปรียบเทียบเรื่องใดเรื่องหนึ่งกันอยู่บ่อยๆ ถ้าอยากจะได้เปรียบศาสนจักรแห่งไฟล่ะก็ คุณด็อบคะ ......เข้าใจใช่ไหมคะ?”

     “คะ-คะ-คะ-ครับ......!” (ด็อบ)

      “การใช้อุปกรณ์อีเธอเรียลของคุณฮีโร่คาเรนนั้น ดิฉันขอมองข้ามไปชั่วคราวละกันค่ะ คุณจะได้ใช้มันไปถึงที่นั่นได้ทันที แล้วพวกเราค่อยมาหารือกันอีกครั้งตอนที่ผู้นำกองอัศวินด็อบแสดงแผนปรับปรุงนะคะ ทุกท่าน มีคำถามไหมคะ?”


  ผู้คนที่ดูใหญ่โตนับสิบคนที่อยู่ทางซ้ายและทางขวาของผู้หญิง ไม่มีใครพูดอะไรเลยสักคน

  หรือผมควรจะพูดว่า คนพวกนี้ไม่ได้พูดอะไรระหว่างการประชุมเลยสักครั้งมากกว่า


      “ถ้าอย่างนั้น การประชุมในวันนี้ก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะค่ะ คุณคาเรน, คุณไฮเนะ ขอบคุณสำหรับงานในครั้งนี้นะคะ วันนี้พวกคุณไปพักผ่อนได้แล้วค่ะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”

      “ค-ค่ะ......!” (คาเรน)

      “คร้าบบ!” (ไฮเนะ)


  ผู้หญิงคนนั้นลุกขึ้นยืน แล้วค่อยๆ ออกจากห้องประชุมไปกับเมดสองคน

  นั่นคือสัญญาณที่สื่อว่าการประชุมได้จบลงแล้ว พวกคนใหญ่คนโตคนอื่นๆ จึงส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจแล้วลุกออกจากที่นั่งไป

  มีเพียงผู้นำกองอัศวินด็อบคนเดียวที่ลุกขึ้นมาด้วยใบหน้าแดงก่ำ แล้วเขาก็เตะเก้าอี้เต็มแรง เสียงเปรี้ยงจึงดังสนั่น

  จากนั้นเขาก็เดินออกจากห้องประชุมไปอย่างรวดเร็ว


  ผมมารู้เอาทีหลังว่า ผู้หญิงที่น่าเกรงขามนั่นคือผู้ก่อตั้งโยริชิโระ

  เธอคือคนที่ใหญ่ที่สุดที่ควบคุมศาสนจักรแห่งแสงสว่าง

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 16 การประชุมสรุปที่แท้จริง

 

  ด้วยเหตุนี้ การประชุมสรุปเกี่ยวกับการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดจึงสิ้นสุดลง ผมเองก็ถูกปล่อยตัวเช่นกัน

  ทว่า มันเป็นการประชุมปริศนาที่ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงต้องเข้าร่วมจนจบ

  คนที่ไม่มีตำแหน่งอย่างผมพูดออกไปตามอำเภอใจอย่างนั้น ผมจึงกลัวว่าในอนาคตมันจะนำมาซึ่งการแก้แค้นได้


      “......ไฮเนะ! คุโรมิยะ ไฮเนะ!!”


  พอออกจากห้องประชุม ตาหัวโล้นนี่ก็รีบร้อนพรวดพราดตามผมมาทันที


     “หัวหน้าหมวดเกรซ?” (ไฮเนะ)

     “ขอบใจจริงๆ!” (เกรซ)


  พอพูดแบบนั้น หัวหน้าหมวดเกรซก็ก้มศรีษะโล้นๆ อย่างรวดเร็ว ดูเขารู้สึกสลดยังไงไม่รู้


      “ขอโทษจริงๆ นะ แล้วก็ขอบคุณ......! ที่ปกป้องท่านฮีโร่ที่นั่น ความจริงแล้วอัศวินอย่างข้าคือโล่ห์ของคนผู้นั้น แต่เพราะเป็นห่วงตำแหน่งหน้าที่การงานข้าก็เลยพูดออกมาไม่ได้......! น่าสมเพชจริงๆ......!” (เกรซ)

      “เอ๋? งั้นผมที่ไม่มีตำแหน่งหน้าที่การงานไม่แย่ยิ่งกว่าเหร......?” (ไฮเนะ)

      “ไม่มีปัญหา! ท่านผู้ก่อตั้งหนุนหลังแกอยู่! ขนาดผู้นำกองอัศวินด็อบยังทำอะไรแกไม่ได้เลย สมน้ำหน้ามัน!” (เกรซ)


  ความตึงเครียดของตาโล้นสูงเหมือนกันแฮะ


     “......ไม่สิ มันน่าสมเพชจริงๆ นั่นแหละ พวกข้ากองอัศวินแห่งแสงออโรร่า มีหน้าที่ช่วยเหลือท่านฮีโร่ ถึงอย่างนั้นผู้นำกองอัศวินกลับวิพากษ์วิจารณ์ฮีโร่ที่ทำตัวไม่เหมาะสม และข้าที่เป็นคนในกลุ่มก็ยังห้ามไว้ไม่ได้อีก จริงๆ เล้ย แล้วข้าจะอยู่ไปเพื่ออะไรกันล่ะ?” (เกรซ)

     “หัวหน้าหมวดเกรซ” (ไฮเนะ)

      “มาคุยกันหน่อยไหม ไฮเนะ?” (เกรซ)


  ผมถูกหัวหน้าหมวดเกรซพาตัวไป แล้วพวกผมก็มาถึงสวนของมหาวิหารแห่งแสง

  หลังจากการต่อสู้กับสัตว์ประหลาด เวลาก็ได้ผ่านพ้นไปพอสมควร และมันก็มืดสนิทเพราะพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว


     “แกรู้รึเปล่าว่าทำไมผู้นำกองอัศวินถึงได้เกลียดเครื่องจักรอีเธอเรียลขนาดนั้น?” (เกรซ)

     “ไม่ครับ...... หมู่บ้านที่ผมอยู่มันไม่มีเครื่องจักรที่ว่า......” (ไฮเนะ)


  หัวหน้าหมู่เกรซจึงค้นกระเป๋าเสื้อแล้วเอาอะไรบางอย่างออกมา

  มันคือหลอดแก้วอันเล็กๆ ที่พอดีกับมือ โดยมีสิ่งที่เหมือนกับแร่ที่ส่องแสงสีดำอยู่ข้างใน


      “นี่คืออีเธอเรียล เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน มีผู้ค้นพบวิธีถลุงแร่จากดิน มันสร้างพลังงานที่สามารถขับเคลื่อนทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยไม่ต้องใช้พลังของเทพ ทั้งรถยนต์, เครื่องจักรที่บินไปในท้องฟ้า และเครื่องมือวัดธาตุที่แกใช้เมื่อก่อนก็ล้วนแต่ขับเคลื่อนโดยมีเจ้านี่เป็นแหล่งพลังงาน” (เกรซ)


  ‘ไม่ใช่แค่นั้นนะ’ คุณเกรซพูดแบบนั้นแล้วเล่าต่อ


     “ความร้อนในตะเกียง, น้ำสะอาด และไฟที่ใช้ทำอาหารในตอนนี้ก็เป็นพลังงานอีเธอเรียลเช่นกัน เมื่ออีเธอเรียลถูกค้นพบ มันก็แพร่กระจายไปในเมืองหลวงภายในพริบตา มาตรฐานในการครองชีพจึงเพิ่มขึ้นหลายเท่า แล้วแกรู้รึเปล่าว่าหลังจากนั้นมันเกิดอะไรขึ้น?” (เกรซ)

      “......ผู้คน ไม่ศรัทธาเทพ” (ไฮเนะ)

     “ถูกต้อง! แกนี่มันฉลาดจริงๆ เลยว่ะ! ......มันก็จริงอยู่ ที่ประชาชนพัฒนาได้ด้วยอีเธอเรียล ผลิตอาหารได้อย่างสม่ำเสมอ, รักษาโรคภัยไข้เจ็บที่รักษาไม่ได้ และมอบวิธีรับมือภัยพิบัติให้กับมนุษย์ เพราะแบบนั้น การสวดภาวนาให้กับเทพก็เลยไม่จำเป็นไงล่ะ!” (เกรซ)


  เพราะแบบนั้น เครื่องจักรก็เลยกลายเป็นศัตรูของศาสนจักรสินะ

  ถ้าอารยธรรมเครื่องจักรกลพัฒนา และการขอพรต่อเทพไม่มีความจำเป็นล่ะก็ ผู้คนย่อมปลีกตัวออกมาจากเทพอย่างรวดเร็ว อำนาจของศาสนจักรก็คงลดลงเช่นกัน เพราะแบบนั้นผู้นำกองอัศวินด็อบที่มีตำแหน่งสูงในศาสนจักร ถึงได้จงเกลียดจงชังจนถึงขั้นสั่งห้ามเครื่องจักรอีเธอเรียลอย่างเด็ดขาดสินะ


      “พูดตามตรงนะ ตอนนี้ปัญหาที่อีเธอเรียลจัดการไม่ได้ก็มีแค่สัตว์ประหลาดเท่านั้น เพราะศาสนจักรทั้งห้ารวมพวกเรา ต่อสู้กับสัตว์ประหลาดโดยมีฮีโร่เป็นผู้นำ พวกเราถึงเหนี่ยวรั้งศรัทธาเอาไว้ได้” (เกรซ)

      “ทำไมไม่สร้างอาวุธที่จัดการสัตว์ประหลาดด้วยอีเธอเรียลล่ะครับ?” (ไฮเนะ)

      “เรื่องนั้นน่ะ ถ้าจะให้พูดตรงๆ ก็เพราะศาสนจักรทั้งห้าได้ลงนามข้อห้ามในการใช้อาวุธอีเธอเรียลร่วมกันน่ะสิ ทั้งๆ ที่ปกติแล้วความสัมพันธ์ของศาสนจักรทั้งห้าก็ไม่ค่อยจะกินเส้นกันนัก ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ตัดสินใจว่าจะเดินไปด้วยกัน ถ้าฝ่าฝืนเรื่องนั้นล่ะก็ ศาสนจักรและเทพได้ถูกทอดทิ้งแน่” (เกรซ)


  ผู้คน รอดพ้นจากการครอบงำของเทพ

  นั่นคือสิ่งที่ผมหวังมากที่สุดตอนที่ยังเป็นเทพแห่งความมืด เทพทั้งห้ายกเว้นผมได้ประกาศออกมาว่า ‘มนุษย์เป็นทาสของเทพ’ ผมจึงต่อต้านเรื่องนั้น

  ผมต่อสู้และพ่ายแพ้ ในช่วงที่ถูกปิดผนึกอยู่ ผมก็สงสัยว่ามนุษย์จะเดินไปในทิศทางไหน

  ตอนนี้ผมได้รู้แล้วว่า สิ่งที่เรียกว่าอีเธอเรียล ได้ลบล้างทุกสิ่งทุกอย่าง


      “พูดจริงๆ นะ ที่สัตว์ประหลาดเกิดขึ้น ก็เพราะมนุษย์หลงลืมความศรัทธาที่มีต่อเทพเจ้าแล้วหันไปงมงายอีเธอเรียล จะพูดว่าท่านเทพโกรธเคืองก็เลยส่งพวกมันมาลงทัณฑ์ก็ได้ ดูเหมือนพวกมันจะเกิดขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน เวลาเดียวกับที่มีการค้นพบอีเธอเรียลเลยล่ะ” (เกรซ)

      “มันก็ดูเข้าเค้าอยู่นะครับ เข้าเค้าจริงๆ ล่ะครับ” (ไฮเนะ)

      “ศาสนจักรตะโกนว่า 'สัตว์ประหลาดคือทัณฑ์สวรรค์สำหรับมนุษย์ที่ตกต่ำ!' เพราะงั้นพวกเราจึงต่อสู้กับสัตว์ประหลาด และได้รับชื่อเสียงจากการสังหารพวกมัน ......มันอาจจะหมายความว่าสัตว์ประหลาดคือผู้กอบกู้ของพวกเราก็ได้” (เกรซ)

      “แต่คุณคาเรน...... ก็ปกป้องผู้คนจากสัตว์ประหลาดโดยใช้เครื่องจักรอีเธอเรียลนี่ครับ” (ไฮเนะ)

      “ใช่ นั่นเป็นข้อพิสูจน์ว่าคนผู้นั้นคือฮีโร่ตัวจริง คนผู้นั้นไม่ได้ต่อสู้เพื่ออำนาจบารมีเหมือนกับศาสนจักร เธอช่วยเหลือผู้คนด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะงั้นเธอถึงได้ยอมใช้ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อการนั้น ทั้งพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงและเครื่องจักรอีเธอเรียล แต่เธอก็ดันไปขวางหูขวางตาไอ้พวกระดับสูงเข้า” (เกรซ)


  ศาสนจักรไม่เพียงแต่ต่อสู้กับสัตว์ประหลาดเพื่อปกป้องอำนาจของตัวเอง——แต่พวกเขายังปกป้องอำนาจของเทพเจ้าอีกด้วย

  คุณคาเรนต่อสู้กับสัตว์ประหลาด เพื่อปกป้องผู้คน

  ความขัดแย้งนั้น จึงทำร้ายความรู้สึกของเด็กสาวตัวคนเดียว

  จากนั้นวัยรุ่นที่ไม่มีหน้าที่, ตำแหน่ง และข้อผูกมัดใดๆ ก็ปรากฏตัว.......


      “หน้าที่ของผมก็เป็นแบบที่คุณว่ามาสินะครับ ปกป้องคุณคาเรนจากสิ่งต่างๆ ที่ไม่ได้มีแค่สัตว์ประหลาดเท่านั้น” (ไฮเนะ)

      “เออ ......แบบนั้นแหละ” (เกรซ)


  หัวหน้าหมวดเกรซพูดออกมาเต็มปากเต็มคำ ผมรู้สึกได้ว่าคำพูดนั้นมีความรู้สึกมากมายผสมกันอยู่


      “ท่านคาเรนน่ะ เริ่มต้นโดยการให้แกเคลื่อนไหวโดยไม่สนใจเงื่อนไขของศาสนจักร ดูเหมือนมันจะเป็นความหมายที่แท้จริงในการปราบสัตว์ประหลาดนะ ตอนที่เจอกันครั้งแรก เธอมองเห็นความสามารถและความรู้สึกรักความยุติธรรมของแก เธอก็เลยรู้สึกว่า 'ถ้าเป็นหมอนี่ล่ะก็ทำได้แน่'” (เกรซ)

     “จริงเหรอครับ......!?” (ไฮเนะ)


  น้ำเสียงแห่งความผิดหวังแปรเปลี่ยนเป็นความสับสน


      “แต่พอถึงเวลาเอาจริง แกกลับแสดงฝีมือที่เหนือความคาดหมาย ไม่นึกเลยว่าแกจะไปต่อปากต่อคำกับผู้นำกองอัศวิน แล้วตอนที่ข้าเห็นแกเข้ามาในห้องประชุมกับท่านคาเรนน่ะ ข้ายังนึกว่าตัวเองตาฝาดเล้ย” (เกรซ)

      “ฮ่ะฮ่ะ...... คุณคาเรนทำท่าทีแปลกๆ ตอนที่พวกเราได้พบกับฮีโร่แห่งไฟน่ะครับ และที่ผมไม่แยกตัวออกมาก็เพราะมันไม่ใช่บรรยากาศที่ผมจะปล่อยให้เธออยู่คนเดียวได้ พอรู้สึกตัวมันก็กลายเป็นแบบนั้นแล้วล่ะครับ” (ไฮเนะ)

      “จริงเด่ะ......! บางทีแกอาจจะเป็นอัศวินของท่านคาเรนจริงๆ ก็ได้นะ” (เกรซ)

      “คุณตั้งใจพูดชมผมรึเปล่าครับ?” (ไฮเนะ)

      “ไม่หรอกๆ มันน่าเศร้าน่ะ ตั้งแต่ที่ข้าประกาศตัวว่าเป็นอัศวิน คนอ่อนหัดอย่างข้าก็ไม่เคยทำอะไรได้เลยสักอย่าง” (เกรซ)


  ถึงจะพูดแบบนั้น คุณเกรซก็คงจะเป็นอัศวินที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง

  แล้วท่าทางของคุณคาเรนมันก็แปลกจริงๆ ถ้าเป็นคุณคาเรนปกติ เธอก็คงจะตอบผู้นำกองอัศวินด้วยตัวเองไปแล้ว และมันก็คงไม่มีฉากการปรากฏตัวของผม

  สาเหตุที่เป็นแบบนั้นก็เพราะฮีโร่แห่งไฟคาแทค มิรัค

  พอคิดได้อย่างนั้น ผมก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ควรอยู่แบบนี้อีก


      “หัวหน้าหมวดเกรซครับ ขอโทษนะครับ แต่ตอนนี้ผมคงต้องขอตัวก่อน” (ไฮเนะ)

      “โอ๊ะ เผลอให้ทำโอทีไปซะแล้วสิ โทษทีนะพ่อหน้าใหม่” (เกรซ)


  หัวหน้าหมวดเกรซเองก็เข้าใจเหตุผล ผมจึงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้มันมากความ


      “อ๊ะ แต่ว่า! อย่าลดระยะห่างเกินความจำเป็นล่ะ! ถ้าแกได้เป็นแฟนกับท่านคาเรนจริงๆ ล่ะก็ แกได้โดนทั้งกองอัศวินรุมกระทืบแน่!” (เกรซ)


  ถึงอย่างนั้น ตาโล้นนั่นก็ยังพูดมากอยู่ดี

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 17 ฮีโร่ผู้เปราะบาง

 

  ผมค้นหาที่นั่นที่นี่ไปเรื่อย

  และท้ายที่สุดผมก็พบคุณคาเรน เธออยู่ในพื้นที่ด้านนอกของมหาวิหารแห่งแสง ซึ่งเป็นสถานที่ๆ เก็บเครื่องจักรที่บินไปในท้องฟ้าคันจิ๋ว


      “อ๊ะ คุณไฮเนะ” (คาเรน)


  คุณคาเรนกำลังถือสิ่งที่เหมือนกับอุปกรณ์อยู่ในมือ


    “คือว่า...... เช็คสภาพเจ้านั่นอยู่เหรอครับ? เครื่องจักรที่บินไปในท้องฟ้าคันจิ๋วนั่นน่ะ?” (ไฮเนะ)

    “ค่ะ ฉันต้องคอยดูทุกครั้งที่บิน เพราะถ้ามันส่งเสียงระหว่างที่กำลังบินอยู่ มันจะเป็นปัญหาน่ะค่ะ” (คาเรน)


  คุณคาเรนทำด้วยตัวเองสินะ

  เธอนำกองอัศวินต่อสู้กับสัตว์ประหลาด และในระหว่างที่กำลังทุกข์ใจเพราะไปขัดแย้งกับพวกเบื้องบนของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง เธอก็เช็คสภาพเครื่องจักรไปด้วย

  คนๆ นี้ทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวมากเกินไปแล้ว


    “จะว่าไป ฉันยังไม่ได้ขอบคุณคุณเลยนี่คะ? เกือบลืมแหนะ...... ฉันน่ะ วันนี้ทำแต่เรื่องซุ่มซ่ามจริงๆ ค่ะ”  (คาเรน)

    “ผมไปทำเรื่องอะไรไว้เหรอครับคุณถึงต้องมาขอบคุณ?” (ไฮเนะ)

    “ทำสิคะ เยอะแยะเลยด้วย โดยเฉพาะตอนที่ช่วยปกป้องฉันในการประชุม ถ้าคุณไฮเนะไม่ได้พูดถึงขนาดนั้นล่ะก็ เจ้าหนูนี่อาจจะพัง......” (คาเรน)


  พอพูดแบบนั้น คุณคาเรนก็หยุดมือ แล้วลูบเครื่องจักรที่บินไปในท้องฟ้าคันจิ๋วอย่างนุ่มนวล


    “แต่นั่นน่ะ ถ้าเป็นคุณคาเรนปกติก็คงจะทำอะไรด้วยตัวเองไปแล้วใช่ไหมล่ะครับ? ผู้นำกองอัศวินคนนั้นน่ะ ผมไม่คิดว่าเขาจะกล้าเถียงกับคุณคาเรนตอนปกติหรอกครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง มันก็ไม่มีความจำเป็นที่ผมจะต้องเข้าไปยุ่งครับ” (ไฮเนะ)

    “......อย่างงั้นเหรอคะ?” (คาเรน)

    “ก็ใช่น่ะสิครับ สาเหตุก็เพราะ ฮีโร่แห่งไฟคนนั้นรึเปล่าครับ?” (ไฮเนะ)


  คุณคาเรนนิ่งเงียบ เธอลูบผิวของเครื่องจักรที่บินไปในท้องฟ้าคันจิ๋วอย่างเงียบๆ ต่อไป ดูเหมือนการเช็คสภาพจะเสร็จไปตั้งนานแล้ว


    “คุณมาที่นี่เพื่อถามเรื่องนั้นเหรอคะ? คุณนี่ก็ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเขาเหมือนกันนะคะ คุณไฮเนะ” (คาเรน)

    “เพราะแบบนั้นคุณถึงได้ดึงตัวผมมาจากบ้านเกิดใช่ไหมล่ะครับ? จะมานึกเสียใจเอาตอนนี้มันก็สายไปแล้วล่ะครับ ถ้ามีปัญหาก็เชิญถามพี่ชายคนนี้มาได้เลยนะ” (ไฮเนะ)


  ทันใดนั้น ศรีษะของคุณคาเรนก็เอนลงมาบนตัวผม สัมผัสของเส้นผมนุ่มนิ่มและกลิ่นหอมรัญจวนจึงถูกส่งผ่านมา

 


    “เอ๋?” (ไฮเนะ)

 

  มันกะทันหันผมก็เลยรู้สึกตื่นเต้น ถึงดวงวิญญาณของผมจะเป็นเทพแห่งความมืด แต่ร่างกายก็คือเด็กหนุ่มกลัดมันที่มีอายุ 18 ปี ผมจึงมีปฏิกิริยากับเด็กสาวน่ารักๆ ตามปกติ

  แต่ว่า


    “......อึก ......ฮืออ......” (คาเรน)


  น้ำเสียงสะอึกสะอื้นลอดออกมาจากช่องว่างของเส้นผม ความรู้สึกผิดศีลธรรมจึงหายไปราวกับสายหมอกทันที


    “ฮือออออ......! ฮือออออออ...............!” (คาเรน)


  คุณคาเรนกำลังร้องไห้

  เด็กสาวที่ต่อกรกับสัตว์ประหลาดรูปร่างแปลกๆ ในฐานะฮีโร่แห่งแสงผู้น่ายกย่อง ได้แสดงความอ่อนแอที่สมกับวัยอยู่ตรงนั้น

 

 

  หลังจากที่ร้องไห้มาสักพัก เธอก็รู้สึกเหนื่อย จึงเอ่ยคำพูดขึ้นมาทีละนิด

  ราวกับจะพ่นความอัดอั้นตันใจที่เก็บสั่งสมไว้ออกมาจนถึงหยดสุดท้าย

  สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เธอต้องร้องไห้ ไม่ใช่ความล้มเหลวในการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดวันนี้ และก็ไม่ใช่คำพูดอันโหดร้ายของผู้นำกองอัศวิน แต่เป็นเธอ


  ฮีโร่แห่งไฟ คาแทค มิรัค


  พอมาลองคิดๆ ดูแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เธอปรากฏตัว ท่าทีของคุณคาเรนก็ดูแปลกไป มันทำให้เธอดูแปลกประหลาดแบบนั้นมาตลอด

  เธอเป็นฮีโร่เหมือนกันและก็เป็นคู่แข่งด้วย การคาดเดาของผมที่ว่าเธอช็อกเพราะถูกขโมยผลงานไปน่ะ มันผิดถนัดเลย


    “ฉัน รู้จักมิรัคจังค่ะ ตั้งแต่ก่อนที่จะเป็นฮีโร่ นานมากแล้วล่ะค่ะ” (คาเรน)


  และมันก็เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวของคุณคาเรนเช่นกัน

  ปัจจุบันคุณคาเรนวิ่งไปรอบๆ ได้อย่างอิสระในฐานะฮีโร่ แต่ในช่วงวัยเยาว์เธอกลับมีร่างกายอ่อนแอและป่วยออดๆ แอดๆ อยู่บ่อยครั้ง

  ‘ตกใจใช่ไหมคะ?’ คุณคาเรนว่าอย่างนั้นและทำเป็นตลกกลบเกลื่อน แต่ผมรับไม่ได้ เด็กสาวที่มีความเหลื่อมล้ำของธาตุสุดๆ เพราะเธอครอบครองธาตุแสงถึง 700 น่ะ ไม่มีทางที่มันจะมอบผลกระทบที่ดีให้กับร่างกายของเธอแน่นอน

  ยังไงก็ตาม คุณคาเรนในช่วงวัยเยาว์ ก็ดำเนินชีวิตด้วยการเข้านอนแล้วก็ตื่นนอนซ้ำไปซ้ำมา

  แน่นอนว่าการใช้ชีวิตแบบนั้นไม่มีทางที่เธอจะมีเพื่อน เด็กสาวในวัยเยาว์จึงต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว

  แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น มันก็ยังมีคนๆ หนึ่ง คนที่เธอเรียกว่าเพื่อน ซึ่งอาศัยอยู่บ้านใกล้เรือนเคียง เด็กสาวที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน

  นั่นก็คือคาแทค มิรัค

◆◆◆◆◆




NEKOPOST.NET