[นิยายแปล] ความพยายามในการปฏิรูปของเทพแห่งความมืด ตอนที่ 151 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ความพยายามในการปฏิรูปของเทพแห่งความมืด

Ch.151 - ตอนที่ 151 - ตอนที่ 155


ตอนที่ 151 พลังที่โค่นล้มเทพ

ผมถูกกดดัน

เพราะชีวาที่มีดวงวิญญาณของเทพวายุเควซาร์ เหนือกว่าโดยสิ้นเชิง


            “เป็นอะไรไป? แกจะไม่โจมตีหน่อยเหรอ? ถ้าอย่างนั้น ทางนี้ขอโจมตีต่อก็แล้วกัน” (ชีวา)


ชีวาโจมตีอย่างไม่บันยะบันยัง


            “ทักษะปืนคู่วายุ รูปแบบส่วนที่หนึ่ง [Excellent Slide]” (ชีวา) 「TL: สไลด์อย่างงดาม 一分の式 『佳滑』」

            “อั่ก!!” (ไฮเนะ)

            “ทักษะปืนคู่วายุ รูปแบบส่วนที่หนึ่ง [Chaotic Rhythm]” (ชีวา) 「TL: จังหวะอันยุ่งเหยิง 一分の式『乱拍子』」

            “คึ่ก!!” (ไฮเนะ)

            “เอ้า ๆ แบบนี้ก็ออกห่างน่ะเซ่ ปืนคู่วายุ รูปแบบมากมาย [ทลาย]” (ชีวา)

            “อ๊ากก!?” (ไฮเนะ)


ไม่ไหว

อย่าว่าแต่ปัจจัยในการโต้กลับเลย แม้แต่การป้องกันก็ไม่เป็นตามที่คิด

เทพที่ได้ร่างกายของมนุษย์ตนนั้น ต่อสู้โดยมีประสบการณ์และการพลิกแพลงสนับสนุน

ทักษะที่ใช้ร่างกาย ทักษะที่ใช้อาวุธ ทักษะที่ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ และทักษะที่รวมพวกมันทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียว

ทั้งหมดไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงเวลาสั้น ๆ มันเป็นสิ่งที่ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าในเวลาเดียวกับที่ผมหลับใหลอยู่ในผนึก


            “นาย......! เพื่อสร้างทักษะพวกนี้ขึ้นมา......! ก็เลยปฏิเสธความสัมพันธ์ของเทพตนอื่น......!?” (ไฮเนะ)

            “ติดต่อกับไอ้พวกเน่าเฟะนั่นไป ก็รังแต่จะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ และทำให้ดวงวิญญาณหมองหม่น ขนาดเวลาหลายพันปีเพื่อเข้าใกล้แกมันยังไม่พอเลย ชั้นไม่มีเวลาเจียดไปให้ไอ้พวกหน้าโง่หรอก” (ชีวา)


เทพวายุที่เป็นปริศนามายาวนาน

ในผ้าคลุมปริศนานั้น มีสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้รวมอยู่


            “......ว่าไงเอ็นโทรปี? แน่นอนว่าสสารมืดที่แกควบคุมมันแข็งแกร่งที่สุด แต่ตอนนี้แกเป็นมนุษย์ แค่ควบคุมสสารมืดที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาเท่านั้น ดังนั้น พลังศักดิ์สิทธิ์, อาวุธศักดิ์สิทธิ์ และร่างกายของตัวเอง ผู้ที่คุ้นเคยกับสิ่งที่ตัวเองได้รับ และนำพวกมันมาใช้ได้อย่างถูกต้องคือผู้ชนะ!!” (ชีวา)


ถึงจะพยายามโต้เถียง ปากของผมก็ขยับไม่ได้เพราะอาการชาและความเจ็บปวด


            “ชั้นที่ไม่อาจเทียบพลังกับแกได้ในตอนที่เป็นเทพ ทำได้แค่รวบรวมพลังนอกเหนือจากนั้นมาเพื่อเข้าใกล้แกเท่านั้น ถ้าจะหัวเราะเยาะสภาพที่ดูไม่ได้ก็หัวเราะเยาะไปเลย แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ในเมื่อชั้นเป็นเทพ มันก็เป็นเรื่องปกติที่ชั้นจะจัดการแก แล้วแสดงจุดสูงสุดของเทพ!” (ชีวา)

            “หัวเราะเยาะเนี่ยนะ......!” (ไฮเนะ)


สุดท้ายริมฝีปากของผมก็ขยับได้ราบรื่น


            “วิเศษไปเลยไม่ใช่เหรอ เทพวายุเควซาร์? เห็นได้ชัดว่านายมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ ซ้ำยังเข้าใจพวกเขาได้อย่างลึกซึ้งและห่างไกลยิ่งกว่าผม ผมเข้าใจถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดีเลยว่า เพียงแค่ผมหลับใหลไป 1,600 ปี ก็ผลักดันให้นายศึกษาค้นคว้าและพลิกแพลงได้ถึงขนาดนี้” (ไฮเนะ)

            “อะไรนะ......!?” (ชีวา)

            “ในหมู่เทพทั้งห้าตน ในที่สุดผมก็ได้พบกับเทพที่มีความรู้สึกต่อมนุษย์มากที่สุด .......แต่น่าเสียดาย เพราะแบบนั้นมันก็เลยน่าเสียดาย” (ไฮเนะ)

            “บ่นพึมพำอะไรวะ......! น่าเสียดายอะไรของแก!?” (ชีวา)


ชีวาถือปืนคู่วายุอยู่ ถ้าผมเคลื่อนไหวอย่างมีพิรุธแม้แต่นิดเดียวละก็ เขาคงตั้งใจเป่าผมให้กระเด็นด้วยกระบวนท่าสังหาร ‘ทลาย’ ที่ทำลายช่องว่างจนระยะห่างกลายเป็นศูนย์ทันที


            “ที่พูดว่าน่าเสียดายก็เพราะว่าผมแพ้ให้นายไม่ได้ ผมไม่สามารถเตรียมคำอวยพรในรูปแบบที่เรียกว่า ‘ชัยชนะ’ ให้กับนายที่ฝึกฝนอย่างจริงจังถึงขนาดนั้นได้ เพราะนั่นจะเป็นการดูถูกเหยียดยามที่รุนแรงที่สุดสำหรับนาย” (ไฮเนะ)


ที่สำคัญที่สุดก็คือ......


            “นายน่ะ โค่นผมไม่ได้หรอก ถ้าผมพ่ายแพ้ มันก็ไม่มีความเป็นไปได้ที่ผมจะจงใจแพ้ ......อย่างที่นายว่าไว้ ผมคือเทพสูงสุด การเติมเต็มความแตกต่างของนายกับผมที่อยู่ในระดับนั้น มันไม่เพียงพอจริง ๆ” (ไฮเนะ)

            “พูดจาส่งเดช......! ถ้าอย่างนั้นก็สลักไว้ในร่างกายนั้น! ทักษะปืนคู่วายุ...... ........!?” (ชีวา)


หมอนั่นคงจะรู้ตัวแล้ว

ว่ากลุ่มก้อนของสสารมืดที่ถูกสร้างขึ้นราวกับเอ่อล้นได้ออกมาจากเท้าของผม

ไม่ใช่แค่เท้า ฝ่ามือทั้งสองข้างก็เช่นกัน สสารมืดถูกสร้างขึ้นมาจากผิวหนังของร่างกาย และปกคลุมทั่วทั้งร่างกายของผม


            “หนอยแน่ ทำอะไรประหลาด ๆ......! ดิ้นรนไปก็เปล่าประโยชน์! ทักษะปืนคู่วายุ รูปแบบมากมาย [ทลาย] !!” (ชีวา)


ตอนที่ทักษะของชีวาระเบิดและยิงอากาศรอบ ๆ สสารมืดก็ไล่กวดผมเต็มที่

เพราะแบบนั้นมันจึงไม่ได้ผล

ทักษะของหมอนั่น เป็นทักษะอันน่าสะพรึงกลัวซึ่งโจมตีในระยะห่างที่นับว่าเป็นศูนย์ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามได้ เพราะศัตรูที่เป็นเป้าหมายสัมผัสกับอากาศ

แต่ผมในตอนนี้ปกคลุมร่างกายด้วยสสารมืดแบบไม่มีช่องว่าง และไม่ได้สัมผัสกับอากาศ

และสสารมืด ก็เป็นเยื่อหุ้มป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดที่ทำให้พลังศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดไร้ผล

ถึงสสารมืดจะปกคลุมทั่วทั้งร่างกายของผม ผมก็สร้างสสารมืดขึ้นมาในปริมาณมากได้


            “หนอยแน่ ขังตัวเองงั้นเหรอ!? ......!? น่ะ!?” (ชีวา)


นายคงจะรู้ตัวแล้วสินะ

สสารมืดที่ปกคลุมร่างกายของผมมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเอ่อล้นออกมาอย่างรวดเร็ว มันปกคลุมพื้นดิน และแผ่ขยายไปทั่วสารทิศโดยมีผมเป็นศูนย์กลาง

เขตแดนสสารมืดได้แผ่ขยายออกไป ท้ายที่สุดมันก็ไปถึงเท้าของชีวา

พื้นที่ยืนอยู่ถูกทาด้วยสีดำสนิท แล้วสีดำนั่นก็ขึ้นมาที่ขา


            “สสารมืด!? ตั้งใจจะกลืนกินชั้นด้วยงั้นเหรอ!?” (ชีวา)


ถึงจะพยายามดิ้นรนหรือหลบหลีก มันก็สายไปแล้ว

สสารมืด คืบคลานขึ้นมาจากเท้าของชีวา, ท้อง, หน้าอก ,ศรีษะ จนเต็มทั้งร่างกาย และกลืนกิน

ถึงอย่างนั้น สสารมืดก็ยังไม่หยุดเพิ่มจำนวน

แน่นอนว่าคุณคาเรนกับพวกโยริชิโระที่เฝ้าดูพวกผมจากที่นั่งคนดู คงจะเห็นภาพประหลาด ๆ ที่มีก้อนดำ ๆ บางอย่างก่อตัวขึ้นมาจนทึบ


แน่นอนว่าทัศนวิสัยที่ถูกกดดันอยู่ในสสารมืดซึ่งเรียกว่าความมืดนั้นไม่มีผล โสตทัศนะและประสาทสัมผัสก็เช่นกัน เพราะพลังศักดิ์สิทธิ์ถูกลบไป พวกมันก็เลยไม่สามารถตรวจจับได้

แต่อย่างน้อย ๆ ก็สามารถระบุสิ่งที่อยู่ในสสารมืด ด้วยคลื่นแรงดึงดูดที่เกิดขึ้นจากสสารมืดได้


            『ยินดีต้อนรับสู่เขตแดนแห่งความมืด』 (เอ็นโทรปี)


ผมคุยด้วยการเคลื่อนไหวของคลื่นวิญญาณอีกครั้ง

ที่นี่ไม่มีอากาศ ดังนั้นเสียงที่ถ่ายทอดโดยการสั่นสะเทือนของอากาศจึงไม่มีเช่นกัน


            『นายถูกขังอยู่ในความมืด เขตแดนของสสารมืดที่แสงสว่างเพียงน้อยนิดก็ไม่สาดส่อง นายทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว』 (เอ็นโทรปี)

            『แกตั้งใจจะชนะด้วยวิธีนี้งั้นเหรอ เอ็นโทรปี!? ทักษะปืนคู่วายุ......!』 (เควซาร์)


ไร้ประโยชน์น่า

นายบอกเองว่า ทักษะของนาย, พลังของนาย ถ้าไม่ได้สัมผัสกับอากาศ มันก็ใช้การไม่ได้

ตอนนี้พวกเราถูกสสารมืดกลืนกิน และอากาศทั้งหมดก็ถูกปิดกั้น มันเหมือนกับนายถูกดึงมือและเท้าทั้งสองข้างนั่นแหละ

ศิลปะการต่อสู้อันภาคภูมิ มันไร้ความหมายในความมืดแห่งนี้

สสารมืดไม่ได้ปกคลุมแค่ร่างกายของนายเท่านั้น แต่ยังแทรกซึมเข้าไปถึงข้างใน, หน้าอกและท้องเต็มไปด้วยความมืดมากมาย

ไม่มีที่ไหนที่ความมืดบุกเข้าไปไม่ได้ และก็ไม่มีสิ่งที่ความมืดกลืนกินไม่ได้เช่นกัน


            『คุโอออออออ!? อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก!?』 (เควซาร์)


ยังไง ๆ ก็น่าเสียดาย ผลลัพธ์ที่นายใช้เวลาฝึกปรือเป็นเวลานาน ต้องมาถูกทำลายง่าย ๆ แบบนี้

แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ผมก็คงต้องพิสูจน์ว่า สิ่งที่ไม่อาจก้าวข้ามไปได้ยังไง ๆ ก็ก้าวข้ามไปไม่ได้

ความละเอียดของหลักการแห่งสองขั้วและธาตุทั้งสี่ ได้แบ่งเทพออกเป็นสองฝ่าย


            “Dark Matter Set!” (ไฮเนะ)


ความมืดระเบิดและกระจัดกระจายในชั่วพริบตา

อนุภาคของสสารมืดที่อยู่เต็มด้านในและด้านนอกของชีวา ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนแรงดึงดูดที่จุดสำคัญในเวลาเดียวกัน แล้วพวกมันก็หายไปทั้งหมด ถ้าจะเรียกชื่อมันละก็ มันคือระเบิดแรงดึงดูด

สสารมืดในหน่วยไมโครที่ควรจะติดแน่นอยู่ตรงผิวหนังของชีวากลับติดแน่นไปจนถึงข้างใน และพวกมันก็กระจัดกระจายไปทีละเม็ดในเวลาเดียวกัน


            “อ๊ากกกกกกกกกกกก!?” (ชีวา)


ชีวาที่ถูกความปั่นป่วนของแรงดึงดูดนั่นบดขยี้ ปลิวกระเด็นไปอย่างน่าเวทนา

กลายเป็นสภาพยับเยิน

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 152 สายลมแห่งความพินาศ

 

            “......แฮ่ก! แฮ่ก......!”


สสารมืดที่เพิ่มขึ้นด้วยการควบคุมของผมระเบิดออกมาและกระจัดกระจายไปทั้งหมด จากนั้นพวกมันก็หายไป

ผมออกไปข้างนอกความมืดที่กระจัดกระจาย และพยายามจัดการลมหายใจที่ผิดปกติมาก ๆ

การถูกฝังอยู่ในสสารมืดจะไม่สามารถหายใจได้เลย เมื่ออยู่ในสภาพที่เต็มไปด้วยสสารมืดซึ่งควบคุมแรงดึงดูด ผมสามารถควบคุมเวลาด้วยแรงดึงดูด และหยุดการดำเนินเวลาของร่างกายให้เป็นศูนย์ได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

ผมปล่อยให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่ไม่ต้องหายใจด้วยการทำแบบนั้น จากนั้นก็ควบคุมสสารมืดด้วยดวงวิญญาณของเทพและสับชีวาให้เป็นชิ้น ๆ


สุดท้ายผมก็จัดการหลบหายใจที่ปั่นป่วนไม่ได้ เพราะความเสียหายที่ได้รับจากชีวามันใหญ่หลวง

ทักษะการต่อสู้ที่ศึกษาค้นคว้าด้วยเวลาหลายร้อยปี การโจมตีแต่ละครั้งเหล่านั้นเป็นการปลิดชีพ ถ้าผมไม่ทำให้มันเบี่ยงวิถี และทำให้ความเสียหายลดลงด้วยสสารมืดละก็ มันคงจะจบในทีเดียว


เนื่องจากผมคิดว่าตัวเองไม่สามารถอดทนมากไปกว่านั้นได้ ผมจึงได้แต่ใช้วิธีที่กินแรงอย่างการปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างด้วยสสารมืดเท่านั้น

ถ้าทำได้ผมไม่อยากใช้หรอก มันอันตราย


            “......เฮ้ย” (ไฮเนะ)


ผมลากร่างกายที่บาดเจ็บ แล้วมุ่งไปหาชายที่ล้มลงในสภาพยับเยินยิ่งกว่า

ชีวารับความเสียหายจากความปั่นป่วนของแรงดึงดูด และล้มลงในสภาพแผ่หลา (大) บนพื้นของสนามแข่ง


            “ยังมีชีวิตอยู่รึเปล่า?” (ไฮเนะ)


ไม่มีคำตอบ

ผมไม่อยากคิดว่าเขาตายแล้ว


ที่ผมต้องพูดซ้ำ ๆ ว่าไม่อยากใช้กลยุทธ์ปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างด้วยสสารมืดก็เพราะว่ามันอันตราย

ที่อันตรายไม่ใช่เพราะการโจมตีด้วยแรงดึงดูดมันทรงพลัง หรือว่าผมไม่สามารถหายใจได้

ที่อันตรายยิ่งกว่านั้นก็คือคุณสมบัติในการแทนที่ของสสารมืด ซึ่งก็คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการลบพลังศักดิ์สิทธิ์


เดิมที สิ่งที่เรียกว่าพลังศักดิ์สิทธิ์ คือส่วนประกอบของโลกที่เทพสร้างขึ้นมาในยุคสมัยของการสร้างโลก มันมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทั้งอากาศ, แผ่นดิน และในน้ำ

แน่นอนว่าในตัวมนุษย์ก็เช่นกัน

ในตอนแรก พลังศักดิ์สิทธิ์คือพลังงานในเชิงจิตวิญญาณที่มีไว้เพื่อให้สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติดำรงชีวิต และสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ก็ถูกสร้างขึ้นมาโดยที่เทพทั้งหกร่วมมือกัน ทั้งยังมีพลังศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดอย่างดิน, น้ำ, ไฟ, ลม, แสง, ความมืดอยู่ในตัว พวกมันให้กำเนิดพลังชีวิตพลางรักษาสมดุล

ถ้าสสารมืดสัมผัสกับมนุษย์นั่น มันก็จะลบพลังศักดิ์สิทธิ์ที่สั่งสมไว้ข้างในจนหมด สุดท้ายพลังชีวิตในเชิงจิตวิญญาณก็จะเหือดแห้งและนำไปสู่ความตาย


ชีวาที่ถูกสสารมืดกลืนกินจนถึงเมื่อครู่ก็ได้รับผลกระทบนั้นเช่นกัน

วิธีนั้นมันรุนแรงยิ่งกว่าความเสียหายจากความปั่นป่วนของแรงดึงดูด

ถึงจะบอกว่าเขาคือเทพวายุผู้มาจุติ แต่ตอนนี้เขาเป็นมนุษย์อย่างแน่นอน


            “ชัยชนะของผม” (ไฮเนะ)


ผมบอกชีวาอีกครั้ง


            “แบบนี้พอใจรึยัง? การท้าทายที่นายใช้เวลา 1,600 ปีกับผมที่เป็นเป้าหมาย ดำเนินไปอย่างราบรื่น และผมก็ไม่ได้มีหน้าที่จงใจแพ้ด้วย” (ไฮเนะ)


เดิมทีมันเป็นการต่อสู้ที่ควรจะเผชิญหน้าในรูปแบบการขยายเวลาของการประชุมผู้ก่อตั้งทั้งห้า แต่มันกลับทำให้สถานการณ์ทั้งหมดที่ควรจะรุดหน้าพลิกไปพลิกมา

มีเรื่องมากมายที่ผมอยากซักถามหมอนี่ในฐานะเทพ และในฐานะผู้ก่อตั้งเช่นกัน ผมอยากให้โยริชิโระร่วมมือหลายอย่าง

ในฐานะฮีโร่...... ผมไม่มีอะไรจะถามเป็นพิเศษ เพราะพวกคุณคาเรนพูดว่าสมาพันธ์ฮีโร่จบสิ้นแล้ว


ยังไงก็ตาม ผมมีสิ่งที่ต้องทำกับหมอนั่นอยู่หลายอย่าง

มันอาจจะเป็นการทำงานมากเกินไป แต่มันก็เป็นความผิดของหมอนั่นที่ผูกขาดตำแหน่งมากมายไว้

งั้นก็ให้หมอนั่นทำงานมากมายตามฉายาที่แบกรับไว้ทันทีแล้วกัน


            “เมืองหลวงแห่งลมรูดร้าสเตท...... เป็นเมืองที่นายสร้างขึ้นมาเพื่อโค่นผมสินะ......” (ไฮเนะ)


เพราะพึ่งจะจบการต่อสู้ไป ผมก็เลยไม่อยากจะเข้าสู่คำถามหลัก ผมจึงคุยเรื่อยเปื่อยไปก่อน


            “เพื่อต่อต้านผมด้วยสิ่งที่นอกเหนือจากพลังของเทพ นายสร้างเมืองขึ้นมา เพื่อส่งผ่านและรวบรวมพลังของมนุษย์, สติปัญญาของมนุษย์ที่สั่งสมมาหลายร้อยปีงั้นเหรอ? ความปรารถนาของเทพก็คือการรวบรวมผู้คน แล้วมอบรากฐานของการทำงานดำรงชีวิต จะเรียกว่าการให้และการรับก็ได้” (ไฮเนะ)

            “มันไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหรอก” (ชีวา)


ชีวาพูดทั้งที่ยังล้มอยู่


            “สาเหตุที่ชั้นก่อตั้งรูดร้าสเตท—— ก่อตั้งศาสนจักรแห่งลมก็เพราะต้องการพลังงานแห่งการสวดภาวนา ชั้นถูกอินเฟลชั่นยุ” (ชีวา)

            “เมืองหลวงแห่งความมืดอบิสสินะ” (ไฮเนะ)


มันเป็นเรื่องแรกนับตั้งแต่ที่โลกใบนี้ถูกสร้างขึ้น

นครรัฐที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเป็นครั้งแรก ——เมืองหลวงแห่งความมืดอบิส เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยเทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่นผู้มาจุติเป็นมนุษย์ที่ชื่อว่าราชินีอิซานามิ

ผู้ที่ทำให้อบิสล่มสลายก็คือเหล่าเทพแห่งธาตุทั้งสี่ พวกเขาตัดสินว่าอบิสคือความโอหังของมนุษย์

เทพวายุเควซาร์ คือหนึ่งในธาตุทั้งสี่นั้น


            “สำหรับชั้น การคบหาสมาคมมันยุ่งยาก ถ้าไม่ได้ร่วมมือกัน ไอ้ขยะอย่างโนวาและคอร์เซอเวทก็จะไม่มาขัดขวางการฝึก ชั้นไม่มีทางเลือก ก็เลยแบ่งส่วนหนึ่งของพลังศักดิ์สิทธิ์แล้วทำให้เกิดเทวทัณฑ์ขึ้น จากนั้นผู้ที่ปรากฏตัวก็คือผู้หญิงคนนั้น” (ชีวา)


อินเฟลชั่นที่กลับจากร่างของราชินีอิซานามิมาสู่ร่างของเทพสินะ


            “ผู้หญิงคนนั้น แสดงพลังประหลาดที่สูบออกมาจากมนุษย์กับพวกชั้น มีเพียงสิ่งนั้นที่ชั้นไม่อาจมองข้ามได้ แค่กินการสวดภาวนาของมนุษย์ พลังก็เพิ่มขึ้นมาหลายเท่า นั่นคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะความหวังที่จะโค่นแกมันเพิ่มขึ้นไงละ” (ชีวา)


แต่นั่นคือกับดักแห่งความเกลียดชังของอินเฟลชั่น ที่พวกนายทำลายอบิส


            “การสวดภาวนาของมนุษย์ลดลงไปทีละนิดโดยไม่รู้ตัว และในเวลาเดียวกันชั้นก็รู้ตัวว่าตัวเองไม่สามารถรักษาพลังไว้ได้โดยไม่มีการสวดภาวนา ชั้นที่ทำแบบนั้น ได้รู้ซึ้งถึงความน่าสะพรึงกลัวของความเกลียดชังของผู้หญิงคนนั้น ที่ว่าชั้นอาจจะชนะแกน่ะ เป็นแค่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ เท่านั้น ชั้นในตอนนี้ยังสงสัยอยู่เลยว่า จะรักษาตัวเองไว้ได้ยังไง” (ชีวา)

            “แล้วผมก็ปรากฏตัว” (ไฮเนะ)

            “ใช่ พูดตามตรงนะ ชั้นตัวสั่นด้วยความสุขเลย เพราะชั้นสามารถรักษามาตรฐานที่ยอมรับได้ในฐานะเทพ มันเป็นช่วงเวลาที่วิกฤตเลยละ หากพูดในทางกลับกันละก็ คราวนี้คือโอกาสสุดท้าย บางที การที่ชั้นจะแข็งแกร่งมากไปกว่านี้และท้าทายแกอีกครั้งคงไม่เป็นจริงแล้ว” (ชีวา)


ชีวาพูดด้วยน้ำเสียงแบบไม่แยแส


            “......ดังนั้น ชั้นไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว” (ชีวา)

            “อะไรนะ?” (ไฮเนะ)


อันตรายของคำพูดนั้น ได้ทำให้ความรู้สึกผ่อนคลายตึงเครียดทันที


            “หมายความว่ายังไง......!?” (ไฮเนะ)

            “ถ้าทำให้ความหวังอันยิ่งใหญ่ที่ตั้งเป้าหมายมากว่าหนึ่งพันปีเป็นจริงไม่ได้ และหายไปทั้ง ๆ ที่เสื่อมโทรมอย่างนี้ละก็ ชั้นจะหายไปตอนนี้เลย ให้โลก ถูกทำลายไปพร้อมกับชั้นก็ดีเหมือนกัน ......เอ็นโทรปีเอ๋ย จะว่าไป แกอยากรู้นี่นะ ที่อยู่ของมารดาสัตว์ประหลาดที่ชั้นสร้างขึ้นมา” (ชีวา)


ตอนนี้เนี่ยนะ!? แถมยังพูดออกมาพร้อมกับเรื่องที่ดูกำกวมนั่นอีก


            “พวกมันก็อยู่ตรงที่ ๆ ดวงตาของแกมองเห็นไง พวกแกนี่เหมือนเดิมเลยนะ ทั้ง ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ สิ่งที่ต้องการตลอดแท้ ๆ ยังจะออกตามหาต่อไปโดยไม่รู้ตัวอีก เป็นพวกที่ชอบทำเรื่องไร้ประโยชน์แท้ ๆ” (ชีวา)


นิ้วชี้ของชีวาชี้ไปที่ท้องฟ้า

ที่แห่งนั้นไม่มีท้องฟ้า มันถูกบดบังด้วยเมฆสีดำอันมืดครึ้ม


            “เมฆสีดำนั่น......! เป็นไปไม่ได้......!” (ไฮเนะ)


‘เขตแดนวายุ’ ที่ปกคลุมรูดร้าสเตทมาตั้งแต่แรก?

ทั้ง ๆ ที่ผมคิดว่ามันหายไปที่ไหนสักแห่งตอนที่ท้องฟ้าแจ่มใสครั้งหนึ่ง แต่มันกลับกลายเป็นเมฆสีดำที่ปกคลุมท้องฟ้า?


            “ขอแนะนำหน่อยก็แล้วกัน นั่นคือมารดาสัตว์ประหลาดแห่งลมที่ชั้นซึ่งเป็นเทพสร้างขึ้นมา เบลเซ่ บลูส์ ......เอาละ จงกินโลกที่ชั้นไม่ได้ใช้แล้วซะ!” (ชีวา)

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 153 หนึ่งเดียวและทั้งหมด

เมฆสีดำหมุนวนราวกับตั้งใจให้น้ำท่วม

มันอยู่เหนือศรีษะของพวกผม

จากตรงกลางน้ำวนนั้น ส่วนหนึ่งของเมฆสีดำได้ขยายออกไปราวกับใยแมงมุม มันขยายลงมาด้านล่างทั้ง ๆ อย่างนั้น

จากนั้นมันก็ลงมาหาชีวาที่ยืนอยู่ในสภาพที่มีแผลเต็มตัว


            “ขอแนะนำหน่อยนะ พวกมันคือมารดาสัตว์ประหลาดของชั้น เบลเซ่ บลูส์” (ชีวา)

            “เทพวายุเควซาร์!? นั่นมัน ควันดำงั้นเหรอ!?” (ไฮเนะ)


ผมไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้

ถ้าดูจากระยะไกล มันคือเมฆสีดำ ถ้าดูจากระยะใกล้มันคือควันดำ

ร่างที่หมุนอยู่ดูยังไง ๆ ก็ไม่เหมือนสิ่งมีชีวิต ถึงจะเป็นสัตว์ประหลาด มันก็ไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตงั้นเหรอ?


            “พวกมัน แบกรับหน้าที่ป้องกันและปกปิดรูดร้าสเตท ในเวลาเดียวกันพวกมันก็สร้างสัตว์ประหลาดธาตุลมขึ้นมา ชื่อของพวกมันก็คือ ‘เขตแดนวายุ’ ถึงจะมีนักท่องเที่ยวพบเมืองหลวงแห่งลมโดยบังเอิญ พวกมันก็จะไม่ปล่อยให้คนพวกนั้นเข้ามาในเมือง......!” (ชีวา)

            “นายนี่ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างไปซะหมดเลยนะ......! ทั้งมนุษย์, เมือง, อีเธอเรียล, สัตว์ประหลาด นายใช้พวกมันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเลยไม่ใช่เหรอ!?” (ไฮเนะ)

            “ยังไงกันนะ? แต่มันจะจบลงวันนี้ เพราะพวกมันจะกินทุกสิ่งทุกอย่าง!” (ชีวา)


ควันดำเคลื่อนไหวประดุจคลื่นที่โหมกระหน่ำ และเข้ามาใกล้ผมพร้อมกับคำสั่งของชีวา

สัญชาตญาณของผมบอกว่า ถ้าไปอาบมันเข้าละก็แย่แน่


            “คึ่ก!?” (ไฮเนะ)


ผมโจมตีมันจากด้านหน้า

โดยปลดปล่อยสสารมืดออกไปปะทะกับควันดำที่กลายเป็นลูกคลื่นโหมกระหน่ำ และบดขยี้มัน


            “ผมไม่รู้หรอกนะว่าควันดำนั่นคืออะไร แต่ดูเหมือนมันไม่มีพลังที่จะต่อสู้กับสสารมืดนะ ผมรู้สึกถึงปฏิกริยาตอบรับว่ามันถูกลบพลังศักดิ์สิทธิ์ทันทีที่สัมผัส......!” (ไฮเนะ)

            “มันก็อาจจะเป็นอย่างนั้น......! แต่คนอื่นนอกจากแกจะทำยังไงล่ะ?” (ชีวา)

            “!?” (ไฮเนะ)


ผมเข้าใจต้นสายปลายเหตุ จึงหันไปข้าง ๆ

และสิ่งที่ผมเห็นก็คือ กลุ่มผู้ก่อตั้งและฮีโร่กำลังถูกควันดำแบบเดียวกับผมโจมตี......!


            “บัดซบ!!” (ไฮเนะ)


ผมวิ่งออกไปทันที แล้วมุ่งหน้าไปหาทุกคนตรง ๆ

คงต้องแยกกับชีวา แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้มันก็ช่วยไม่ได้


            “คิย๊าาาาาา!?” (คาเรน)

            “อะไรเนี่ย!? อะไรเนี่ย!?” (ซาซาเอะ)

            “ยังไงก็ตาม เห็นได้ชัดว่าถ้าพวกเราไปสัมผัสพวกมัน ก็มีแต่จะเป็นอันตรายเท่านั้น! [Flame Burst]!!” (มิรัค)


ควันดำที่จะสัมผัสพวกเธอถูกเพลิงขนาดใหญ่ที่มิรัคปลดปล่อยออกมาแผดเผาตั้งแต่แรก และขัดขวางการบุกรุกของพวกมันไว้

เพราะแบบนั้นผู้ก่อตั้งและฮีโร่จึงยังปลอดภัย


            “ทุกคน!!” (ไฮเนะ)


ผมเองก็ปลดปล่อยสสารมืดไปยังบริเวณรอบ ๆ แล้ววิ่งเข้าไปหาพวกเธอเหมือนกัน


            “มิรัค! ดูเหมือนพลังของเธอกับผมจะมีผลกับควันสีดำนะ! พวกเราสองคนจะรับผิดชอบแต่ละฝั่ง และขวางมันไว้อย่างเต็มที่!!” (ไฮเนะ)

            “เข้าใจแล้ว!! แต่ควันนี้......! จะเกี่ยวข้องกับอะไรบางอย่างของลมที่พลังศักดิ์สิทธิ์แห่งไฟมีผลกระทบรึเปล่า!?” (มิรัค)


ตามความสัมพันธ์ของพลังศักดิ์สิทธิ์นั้น สิ่งที่แข็งแกร่งต่อลมก็คือไฟ

ไฟสูบลมแล้วเพิ่มพลังไฟยิ่งขึ้น จากนั้นก็ก่อกวนการไหลเวียนของอากาศด้วยความร้อนนั้น

ผมนึกขึ้นได้ว่า ตอนที่ได้พบกับมิรัคครั้งแรก เธอเผาฝูงไพธอนฟลายที่เป็นสัตว์ประหลาดธาตุลมด้วยการโจมตีทีเดียว

และเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นเหมือนกัน มันอาจจะเป็นการพิสูจน์คำพูดของชีวาที่ว่า ควันดำนี้คือมารดาสัตว์ประหลาดธาตุลมอย่างหนึ่งก็ได้


            “ควันนี้ ไม่รู้ที่มา! อย่างน้อย ๆ จนกว่าจะเข้าใจที่มาว่าตัวตนที่แท้จริงนั่นคืออะไร ก็อย่าไปสัมผัสมันเป็นอันขาด!!” (ซิลติส)

            “ถึงจะบอกว่าตัวตนที่แท้จริงก็เถอะ!! เธอจะพิสูจน์มันยังไงล่ะ!! เท่าที่ชั้นเห็น นอกจากจะเคลื่อนไหวเหมือนมีความตั้งใจของตัวเองแล้ว มันก็เป็นแค่ควันจริง ๆ!?” (มิรัค)


การถามชีวาโดยตรงคงจะเป็นวิธีที่เร็วที่สุด แต่หมอนั่นยังอยู่ตรงกลางสนามแข่ง และเอาแต่มองมาทางนี้ด้วยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย

ผมปลดปล่อยสสารมืด และมิรัคปลดปล่อยเปลวเพลิงออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ควันที่ทยอยลงมามันเติบโตยิ่งกว่าเมฆสีดำที่เป็นกลุ่มหลัก

ถ้าไม่เผามันอย่างต่อเนื่องหรือทำให้มันหายไปละก็ พวกผมจบเห่แน่


            “ผู้ก่อตั้งแห่งลม......! ทำอะไรกันแน่......!?”


ใครบางคนบ่นพึมพำ นั่นคงจะเป็นคำถามปกติ

มีเพียงผู้ก่อตั้งแห่งลมชีวาเท่านั้นที่ยืนอยู่ในสนามแข่งโดยไม่ทำอะไร แต่เขาก็ปลอดภัยดี ท่าทางควันดำจะไม่ทำอะไรเขา

แต่เพราะแบบนั้นพวกผมก็พูดแบบมองโลกในแง่ดีว่า ‘พวกผมก็จบเรื่องอย่างปลอดภัยได้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?’ ไม่ได้หรอก

ถ้าไม่ใช่คนหัวทื่อละก็ คงจะรู้สึกได้แน่ ๆ ว่าปรากฏการณ์แปลกประหลาดนี้มีความเกี่ยวข้องบางอย่างกับผู้ก่อตั้งแห่งลม


            “คุณไฮเนะ! ท่านผู้ก่อตั้งแห่งลม พยายามทำอะไรบางอย่างใช่ไหมคะ!? ควันดำนี้ คือ......!?” (คาเรน)


และมันก็เป็นเรื่องปกติ ที่คำถามนั้นจะมุ่งมาหาผมที่ต่อสู้กับผู้ก่อตั้งแห่งลมจนถึงเมื่อครู่

พวกผมคุยกันพอสมควร


            “เปล่าครับ...... คือว่า...... นั่น......!” (ไฮเนะ)


แต่ผมก็พูดอย่างที่คิดไม่ได้ ตัวตนที่แท้จริงของผู้ก่อตั้งแห่งลมคือตัวของเทพวายุ จู่ ๆ เขาก็สิ้นหวังและตั้งใจฆ่าตัวตายไปพร้อมกับโลก

ตอนที่ผมไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดีนั้น......


            “ที่สำคัญกว่านั้น คุณคาเรนคะ”


โยริชิโระก็พูดขึ้นมาในจังหวะที่เหมาะสม


            “พลังศักดิ์สิทธิ์แห่งแสง ไม่ใช่พลังที่ทำลายศัตรูด้วยแสงสว่างวาบเพียงอย่างเดียวค่ะ เพราะแบบนั้น มันจึงไม่ได้แตกต่างจากพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งไฟค่ะ” (โยริชิโระ)

            “ท่านโยริชิโระ? จู่ ๆ ก็อะไรกันคะ?” (คาเรน)

            “โปรดรวบรวมพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงไว้ที่ดวงตา แล้วจ้องมองค่ะ ดวงตาเป็นอวัยวะรับสัมผัสที่ตรวจจับเหตุการณ์ และบรรจุไปในแสงที่สะท้อน คุณจะมองเห็นได้โดยการเพิ่มความแม่นยำของข้อมูลแสงสะท้อนด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์......” (โยริชิโระ)

            “บะ-แบบนี้เหรอคะ......? !? คิย๊าาาาาาาา!?” (คาเรน)


เธอถูกโยริชิโระเสนอแนะ ก็เลยเห็นอะไรบางอย่างงั้นเหรอ?

คุณคาเรนกรีดร้องอย่างเหมาะสมกับอายุ


            “อะไรน่ะ!? คาเรน เป็นอะไรไป!? .......หนอย ดันมายุ่งเอาในเวลาแบบนี้เนี่ยนะ!!” (มิรัค)

            “เธออย่าสับสนกับความคิดที่ออกนอกลู่นอกทางสิ ขยายกำแพงไฟซะฮีโร่เลสเบี้ยน!! แล้ว คาเรนจิเป็นอะไรไปเหรอ!?” (ซิลติส)


คุณคาเรนตอบซิลติสที่ถามเธอด้วยเสียงอันสั่นเทา


            “ควันนี้......! ควันนี้......!!” (คาเรน)

            “เอ๋?” (ซิลติส)

            “แมลงค่ะ” (คาเรน)


เอ๋?


            “มันเป็นแมลงที่เหมือนกับตัวเหลือบหรือแมลงวันค่ะ เพียงแต่ มันตัวเล็กมาก เล็กยิ่งกว่าเม็ดทรายอีกค่ะ แมลงวันแบบนั้น มาก่อตัวกันเป็นฝูงหลายล้าน, หลายสิบล้าน นั่นคือตัวตนที่แท้จริงควันดำนี้ค่ะ” (โยริชิโระ)

            “ฮี้!?” (ไฮเนะ)


ผมเผลอปล่อยเสียงออกมาในการอธิบายเพิ่มเติมของโยริชิโระ

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ควันดำนี้ คือร่างของแมลงตัวเล็ก ๆ ที่มารวมตัวกัน!?


            “นุโออออออ~~~~~ออ!!” (มิรัค)


พอได้ยินแบบนั้น มิรัคก็เพิ่มพลังไฟยิ่งขึ้น


            “ถูกต้อง” (ชีวา)


เผลอแป๊บเดียว ชีวาก็มาอยู่ใกล้ ๆ พวกผมแล้ว


            “มารดาสัตว์ประหลาดแห่งลม เบลเซ่ บูลส์ ตัวตนที่แท้จริงของมันคือการรวมตัวของสัตว์ประหลาดประเภทแมลงวันขนาดเล็ก มันเป็นฝูงแมลงหนึ่งหมื่นล้านตัว แต่ร่างหลักของมันมีเพียงตัวเดียว มันเป็นฝูงสัตว์ประหลาดประเภทหนึ่ง เมื่อพวกมันกระจัดกระจายไปยังบริเวณรอบ ๆ และทำการวางไข่ตามที่ต่าง ๆ สัตว์ประหลาดแห่งลมก็จะถือกำเนิดขึ้นมา” (ชีวา)


หมอนี่ พูดเรื่องที่สำคัญขนาดนั้นต่อหน้าทุกคน......


            “ปรากฏตัวในสายลม, ขูดรีดเนื้อที่เน่าเสียในฐานะเครื่องสังเวย, ทำการวางไข่แล้วเปลี่ยนเป็นชีวิตใหม่ ชีวิตเกิดขึ้นมาจากความโสมม ผู้ที่ทำให้เป็นรูปธรรมที่สุดก็คือกลุ่มก้อนของราชา เบลเซ่ บูลส์ โลกจะจบสิ้นลงในวันนี้ด้วยน้ำมือของพวกมัน!!” (ชีวา)

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 154 เมฆของบาอัล

 

            “ตั้งใจจะทำอะไรกันแน่ผู้ก่อตั้งแห่งลม?” (ชาคารุมะ)


ในหมู่ทุกคนที่อยู่ในนั้น คุณยายผู้ก่อตั้งแห่งดินพูดขึ้นมาเป็นคนแรก


            “ผู้ก่อตั้งที่ควบคุมสัตว์ประหลาดน่ะ ฉันคิดได้แค่ว่ามันเป็นมุขตลกห่วย ๆ เท่านั้น ถ้าบอกว่าเหตุผลนั้นคือมารดาสัตว์ประหลาดละก็ มันก็ยิ่งไม่น่าเชื่อเข้าไปใหญ่” (ชาคารุมะ)

            “............เหอะ” (ชีวา)


ชีวาเพียงผุดรอยยิ้มชั่วร้ายเท่านั้น

ไม่ได้ตอบอะไร เขาคงตั้งใจหัวเราะเยาะสินะ?


            “อย่าเงียบสิ ตอบอะไรหน่อย......!?” (อาซูร์)


อย่างที่คาดไว้ เวลานั้นแม้แต่ผู้ก่อตั้งแห่งน้ำก็ลืมน้ำเสียงเข้มและอ่อนโยนตามปกติ


            [......ผู้ก่อตั้ง! ผู้ก่อตั้ง! ได้โปรดตอบด้วยครับ!!]


ผมได้ยินเสียงของใครบางคนที่ไม่คุ้นจากหูของผู้ก่อตั้งแห่งน้ำ

นั่นเป็นเสียงจากเครื่องสื่อสารไร้สายอีเธอเรียลขนาดจิ๋วที่เขาติดไว้ใกล้หู


            “......หัวหน้ากองทัพเรือกระแสน้ำเหรอ? ว่าไง?” (อาซูร์)


เขาติดต่อกับด้านนอกด้วยเครื่องสื่อสารไร้สายอีเธอเรียลงั้นเหรอ?

บางทีอีกฝ่ายที่คุยด้วย คงจะเป็นพวกทหารคุ้มกันที่เฝ้าระวังอยู่ข้างนอกรูดร้าสเตท


            [สะ-สถานการณ์ฉุกเฉินครับ! เมฆมัน! เมฆดำที่ปกคลุมอากาศมันลงมาบนพื้นครับ......!!]


!?

พอมองดูท้องฟ้าให้ดี ๆ เส้นที่เชื่อมเมฆสีดำกับพื้นดิน นอกเหนือจากข้างบนพวกผมมันยืดออกไปหลายเส้น


            “เป็นไปไม่ได้......!? มันโจมตีพวกทหารที่เฝ้าระวังอยู่ข้างนอก!?” (ไฮเนะ)


สิ่งที่พวกผมจะรู้ได้ก็คือ เสียงที่ถ่ายทอดผ่านเครื่องสื่อสารไร้สายเท่านั้น

มิหนำซ้ำเสียงนั่น ก็สั่นไหวเพราะความหวาดกลัวและความโกลาหล


            [เมฆ...... กลายเป็นคะ-ควันดำแล้วเข้ามาใกล้พวกเราครับ เพราะมันดูแปลกประหลาดพวกเราจึงตอบโต้ แต่เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นควันมันก็เลยไม่มีผลกระทบ และบางคนในกองหน้าที่สัมผัสกับควัน ก็ถูกมันปกคลุมไปทั่วทั้งร่างกาย......!!]

            “ฮี้!?”


เสียงกรีดร้องที่สมเหตุสมผลดังขึ้นมาจากพวกผมที่ได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของควัน


            [ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อมากกว่าสิบคนแล้วครับ พวกเขาล้มลงไปในขณะที่ถูกควันปกคลุมทั่วทั้งร่างกายและบิดไปมาด้วยความเจ็บปวด......! เอ๋? เดี๋ยวก่อนนะครับ! จากพวกที่ล้มลง...... ควันมัน......!?]


เอ๋?


            [เยี่ยม! ผมไม่รู้ว่าทำไม แต่ควันมันแยกออกมาจากพวกเขาครับ! เป็นอะไรรึเปล่า!? หน่วยพยาบาล! ตรวจสอบคนที่ถูกควันจับตัวเพื่อความชัวร์....... เหวออ!?]

            “อะ!? อะไรน่ะ เสียงกรีดร้อง!? เกิดอะไรขึ้น ตอบกลับด้วย!?” (อาซูร์)


สิ่งที่ตอบกลับการเรียกของผู้ก่อตั้งแห่งน้ำ มีเพียงเสียงรบกวนของความโกลาหลที่ดังขึ้นมาจากเครื่องสื่อสารไร้สายชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น 


            [ผู้ก่อตั้ง! แย่แล้วครับ! พวกคนที่ถูกควันจับถูกปล่อยตัว แล้วมาโจมตีพวกเราครับ!! ถึงจะเรียกพวกเขาไปก็ไม่มีการตอบรับครับ! ควันดำมันค่อย ๆ เข้ามาใกล้ครับ! ขอคำสั่ง!! คำสั่ง.....! คิย๊ากกก!?]


หลังจากนั้น ไม่ว่าผู้ก่อตั้งแห่งน้ำจะเรียกยังไง สิ่งที่ตอบกลับมาจากเครื่องสื่อสารไร้สายมีเพียงเสียงตวาดและเสียงกรีดร้องเท่านั้น

 
            “......ชีวา!!” (ไฮเนะ)


ผมเองก็เรียกชื่อพร้อมกับเสียงตวาดเช่นกัน

บางที มันอาจจะเป็นการเรียกชื่อคนที่เป็นสาเหตุหลักของปรากฏการณ์ประหลาดนี้ ที่ยิ่งกว่ามั่นใจก็ได้


            “......สิ่งที่เบลเซ่ บูลส์เล็งไว้ก็คือ ข้างในตัวมนุษย์พวกแก” (ชีวา)


เขาพูดราวกับมอบคำสอนให้กับเด็กหลงทางที่น่าเวทนา

มันเป็นวิธีพูดอย่างนั้นจริง ๆ


            “พวกมันเข้าไปในตัวมนุษย์ทาง ปาก, จมูก, หู และบุกเข้าไปข้างในจากรูส่วนอื่นทั้งหมด เข้าไปในปอดผ่านเส้นเลือด สุดท้ายมันก็จะไปที่สมอง ความยาวของเบลเซ่ บูลส์ประมาณหนึ่งในสิบของเม็ดทราย ไม่มีปัญหาในการบุกรุกเข้าไปเลย และถ้ามันเข้าไปจนถึงสมอง มันก็จะครอบงำความคิด.......” (ชีวา)


เขาพูดแบบเว้นช่วง ราวกับจะทำให้พวกผมตกใจยิ่งกว่าเดิม


            “......และควบคุมได้อย่างอิสระ” (ชีวา)

            “งั้น......! ที่ทหารพูดว่าจู่ ๆ ทหารก็โจมตีพวกเดียวกันเองด้วยเครื่องสื่อสารไร้สายนั่น.......!?” (ไฮเนะ)


พวกเขากลายเป็นหุ่นเชิดของพวกแมลงวันไปแล้ว


            “ไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะ จุดที่สำคัญที่สุดของเบลเซ่ บูลส์ก็คือ พวกมันเป็นมารดาสัตว์ประหลาด พวกมันแต่ละตัวมีหน้าที่วางไข่สำหรับให้กำเนิดสัตว์ประหลาดธาตุลม สิ่งที่เรียกว่าสมองของมนุษย์ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารอย่างเห็นได้ชัด แกไม่คิดอย่างนั้นเหรอ?” (ชีวา)

            “นาย......!?” (ไฮเนะ)

            “เบลเซ่ บลูส์ทำให้มนุษย์ทุกคนที่มารวมกันในที่แห่งนี้กลายเป็นกาฝาก และปล่อยให้พวกมันกลับไปที่เมืองของแต่ละคน ตอนที่กลับไปถึง ภายในร่างกายพวกมันคงจะเต็มไปด้วยไข่ของสัตว์ประหลาด ท้ายที่สุดพวกมันก็จะฟักตัว, เติบโตขึ้นมาพลางฉีกกระชากและกัดกินเจ้าของร่าง สัตว์ประหลาดธาตุลมหลายร้อยตัวคงจะปกคลุมใจกลางเมือง มิหนำซ้ำ ในเวลานั้นฮีโร่และผู้ก่อตั้งเองก็คงจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์และตายไปเช่นกัน” (ชีวา)

            “ขยะแขยงงงงงงงงง~~~~~~~~!?” (ซาซาเอะ)


ซาซาเอะจังที่ทนไม่ไหวทำเสียงครวญคราง มันบ่งบอกว่าคำอธิบายของชีวาในทางกายภาพเป็นสิ่งที่น่าขนลุกขนพอง

สำหรับหมอนั่นแล้ว พวกผมทุกคนคือที่วางไข่ของแมลงวันตัวเล็กสินะ

ไม่ได้ปล่อยกลับไปแบบมนุษย์คนหนึ่งที่มีชีวิต ตรงกันข้าม หมอนั่นตั้งใจปล่อยพวกผมกลับไปเป็นศพเดินได้!?


            [ท่านผู้ก่อตั้ง!! 10% ของหน่วยคุ้มกันถูกควบคุมโดยควันปริศนาแล้วครับ! จะทำยังไงดีครับ? คำสั่ง......!?]


บางครั้ง เสียงที่แล่นมาจากเครื่องสื่อสารไร้สายก็เป็นเสียงที่มีความหมายเดียว นั่นก็คือเสียงกรีดร้องที่ไร้ทางออก

ถึงจะถูกควบคุม อีกฝ่ายก็คือเพื่อน พวกเขาคงจะโจมตีโดยไม่ลังเลไม่ได้

ในขณะที่ทำแบบนี้อยู่ การบุกรุกของศัตรูก็ดำเนินต่อไป


            “ถ้าเป็นแบบนี้ละก็......!?” (ไฮเนะ)


ผมตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

แต่ฝั่งชีวาเร็วกว่าก้าวหนึ่ง


            “ฟุ”


ร่างของชีวาถูกขัดขวางด้วยควันดำที่พัดอย่างต่อเนื่อง และหายตัวไปทั้ง ๆ อย่างนั้น


            “หนีไปแล้ว!?” (ไฮเนะ)


วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดที่จะทำอะไรบางอย่างกับฝูงแมลงวันก็คือ การจัดการชีวาที่ควบคุมมัน


ควันดำนี้สร้างขึ้นมาโดยแมลงวันตัวจิ๋วที่มารวมตัวกัน ถึงแต่ละตัวจะมีขนาดเล็ก แต่ถ้าจำนวนพวกมันมีหลายหมื่นล้านละก็ จำนวนรวมของพวกมันก็จะใกล้เคียงกับต้นไม้ยักษ์แกรนด์มาวูดเลยละ

ยังไงก็ตาม เมฆสีดำที่เป็นร่างหลักและปกคลุมท้องฟ้าจนสุดลูกหูลูกตานั้น ในขณะที่พวกมันเทควันดำลงมาบนพื้นดินในปริมาณพอสมควร ความหนาของมันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่นิดเดียว

พวกผมในตอนนี้ที่ทำได้แค่ป้องกันมันด้วยสสารมืดของผมและเปลวเพลิงของมิรัค ได้สังเกตุเห็นแล้วว่าสถานการณ์มันกำลังแย่ลงเรื่อย ๆ

ยิ่งไปกว่านั้น ความเสียหายของเหล่าทหารคุ้มกันที่ถูกโจมตีอยู่ด้านนอกก็รุนแรง


ทอร์โดเรด ชีวา—— เทพวายุเควซาร์

หมอนั่นคิดทำลายโลกโดยใช้มารดาสัตว์ประหลาดจริง ๆ เหรอ?

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 155 วิธีที่จะทำให้ความรับผิดชอบลุล่วง

 

เทพวายุเควซาร์

ไม่มีผู้ที่ฮึกเหิมและภาคภูมิใจในการเป็นเทพเท่าหมอนั่นอีกแล้ว

ตอนที่เขาเป็นเทพ เขาพยายามเป็นเทพสูงสุดที่แข็งแกร่งที่สุด ดังนั้นเขาจึงท้าทายเทพที่แข็งแกร่งที่สุดในปัจจุบัน เอ็นโทรปี— ซึ่งก็คือผมคนนี้

แล้วก็พ่ายแพ้

การศึกษาค้นคว้าที่กินเวลา 1,600 ปี ของเขากลายเป็นสูญเปล่า และเขาที่ลงเอยด้วยความสิ้นหวัง ได้กระทำความรุนแรงที่จะทำให้มนุษยชาติทั้งหมดหายไปพร้อมกัน


หมอนั่น ถ้าคิดมากเกินไปก็จะเล่นมันตรง ๆ เลยงั้นเหรอ?

แต่การฆ่าคนอื่นก่อนเพื่อเอาไปเป็นเพื่อนแล้วค่อยฆ่าตัวตายตามมันไม่ใช่แล้ว!


            “ผู้ก่อตั้งแห่งลม...... ทำไมถึง......!?”


จากนั้นความสับสนของกลุ่มผู้ก่อตั้งและฮีโร่ที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางก็รุนแรงยิ่งกว่าเดิม

ถ้าเป็นตามปกติเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ซ้ำยังมีสถานะเหมือนกัน ฮีโร่แห่งลมที่ควบตำแหน่งผู้ก่อตั้งแห่งลมควรจะมีเป้าหมายเดียวกัน แต่เขากลับทำเรื่องที่ผิดศีลธรรมเช่นนี้......


            “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาห่วงเรื่องนั้นค่ะ!” (โยริชิโระ)


ผู้ที่ตะโกนขึ้นมาก็คือผู้ก่อตั้งแห่งแสง โยริชิโระ


            “ตอนนี้ สิ่งที่ควรตัดสินใจก่อนก็คือวิธีการก้าวข้ามปัญหาตรงหน้าค่ะ! ไว้ค่อยคิดถึงเจตนาที่แท้จริงของลม ตอนที่พวกเรามีชีวิตรอดโดยปลอดภัยเถอะค่ะ!” (โยริชิโระ)


สมกับเป็นโยริชิโระ

ความสามารถในการรับมือกับวิกฤตการณ์ของผู้ที่มีภูมิหลังว่าเคยเป็นราชินีผู้ทรงเกียรติที่ก่อตั้งนครรัฐอันเก่าแก่ที่สุดของโลก และเสริมด้วยต้นกำเนิดที่เป็นเทพธิดาแห่งแสงผู้มาจุติ กับสภาพปัจจุบันที่เป็นผู้ก่อตั้งแห่งแสงไม่ได้มีไว้โชว์จริง ๆ


            “สิ่งที่ต้องรับมืออย่างเร่งด่วนเป็นอันดับแรกก็คือ พวกเราจะช่วยเหลือผู้คนที่ถูกเบลเซ่ บูลส์ควบคุมยังไงค่ะ ฝ่ายที่ทราบสถานการณ์ด้วยการสื่อสารมีเพียงศาสนจักรแห่งน้ำเท่านั้น แต่ดิฉันคิดว่าหน่วยคุ้มกันของศาสนจักรอื่นก็คงจะอยู่ในสถานการณ์เดียวกันค่ะ” (โยริชิโระ)


มันก็จริงนะ

ผู้คนมากมายสับสนเพราะพวกพ้องที่ถูกแมลงวันควบคุมโจมตีกะทันหัน พวกเขาจึงไม่สามารถรับมือได้เท่าที่ควร และเปิดช่องว่างให้พวกแมลงวันฉวยโอกาส

ในขณะที่พวกผมกำลังทำอย่างนั้น ทุกคนก็กลายเป็นหุ่นเชิดของแมลงวัน


            “คุณไฮเนะคะ” (โยริชิโระ)

            “ครับ!?” (ไฮเนะ)

            “คุณไฮเนะทำให้แมลงวันที่บุกเข้าไปในร่างกายหายไป ด้วยสสารมืดของคุณได้ไหมคะ?” (โยริชิโระ)

            “............” (ไฮเนะ)


ผมครุ่นคิด โดยไม่ได้หยุดปลดปล่อยสสารมืดออกมาปกป้องพวกเรา


            “......เป็นไปไม่ได้ ผมทำให้ตัวมันหายไปได้” (ไฮเนะ)


ฝูงแมลงวันเบลเซ่ บูลส์คือมารดาสัตว์ประหลาดแห่งลม เพราะว่ามันเป็นสัตว์ประหลาด ร่างกายของมันจึงก่อตัวเป็นรูปร่างด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นผมจึงทำให้มันหายไปด้วยสสารมืดได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เพราะเหตุนั้นตอนนี้ผมจึงหยุดพวกมันด้วยกำแพงสสารมืดได้ แต่ว่า.......

หากมันแฝงตัวเข้าไปข้างในร่างกายมนุษย์ สถานการณ์มันก็แตกต่างกัน


            “......พลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นพลังชีวิตที่สำคัญสำหรับมนุษย์เพื่อทำการดำรงชีวิต หากร่างกายที่ยังมีชีวิตสัมผัสกับสสารมืดละก็ มันจะทำให้พลังศักดิ์สิทธิ์หายไปได้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดมันอาจจะเป็นการฆ่าเจ้าของร่างที่ขาดแคลนพลังศักดิ์สิทธิ์ก็ได้” (ไฮเนะ)

            “แล้วถ้าเล็งเฉพาะจุด ๆ หนึ่งที่แมลงวันฝังตัวอยู่อย่างเดียวล่ะคะ?” (โยริชิโระ)

            “ผมไม่ได้มีความสามารถรอบด้านนะ มันเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะทำให้สสารมืดเคลื่อนไหวได้แม่นยำถึงขนาดนั้น ถึงจะเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดจนเหมือนกับเป็นเม็ดเล็ก ๆ ก็ตาม แต่แค่จุดนั้นมันสู้เบลเซ่ บูลส์ที่มีอำนาจในการตัดสินสิ่งมีชีวิตในตัวของมันเองไม่ได้หรอก” (ไฮเนะ)


ถึงอย่างนั้น ถ้าพยายามทำให้แมลงวันสัตว์ประหลาดในร่างกายมนุษย์หายไปแกมบังคับละก็ มันมีอยู่วิธีเดียว นั่นก็คือยัดสสารมืดเข้าไปในร่างกายเจ้าของร่างอย่างเต็มที่เท่านั้น

แต่ถ้าทำอย่างนั้น มันก็จะลบพลังศักดิ์สิทธิ์ที่มนุษย์คนนั้นมีไปพร้อม ๆ กับแมลงวัน และคน ๆ นั้นก็จะถึงแก่ความตายอย่างแน่นอน

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแมลงวันมันซ่อนตัวอยู่ข้างในร่างกายของเจ้าของร่าง มันไม่มีทางจบในระดับที่ลนผิวหนังเหมือนที่ผมโจมตีชีวาเมื่อครู่อย่างแน่นอน


            “งั้นก็เป็นอย่างที่คิด.......” (โยริชิโระ)

            “อา วิธีเดียวที่จะแก้ไขปัญหาได้ก็คือ ออกตามหาชีวาเท่านั้น” (ไฮเนะ)


ถ้าเป็นชีวาที่มีดวงวิญญาณของเทพวายุสถิตย์อยู่ คงจะควบคุมแมลงวันที่ตนเองสร้างขึ้นมาได้อย่างอิสระ

เพราะเหตุนั้นมันจึงกลายเป็นสถานการณ์แบบนั้น


            “ตามหาชีวา จะเกลี้ยกล่อมหรือจะกระทืบเพื่อทำให้หมอนั่นหยุดแมลงวันก็ได้ เมื่อกี้นี้หมอนั่นก็พูดไว้เหมือนกันว่า แมลงวันพวกนี้คือสัตว์ประหลาด เป็นกลุ่มก้อนของพลังศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง ถึงจะทำให้พวกมันตายข้างในร่างกาย พวกมันก็จะหายไปโดยที่ไม่มีอะไรเหลืออยู่ และไม่ควรจะเหลือผลกระทบกับร่างกายมนุษย์” (ไฮเนะ)

            “แต่ว่า ดูเหมือนเขาจะพูดอะไรสักอย่างเกี่ยวกับการวางไข่ในร่างกายนะคะ ยังไงพวกเราก็ต้องทำอะไรสักอย่างก่อนหน้านั้น......!” (โยริชิโระ)


พวกเราไม่มีเวลามาทำใจเย็น

ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องค้นหาชีวาทันที...... ตอนที่พยายามจะวิ่งออกไป ผมก็ได้รู้ว่า

ถ้าผมแยกออกไปตอนนี้ ใครจะปกป้องทุกคนล่ะ?

พวกแมลงวันน่ารังเกียจพวกนี้กระหน่ำโจมตีอยู่ด้านหน้าพวกผม ถึงผมจะขัดขวางพวกมันด้วยสสารมืด พวกมันก็ยังกระเสือกกระสนตามตื้อพวกผมไม่เลิก

ถ้าผมแยกออกไปจากที่นี่ แล้วตามหาชีวาละก็ ใครจะเป็นคนปกป้องพวกเธอกันล่ะ?

คุณคาเรน, มิรัค, ซิลติส, ซาซาเอะจัง......

โยริชิโระ, โดโรฮะ และเหล่าผู้ก่อตั้งของศาสนจักรต่าง ๆ ......

ถ้าพวกเธอ กลายเป็นเหยื่อของพวกแมลงวันละก็......!


            “ลูกผู้ชายต้องเลือดร้อน!” (เอ็นโอ)


ตอนนั้นเอง

พลังศักดิ์สิทธิ์แห่งไฟอันสุดยอดก็ถูกปลดปล่อยออกมาทางด้านหลังของผม มันแผ่ขยายไปทั่วสารทิศพลางหมุนวน

น่าแปลกที่เพลิงซึ่งหมุนวนนั้นไม่มีผลกระทบใด ๆ กับมนุษย์อย่างพวกผม แต่มันย่างพวกแมลงวันที่มารวมตัวกันอย่างเต็มที่


            “นี่มัน......!?” (ไฮเนะ)


ผมหันกลับไปมอง

สิ่งที่ผมเห็นก็คือ ร่างของผู้ก่อตั้งแห่งไฟ ซารุโอ เอ็นโอที่ยกกำปั้นซึ่งรัดอาวุธศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาเหนือหัว

กะแล้วเชียวว่าเพลิงที่หมุนวนนั่นมาจากคน ๆ นี้......!?

ผมรู้ประวัติที่ว่าเขาเคยเป็นหัวหน้ากองกำลังนักสู้เพลิงกรรมมาก่อน แต่ไม่นึกว่าเขาจะสามารถโจมตีด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ทรงพลังได้ถึงขนาดนี้

มันเป็นพลังที่ใกล้เคียงกับฮีโร่มิรัคเลยไม่ใช่เหรอ?


            “ลูกผู้ชายต้องเลือดร้อน” (เอ็นโอ)

            “อย่างที่ท่านผู้ก่อตั้งแห่งไฟพูดค่ะ” (โยริชิโระ)


โยริชิโระ เธอเข้าใจว่าผู้ก่อตั้งแห่งไฟกำลังพูดอะไรอยู่ด้วยเหรอ?


            “พวกเราเหล่าผู้ก่อตั้งจะหนีออกจากรูดร้าสเตท แล้วกลับไปหาหน่วยคุ้มกันของแต่ละฝ่ายค่ะ” (โยริชิโระ)

            “เอ๋!?” (ไฮเนะ)

            “พวกเราจะนำข้อมูลที่ได้มากลับไป และปรับการสั่งแถวทหารของพวกพ้องที่สับสนค่ะ แบบนี้ข้างนอกเมืองก็คงจะต้านได้อีกเล็กน้อยค่ะ” (โยริชิโระ)

            “อย่ามาพูดบ้า ๆ นะ! ที่นี่ปลอดภัยเพราะว่ามีสสารมืดของผม! ถ้าออกไปข้างนอกนั่นละก็ พวกเธอ.......!” (ไฮเนะ)

            “พวกดิฉัน ไม่ได้เป็นผู้ก่อตั้งเพื่อเอาไว้ประดับนะคะ” (โยริชิโระ)


โยริชิโระพูดอย่างไม่เกรงกลัว


            “การแบกรับศาสนจักรเอาไว้ ก็เหมือนกับการแบกรับสิทธิและชีวิตของผู้คนหลายสิบหมื่นที่อยู่ในสังกัดค่ะ หากพวกเราเอาแต่รักตัวเอง และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ละก็ พวกเราก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะได้ชื่อว่าผู้ก่อตั้งค่ะ” (โยริชิโระ)

            “ถูกคนหนุ่มสาวพูดอย่างนั้นแล้ว คนมีอายุเองก็หลบหนีไม่ได้เหมือนกันครับ” (อาซูร์)


แม้แต่ผู้ก่อตั้งแห่งน้ำก็ฮึกเหิม


            “เพราะว่าข้าอ่อนแอ ข้าก็เลยอยากจะบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า ข้ารู้สึกกลัวจนทนไม่ไหวแล้วครับ แต่ถึงอย่างนั้น ข้าที่ได้รับความเชื่อใจในฐานะผู้ก่อตั้งก็ต้องตอบแทนสักหน่อยครับ พ่อค้าไม่มีความกล้าหรอกครับ แต่ข้าจะแสดงให้เห็นว่าตัวข้ามีความกล้ามากแค่ไหน” (อาซูร์)

            “แล้วก็ ถ้าพวกเราพยายามอยู่ข้างนอกเท่าที่จะทำได้ละก็ พวกเราก็สามารถถ่วงเวลาได้” (ชาคารุมะ)


ผู้ก่อตั้งแห่งดินก็เช่นกัน


            “ระหว่างนั้นก็จับเจ้าโง่ลมนั่น แล้วซัดมันให้คว่ำไปเลยนะ ถ้าทำให้เจ้าเด็กนั่นบอกสิ่งที่ถามได้ละก็ กรณีที่เลวร้ายที่สุด พวกฉันทุกคนที่ถูกควบคุมก็จะฟื้นคืนมาได้ พี่ชาย ถือว่าฉันขอร้องอีกครั้งละกันนะ” (ชาคารุมะ)

            “ลูกผู้ชายต้องเลือดร้อน!” (เอ็นโอ)


คนพวกนี้......!

ไม่น่าเชื่อ พวกเขามีความรับผิดชอบมากกว่าคนที่ยืนอยู่เหนือผู้อื่นมากมายเลยไม่ใช่เหรอ!


            “เข้าใจแล้วครับ! ผมจะตามหาชีวาแล้วซัดหมอนั่นเอง! ขอให้ทุกคนปลอดภัยนะครับ......!” (ไฮเนะ)

◆◆◆◆◆




NEKOPOST.NET