NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] ความพยายามในการปฏิรูปของเทพแห่งความมืด

Ch.143 - ตอนที่ 143 - ตอนที่ 150


ตอนที่ 143 เริ่มการประชุม

 

ระหว่างนั้น ลีมูซีนก็พาพวกผมไปยังสถานที่จัดงานประชุมผู้ก่อตั้งทั้งห้า

.......เอิ่ม เรียกว่าการประชุมผู้ก่อตั้งทั้งหกที่มีผมอยู่ด้วยดีกว่าไหม?

มันดูซับซ้อนเพราะงั้นเอาเป็นการประชุมผู้ก่อตั้งทั้งห้าแล้วกัน ยังไงก็ตาม ที่ ๆ พวกผมถูกพามาก็คือกองบัญชาการของศาสนจักรแห่งลม โรงงานแห่งลม

ก่อนที่พวกผมจะเดินผ่านข้างในนั้นไปและถูกพามาที่ห้องประชุม มันน่าแปลกตรงที่ระหว่างนั้นไม่มีใครเดินสวนพวกผมมาเลยสักครั้ง

ถึงจะมีสัมผัสของผู้คนอยู่ แต่มันก็ไม่ได้เข้ามาในสายตาของพวกผมเลย

มันเป็นความรู้สึกเหมือนได้เหลือบมอง ความลับที่ศาสนจักรแห่งลมพยายามรักษาไว้อย่างเต็มที่

* * * * *

ผู้ก่อตั้งทั้งห้า + คนที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าคนหนึ่งนั่งลงตรงโต๊ะกลมที่เตรียมไว้

บอกเลยว่าน่าอายชะมัด!


พวกฮีโร่ยืนอยู่ที่ด้านหลังของผู้ก่อตั้งแต่ละคนเพื่อปกป้องพวกเขา จากนั้นรูปแบบการประชุมก็เสร็จเรียบร้อย


            “ถ้าเช่นนั้น อันดับแรกดิฉันขอกล่าวขอบพระคุณท่านผู้ก่อตั้งทุกท่าน ที่ตอบรับคำขอของดิฉันและมารวมตัวกันอย่างเป็นทางการค่ะ” (โยริชิโระ)


โยริชิโระพูดแบบเว้นช่องไฟ

เป็นการละถ้อยคำไว้เข้าใจเอง

ในขณะที่อธิบายเกี่ยวกับพื้นฐานของมารดาสัตว์ประหลาด การประชุมผู้ก่อตั้งทั้งห้าก็ดำเนินต่อไป


            “.......สรุปแล้ว ถ้ากำจัดมารดาสัตว์ประหลาดล่ะก็ สัตว์ประหลาดก็จะสูญพันธุ์ไปจากโลก หมายความว่าอย่างนั้นสินะครับ?” (อาซูร์)


ผู้ก่อตั้งแห่งน้ำแสดงความเห็นแบบพ่อค้าโดยไม่ขาดตกบกพร่อง


            “ยอดเยี่ยมมากเลยครับ การที่เจ้าพวกนั้นอยู่ก็มีแต่จะทำให้เรือที่มีสินค้าขนส่งจมเท่านั้น และค่าความเสี่ยงของพวกลูกเรือก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ความจริงแล้วแค่พวกมันปรากฏตัวขึ้นมาก็สร้างความเสียหายแล้วครับ” (อาซูร์)


พูดแบบเดียวกับคุณพ่อของผมในชนบทเลย


            “ลูกผู้ชายต้องเลือดร้อน” (เอ็นโอ)

            “เอ๋?” (ไฮเนะ)


ผมถูกคำพูดของผู้ก่อตั้งแห่งไฟดึงดูดความสนใจ


            “ลูกผู้ชายต้องเลือดร้อน” (เอ็นโอ)

            “......ค่ะ ใช่แล้ว แต่ว่า ศาสนจักรแห่งไฟทั้งหมดเลย?” (มิรัค)

            “ลูกผู้ชายต้องเลือดร้อน” (เอ็นโอ)

            “เป็นไปไม่ได้ จะทำถึงขนาดนั้นเลยเหรอคะ?” (มิรัค)

            “ลูกผู้ชายต้องเลือดร้อน” (เอ็นโอ)

            “ไม่มีทางเป็นแบบนั้นหรอกค่ะ! ขอบพระคุณมากค่ะ!!” (มิรัค)


ตามคำพูดของผู้ก่อตั้งแห่งไฟ ศาสนจักรแห่งไฟได้รับข้อมูลของนกอมตะฟีนิกซ์ผ่านมิรัค และพวกเขาก็สร้างวิธีการจับที่ใช้กับมันโดยเฉพาะ

หลังจากนั้น ตอนที่พยานพบเห็นนกน่าสงสัยที่เหมือนฟีนิกซ์ พวกเขาก็จะแจ้งให้ทุกพื้นที่ทราบเพื่อจะได้รายงานได้ทันที และพวกเขาก็อยู่ระหว่างการสร้างระบบที่จะไปถึงที่นั่นทันทีที่รายงานมาถึง


            “เมืองหลวงแห่งดินอิชตาร์เบลซของพวกฉัน มีต้นไม้ที่ชื่อว่า ‘ท่านเสาหลัก’ อยู่ มันได้ให้กำเนิดสิ่งที่สะดวกสบายอย่างโกเลมขึ้นมา และถูกผู้คนเคารพรัก แต่แล้ววันหนึ่งจู่ ๆ มันก็โจมตีมนุษย์ ฉันรู้ว่ามันเป็นมารดาสัตว์ประหลาด ก็หลังจากที่ต่อสู้และจัดการมันไปแล้วน่ะนะ” (ชาคารุมะ)

            “พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ มารดาสัตว์ประหลาดแห่งดินถูกทำลายแล้ว ที่เหลืออยู่ก็คือน้ำ, ไฟ, ลม สามตัว ถ้าถอนรากถอนโคนพวกมันล่ะก็ มนุษย์ก็จะบอกลาสัตว์ประหลาดได้ชั่วนิรันดร์” (โยริชิโระ)


โยริชิโระดันก้นขึ้นมาจากเก้าอี้เพื่อแสดงความตั้งใจ

แล้วทุบโต๊ะกลมด้วยมือทั้งสองข้างดัง *ปัง*


            “มันมีความหมายในหลาย ๆ ด้านค่ะ อย่างที่ท่านผู้ก่อตั้งแห่งน้ำพูดเมื่อสักครู่ เศรษฐกิจที่เกิดความเสียหายเพราะสัตว์ประหลาด มันมากมายแค่ไหนกันนะ? มันเป็นตัวถ่วงความเจริญของมนุษยชาติค่ะ” (โยริชิโระ)


เหล่าผู้ก่อตั้งคนอื่น ๆ ฟังเธอโดยไม่พูดอะไร


            “พวกเรา สิ้นเปลืองพลังงานในการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดไปมากแค่ไหนกันนะ? ถ้าเอาพลังงานนั่นไปสร้างอย่างอื่นล่ะก็ พวกเราจะพัฒนาได้ยิ่งใหญ่แค่ไหนกันนะ? และไม่จำเป็นต้องพูดถึงชีวิตที่มีค่าเหนือสิ่งอื่นใดที่ต้องบาดเจ็บล้มตายไปเพราะสัตว์ประหลาดเลยค่ะ สัตว์ประหลาดนั้น สำหรับพวกดิฉัน......” (โยริชิโระ)


โยริชิโระเว้นคำพูดครู่หนึ่ง


            “......เป็นตัวตนที่มีแต่ภัยเท่านั้นไม่มีอะไรดีเลยค่ะ การทำลายพวกมันไม่ควรจะมีใครคัดค้าน นี่คือเวลาที่ศาสนจักรทั้งห้ามาร่วมมือกันเปลี่ยนแปลงโลกขนานใหญ่ค่ะ!” (โยริชิโระ)

            “ลูกผู้ชายต้องเลือดร้อน!” (เอ็นโอ)

            “อา ถูกเผงเลย” (ชาคารุมะ)

            “ถ้ามีผลประโยชน์ล่ะก็ พ่อค้าเอาด้วยอยู่แล้วครับ” (อาซูร์)


การที่เหล่าผู้ก่อตั้งยอมรับโยริชิโระอย่างราบรื่นมันเหนือความคาดหมายเล็กน้อย

สัตว์ประหลาดเป็นเหมือนเครื่องมือเรียกคะแนนนิยมสำหรับทวยเทพ ผมจึงคิดว่าสัตว์ประหลาดเป็นสิ่งที่จำเป็นและมีความหมายต่อศาสนจักร

ศาสนจักรปราบปรามสัตว์ประหลาดที่เป็นภัยของมวลมนุษย์

เพราะเหตุนั้นมนุษย์จึงรู้สึกขอบคุณศาสนจักร ยอมรับว่าพวกเขามีคุณค่า

นั่นเป็นความเมตตาสำหรับพวกเขาที่ยากจะปล่อยไป...... ดูเหมือนมันจะไม่ใช่อย่างนั้น


            “พูดตามตรงนะครับ ทุกคนในโลกเหนื่อยหน่ายกับสัตว์ประหลาดครับ ถึงจะบอกว่าศาสนจักรปกป้องผู้คนจากสัตว์ประหลาดมาตั้งแต่เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนก็เถอะ ยังไงซะตอนนี้มันก็ไม่มีรสชาติแปลกใหม่แล้ว มันกลายเป็นบรรยากาศที่เหมือนกับว่า ‘ปกป้องตามธรรมชาติ’ ไปแล้วครับ ถึงอย่างนั้นสัตว์ประหลาดก็เป็นศัตรูที่แข็งแกร่งเหมือนเดิมมาตั้งแต่หนึ่งร้อยปีก่อน ถ้าพูดถึงอัตราส่วนต้นทุน-ประสิทธิผลล่ะก็ มันเกินจุดที่ยอมรับได้ไปนานแล้วครับ” (อาซูร์)


ดูเหมือนสถานการณ์ระหว่างมนุษย์กับเทพมันแตกต่างกัน

มันเป็นเหตุผลโดยสรุปที่แสดงออกมาย่อ ๆ ในเชิงธุรกิจของผู้ก่อตั้งแห่งน้ำ


            “ดังนั้นข้าจึงเห็นด้วยกับการถอนรากถอนโคนสัตว์ประหลาดเป็นอย่างยิ่งครับ! ข้าได้ยินเกี่ยวกับมารดาสัตว์ประหลาดแห่งน้ำที่เป็นธาตุเดียวกันกับพวกข้าจากลูกสาวของข้า...... โอ๊ะ จากฮีโร่ของพวกข้าน่ะครับ ถึงจะหงุดหงิดที่ข้อมูลมีอยู่เล็กน้อย แต่ข้าคิดว่าจะสำรวจไปทีละนิดครับ” (อาซูร์)

            “เอาตามดุลยพินิจของท่านเลยค่ะ” (โยริชิโระ)


โยริชิโระที่มีตำแหน่งประธานในที่ประชุมพูดกับเขา

การประชุมในตอนนี้ราบรื่นดี


            “ถ้าเช่นนั้น......” (โยริชิโระ)


สายตาของโยริชิโระ ได้หันไปยังทางที่เธอไม่ได้หันมาจนกระทั่งตอนนี้

ในระหว่างที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งของผู้ก่อตั้ง ชายที่เหมือนกับอากาศ ไม่ได้ปริปากพูดเลยสักคำนับตั้งแต่ตอนที่การประชุมเริ่มต้นขึ้น 


            “ท่านผู้ก่อตั้งแห่งลม ดิฉันขอถามความเห็นของท่านได้ไหมคะ?” (โยริชิโระ)

            “...................”


ความเงียบยังคงดำเนินต่อไป


            “ถ้าท่านเป็นผู้ก่อตั้ง มันก็ไม่แปลกที่ท่านจะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมายค่ะ ถ้าเป็นท่านล่ะก็ จะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมารดาสัตว์ประหลาดแห่งลมที่เป็นธาตุเดียวกันเลยเหรอคะ? อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะมีเบาะแสบ้างนะคะ........?” (โยริชิโระ)


มือของชีวาหยุดโยริชิโระที่ไล่บี้เขา

ลมที่สวมผ้าคลุมปริศนาต่อไป

เทพ, ศาสนจักร, เมือง, ผู้ก่อตั้ง และฮีโร่

ทุกสิ่งทุกอย่างที่โปร่งใสและไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า ตัวตนที่แท้จริงนั้นกำลังจะเปิดเผย.......?


            “ก่อนอื่น ชั้นมีเรื่องที่อยากถาม” (ชีวา)

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 144 ผู้โต้แย้งของลม

 

            “......ถามมาได้ทุกอย่างเลยค่ะ” (โยริชิโระ)


โยริชิโระตอบรับด้วยความยินดี แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะลบความระมัดระวังออกไปจากน้ำเสียงนั้น


            “อย่างแรกเกี่ยวกับพวกมารดาสัตว์ประหลาด หลักฐานที่ว่าพวกมันมีอยู่จริงมันอยู่ที่ไหนกันล่ะ?” (ชีวา)

            “!?”

            “ดิน, น้ำ, ไฟก็เหมือนกัน ชั้นไม่เข้าใจว่าทำไมพวกแกถึงได้หลุ่มหลงกับเรื่องลวงโลกอย่างนี้ เรื่องที่ยัยเด็กคนนี้พูดมันไม่มีหลักฐาน มันไม่มีค่าพอที่จะเชื่อเลยด้วยซ้ำ” (ชีวา)

            “หลักฐานน่ะมี”


ผู้ที่แย้งขึ้นมาก็คือ คุณยายที่เป็นผู้ก่อตั้งแห่งดิน


            “‘ท่านเสาหลัก’ ที่ปรากฏตัวในดินแดนของพวกฉัน ให้กำเนิดสัตว์ประหลาดอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยขนาดอันมหึมาและพลังที่มากมาย จึงเหมาะที่จะเรียกมันว่าหัวหน้าของสัตว์ประหลาด” (ชาคารุมะ)

            “แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่มีทฤษฏีที่บอกว่ามันเป็นมารดาสัตว์ประหลาด เริ่มแรกใครเป็นคนบอกเรื่องนั้นล่ะ? แล้วได้ข้อมูลนั้นมาได้ยังไงกัน?” (ชีวา)


เพราะคำถามนั้น เสียงจึงหายไปจากสถานที่ประชุม

ไม่มีใครตอบได้

ความเงียบที่น่ากระอักกระอ่วนดำเนินต่อไป


            “......ผมเองครับ” (ไฮเนะ)


ผมไม่มีทางเลือกก็เลยพูดออกไป


            “ผม ได้ข้อมูลเกี่ยวกับมารดาสัตว์ประหลาดมา มันถูกถ่ายทอดไปยังผู้ก่อตั้งแห่งแสงและเหล่าฮีโร่ ผ่านคำบอกเล่าของผมครับ” (ไฮเนะ)


สายตาของชีวาหันมาทางผม

ดวงตาคู่นั้นไม่มีความเป็นมิตรอยู่เลย


            “.......แกเองเหรอ? ตอนที่เหลือบมอง ชั้นก็คิดอยู่แล้วว่าแกเป็นผู้ชายที่น่าสงสัย แต่แกกลับน่าสงสัยยิ่งกว่าเดิมอีก ชั้นมีคำถามหลายอย่าง แต่ก่อนอื่นมาค้นหาความจริงจากเรื่องไร้สาระที่เรียกว่ามารดาสัตว์ประหลาดก็แล้วกัน” (ชีวา)

            “บอกไม่ได้ครับ” (ไฮเนะ)


ผมไม่สามารถบอกอีกฝ่ายที่เป็นมนุษย์ว่า ผมได้ยินมาจากเทพอัคคีโนวาและเทพวารีคอร์เซอเวทโดยตรงได้แน่นอน


            “เนื่องจากมันเป็นสัญญา ผมก็เลยบอกไม่ได้น่ะครับ” (ไฮเนะ)


ผมได้แต่หลอกล่อด้วยการพูดแบบนั้น

เดิมทีผมตั้งใจว่าจะจัดการมารดาสัตว์ประหลาดด้วยตัวคนเดียว เพราะงั้นผมก็เลยไม่ได้เตรียมแผนการรับมือกับเรื่องแบบนี้เลยสักครั้ง

โยริชิโระ...... ดึงผมเข้าไปพัวพันกับสถานการณ์นี้โดยไม่ปรึกษา


            “มีแต่เรื่องน่าสงสัยทั้งนั้น ถ้าอย่างนั้นคำถามต่อไปเลยแล้วกัน” (ชีวา)

            “ยังมีอีกเหรอครับ?” (ไฮเนะ)

            “แน่นอน แกน่ะ มีสิทธิ์อะไรถึงได้มานั่งที่เก้าอี้ตัวนี้? มีเพียงผู้นำของศาสนจักรทั้งห้าเท่านั้นที่จะนั่งลงบนเก้าอี้ของการประชุมผู้ก่อตั้งทั้งห้าได้” (ชีวา)


มันฟังดูมีเหตุผลจนผมพูดอะไรไม่ออก

นั่นเป็นสิ่งที่ผมอยากถามเหมือนกัน


            “ที่ผู้ก่อตั้งแห่งแสงพูดเมื่อครู่มันกำกวม การมานั่งเทียบชั้นกับผู้ก่อตั้งด้วยเหตุผลแค่นั้นมันแปลกมาก ไอ้ที่น่าแปลกยิ่งกว่านั้นก็คือ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนั้นนอกจากชั้นเลย สายตาของผู้ก่อตั้งแห่งดิน, น้ำ, ไฟทั้งสามดูไม่ออกเหรอไง?” (ชีวา)


ไม่หรอก ที่ไม่พูดอะไรก็เพราะเห็นด้วยสุด ๆ

ว่าแล้วเชียว โยริชิโระแค่ทำลงไปโดยไม่คิดถึงผลลัพธ์สินะ


            “ถ้ายังพูดเรื่องงี่เง่าอยู่อีกล่ะก็ ฉันจะตัดแขนขาทั้งสองข้างของแกทิ้งซะ”

            “ฮี้!?” (ไฮเนะ)


ผมหวาดกลัวเสียงที่เหมือนกับจะฉีกกระชากให้เป็นชิ้น ๆ

คุณยายผู้ก่อตั้งแห่งดิน ได้ทำให้ดวงตาทั้งสองเปล่งประกายจนถึงขั้นที่ผมคิดว่า มันเหมือนกับตอนที่เธอเป็นฮีโร่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่เลยไม่ใช่เหรอ?


            “ไอ้เด็กเมื่อวานซืน หัดระวังปากไว้บ้างนะ” (ชาคารุมะ)

            “......กำลังพูดอยู่กับชั้นงั้นเหรอ?” (ชีวา)


คุณยายพูดแบบนั้นแล้วจ้องชีวาเขม็ง......!


            “ศาสนจักรแห่งดินของพวกฉัน ได้พี่ชายคนนั้นช่วยไว้ มันเป็นภาวะคับขันที่ไม่เคยมีมาก่อน เขาอุตส่าห์ทำถึงขนาดนั้นแล้ว มันยังจะมีเหตุที่จะให้พวกฉันเชื่อนอกเหนือจากนั้นอยู่อีกเหรอไง?” (ชาคารุมะ)


การต่อสู้กับต้นไม้ยักษ์แกรนด์มาวูดในเมืองหลวงแห่งดินอิชตาร์เบลซ

ผมต่อสู้กับต้นไม้ที่พยายามจับตัวผู้คนมากมาย แล้วขังพวกเขาไว้ในรากเพื่อให้อยู่ไปวัน ๆ

เดิมทีสาเหตุที่ต้นไม้นั่นอาละวาด ก็เพราะว่าผมไปยกยอปอปั้นพระแม่ธรณีแมนเทิลที่เป็นเจ้าของมากเกินไป

เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ผมจึงต้องหยุดมัน

การต่อสู้นั้นได้ส่งผลกระทบมาถึงตอนนี้


            “ลูกผู้ชายต้องเลือดร้อน” (เอ็นโอ)


ผู้ก่อตั้งแห่งไฟพูด

เมื่อคราวก่อน วัวเพลิงฟาลาริสได้ตั้งหลักปักฐานในบริเวณใกล้ ๆ เมืองหลวงแห่งไฟมุสเปลไฮม์ สาเหตุที่พวกผมจัดการสัตว์ประหลาดยักษ์นั่น ก็เพื่อฟื้นฟูมิตรภาพของคุณคาเรนกับมิรัคที่แตกหักไป

และก็มีคนที่ยอมรับว่าการกระทำเพราะเหตุผลนั้นมีความหมายนอกเหนือจากนั้นอยู่เช่นกัน


            “ข้าเอง...... ก็ไม่เคยเห็นไฮเนะคุงต่อสู้เหมือนกันครับ” (อาซูร์)


ผู้ก่อตั้งแห่งน้ำพูดเสริม


            “ถึงอย่างนั้น ก่อนหน้านี้ก็มีความวุ่นวายเล็กน้อยเกิดขึ้นที่เมืองของเราเหมือนกันครับ ความวุ่นวายนั้นได้ถูกลูกสาวที่ภาคภูมิใจของข้า และเหล่าคุณหนูผู้ใจดีซึ่งเผอิญอยู่ที่นั่นจัดการ แต่เขาก็เป็นคนคลี่คลายความวุ่นวายหลังจากนั้นเช่นกัน.......” (อาซูร์)


ความวุ่นวายของมังกรทะเลยักษ์ ที่เทพผู้ชั่วช้าคอร์เซอเวทจัดเตรียมไว้ในเมืองหลวงแห่งน้ำไฮดร้าวิลเลจ

หลังจากที่เจ้าคอร์เซอเวทออกไปแล้ว ผมก็ใช้โอกาสนี้ทำความสะอาดศาสนจักรแห่งน้ำครั้งใหญ่ เพื่อเก็บกวาดแผนการอันชั่วร้ายของหมอนั่น

นั่นคือช่วงเวลาที่ผมกับผู้ก่อตั้งแห่งน้ำได้เจอหน้ากันเป็นครั้งแรก


            “ดังนั้น ข้าจึงตัดสินใจ ‘เชื่อใจ’ เขาครับ สำหรับพ่อค้าแล้ว ความเชื่อใจคือสิ่งที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดครับ มันก็มีบ้าง ที่ทรัพย์สินเงินทองอันไม่มีที่สิ้นสุดเกิดขึ้นจากความเชื่อใจนั้น เพราะแบบนั้น พ่อค้าจึงไม่อาจทำลายความเชื่อใจได้ ถ้าเชื่อใจแล้วก็ไม่มีทางทรยศหักหลัง และก็ไม่อาจเอาความเชื่อใจกลับคืนมาได้ทันทีเช่นกันครับ” (อาซูร์)


ทำไมความเห็นปกป้องผมถึงค่อย ๆ ทยอยออกมาล่ะเนี่ย?

ยังไงก็ตาม ผู้ก่อตั้งคือนักการเมืองในรูปแบบหนึ่ง เพราะแบบนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องตัดสินอย่างยุติธรรม


            “ทุกอย่าง คือผลลัพธ์ของคุณงามความดีของคุณไฮเนะค่ะ” (โยริชิโระ)


ผมไม่ฉวยโอกาสหรอกโยริชิโระ

รู้สึกว่าคุณคาเรนที่อยู่ข้างหลังกำลังทำท่าดีใจที่ได้ชัยชนะกับพวกเพื่อน ๆ ซึ่งอยู่ทางซ้ายและทางขวา พวกเธอนี่เอะอะไปซะทุกที่จริง ๆ


            “งั้นเหรอ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พวกแก ชื่นชมความแข็งแกร่งของชายคนนั้น เพราะแบบนั้นพวกแกก็เลยเชื่อคำพูดของชายคนนั้นสินะ” (ชีวา)


ผู้ก่อตั้งชีวาลุกขึ้นจากเก้าอี้


            “ถ้าอย่างนั้น ชั้นขอทดสอบหน่อยก็แล้วกัน ว่าความแข็งแกร่งของชายคนนั้น มีค่าให้เชื่อถือรึเปล่า?” (ชีวา)

            “เป็นไปไม่ได้ คุณจะทำการแข่งขันเหรอคะ? คุณไฮเนะกับคุณ?” (โยริชิโระ)


ชีวาตอบโยริชิโระที่ถามพร้อมกับตกใจแบบสบาย ๆ


            “ไม่มีวิธีไหนที่จะวัดคนได้ดีไปกว่าการต่อสู้ ถ้าได้เผชิญหน้าความเป็นความตายสักครั้ง ก็จะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างอีกฝ่ายเอง ไม่ใช่แค่ความสามารถ ก้นบึ้งของหัวใจก็เช่นกัน” (ชีวา)

            “ก็ได้ครับ” (ไฮเนะ)


ผมตอบกลับ และลุกขึ้นยืนในเวลาเดียวกัน

เดิมที การนั่งเก้าอี้ใหญ่ ๆ แบบนี้ก็ไม่เหมาะกับบุคลิกของผมอยู่แล้ว


            “ผมยอมรับการแข่งนั้นครับ แต่ผมมีปัญหาตรงที่คุณเป็นคู่ต่อสู้ ถ้าทำให้ผู้ก่อตั้งบาดเจ็บขึ้นมามันจะลำบากครับ ในเวลาแบบนี้ ฮีโร่ซึ่งเป็นอำนาจทางทหารที่แข็งแกร่งที่สุดของศาสนจักร ควรจะออกโรงไม่ใช่เหรอครับ?” (ไฮเนะ)


นี่เป็นการพิจารณาและการเจรจาต่อรองในเวลาเดียวกัน

ผมจะลากฮีโร่แห่งลมที่ไม่เปิดเผยตัวในตอนนี้ออกมา ด้วยข้ออ้างที่เหมาะสมที่สุด

ถึงมารดาสัตว์ประหลาดและเควซาร์จะเป็นปัญหา แต่ตัวตนของศาสนจักรแห่งลมก็แปลกประหลาดเหมือนกัน

มันทำให้ผมรู้สึกว่า อยากจะดึงข้อมูลออกมาให้ได้แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม


            “ฮีโร่งั้นเหรอ......? ฮึ ถ้างั้นก็ไม่มีปัญหา ฮีโร่แห่งลมน่ะอยู่ตรงหน้าแกแล้ว” (ชีวา)

            “อะไรนะ?” (ไฮเนะ)

            “ชั้นเอง” (ชีวา)


ผู้ก่อตั้งชีวาประกาศชื่อของตนเองอีกครั้ง พร้อมยิ้มอย่างไม่หวั่นเกรง


            “ฮีโร่แห่งลมทอร์โดเรด ชีวา ชั้นคือผู้ก่อตั้งศาสนจักรแห่งลม และก็เป็นฮีโร่แห่งลมในเวลาเดียวกัน” (ชีวา)

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 145 วีรบุรุษในฐานะราชา

 

            “ควบสองตำแหน่งงั้นเหรอ......!?”


ผู้ที่รับผิดชอบศาสนจักรแห่งลมซึ่งเป็นทั้งผู้ก่อตั้งและฮีโร่ ทอร์โดเรด ชีวา

ตามปกติแล้ว ผู้ก่อตั้งคือผู้ที่อยู่ ณ จุดสูงสุดในฐานะผู้นำสูงสุดของศาสนจักร และฮีโร่คือผู้ที่ควรจะยืนอยู่หน้าสุดในฐานะอำนาจทหารที่แข็งแกร่งที่สุดของศาสนจักร

มันเป็นไปไม่ได้ที่คน ๆ เดียวจะรับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะขอบข่ายงานทั้งสองมันไม่เหมือนกัน

เพราะแบบนั้นจึงมีการจัดเตรียมผู้ก่อตั้งแห่งดินกับฮีโร่แห่งดิน, ผู้ก่อตั้งแห่งน้ำกับฮีโร่แห่งน้ำ, ผู้ก่อตั้งแห่งไฟกับฮีโร่แห่งไฟ และผู้ก่อตั้งแห่งแสงกับฮีโร่แห่งแสง

แต่ฝั่งลมมีคนเดียว

นั่นทำให้ความผิดปกติของเขา ของทอร์โดเรด ชีวาเด่นชัดยิ่งขึ้น


            “.......เอ๋? จริงเหรอ? ฮีโร่ที่ว่าไม่ได้เป็นผู้หญิงหรอกเหรอ?” (คาเรน)

            “ไอ้ฉันก็นึกว่าฮีโร่แห่งลมจะเป็นผู้หญิงเหมือนกันซะอีก......” (ซิลติส)


เหล่าฮีโร่ที่อยู่ด้านหลังเปล่งเสียงแห่งความสงสัย


            “เท่านี้ก็ยอมรับได้แล้วสินะ? อำนาจทางการเมืองสูงสุดแห่งลมและอำนาจทหารที่แข็งแกร่งที่สุด นั่นก็คือชั้นคนนี้ ไม่ต้องเกรงใจ ซัดมาตามใจชอบได้เลย” (ชีวา)

            “ถ้าพูดถึงขนาดนั้นล่ะก็.......” (ไฮเนะ)


เดิมทีคนที่ท้าทายก็คือฝั่งนี้

ผมควรจะยอมรับคำท้าอย่างสง่าผ่าเผยไม่ใช่เหรอ?

* * * * *

จากนั้นพวกผมก็เคลื่อนย้ายจากห้องประชุมอีกครั้ง แล้วพวกผมก็มาถึงสถานที่ที่เหมือนกับสนามแข่ง

ถึงมันจะเป็นเขตหนึ่งของกองบัญชาการศาสนจักรแห่งลมเหมือนเดิม แต่มันก็ไม่มีหลังคา และเวทีทรงกลมก็แผ่ขยายอยู่ภายใต้ท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยเมฆสีดำ


            “ปกติแล้ว ที่นี่เป็นเขตที่ถูกใช้ในการฝึกฝนการต่อสู้ของหน่วยพรางตัวคาซามะ การต่อสู้เป็นรูปแบบการแข่งตัวต่อตัว อนุญาตให้ใช้พลังศักดิ์สิทธิ์และอุปกรณ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ ไม่มีกฏตายตัว คัดค้านรึเปล่า?” (ชีวา)

            “ไม่ครับ” (ไฮเนะ)


ประกายไฟกระจัดกระจายระหว่างผมกับชีวา การต่อสู้เริ่มขึ้นแล้ว


            “ก็ดี ถ้างั้นชั้นจะเปลี่ยนเป็นชุดต่อสู้ รอสักครู่แล้วกัน” (ชีวา)


พอพูดแบบนั้น ชีวาก็หายไปในอาคารอีกครั้ง

ผมกับฮีโร่และผู้ก่อตั้งทั้งหมดอยู่ที่นี่ และพวกผู้ศรัทธาแห่งลมหลายคนที่มีหน้าที่นำทาง— แสร้งทำว่าเป็นแบบนั้น แต่ความจริงคงมีหน้าที่สอดส่องก็อยู่ที่นี่ด้วย นอกจากนั้นก็ไม่มีใครอยู่แล้ว

ถึงเขตนี้จะถูกอธิบายว่าเป็นสถานที่ฝึกฝน ผมก็ไม่เจอพวกทหารที่เป็นหัวใจสำคัญในการฝึกฝนเลยสักคน มันแสดงให้เห็นว่าพวกเขาทำให้มันมีความลับเต็มที่


            “เอ่อ...... คนที่ฝึกฝนที่นี่ ตอนนี้กำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ใช่ไหมครับ?” (ไฮเนะ)


ถึงผมจะถามคนที่มีหน้าที่นำทางโดยรู้ว่าไม่ได้คำตอบตั้งแต่แรกแล้วก็ตาม เขาก็เอาแต่ก้มหัวอย่างเงียบ ๆ เท่านั้น

แม้แต่คนนำทางก็ปิดบังใบหน้าด้วยการสวมหน้ากาก การที่พวกเขาทำถึงขนาดนี้มันทำให้รู้สึกน่าสงสัยอย่างเห็นได้ชัด

จากนั้นผมก็หันมาดูฝั่งพวกเราที่อยู่อีกด้านหนึ่ง......


            “......มีอะไรเหรอครับคุณคาเรน?” (ไฮเนะ)


ไม่รู้ว่าทำไมคุณคาเรนถึงได้อารมณ์บูด

ทำไมกันนะ? การโต้เถียงช่วงสั้น ๆ ที่ดำเนินมาจนถึงตอนนี้ เป็นเหตุให้คุณคาเรนเสียความรู้สึกรึเปล่านะ?


            “แผนการสมาพันธ์ฮีโร่ จบสิ้นแล้วค่ะ!” (คาเรน)

            “เอ๋~~~~~~~?” (ไฮเนะ)


ไหงเธอถึงประกาศออกมาซะดังเลยล่ะ?


            “ก็มันใช่ไหมล่ะคะ!? ฉันไม่เคยได้ยินว่าฮีโร่แห่งลมเป็นผู้ชายเลยนี่! ใครเป็นคนบอกว่าฮีโร่เป็นผู้หญิงทั้งหมดเนี่ย!?” (คาเรน)

            “ช่วยไม่ได้นะ เพราะพวกลมมันลึกลับ ฮีโร่ก็เลยไม่สามารถระบุได้เช่นกัน ......แต่ฮีโร่ชาย? ไม่จริงน่า” (ซิลติส)


ซิลติสก็มาบ่นด้วย

ความรู้สึกที่หลั่งไหลออกมานี่มันอะไรกัน? ความรู้สึกไม่พอใจมันหลั่งไหลออกมา


            “แผนการที่จะทำให้สมาพันธ์ฮีโร่เสร็จสมบูรณ์ด้วยการเพิ่มฮีโร่แห่งลมเป็นเพื่อน ตอนนี้กลับกลายเป็นว่ามันถูกยกเลิกโดยสมบูรณ์ค่ะ ฉันอยากจะเข้าใจทุกอย่างจังเลยค่ะ” (คาเรน)

            “เห็นด้วย! ซิลตันเห็นด้วย!” (ซิลติส)


ซิลติสยกมือขึ้นมาอย่างกระฉับกระเฉง


            “นี่ ทำไมฮีโร่ชายถึงใช้ไม่ได้ขนาดนั้นล่ะ?” (ซาซาเอะ)


ซาซาเอะจังหันมารับมุขอย่างไม่มีทางเลือก


            “แหงล่ะ! ทั้ง ๆ ที่เป้าหมายลับ ๆ ของฉันก็คือรวมกลุ่มฮีโร่ทั้งห้ามาเต้นด้วยกันแท้ ๆ แต่เพราะไอ้เวรนั่นมันก็เลยพังไม่เป็นท่า! มันอยู่ในระดับที่ฉันอยากฟ้องร้องเพราะทำผิดสัญญาเลยละ!” (ซิลติส)

            “เธอปิดบังความทะเยอทะยานแบบนั้นไว้เหรอเนี่ย!? ฉันทำได้แค่เต้นรำในเทศกาลโอบ้งเท่านั้นแหละ!?” (ซาซาเอะ)


ถึงแม้ว่าการผิดสัญญาจะเป็นการเข้าใจผิดก็เถอะ ยังไง ๆ ศาสนจักรแห่งลมก็มีแต่ปัญหาอยู่ดี


            “อ๊ะ จริงสิ ตอนแรกดูเหมือนผู้ชาย ความจริงแล้วเป็นผู้หญิงงั้นเหรอ.......!? มันเป็นรูปแบบนั้นรึเปล่านะ?” (ซิลติส)

            “แบบนั้นน่ะแค่มิรัคก็เหลือเฟือแล้วนะ ซิลติสจัง......” (คาเรน)

            “ชั้นไม่เคยปลอมแปลงเพศเลยสักครั้งนะ!?” (มิรัค)


ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเหล่าฮีโร่ก็ครึกครื้น

เอาเถอะ ในเชิงรูปร่างที่เกี่ยวกับชีวาซึ่งเป็นฮีโร่และผู้ก่อตั้งแห่งลมน่ะ เป็นผู้ชายแน่นอน ดีไม่ดี ถ้าเขาเป็นผู้หญิงล่ะก็ ความรู้สึกขยะแขยงคงจะพุ่งไปถึงขีดสุด


            “ลูกผู้ชายต้องเลือดร้อน” (เอ็นโอ)


พอเทียบกับฝั่งฮีโร่ที่เจี๊ยวจ๊าวแล้ว เหล่าผู้ก่อตั้งกำลังรอให้การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบ ๆ และสุภาพ

จากนั้น......

* * * * *


            “ชั้นทำให้รอสินะ” (ชีวา)


ชีวาที่เปลี่ยนชุดเสร็จแล้วกลับมาที่สนามแข่ง

เขาเปลี่ยนจากชุดที่ใช้ในงานพิธีที่แสดงความบริสุทธิ์และความน่าเกรงขามในฐานะผู้ก่อตั้ง มาเป็นชุดรบที่เน้นความสะดวกในการเคลื่อนไหว

ชุดเบา ที่แสดงเส้นรูปร่างอย่างละเอียด


            “หน้าอกนั่น...... ไม่ผิดแน่ เขาเป็นผู้ชาย......!” (คาเรน)

            “เหมือนโล่งใจ และก็เหมือนจะหงุดหงิด......!” (ซิลติส)


คุณคาเรนกับซิลติสยังพูดอยู่


            “อื๋อ? ดูสิ มีดที่อยู่ที่เอวทั้งสองข้างนั่น มันเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งลมใช่ไหม?” (ซาซาเอะ)

            “แต่ถึงจะเรียกว่ามีด รูปร่างมันก็ดูแปลก ๆ นะ?” (มิรัค)


สองคนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งทำการวิเคราะห์อย่างสงบ

มันก็จริงอย่างที่มิรัคพูด มีดรูปทรงแปลก ๆ ติดอยู่ที่เอวทั้งข้างซ้ายและข้างขวา พวกมันถูกเก็บไว้ที่ปลอกมีดซึ่งห้อยอยู่ใต้เข็มขัด

ถ้าเขาใช้มันล่ะก็ ความชำนาญของเขาก็คงจะเป็นการต่อสู้ระยะประชิดเป็นหลัก ถ้าประมาทล่ะก็ ผมคงจะถูกเฉือนเป็นชิ้น ๆ ในพริบตา

ผมเองก็ลงมาที่สนามแข่งทรงกลมเหมือนกัน แล้วผู้ชายสองคนก็เผชิญหน้ากัน


            “......ถ้างั้นก็แสดงให้ชั้นดูหน่อยสิ ความสามารถที่แท้จริงของบุรุษแห่งความมืดที่ผู้ก่อตั้งทุกคนชื่นชม” (ชีวา)

            “ทางนั้นก็เช่นกันครับ คุณคงเข้าใจดีใช่ไหมครับ ว่าผู้ที่ทดสอบคน ก็จะถูกคนทดสอบในเวลาเดียวกัน?” (ไฮเนะ)


แต่มันเป็นครั้งแรกที่ผมไม่ได้คาดคิดมาก่อน การดวลอย่างเอาจริงเอาจังระหว่างมนุษย์กับมนุษย์แบบนี้น่ะ

กลุ่มฮีโร่กับผู้ก่อตั้งกำลังดูพวกผมอยู่นอกสนามแข่ง


            “ใครก็ได้ ช่วยส่งสัญญาณเริ่มการต่อสู้ที” (ชีวา)


ผู้ก่อตั้งแห่งไฟลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว แล้วพูดกับชีวาที่เรียกร้องว่า


            “ลูกผู้ชายต้องเลือดร้อน!” (เอ็นโอ)


การต่อสู้เริ่มต้นขึ้น

ในเวลาเดียวกัน ชีวาก็ชักมีดออกมาจากเอวทั้งสองข้าง

......อื๋อ? มีด? ......ไม่ใช่ รูปร่างมันไม่ได้คล้ายกับมีดเลย....... นั่นมันอะไรน่ะ? กระบอก?


            “ถ้างั้นชั้นจะให้แกลิ้มรสมันเป็นพิเศษ อาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งลมของพวกเรา รสชาติของกระสุนปืนคู่วายุ ฟูมะ โคทาโร่” (ชีวา)

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 146 กระสุนลวงตา

 

นั่นเป็นสิ่งที่ผมได้เห็นเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ตอนที่ผมเกิดมา

ส่วนอื่นนอกจากด้ามจับถูกเก็บไว้ข้างในปลอกและไม่สามารถมองเห็นได้ เพราะแบบนั้นความยาวของปลอกจึงทำให้เกิดภาพลวงตาว่ามันคือมีด

แต่ถ้ามันถูกนำออกมาจากปลอกสักครั้งล่ะก็ สิ่งที่ปรากฏออกมามันไม่เหมือนกับมีดเลย

ควรจะเรียกมันว่ากระบอกมากกว่า

ส่วนที่ผมคิดว่ามันเป็นมีดคือส่วนประกอบหลัก? จากตรงนั้นมันเบี่ยงเป็นมุมฉาก และทั้งหมดก็รูปร่างเหมือนกับตัว L

ไอ้นั่นมันอะไรกันล่ะเนี่ย? มันจะโจมตียังไงกันนะ?

ส่วนรูของกระบอกนั่นถูกหันมาใส่ผมที่ได้แต่งุนงง

ผมรู้สึกว่ามันอันตรายโดยสัญชาตญาณ


ปัง!!


เสียงที่ดังสนั่นราวกับระเบิดถูกปล่อยออกมาจากกระบอก และในเวลาเดียวกันผมก็บิดร่างกายท่อนบน

อาการเจ็บแปลบได้แล่นไปที่หูข้างหนึ่ง

ทั้ง ๆ ที่ระยะทางระหว่างผมกับชีวา มันห่างจนพูดได้ว่าพวกผมอยู่ตรงขอบสนามแข่งแท้ ๆ แต่ผมก็ถูกโจมตีจากระยะห่างนั้น


            “คุณไฮเนะ!?” (คาเรน)

            “เกิดอะไรขึ้น!?”


พวกคุณคาเรนที่กำลังดูการแข่งขันอยู่ข้างนอก เอ่ยขึ้นมาด้วยความแปลกใจ

ผมจับหูที่ความเจ็บปวดแล่นเข้ามาโดยอัตโนมัติ แต่โชคยังดีที่หูของผมยังโอเคอยู่

ผมตกใจเพราะนึกว่ามันจะถูกเป่ากระเด็นไปแล้ว พอตรวจสอบว่ามันปลอดภัยดีผมก็เลยโล่งใจ แต่ในเวลาเดียวกันผมก็รู้สึกว่าเลือดมันไหลออกมา

รู้สึกว่าส่วนหนึ่งจะโดนถาก ๆ 


            “หลบด้วยปฏิกิริยาตอบสนองสินะ ถ้าแค่นั้นยังทำไม่ได้ มันก็คงไม่สนุก” (ชีวา)


ชีวาพูดแบบนั้น แล้วเอารูของกระบอกนั่นหันมาทางผมเหมือนเดิม

ก่อนหน้าที่จะคิด ผมก็รู้สึกว่า

การอยู่ในตำแหน่งที่เห็นรูนั่นมันแย่มาก!


ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!


ผมรู้สึกว่าอะไรบางอย่างผ่านรอบ ๆ ตัวผมไปด้วยความเร็วสูงอีกครั้ง พร้อมกับเสียงที่ดังสนั่น

แต่ถ้าผมไม่ได้สัมผัสถึงอันตรายแล้วก้มตัวลงไปล่ะก็ มันคงจะผ่านเข้าไปในร่างกายของผมอย่างแน่นอน

ผมรู้อยู่อย่างหนึ่ง

ชีวายิงอะไรบางอย่างใส่ผม จากรูของกระบอกนั่น


            “หนอย!!” (ไฮเนะ)


ยังไงก็ตาม ผมต้องเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ การหยุดอยู่ในที่ ๆ เดียวมีแต่จะเป็นอันตรายเท่านั้น

และการอยู่ในระยะไกลก็มีแต่จะถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว ก่อนอื่นผมจะวิ่งเข้าไปด้วยความเร็วเต็มพิกัด แล้วเข้าไปใกล้ ๆ จนถึงตำแหน่งที่ตอบโต้ชีวาได้


            “จะเข้ามาแล้วสินะ ......ทำได้แค่เข้ามาเท่านั้น” (ชีวา)


ไม่นึกเลยว่าชีวาจะยอมให้ผมเข้ามาง่าย ๆ

เขาหยุดหมัดที่ผมปล่อยออกไปด้วยกระบอกนั่น


            “......ไอ้นั่น คืออะไร?” (ไฮเนะ)


ผมมองดูใกล้ ๆ อีกครั้ง ไอ้เจ้ากระบอกน่าสงสัยนั่น

ประกายสีคล้ำ ๆ ที่ปกคลุมมันทั้งหมดบ่งบอกว่ามันทำด้วยเหล็ก ส่วนความยาวก็ถือว่าเป็นอาวุธที่เล็กในระดับมีด

จะเรียกว่าอาวุธได้รึเปล่า ผมก็ยังไม่รู้เหมือนกัน.......

แต่โครงสร้างที่ดูซับซ้อนซึ่งปรากฏบนพื้นผิวนั้น มันทำให้ผมนึกถึงสิ่ง ๆ หนึ่ง


            “......เครื่องจักรอีเธอเรียลงั้นเหรอ?” (ไฮเนะ)


หรือว่าอาวุธนั่น ใช้อีเธอเรียลทำเป็นอาวุธ?


            “บ้าน่า!?”


ผมได้ยินเสียงใครบางคนจากที่นั่งคนดู


            “การใช้อาวุธอีเธอเรียล ถูกสั่งห้ามอย่างเคร่งครัดด้วยความเห็นของศาสนจักรทั้งห้าไม่ใช่หรือ!? คนที่มีฐานะเป็นผู้ก่อตั้งกลับละเมิดข้อห้ามเสียเองเนี่ยนะ!?”

            “อย่าพึ่งด่วนสรุปสิ ปืนคู่วายุฟูมะ โคทาโร่อันนี้น่ะ เป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งลมอย่างแน่นอน” (ชีวา)


ปืนคู่ วายุ......?


            “ถึงมันจะเป็นเครื่องจักรที่ทำขึ้นมาโดยอ้างอิงจากอุปกรณ์อีเธอเรียล แต่พลังขับเคลื่อนของมันเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งลมอย่างแน่นอน เมื่อติดแร่ที่ขยายและสั่นสะเทือนพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งลมไว้ที่ด้ามจับ แล้วส่งพลังศักดิ์สิทธิ์ผ่านมือของผู้ใช้ เมื่อพลังศักดิ์สิทธิ์เข้ามาในตัวปืนครั้งหนึ่ง มันจะไหลเข้าสู่ปากกระบอกปืนและถูกบีบอัดทันที เมื่อเหนี่ยวไกปืนในสภาพนั้นแล้วเข็มแทงชนวนลงมา พลังศักดิ์สิทธิ์แห่งลมที่เปลี่ยนเป็นอากาศที่ถูกบีบอัดจะระเบิดออกมาทันที จากนั้นก็ยิงผ่านปากกระบอกปืนแคบ ๆ ไปยังทิศทางที่เตรียมไว้ นั่นก็คือสิ่งที่ปืนคู่วายุ ฟูมะโคทาโร่ยิงออกไปไงล่ะ” (ชีวา)


ผมไม่รู้เลยว่าหมอนั่นกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่


            “ถึงจะบอกว่าสิ่งที่ถูกปลดปล่อยออกไปคืออากาศ แต่ความเร็วของมันก็เท่ากับความเร็วเสียง แค่คลื่นเสียงที่สร้างขึ้นมาก็ทรงพลังพอสมควรแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งลมก็ผสมอยู่ด้วย ถ้าโดนมันเข้าล่ะก็ ร่างกายของมนุษย์ถูกเป่ากระเด็นไปได้อย่างสบาย ๆ ความจริงแล้วที่แกหลบมันได้น่ะ เป็นเพราะแกสามารถอ่านทางมันออกได้ด้วยสัญชาตญาณ ถึงจะแค่ครั้งเดียว ชั้นก็เข้าใจได้ว่าทำไมพวกผู้ก่อตั้งถึงชื่นชมแก แต่ว่า......” (ชีวา)


ขณะที่อยู่ในรูปแบบการต่อสู้ระยะประชิดด้วยหมัดกับปืน จู่ ๆ ผมก็ถูกเตะกระเด็น

แย่แล้ว ตอนที่เปิดช่องว่าง ปืนนั่น......!


ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!


            “แกจะกระเสือกกระสนหลบต่อไปได้สักกี่น้ำกัน!? ถึงจะเป็นอาวุธยิงไกลเหมือนกัน แต่ความแตกต่างของคันธนูและลูกธนูกับปืนคู่วายุนี้มันใหญ่หลวงนัก เพราะว่ามันสร้างกระสุนขึ้นมาด้วยการผสมอากาศกับพลังศักดิ์สิทธิ์ มันก็เลยไม่มีวันหมดไงล่ะ! ถึงแกจะหลบต่อไป แต่จุดจบที่แกจะได้พบมันก็ไม่เปลี่ยนแปลงหรอก! จุดจบที่เรียกว่าความตายของแกไงล่ะ!” (ชีวา)


พูดเหมือนกับจะฆ่ากันเลยนะ!?

มันก็จริงอย่างที่ชีวาพูด ถึงจะเป็นอาวุธยิงไกลเหมือนกัน ปืนนั่นก็แตกต่างกับธนูเป็นพิเศษ

ในฐานะที่ตัวผมเป็นลูกชายนายพราน ผมจึงคุ้นเคยกับธนูและลูกธนู เพราะงั้นผมถึงเข้าใจเป็นอย่างดี ความแตกต่างอันน่าสะพรึงกลัวที่เหนือกว่าการปลดปล่อยมันออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ความแตกต่างนั้นก็คือ ความสามารถในการยิงรัวนั่น

ในขณะที่ธนูปล่อยลูกธนูออกมาหนึ่งดอก ปืนนั่นก็ยิงออกมาเป็นชุดอย่างน้อย ๆ 5 - 6 ลูก

มิหนำซ้ำยังปล่อยออกมาจากมือซ้ายและมือขวาในครั้งเดียว

ในขณะที่ธนูต้องใช้มือทั้งสองข้างถือ ปืนนั่นกลับถือได้ด้วยมือข้างเดียว เพราะแบบนั้นมันจึงถือได้สองกระบอกในเวลาเดียวกัน

แค่นั้นจำนวนการยิงครั้งหนึ่งก็กลายเป็นสองเท่าแล้ว


มันยุ่งเหยิงมาก และการหลบหลีกก็มีขีดจำกัด


            “ว่าไง!? คนที่พวกผู้ก่อตั้งโปรดปราน จะจบแค่นี้เหรอ? ถ้าอย่างงั้น ชั้นจะให้แกชดใช้ที่มาทำให้ชั้นผิดหวัง!!” (ชีวา)


ความเร็วในการยิงต่อเนื่องของชีวาที่ดำเนินมาจนถึงตอนนี้เพิ่มขึ้นยิ่งกว่าเดิม

คราวนี้วิถีกระสุนที่กระจัดกระจายมันแม่นยำ มันทำให้ผมไม่สามารถเข้าไปใกล้ ๆ เขาได้ง่าย ๆ

วิธีเดียวที่จะพลิกสถานการณ์นี้ได้ก็คือลอบเข้าไปในระยะประชิด แต่ผมที่ถูกตรึงไว้ในระยะที่ตายตัวมัน......!


            “ช้าไป! นี่คือชัยชนะของชั้น!!” (ชีวา)


ผมหลบแล้วหลบเล่าจนท่วงท่าพังทลาย และตอนนั้นกระสุนอากาศมากมายก็ลอยมา

ไม่มีทางหลบได้แน่นอน

สิ่งที่ทำได้มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น


            “Dark Matter Set!” (ไฮเนะ)


กำแพงสสารมืดก่อรูปร่างขึ้นมาพร้อมกับแขนที่เหวี่ยงไปด้านข้าง

กระสุนอากาศที่ถูกสร้างขึ้นโดยผสมพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งลม ถูกกำแพงดำนั่นป้องกันแล้วจางหายไปอย่างง่ายดาย

พลังแห่งดิน, น้ำ, ไฟ, ลมไร้พลังเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังแห่งความมืด


            “............นั่นมัน”

            “............”


ผมรู้สึกเสียใจ ที่ใช้สสารมืดกับอีกฝ่ายที่เป็นมนุษย์

นั่นหมายความว่าความสามารถที่แท้จริงของชีวายอดเยี่ยม แต่ผมไม่อยากใช้พลังที่แข็งแกร่งมาก ๆ กับมนุษย์เลย

ถ้าเป็นสัตว์ประหลาดที่ไม่มีชีวิตตั้งแต่แรก กับโนวาและคอร์เซอเวทที่น่ารำคาญก็ว่าไปอย่าง

แต่อีกฝ่ายไม่ใช่เทพและสัตว์ประหลาด เขาเป็นมนุษย์


            “.......กะแล้วเชียวว่าเป็นแก” (ชีวา)

            “อะไรนะ?” (ไฮเนะ)


ชีวาพูดอะไรบางอย่าง เพราะมันเป็นเสียงที่เบา ผมก็เลยยื่นหูไปข้างหน้าโดยไม่คิด


            “อย่ามาทำเป็นไขสือ แกใช่ไหม? เอ็นโทรปี นอกจากแกแล้ว สสารมืดนั่นจะมีใครควบคุมมันได้อีกล่ะ?” (ชีวา)

            “น่ะ......!?” (ไฮเนะ)


หมอนั่นรู้จักสสารมืด!? ซ้ำยังรู้จักชื่อเทพของผม!?

นายเป็นใครกันแน่.......!?


            “ชั้นเอง เทพแห่งความมืดเอ็นโทรปี” (ชีวา)


ชีวาที่เป็นผู้ก่อตั้งแห่งลมและฮีโร่แห่งลมพูด


            “ชั้นก็คือ เทพวายุเควซาร์” (ชีวา)

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 147 ในฐานะราชาและวีรบุรุษ

 

เทพวายุเควซาร์


ชีวาที่อยู่ตรงหน้าประกาศชื่อนั้นออกมาจริง ๆ เขาเอ่ยชื่อเทพออกมาจากปาก ในขณะที่รูปร่างของมนุษย์ไม่ได้แตกต่างจากปกติเลย

ถ้าเป็นตามปกติล่ะก็ มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ แต่มนุษย์ธรรมดาไม่มีทางรู้จักชื่อของผมที่เป็นเทพแห่งความมืดและสสารมืดหรอก

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ชายผู้นั้นคือหนึ่งในเทพแห่งธาตุทั้งสี่และเทพทั้งหกแห่งการสร้างโลก

เทพวายุเควซาร์

และการที่เทพใช้ร่างของมนุษย์ก็หมายความว่า......


            『นายเองก็มาจุติเป็นมนุษย์ด้วยเหรอเควซาร์?』 (เอ็นโทรปี)

            『อะไรกัน? อุตส่าห์คุยด้วยการเคลื่อนไหวของคลื่นแห่งวิญญาณเลยเหรอ? ก็ได้ งั้นชั้นเอาด้วย』 (เควซาร์)


เดิมทีสถานที่ที่พวกผมสองคนเผชิญหน้ากัน , คุณคาเรน และที่นั่งของคนที่ดูการต่อสู้มันอยู่ห่างกัน แต่ก็เพื่อความชัวร์

การประกาศชื่อเควซาร์เมื่อครู่เป็นเสียงเบา เพราะงั้นผมก็เลยคิดว่าพวกเธอคงไม่ได้ยิน......


            『จะว่าไป ชั้นได้ยินการสื่อสารเมื่อครู่ อีกฝ่ายที่สนทนาคือผู้ก่อตั้งแห่งแสงสินะ ถ้าเป็นอย่างงั้นก็หมายความว่า ยัยเทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่นก็จุติเป็นมนุษย์ การที่สองขั้วจับมือกัน สำหรับธาตุทั้งสี่แล้วมันน่ากลัวมากเลยนะ』 (เควซาร์)


การสื่อสารทางจิตนั้น มีเป้าหมายเพื่อล่อลวงเควซาร์ที่กำลังแอบดูพวกผมอยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่ไม่นึกเลยว่าเขาจะแอบอยู่ใกล้ขนาดนี้

เขาเฝ้ามองพวกผมในขณะที่นั่งอยู่ในรถคันเดียวกันอย่างใจจดใจจ่อเลยงั้นเหรอ?


            『ชั้นรู้ตัวตนที่แท้จริงของพวกแกด้วยการสื่อสารนั้น แต่ชั้นก็ระมัดระวังเต็มที่ เพื่อที่ชั้นจะได้เชื่ออย่างสนิทใจ ชั้นก็เลยเตรียมการต่อสู้นี้ และมันก็เป็นไปตามคาด แกใช้สสารมืด เท่านี้ก็แน่ชัด แกคือเทพแห่งความมืดเอ็นโทรปี』 (เควซาร์)

            『มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว』 (เอ็นโทรปี)


แสร้งทำเป็นไม่รู้ไปก็ไร้ประโยชน์

ผมเปิดเผยชื่อของดวงวิญญาณที่อยู่ในตัวผม


            『เหอะ ในที่สุดก็ฟื้นคืนชีพสินะ ความรู้สึกที่ได้ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล 1,600 ปีมันเป็นยังไงล่ะ? ชั้นดีใจจริง ๆ เลยว่ะ! เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ชั้นรอคอยมาตลอด!』(เควซาร์)

            『ก็ไม่รู้หรอกนะนายว่าตื่นเต้นเรื่องอะไร แต่ผมน่ะอารมณ์ไม่ดีเลย ยิ่งผมรู้เรื่องที่ธาตุทั้งสี่อย่างพวกนายทำในตอนที่ผมหลับใหลอยู่เท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกอารมณ์ไม่ดีมากขึ้นเท่านั้น』 (เอ็นโทรปี)


เทพอัคคีโนวา เทพวารีคอร์เซอเวท พระแม่ธรณีแมนเทิล เทพวายุเควซาร์


เดิมที เทพทั้งสี่ที่ถูกรวบรวมด้วยข้อผูกมัดของธาตุทั้งสี่ เป็นเทพที่มีหน้าที่ช่วยเหลือการสร้างโลกของเทพแห่งสองขั้วที่มีตำแหน่งสูงกว่า

แต่เพราะการต่อสู้ของทวยเทพเกิดขึ้นเมื่อตอนจุดเริ่มต้นของโลก เทพแห่งความมืดที่ควรจะมีตำแหน่งสูงสุดได้พ่ายแพ้และถูกปิดผนึก พวกนั้นก็เลยเหิมเกริม

พวกเขาเข้าใจผิดว่าตนเองเป็นผู้ปกครองโลก และทำตามอำเภอใจ


ผมซึ่งเป็นเทพแห่งความมืดเอ็นโทรปีฟื้นคืนชีพขึ้นมา และได้ตรวจสอบบาปที่พวกเขาก่อในระหว่างที่ผมถูกปิดผนึก

จากนั้นผมก็สรุปว่า จะไม่ปล่อยให้พวกธาตุทั้งสี่มาข้องเกี่ยวกับโลกใบนี้อย่างเด็ดขาด


ตั้งแต่ที่ผมมาจุติในตัวมนุษย์ และได้พบกับทวยเทพแห่งธาตุทั้งสี่ที่เป็นสหายอีกครั้ง ผมก็บดขยี้พวกมันทุกครั้ง

ตอนแรกผมก็ไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นอย่างนั้นหรอก แต่ผมก็ทำไปแล้วสามครั้ง

และในที่สุด ธาตุทั้งสี่ตนสุดท้ายก็ปรากฏตัว

หมอนั่นจะทำให้มันลงเอยแบบเดียวกับพี่น้องตนอื่น ๆ รึเปล่านะ?


            『......แต่ว่า นายแตกต่างจากคนอื่นนิดหน่อยนะเควซาร์ นายเป็นคนแรกในธาตุทั้งสี่ที่มาจุติในตัวมนุษย์』 (เอ็นโทรปี)


ยังมีความไปได้เรื่องสัตว์ประหลาดที่เลียนแบบมนุษย์เหมือนกับตอนคอร์เซอเวทอยู่เหมือนกัน


            『......โนวา, คอร์เซท, แมนเทิล สามตัวนั่นน่ะเหรอ? พวกมันน่ะโง่』 (เควซาร์)


เควซาร์พ่นคำพูดเดียวใส่เหล่าพี่น้องแบบไม่เกรงใจ .......ไม่สิ ควรจะบอกว่าชีวาเป็นคนพูดจะดีกว่า?


            『พวกชั้นได้จัดการแก ในการต่อสู้ของยุคสมัยแห่งการสร้างโลก เทพแห่งความมืดเอ็นโทรปี แกคือผู้ที่ควรจะเป็นเทพสูงสุด ราชาเทพ แต่สุดท้ายมันก็เป็นเรื่องง่าย เมื่อเทพธิดาแห่งแสงย้ายมาอยู่ฝ่ายเดียวกัน และที่สำคัญที่สุดก็คือ แกยอมให้พวกเราชนะ นั่นเป็นสาเหตุของการพลิกล็อกครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนจุดเริ่มต้นของโลก』 (เควซาร์)

            『......กำลังพูดเรื่องอะไรอยู่น่ะ』 (เอ็นโทรปี)

            『อย่ามาทำเป็นไม่รู้น่า เพราะว่าแกถอนตัว โนวากับคอร์เซอเวทก็เลยได้ใจสุด ๆ พวกมันเข้าใจผิดว่าตัวเองเป็นจุดสูงสุดของโลก และพวกมันก็ไม่ได้พยายามปิดบังความโง่เขลาของตัวเองเลย เหมือนกับสุนัขที่ถูกเลี้ยงดูโดยปล่อยไว้ข้างนอกนั่นแหละ』 (เควซาร์)

            『เป็นวิธีพูดที่ไร้ความเกรงใจสุด ๆ ยังไง ๆ นายก็เป็นสหายของธาตุทั้งสี่เหมือนกันนะ』 (เอ็นโทรปี)

            『เอ็นโทรปีเอ๋ย ชั้นจะบอกแกไว้ก่อนนะ นั่นเป็นการดูถูกเหยียดหยามที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับชั้น หลังจากนี้ไป อย่าเอาชั้นไปอยู่ในระดับเดียวกับไอ้หน้าโง่อย่างพวกมันอีกล่ะ』 (เควซาร์)


จากน้ำเสียงนั้น ความรู้สึกดูถูกเหยียดหยามที่มีต่อคอร์เซอเวทและโนวา มันปรากฏออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ

เพราะมันเป็นสื่อสารที่ทำด้วยการเคลื่อนไหวของคลื่นวิญญาณไม่ใช่กายเนื้อ มันก็เลยปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงได้ยากยิ่งขึ้น


            『งั้นขอฟังหน่อยสิ เทพวายุเควซาร์ นายต่างจากคนอื่นยังไง?』 (เอ็นโทรปี)


ผมถาม

เพราะการค้นพบข้อเท็จจริงอันใหม่ บรรยากาศในการต่อสู้จึงเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่นโดยสิ้นเชิง

เทพวายุ ในฐานะผู้ก่อตั้งแห่งลม และฮีโร่แห่งลม

ช่างเป็นคนที่โลภมากจริง ๆ ผูกขาดหน้าที่ทั้งหมด มันเป็นครั้งแรกที่ผมได้พบกับคนที่เพรียบพร้อมถึงขนาดนี้

แต่ที่มาจุติเป็นมนุษย์นั่นก็หมายความว่า เขากำลังพยายามทำอะไรบางอย่างที่ต้องลงทุนทำถึงขนาดนั้น


            『ขอฟังหน่อยได้ไหม? เหตุผลที่นายมาจุติเป็นมนุษย์ และเหตุผลที่นายมาเป็นจุดสูงสุดของศาสนจักรแห่งลมที่บูชาตนเอง มันไม่มีทางที่นายจะไม่มีเหตุผลใช่ไหมล่ะ?』 (เอ็นโทรปี)

            『ไม่ใช่ว่ามันมีเรื่องที่แกอยากถามก่อนหน้านั้นหรอกเหรอ?  แกอยากรู้ใช่ไหม ที่อยู่ของมารดาสัตว์ประหลาดน่ะ? แกพูดเรื่องนั้นกับอินเฟลชั่นนี่หว่า?』 (เควซาร์)

            『ถูกต้อง แต่เพื่อที่จะได้ข้อมูลนั้น ผมจำเป็นต้องรู้ว่านายเผชิญหน้ากับอะไรก่อน เควซาร์ นายเป็นมิตรของมนุษย์? หรือว่าเป็นศัตรู?』 (เอ็นโทรปี)


คุคุคุคุคุ......

ผมได้ยินเสียงหัวเราะ ที่ฉายแววราวกับจะบอกว่าไม่อาจอดทนอดกลั้นได้อีกแล้ว ผ่านการเคลื่อนไหวของคลื่นวิญญาณ

เสียงของเควซาร์


            『สุดท้ายแกก็อยู่ในระดับนั้น เอ็นโทรปี แกอยู่ในระดับที่เข้าใจชั้นได้แค่นั้น แน่นอน สำหรับเทพสูงสุดอย่างแก ชั้นมันก็แค่เทพชั้นต่ำที่ไร้ค่า ไม่ได้อยู่ในสายตาแกเลย』 (เควซาร์)

            『ทำไมจู่ ๆ ก็ดูถูกตัวเองล่ะ......?』 (เอ็นโทรปี)

            『ถ้างั้นชั้นจะบอกให้ ชั้นไม่ได้เป็นมิตรของใครทั้งนั้น ทั้งมนุษย์และเทพ การต่อสู้ในยุคสมัยแห่งการสร้างโลก และการทำลายเมืองของมนุษย์ที่สร้างขึ้นมาเป็นครั้งแรกในโลกใบนี้ ที่ชั้นทำลงไปก็เพราะว่าการปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นมันยุ่งยากเท่านั้น สำหรับชั้น เทพและมนุษย์เป็นตัวตนที่ไม่มีค่าเลย』(เควซาร์)


พอลองคิดว่าจะพูดอะไรออกมาดีแล้ว ผมก็พูดไม่ออก......

สาเหตุที่นายไม่เหลืออยู่ในความทรงจำของใคร ก็เพราะว่าความสันโดดที่เด็ดขาดนั่นไม่ใช่เหรอ?

ไม่ข้องเกี่ยวกับใคร และไม่มีความสัมพันธ์กับใคร

เพราะแบบนั้นสัมผัสของตัวตนจึงเหมือนกับอากาศ ผมกับโยริชิโระก็เลยจำความรู้สึกที่มีต่อเขาไม่ค่อยได้


            『แต่สำหรับชั้น ศัตรูที่ตัดสินใจว่าต้องโค่นให้ได้ มีเพียงผู้เดียวเท่านั้น』 (เควซาร์)

            『เห』 (เอ็นโทรปี)

            『แกไงล่ะ』 (เควซาร์)


เอ๋?


            『แกนั่นแหละ เทพแห่งความมืดเอ็นโทรปี ชั้นมาจุติเป็นมนุษย์ก็เพื่อโค่นแก 1,600 ปี ที่แกหลับใหล สำหรับชั้นมันคือเวลาเตรียมการเพื่อโค่นแก!』 (เควซาร์)

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 148 ณ ที่นั่งผู้ชม

 

กองบัญชาการศาสนจักรแห่งลม โรงงานแห่งลม

พวกดิฉันเฝ้าดูการต่อสู้ตัวต่อตัว ที่ถูกจัดขึ้นในส่วนที่ใช้สำหรับการฝึกสู้รบอย่างใจจดใจจ่อ


ดิฉัน—— ผู้ก่อตั้งแห่งแสงโยริชิโระ กับเหล่าผู้ก่อตั้งและฮีโร่ที่มารวมตัวกันจากทั่วโลก

แต่ว่า......


            “อะไรกัน? จู่ ๆ ทั้งสองคนก็ไม่ขยับเขยื้อน?” (มิรัค)


การยิงกันอย่างดุเดือดในช่วงแรกหยุดลงทันที และคุณไฮเนะกับทอร์โดเรด ชีวาที่เผชิญหน้ากันในสนามแข่งขัน ก็เริ่มจ้องกันโดยไม่ขยับเลยสักนิด

มันเงียบจนน่าแปลกค่ะ


            “เกิดอะไรขึ้น? ทั้งสองคน ต่อสู้กันดุเดือดขนาดนั้นจนถึงเมื่อกี้?” (คาเรน)


ฮีโร่ของดิฉัน คุณคาเรนเองก็ไม่เข้าใจความน่าสงสัยที่แผ่ขยายออกไปเช่นกัน


            “อ๊ะ บางทีมันอาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้นะ!? เหมือนกับนิทานสมัยโบราณที่ว่า ‘การต่อสู้ครั้งนี้ ใครขยับก่อนจะเป็นฝ่ายแพ้’ ......! การต่อสู้ของพวกผู้เชี่ยวชาญที่อ่านแผนการของแต่ละฝ่ายออก แค่ขยับโดยไม่ระมัดระวังก็ถึงแก่ชีวิตแล้ว!” (ซิลติส)

            “อะไรกัน นั่นมันเท่ห์ไปเลยนะ! ชั้นเองก็อยากจะประลองระดับสูงแบบนั้นเหมือนกัน!” (ซาซาเอะ)

            “แหมซาซาเอะจิ งั้นมาลองกับฉันไหม? ถ้าขยับก่อนแพ้นะ อ๊ะปับปุ~?” (ซิลติส) 「TL: あっぷっぷ การละเล่นของเด็กที่แข่งทำหน้าตลกใส่กัน ใครหัวเราะก่อนแพ้」

            “เคี๊ยกฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! พี่ซิลติสนั่นมันแข่งทำหน้าตลกใส่กันแล้ว! มันแตกต่างจากจุดประสงค์ที่ว่าคนที่ขยับก่อนแพ้นะ!!” (ซาซาเอะ)


โป้ก! โป้ก!


            “ดูเงียบ ๆ ไม่ได้เหรอไง”

            ““ขอโทษค่ะ””


เนื่องจากนอกสนามส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว การที่ผู้ก่อตั้งแห่งดินเขกกะบาลพวกเธอด้วยกำปั้นอย่างแรงจึงถือว่าช่วยได้เยอะเลยค่ะ


            “ลูกผู้ชายต้องเลือดร้อน” (เอ็นโอ)


......แต่ว่า ดิฉันเข้าใจเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมจู่ ๆ ทั้งสองคนถึงไม่ขยับ

ดิฉันมีดวงวิญญาณของเทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่นสถิตย์อยู่ข้างใน

ดิฉันจึงร่วมฟังการสนทนาที่ทั้งสองคนแลกเปลี่ยนกันด้วยการเคลื่อนไหวของคลื่นวิญญาณได้ ในฐานะเทพที่มาจุติเหมือนกัน


ไม่อยากเชื่อเลยว่า ชีวาคนนั้นคือเทพวายุเควซาร์ที่มาจุติ......


มันตรงไปตรงมามากเกินไปดิฉันก็เลยคาดไม่ถึง

ตอนนี้คุณไฮเนะพยายามสนทนากับชีวา และสืบหาแผนการของเขาด้วยเสียงที่มนุษย์ไม่ได้ยิน

ดิฉันไม่อาจทำให้มันวุ่นวายไปมากกว่านี้ได้ จึงได้แต่เฝ้าดูเท่านั้น


            “แต่ว่า....... ข้าพึ่งจะเห็นเป็นครั้งแรก แต่ที่ไฮเนะคุงใช้คือพลังแห่งความมืดเหรอครับ?” (อาซูร์)


ผู้ก่อตั้งแห่งน้ำพยายามพูดเพื่อเบี่ยงเบนความตึงเครียด ในสถานการณ์ที่ดำเนินต่อไปและไม่อาจมองเห็นนี้ 


            “ถึงจะเคยได้ยินเรื่องราว แต่ก็มาเข้าใจเอาตอนที่ได้เห็นจริง ๆ นี่ละครับ มันไม่ได้คล้ายกับธาตุดิน, น้ำ, ไฟ, ลม และแสงเลย” (อาซูร์)

            “จริงไหมล่ะป๊ะป๋า? แถมยังทรงพลังสุด ๆ ด้วย มันลบการบุกโจมตีอย่างหนักของผู้ก่อตั้งแห่งลมได้ด้วยการเหวี่ยงทีเดียว” (ซิลติส)


ฮีโร่แห่งน้ำก็พูดแบบเดียวกัน

พอได้ยินบทสนทนานี้ คำร่ำลือที่ว่าผู้ก่อตั้งแห่งน้ำหลงลูกสาวหัวปักหัวปำท่าทางจะเป็นเรื่องจริง


            “ธาตุแบบที่หก ความมืดงั้นเหรอ ไม่ว่าจะดูยังไงมันก็เป็นพลังที่เข้าใจได้ยาก ถึงจะถูกพลังนั่นช่วยไว้หลายครั้งก็เถอะ” (มิรัค)

            “ลูกผู้ชายต้องเลือดร้อน” (เอ็นโอ)

            “สิ่งที่ปลิดชีพ ‘ท่านเสาหลัก’ ก็คือพลังของเจ้าเด็กนั่น แต่จริง ๆ แล้วเด็กคนนั้นคงจัดการได้ด้วยตัวคนเดียว” (ชาคารุมะ)


ผู้ก่อตั้งแห่งดินพูดอย่างจริงจัง ประวัติของฮีโร่แห่งดินที่ถูกมองว่าแข็งแกร่งที่สุดในรุ่นก่อน ๆ ได้ทำให้คำพูดของคุณยายมีน้ำหนัก


            “ชายที่ทำหน้าที่ผู้ก่อตั้งคนก่อนของพวกเรามาจนถึงตอนนี้ ได้รับคำพยากรณ์มาจากท่านแมนเทิลว่า ‘กำจัดการจุติของเทพแห่งความมืดเอ็นโทรปี’ แต่เพราะความวุ่นวายของ ‘ท่านเสาหลัก’ เกิดขึ้นตามมาทันที มันจึงถูกจัดให้เป็นคำพยากรณ์ปลอม ถึงอย่างนั้นพวกฉันก็ยังติดใจกับมันอยู่” (ชาคารุมะ)

            “เทพแห่งความมืดสินะคะ ท่านเทพผู้สร้างโลกมีอยู่หกองค์งั้นเหรอ?” (คาเรน)


บรรยากาศไม่สงบไหลเวียนในระหว่างการบรรยายของเหล่าผู้ก่อตั้ง


            “ไม่ต้อนรับหรอกครับ โลกในตอนนี้ ถูกทำให้สมดุลได้ก็เพราะศาสนจักรทั้งห้า ถ้าไปบิดเบือนมันด้วยปัจจัยใหม่ล่ะก็ สมดุลนั่นจะพังทลายครับ” (อาซูร์)

            “ลูกผู้ชายต้องเลือดร้อน” (เอ็นโอ)

            “ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ตาม การเพิ่มสิ่งใหม่ในสิ่งที่สมบูรณ์อยู่แล้วเป็นเรื่องที่ยากมากครับ ถ้าเทพแห่งความมืดมีตัวตนอยู่จริง ๆ ล่ะก็.......” (อาซูร์)


            “มีตัวตนค่ะ” (โยริชิโระ)


ดิฉันทนไม่ไหวก็เลยพูดออกไป

เนื่องจากสายตาของทุกคนมารวมกันที่ดิฉัน ดิฉันจึงไม่อาจหยุดกลางคันได้


            “เทพแห่งความมืดเอ็นโทรปี มีตัวตนค่ะ” (โยริชิโระ)

            “พูดอย่างชัดเจนมากเลยนะ ท่านเทพธิดาแห่งแสงบอกอะไรเธองั้นเหรอ?” (ชาคารุมะ)

            “ความลับของโลกค่ะ” (โยริชิโระ)


มันเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะที่ดิฉันจะบอกว่า ‘ตัวดิฉันคือเทพธิดาแห่งแสงค่ะ’ ดิฉันจึงใช้แผนการหลายอย่าง


            “ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะบอกเรื่องทุกอย่างค่ะ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ดิฉันพูดได้ชัดเจน โลกใบนี้กำลังจะเปลี่ยนแปลงค่ะ พวกเราไม่สามารถใช้หลักการเดิม ๆ กับโลกที่เปลี่ยนแปลงต่อไปได้ค่ะ” (โยริชิโระ)

            “มารดาสัตว์ประหลาด”


ผู้ก่อตั้งแห่งดินพูด


            “มันก็จริง อย่างน้อย ๆ พวกฉันก็ต้องเปลี่ยนแปลง ‘ท่านเสาหลัก’ ผู้เป็นที่พึ่งมาจนถึงตอนนี้ไม่อยู่แล้ว พวกฉันก็เลยต้องพึ่งตัวเอง พวกฉันอยากแลกเนื้อและผักสด ๆ กับอุปกรณ์อีเธอเรียล นั่นเป็นเรื่องที่ฉันอยากจะหารือในการประชุมวันนี้เหมือนกัน” (ชาคารุมะ)

            “ดีเลยค่ะ ดิฉันได้ยินมาว่าปริมาณการผลิตของอิชตาร์เบลซสูง ถ้าการแลกเปลี่ยนจัดตั้งขึ้นล่ะก็ ปริมาณน้ำฝนต่อปีที่ทำให้ดิฉันทั้งสุขและทุกข์ก็จะลดลงค่ะ” (โยริชิโระ)

            “ตอนนั้น พวกคุณต้องใช้การขนส่งทางทะเลของศาสนจักรแห่งน้ำของพวกเราให้ได้เลยนะครับ” (อาซูร์)

            “ลูกผู้ชายต้องเลือดร้อน” (เอ็นโอ)


ดิฉันทำให้เรื่องที่เกี่ยวกับเอ็นโทรปีคลุมเครือได้เป็นอย่างดี

เหล่าผู้ก่อตั้งไม่ลืมผลประโยชน์ของศาสนจักรตนเอง และพวกเขาก็มองหาการอะลุ่มอล่วยในขอบเขตที่พวกเขาจะไม่เสียหาย

โลกอาจจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยความเร็วที่เหนือกว่าที่ดิฉันคิดไว้ก็ได้

ยุคสมัยที่มวลมนุษย์ต่อสู้กันเอง ยุคสมัยที่มนุษย์ต่อสู้กับสัตว์ประหลาด

หลังจากที่ผ่านพวกมันไปแล้ว จะมีอะไรรออยู่นะ

แต่การจะไปถึงตรงนั้นได้ จะต้องก้าวผ่านอุปสรรคจำนวนมากเลยค่ะ


เทพวายุและศาสนจักรที่ยังมีสถานะไม่แน่นอน คือปัญหาที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด

จะก้าวข้าวมันไปได้หรือไม่นั้น มันขึ้นอยู่กับคุณค่ะ

คุณไฮเนะ


ได้โปรดทำให้เทพวายุเควซาร์ใจอ่อนด้วยนะคะ ไม่อย่างนั้นก็ได้โปรดฆ่าเขาอย่างทรมานเถอะค่ะ

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 149 จุดสูงสุดของเทพ

 

            『โค่น...... ผม.......?』 (เอ็นโทรปี)


ผมที่เป็นเทพแห่งความมืด—— คุโรมิยะ ไฮเนะ และทอร์โดเรด ชีวาที่เป็นเทพวายุเควซาร์สนทนาด้วยคลื่นวิญญาณกันต่อไป


            『นั่นคือเป้าหมายของนายเหรอ? พูดอะไรไร้สาระ? พวกนายน่ะ โค่นผมไปเมื่อ 1,600 ปีก่อนแล้วไม่ใช่เหรอ?』 (เอ็นโทรปี)

            『ไอ้นั่นคือชัยชนะงั้นเหรอ? ถึงแกจะหลอกไอ้หน้าโง่โนวาและคอร์เซอเวทได้ แต่แกตบตาชั้นคนนี้ไม่ได้หรอก』(เควซาร์)


คอร์เซอเวทเว้นช่วง แล้วพูดเพื่อเน้นย้ำ


            『แกจงใจแพ้』 (เควซาร์)


การต่อสู้ของทวยเทพเมื่อ 1,600 ปีก่อน


            『แกมีพลังถึงขั้นที่โต้กลับเทพทั้งห้าที่รวมกลุ่มกันตั้งแต่แรกแล้ว มันไม่เกี่ยวเลยว่าเทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่นจะอยู่ด้วยรึเปล่า ถ้าแกเอาจริงล่ะก็ แกสามารถเอาชนะยัยนั่นได้อยู่แล้ว』 (เควซาร์)

            『ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ?』 (เอ็นโทรปี)

            『เพราะในการต่อสู้เมื่อ 1,600 ปีก่อน มีแค่ชั้นเท่านั้นที่ต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจัง』 (เควซาร์)


พอลองนึกดู ในอดีตอันไกลโพ้น การต่อสู้ของทวยเทพที่เกิดขึ้นตอนที่สร้างโลกใบนี้ มันอยู่ในขอบเขตที่เหนือจินตนาการ ผ่าท้องนภา และบดขยี้ผืนแผ่นดิน

แต่ถึงอย่างนั้น ทวยเทพก็ต่อสู้อย่างจริงจังไม่ได้

แน่นอนว่าแมนเทิลที่เกลียดความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ ส่วนโนวาและคอร์เซอเวทก็คงคิดว่า ฝากให้อินเฟลชั่นที่ได้เปรียบผมชัวร์ ๆ คงไม่มีปัญหา เห็นได้เลยชัดว่าพวกเขาปล่อยปะละเลย

แม้แต่อินเฟลชั่นที่เป็นหัวใจสำคัญก็ยั้งมือไว้ เพราะความจริงแล้วเธอไม่ได้อยากเป็นศัตรูกับผม การต่อสู้มันก็เลยน่าเบื่อมาก ๆ

ในหมู่พวกนั้น มีแค่หมอนั่นเท่านั้นที่ท้าทายผมจริง ๆ และพยายามเอาชนะผมจริง ๆ

เนื่องจากการโจมตีของลมทั้งหมดถูกสสารมืดขัดขวางมันก็เลยมาไม่ถึง จึงยากที่ผมจะสังเกตุเห็น ในระหว่างการโจมตีและการป้องกัน ผมรู้สึกว่าจะมีแค่ดวงตาของหมอนั่นเท่านั้นที่ฉายแววเอาจริงเอาจัง


            『ผู้ที่แข็งแกร่งจริง ๆ อย่างแกคงจะมองชั้นที่ต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจัง และพวกคอร์เซอเวทที่ต่อสู้แบบขอไปทีว่าไร้ค่าเหมือนกันสินะ เพราะแบบนั้น แกถึงจำชั้นที่เอาแต่ต่อสู้แบบทุ่มสุดตัวไม่ได้เลย』 (เควซาร์)

            『เหวอ.......』 (เอ็นโทรปี)


เอาไงดี ผมไม่รู้ว่าจะแก้ตัวยังไง

บางทีผมอาจจะทำร้ายหมอนั่นโดยไม่รู้ตัวก็ได้?


            『สำหรับชั้น มนุษย์มันจะเป็นยังไงก็ได้ จะทำให้พวกมันเป็นอิสระหรือจะทำให้พวกมันเป็นทาส ชั้นก็ไม่สน แต่การต่อสู้มันทำให้ชั้นตื่นเต้น เทพแห่งความมืดเอ็นโทรปีผู้ที่เป็นแบบอย่างของเทพ และยืนอยู่ ณ จุดสูงสุดของเทพ ชั้นก็เลยคิดว่า ถ้าชั้นโค่นแกและก้าวข้ามแกไปได้ ชั้นก็จะได้ยืนอยู่ ณ จุดสูงสุดนั้น』(เควซาร์)

            『เปล่า ผมไม่ได้......!』 (เอ็นโทรปี)

            『แต่ว่าแก! ไม่ยอมต่อสู้ดี ๆ และยอมแพ้พวกเรา! จากนั้นแกก็ถูกขังอยู่ในผนึก และหลับใหลมาเป็นเวลา 1,600 ปี แกเข้าใจความสิ้นหวังของชั้นในตอนนั้นบ้างไหม! เป็นถึงผู้ปกครองเทพสูงสุดแท้ ๆ แต่กลับแสดงความขี้ขลาดแบบนั้น!!』 (เควซาร์)


…………

มันก็จริงที่ผมมีวิธีเอาชนะเทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่น ซึ่งเป็นศัตรูโดยธรรมชาติสำหรับผม

นั่นคือปืนใหญ่แบล็คโฮล

แบล็คโฮลที่เป็นวิธีโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของผมนั้น เป็นการเพิ่มแรงดึงดูดซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษอย่างที่สองของสสารมืดให้ถึงขีดสุด แรงดึงดูดที่ถูกเพิ่มจนถึงขีดสุด จะจับแสงสว่างได้โดยไม่หายไป

ถึงแม้ว่าอินเฟลชั่นจะปลดปล่อยพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงใส่แบล็คโฮล แสงสว่างที่มาถึงสสารมืดซึ่งถูกบีบอัดสุด ๆ จนกลายเป็นเมล็ดก็จะบิดเบี้ยวอย่างรวดเร็วเพราะแรงดึงดูด และถูกคุมขังอยู่ในรัศมีชวาซชิลต์ชั่วนิรันดร์ (Schwarzschild radius)

แต่การทำแบบนั้นด้วยแบล็คโฮลครึ่ง ๆ กลาง ๆ มันไม่เพียงพอหรอก

อย่างน้อย ๆ มันก็จำเป็นต้องมีมวลสารของแบล็คโฮลมากกว่าตอนที่ลบแมนเทิลหลายเท่า ถ้าสร้างของแบบนั้นขึ้นมาล่ะก็ โลกคงจะพังทลายไปบางส่วน


            『.......อย่างที่นายพูด ในการต่อสู้เมื่อ 1,600 ปีก่อน ผมมีวิธีเอาชนะ แต่วิธีนั้น มันก็เป็นวิธีที่จะทำให้โลกพังทลายไปในเวลาเดียวกัน ผมที่เลือกต่อสู้เพื่อปกป้องมนุษย์ ควรจะเอาการลบมนุษย์ไปไว้ทีหลังไม่ใช่เหรอ?』 (เอ็นโทรปี)

            『อ่อนหัด!!』 (เควซาร์)


เควซาร์ปฏิเสธด้วยคำพูดเดียว


            『อ่อนหัด อ่อนหัด!! เรียกมันว่าอ่อนหัด!! เทพคือจุดสูงสุดของโลก และจุดสูงสุดของเทพนั้นก็คือแก! ทำไมผู้ที่ยืนอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ถึงได้เป็นห่วงสิ่งที่อยู่ใต้ล่างนั่นกัน! ผู้ที่อยู่ใต้ล่างต้องตายเพื่อผู้ที่อยู่สูงกว่า! แกที่อยู่สูงสุดกลับทำลายลำดับความสำคัญนั้น เพราะแบบนั้นโลกใบนี้ก็เลยบิดเบี้ยว โลกมันกลายเป็นขยะเหมือนกับโนวาและคอร์เซอเวทที่ทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ』 (เควซาร์)

            『เควซาร์ นาย......! 』 (เอ็นโทรปี)


คิดแบบนั้นงั้นเหรอ?


            『ชั้นยังเป็นเทพอยู่ มันเป็นเรื่องปกติที่ตัวตนในฐานะเทพทำลายล้างโลก และยืนอยู่ ณ จุดสูงสุดของโลก จะพยายามทำเรื่องนั้นอย่างเต็มที่ และโชคดีหรือโชคร้ายกันนะ เป้าหมายสำหรับการกลายเป็นเทพสูงสุดได้ถูกเตรียมไว้ให้ชั้นแล้ว แกไงล่ะ เทพแห่งความมืดเอ็นโทรปี』 (เควซาร์)

            『ผมเนี่ยนะ』(เอ็นโทรปี)

            『ชั้นสาบานไว้ในตอนที่ดูแกถูกปิดผนึกในสภาพน่าขันเมื่อ 1,600 ปีก่อน อีกไม่นานแกก็จะฟื้นคืนชีพ จนกว่าจะถึงเวลานั้น ชั้นจะสั่งสมพลังเอาไว้จัดการแกที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาด้วยพลังของชั้นเพียงผู้เดียว แล้วชั้นก็จะกลายเป็นเทพสูงสุด』 (เควซาร์) 

            『เพราะแบบนั้นเหรอ?』(เอ็นโทรปี)


ผมถาม


            『เพราะแบบนั้นนายก็เลยมาจุติเป็นมนุษย์? เพื่อจะได้พลังที่โค่นผม?』 (เอ็นโทรปี)

            『......สำหรับชั้น เรื่องที่ไม่พอใจเป็นอย่างมากก็คือ การที่ชั้นไม่สามารถปลดผนึกของแกได้』 (เควซาร์)


ดูเหมือนเขาจะเมินคำถามของผม


            『ถึงจะบอกว่ามันอ่อนลงเพราะกาลเวลาผ่านไปก็ตาม แต่ผู้ที่ทำการปลดผนึกของแกได้ด้วยตัวคนเดียวมีเพียงเทพธิดาแห่งแสงอินเฟลชั่นเท่านั้น ถ้าแกเป็นราชาเทพล่ะก็ ยัยนั่นก็คือราชินีเทพ ชั้นเทียบยัยนั่นไม่ได้เลย』 (เควซาร์)


ผมสัมผัสได้ว่าแสงสว่างวิ้ง ๆ ถูกถ่ายทอดมาจากระยะไกลที่ไหนสักแห่ง

......เธอมีความสุขที่ถูกเรียกว่าราชินีงั้นเหรอ?


            『ชั้นได้แต่รอ ให้แกปรากฏตัวต่อหน้าชั้น และท้ายที่สุด มันก็กลายเป็นจริง! เข้าใจรึเปล่า? เอ็นโทรปี! ว่าชั้นเฝ้ารอวันนี้มานานแค่ไหนแล้ว! การศึกษาค้นคว้าของชั้น, ความเพียรพยายามอย่างไม่ลดละของชั้น! เวลาที่มันจะเกิดผลได้มาถึงแล้ว!』 (เควซาร์)

            『เฮ้ย......! เควซาร์......』 (เอ็นโทรปี)


แต่เขาก็ไม่ได้ยินคำพูดของผม มนุษย์ที่มีดวงวิญญาณของเควซาร์กำลังคึกคักเต็มที่


            “ฟุฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!! งั้นก็รีบ ๆ เริ่มการต่อสู้อีกครั้งได้แล้ว! แต่อย่าคิดว่ามันจะเหมือนกับการอุ่นเครื่องเมื่อกี้นะ เทพวายุเควซาร์, ศาสนจักรแห่งลม! การหลอมรวมของทักษะร่างกายกับเทคนิคการต่อสู้ของเทพวายุเควซาร์ และการวิจัยเครื่องจักรอีเธอเรียลที่บ่มเพาะมากว่าพันปี! นั่นคือคำตอบสุดท้ายที่ชั้นทำการค้นหาเพื่อโค้นล้มจุดสูงสุด!” (ชีวา)


การต่อสู้นี้ มันเกินกว่าการต่อสู้หลอก ๆ ที่ทอร์โดเรด ชีวาทำเพื่อวัดความสามารถที่แท้จริงของคุโรมิยะ ไฮเนะแล้ว

มันกลายเป็นการต่อสู้ ที่เทพวายุเควซาร์และเทพแห่งความมืดเอ็นโทรปีเดิมพันทุกสิ่งทุกอย่าง

สายลมอันบ้าคลั่ง

◆◆◆◆◆

 

ตอนที่ 150 ความทรนงหนึ่งร้อยล้านวัน

 

สายลมอันบ้าคลั่งหมุนไปมาระหว่างผมกับชีวาที่อยู่ตรงกลาง

แน่นอนว่า หมอนั่นคงจะทำให้มันพัดพาด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งลม


            “ในเมื่อรู้ว่าแกคือเอ็นโทรปี ชั้นก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องออมมืออีกต่อไป ชั้นจะโค่นแกด้วยพลังทั้งหมด!” (ชีวา)


สายลมที่พัดอยู่รอบ ๆ พวกผม มันร่ำร้องขึ้นมา และส่งเสียงรบกวนหูของพวกผม

แต่ถ้ามันดังถึงขนาดนี้ละก็ เสียงของพวกผมก็จะถูกลบ และไปไม่ถึงพวกคุณคาเรนที่กำลังดูการต่อสู้อยู่


            “เทพวายุเควซาร์ มันก็จริงอยู่ที่ผมไม่ได้เข้าใจนายเลย” (ไฮเนะ)


ถึงจะอยู่ในหมู่ธาตุทั้งสี่ ผมก็คิดว่าความรู้สึกที่มีมันเจือจาง แต่ผมไม่อยากเชื่อเลยว่านายจะมีความยึดติดอยู่ข้างในถึงขนาดนี้


            “ถ้าเป็นอย่างนั้นละก็ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในเทพทั้งหกแห่งการสร้างโลก ผมจะยอมรับคำท้าของนาย เอาสิ่งที่นายสั่งสมมา 1,600 ปีซัดใส่ผมมาได้เลย แต่สสารมืดของผมไม่ได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรอกนะ” (ไฮเนะ)


กระแสน้ำวนสสารมืดเอ่อล้นออกมาจากแขนทั้งสองข้างของผม

มันเหมือนกับควันดำ แต่ในสนามแข่งที่พายุพัดอย่างต่อเนื่องและรุนแรงนี้ มันไม่ใช่ควันจริง ๆ ที่จะกระจัดกระจายไปเพราะถูกสายลมพัดพา

เพราะมันคือสสารมืด

เนื่องจากมันเป็นวัตถุทำลายล้างสูงสุดที่ขจัดพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งดิน, น้ำ, ไฟ, ลมทั้งหมด มันจึงไม่ถูกลมธรรมชาติพัดพา และยังคงเป็นกลุ่มก้อนอยู่


            “ผมไม่รู้หรอกนะว่านายพยายามตอนที่เป็นมนุษย์มากแค่ไหน แต่ลำดับความสัมพันธ์ของพลังศักดิ์สิทธิ์มันแน่นอน โดยเฉพาะลำดับความสัมพันธ์ความมืดของผมกับธาตุทั้งสี่ของพวกนายมันแน่เสียยิ่งกว่าแน่อีก นายจะล้มล้างสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมนั้นยังไง?” (ไฮเนะ)


เทพวายุบิดใบหน้าของมนุษย์ที่เป็นภาชนะของตนเองแล้วยิ้มแบบมีเลศนัย


            “ปืนคู่วายุฟูมะ โคทาโร่” (ชีวา)


อาวุธนั่นอีกแล้วเหรอ?

มันเป็นอาวุธที่ทำลายศัตรูซึ่งเป็นเป้าหมาย โดยยิงอากาศที่บีบอัดจากการแลกเปลี่ยนพลังศักดิ์สิทธิ์ผ่านรูของกระบอก

แต่กระสุนนั่นได้ถูกพิสูจน์แล้วว่า เมื่ออยู่ต่อหน้ากำแพงสสารมืดมันก็ไร้ความหมาย

ผมเหวี่ยงมือทั้งสองข้างไปในแนวนอน แล้วกางกำแพงสสารมืดได้เร็วกว่าปากกระบอกปืนที่หันมาก้าวหนึ่ง

เอาละ เท่านี้นายก็ไม่สามารถทำให้ผมบาดเจ็บได้แล้ว เควซาร์


            “‘ทลาย’“ (ชีวา)


*แกร๊ก* ผมรู้สึกว่าไกปืนถูกเหนี่ยว

ในเวลาเดียวกันนั้น ร่างกายของผมก็ถูกเป่ากระเด็น


            “อั่ก!?” (ไฮเนะ)


มันเป็นแรงกระแทกที่รุนแรงราวกับถูกซัดทั่วทั้งร่างกาย

ขาทั้งสองข้างออกห่างจากพื้น และผมก็ปลิวกระเด็นไปอย่างรวดเร็ว


            “อะไรกัน!? เกิดอะไรขึ้น!?” (ไฮเนะ)


ไม่เข้าใจเลย

โล่ห์สสารมืดที่วางไว้ด้านหน้าไม่มีช่องว่าง มันไม่ควรจะมีช่องว่างที่เข็มเล่มเดียวผ่านมาได้ จะบอกว่าหมอนั่นทำให้มันผ่านเข้ามาแล้วยิงใส่ผมงั้นเหรอ!?


            “เพราะว่าแกแข็งแกร่งก็เลยมองข้ามอะไรไปหลายอย่าง” (ชีวา)


เควซาร์—— ชีวาเดินมาหาผมอย่างใจเย็น


            “ชั้นเป็นเทพที่ควบคุมอะไร? ชื่อของศาสนจักรที่ชั้นปกครองคือ? ท่าทางแกจะลืมพวกมันไปโดยสิ้นเชิงเลยนะ” (ชีวา)

            “พูดอะไรน่ะ? นายก็เป็นเทพวายุ, ผู้ก่อตั้งแห่งลม และในเวลาเดียวกันก็เป็นฮีโร่แห่งลมไงละ” (ไฮเนะ)

            “ใช่แล้ว แต่แกน่ะ ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าลมเลย ผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยพลังเพียงอย่างเดียว เพราะแบบนั้นแกก็เลยเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้แค่เปลือกนอก ไม่ได้รู้อย่างลึกซึ้ง ช่องว่างที่คนอ่อนแอฉวยโอกาสโจมตีได้มันอยู่ที่นั่น” (ชีวา)


นายจะอวดดีหรือว่าถ่อมตัวกันแน่ เอาสักอย่างได้ไหม?


            “ลม พูดอีกอย่างหนึ่งก็คืออากาศ และอากาศก็เป็นสิ่งที่อยู่ทุกหนทุกแห่งในโลก แค่เรามองไม่เห็นเท่านั้น มันอยู่ต่อหน้าสายตาของพวกเรา และพวกเราก็สัมผัสอากาศอย่างต่อเนื่องเสมอ ทั้งมือ, ขา, ใบหน้า และทุกส่วนของร่างกาย” (ชีวา)

            “หา......!?” (ไฮเนะ)

            “ชั้นสามารถควบคุมอากาศนั้นผ่านพลังศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างอิสระ แกได้สัมผัสกับอากาศแล้ว นั่นหมายความเหมือนกับแกถูกชั้นสัมผัสอยู่ตลอด ถึงจะปิดกั้นช่องว่างด้วยกำแพงที่แข็งแกร่งแบบไหนมันก็ไม่เปลี่ยนแปลงหรอก” (ชีวา)

            “พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ....... แรงกระแทกตอนนี้.......!” (ไฮเนะ)

            “อย่างที่อธิบายไปเมื่อกี้ อาวุธที่เรียกว่าปืนนี้ จะยิงกระสุนอากาศออกไป โดยทำให้อากาศที่ถูกบีบอัดอยู่ในส่วนที่เรียกว่าข้างในลำกล้องปืนระเบิดออกมา แต่นี่คืออาวุธแห่งลม ชั้นสามารถแผ่ขยายปฏิกิริยาข้างในรังเพลิง ให้ออกมาจนถึงด้านนอกลำกล้องปืนได้ด้วยการควบคุมพลังศักดิ์สิทธิ์ อากาศที่แกสัมผัสก็เหมือนกัน” (ชีวา)

            “พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ......!” (ไฮเนะ)


รอบ ๆ ตัวผมเปลี่ยนเป็นสิ่งที่เรียกว่ารังเพลิงทั้งหมด และมันก็ระเบิดออกมาด้วยการเหนี่ยวไก

นั่นคือรูปลักษณ์ที่แท้จริงของแรงกระแทกเมื่อครู่งั้นเหรอ!?


            “ทักษะปืนคู่วายุ รูปแบบมากมาย ‘ทลาย’ ถือว่ามันแทนคำทักทายแล้วกัน แต่มันก็เป็นทักษะชั้นสูงเหมือนกันนะ” (ชีวา) 「多分の式『崩』」

            “ขอบคุณสำหรับคำอธิบายอย่างสุภาพนะ ......แต่จะดีเหรอ ที่บอกความลับของทักษะตัวเองเป็นต่อยหอยแบบนั้นน่ะ?” (ไฮเนะ)

            “ถ้าได้รู้ว่าตัวเองพ่ายแพ้ได้ยังไงละก็ ความรู้สึกพ่ายแพ้ที่ถูกฝังลงไปก็จะยิ่งชัดเจน การปิดบังข้อมูลเอาไว้เพื่อให้ตัวเองได้เปรียบน่ะ เป็นวิธีคิดของคนอ่อนแอชั้นต่ำในหมู่คนอ่อนแอ” (ชีวา)

            “ผู้ก่อตั้งของศาสนจักรลึกลับพูดแบบนั้นเนี่ยนะ!” (ไฮเนะ)


ผมเข้าไปโจมตีชีวา

ตราบใดที่หมอนั่นมีทักษะ ‘ทลาย’ อยู่ มันก็คือสถานการณ์ที่หมอนั่นสัมผัสผมผ่านอากาศอยู่เสมอ

เขาสามารถทำการโจมตีในระยะห่างที่เป็นศูนย์เมื่อไหร่ก็ได้

สร้างกำแพงแบบไหนไปก็ไร้ความหมาย ตราบใดที่ผมไม่สามารถปิดกั้นอากาศระหว่างผมกับหมอนั่นได้อย่างสมบูรณ์

ถ้าเป็นอย่างนั้นละก็ การทิ้งระยะห่างก็จะมีแต่ผมที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ


ผมจะลอบเข้าไปใกล้ ๆ แล้วใช้การต่อสู้ระยะประชิด!


            “....... แกคิดแบบนั้นสินะ” (ชีวา)


ชีวาปล่อยให้ผมเข้าไปใกล้ได้ง่ายจนน่าตกใจ

การแลกหมัดและลูกเตะอันดุเดือดเริ่มต้นขึ้น


            “โห เป็นการเคลื่อนไหวที่เฉียบแหลมดีนะ ไปเรียนกระบวนท่ามาจากที่ไหนล่ะ?” (ชีวา) 「TL: 体捌き กระบวนท่าคาราเต้」

            “คุณพ่อน่ะ หรือจะเป็นพวกสัตว์และป่าอันกว้างใหญ่นะ?” (ไฮเนะ)

            “หา แน่นอนว่ามันเฉียบแหลม แต่มันก็ไม่ได้ถูกขัดเกลา เทพแห่งความมืดเอ็นโทรปี แกถามชั้นเมื่อกี้นี้ว่าทำไมถึงได้มาจุติเป็นมนุษย์ แต่ทำไมแกถึงมาจุติเป็นมนุษย์ล่ะ?” (ชีวา)


มือและเท้าทั้งสองข้างของผมได้เพิ่มสสารมืดไว้แล้ว ถึงจะแค่สัมผัสมันก็จะติดกับร่างกายของชีวา จากนั้นมันก็จะดูดกลืนพลังศักดิ์สิทธิ์ของหมอนั่น

ถ้าเป็นอย่างนั้นหมอนั่นก็จะไร้พลัง และทำอะไรไม่ได้

ถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็เป็นชัยชนะของผม

ถึงจะเพียงแค่นั้น.......


            “ไม่ต้องถามก็รู้ แกทำให้การต่อสู้ของทวยเทพเกิดขึ้นแค่เพราะ ‘ชอบมนุษย์’ เท่านั้น แกคงแค่อยากจะเป็นมนุษย์จริง ๆ มุมมองของแกมันตื้นเขินอยู่เสมอ เพราะว่าแกคือผู้ที่แข็งแกร่งโดยสมบูรณ์ แกก็เลยไม่มีตาที่จะมองสรรพสิ่งได้อย่างลึกซึ้ง ดังนั้น แกจึงไม่สามารถสังเกตุเห็นความเป็นไปได้ที่ร่างกายมนุษย์มี” (ชีวา)


ชีวาจับข้อมือของผมทั้ง ๆ ที่มือข้างนั้นยังถือปืนอยู่ แล้วดึงมันอย่างแรง

ผมพยายามต่อต้าน แต่มันน่าแปลกที่ผมไม่มีพลังเลย แล้วสมดุลของผมก็ถูกทำลายอย่างง่ายดาย


            “เป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสมเพชจังนะ ชั้นเห็นจุดศูนย์ถ่วงหมดเลย!” (ชีวา)


มืออีกข้างหนึ่งของชีวา ฟาดปากกระบอกปืนใส่คางของผมด้วยความเร็วปานสายฟ้า

ปืนนั่น พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือก้อนเหล็ก เมื่อใช้แทนอาวุธไม่มีคมมันก็เจ็บปวดมาก ๆ เหมือนกัน


            “ทักษะปืนคู่วายุ รูปแบบที่หนึ่ง ความหลากหลายของการเคลื่อนไหวในการต่อสู้ระยะประชิด คือคุณค่าที่แท้จริงของทักษะปืนคู่” (ชีวา)

            “คึ่ก เควซาร์...... แก.......!” (ไฮเนะ)


ในการต่อสู้มือเปล่า เขาก็เหนือกว่าเช่นกัน

สิ่งที่สนับสนุนเขาคือพลังของเทคโนโลยี และเควซาร์ที่อยู่ในฐานะมนุษย์ชีวาก็คุ้นเคยกับการใช้ร่างกายมนุษย์ยิ่งกว่าผม


            “จากจุดเลือดลมจุดหนึ่งที่อยู่บริเวณท้องน้อยใต้สะดือ ไปยังหกอวัยวะเครื่องในและอวัยวะกลวงทั้งหก แผ่ขยายไปยังการไหลเวียนของเส้นลมปราณปกติสิบสองเส้น และเส้นลมปราณแขนงสิบห้าเส้น ไปจนถึงจุดทั้งหกร้อยหกสิบจุด ผ่านเลือดลม  มันแตกต่างจากอากาศที่เป็นลมของอากาศ ลมที่อยู่เต็มร่างกายคือเลือดลม กล่าวคือ เส้นทั้งหมดที่อยู่ในร่างกายแปดสิบสี่เส้น เป็นเส้นทางที่ลมไหลผ่านร่างกายของมนุษย์ เมื่อรู้จุดสำคัญพวกนั้น ชั้นก็จะใช้มันได้อย่างอิสระ และทำให้มันเป็นลมในตัวได้” (ชีวา)「TL: ไม่ชัวร์นะครับ Credit เส้นลมปราณ http://thearokaya.co.th/web/?p=237, 気血 น่าจะเหมือนกับภาษาจีนว่า 气血 (ชี่เซ่ว) ซึ่งคนไทยคุ้นที่จะเรียกว่า ‘เลือดลม’ , 氣 หรือ qi อ่านว่า “ชี่” ในภาษาจีนกลาง)」


นั่นมัน......


            “ศาสนจักรแห่งลมของพวกเราใช้เวลาขัดเกลาสูตรลับของศิลปะการต่อสู้แห่งลมพันปี เทพแห่งความมืดเอ็นโทรปีเอ๋ย มันก็จริงอยู่ การเอาชนะแกด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว มันไม่มีทางเป็นไปไม่ได้แม้ว่าชั้นจะใช้เวลาอีกกี่ร้อยล้านปีก็ตาม เพราะงั้น ชั้นเลยตัดสินใจอดทนต่อการดูถูกเหยียดหยาม แล้วรับพลังที่นอกเหนือจากนั้นมาใช้ พลังของมนุษย์ ที่แกรักนักรักหนา ถึงขนาดที่ทำให้แกต้องเปล่าเปลี่ยวและฐานะเทพที่แข็งแกร่งที่สุดต้องมัวหมอง” (ชีวา)


1,600 ปี

หมอนั่นทุ่มเวลาทั้งหมดนั่น เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังที่หลากหลายงั้นเหรอ?

เพื่อโค่นผม

ผู้ที่อยู่ตรงหน้าผมในตอนนี้ ไม่ใช่เทพอีกแล้ว

ทั้ง ๆ ที่เป็นตัวตนสูงสุดที่เรียกว่าเทพ เขาก็ยังพยายามให้ตนเองเหนือกว่าตัวตนสูงสุดนั้น

นั่นก็คือสิ่งที่เหนือกว่าเทพ

◆◆◆◆◆




NEKOPOST.NET