[นิยายแปล] Hakai me no Yuuri เกิดใหม่เป็นโลลิ ยูริจัง ตอนที่ 9 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Hakai me no Yuuri เกิดใหม่เป็นโลลิ ยูริจัง

Ch.9 - มาเตรียมตัวไปข้างนอกกันเถอะ


ตอนนี้เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ตั้งแต่ที่พวกเราออกจากห้องใต้ดิน

กระท่อมของเรากลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว… 
ถึงตอนแรกมันจะเหลือแต่ซากก็เถอะ แต่อย่างน้อยมันก็เรียกได้ว่าซ่อมแซมล่ะนะ

ด้วยเวท [กำแพงดิน] ของอาจารย์ และเวท [เทเลคิเนซิส] ของฉัน,
เราได้ทำการซ่อมแซมผนังด้านนอกอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็ว
 
การซ่อมแซมกระท่อมเสร็จภายในสองวัน,
และบังเอิญห้องของฉันถูกย้ายไปที่ชั้นหนึ่ง ซึ่ง
ซึ่งเป็นส่วนที่ต่อเติมของตัวกระท่อม

ด้วยเหตุนี้ ฉันก็ไม่ต้องพยายามปีนบันไดอีกต่อไป..

นอกจากนี้ฉันยังสามารถแอบไปกินขนมได้ตลอดเวลาอีกด้วย
ร่างกายนี้ไม่มีวันอ้วน ฉันจึงสามารถกินขนมได้ทั้งคืน!
นี่เป็นครั้งเดียวที่ฉันอยากจะพูดว่า “ทำได้ดีมากค่ะ, พระเจ้า”

ว้าฮ่าฮ่าฮ่า!, อิจฉาฉันล่ะสิ พวกผู้หญิงทั้งหลาย.

ตอนนี้ฉันสามารถกินขนมได้ทั้งคืนก็จริง, แต่ว่า… 
โชคร้าย ที่ฉันสามารถทำอะไรแบบนั้นได้

ส่วนเหตุผลน่ะเหรอ คงไม่พ้นโรค ‘หวาดกลัวสังคม’ของฉัน
ดูเหมือนว่าฉันจะพึ่งพาอาจารย์ของฉันมากเกินไป
ถ้าฉันไม่เห็นเขาในตอนกลางคืน ฉันก็ไม่สามารถสงบใจได้

เมื่อฉันแอบบุกเข้าไปในห้องอาจารย์ในตอนกลางคืน เขาอยู่ไหนกันนะ?
ฉันพยายามมองหาเขาทั่วทุกมุมในห้อง แล้วฉันก็ถูกล็อคจากด้านหลัง

หลังจากนั้นการต่อสู้อันลึกลับนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไปเป็นเวลาสามวัน
แล้วอาจารย์ก็ทนไม่ไหว ในที่สุดฉันได้รับอนุญาตให้ไปนอนกับอาจารย์ สำเร็จ!

มันทำให้นึกถึงความทรงจำในวัยเด็กที่พ่อของฉันให้ฉันนอนกับเขา
มันก็สนุกมากเลย และการนอนเอาตัวเกาะติดกับเขาก็อบอุ่นเช่นกัน
 
นอกเรื่องนิดนึง ตั้งแต่ตอนนั้น ฉันก็ไม่มีปัญหาในการแตะตัวอาจารย์อีกเลย
อันที่จริง, ฉันเป็นคนที่ไม่สามารถขยับมือของฉันออกจากเขาได้เองแหละ
สงสัยว่านี่คือสิ่งที่เรียกว่าการฟื้นฟูจิตใจเหรอ?
 
ด้วยเหตุนี้แผนลักลอบเข้าไปในห้องเก็บอาหารที่ชั้นใต้ดินก็ได้สิ้นสุดลง
และเปลี่ยนสถานะของแผนเป็น ‘ไม่สามารถทำได้’

ฉันยังไม่สามารถถอดแว่นตาออกในเวลากลางคืนได้,
แต่เนื่องจากมันทำการป้องกันผลของ [สัดส่วนทองคำ] 
ที่ทำให้ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถต้านทานความน่ารักของฉันได้
มันค่อนข้างเป็นปัญหาเลยแหละนะ
 
เมื่อเร็ว ๆ นี้สภาพจิตใจของฉันดีมากขึ้นแล้ว… แต่ในทางกลับกัน
ช่วงนี้ดูเหมือนอาจารย์จะนอนไม่พอนะ สงสัยจังเลยว่าทำไม?
หรือว่าเป็นเพราะความเหนื่อยล้าสะสมงั้นเหรอ? 
เอาเป็นว่า คราวหน้าฉันจะนวดให้เขาเบา ๆ ละกัน
 
====================================
 
การอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหม่ของเราเริ่มที่จะอยู่ตัวแล้ว
และเมื่อเรามาถึงจุดนี้ เราก็สามารถกลับมาฝึกซ้อมได้

แล้ว กุสตาร์ซัง ก็แวะมาหา
 
“โอ๊สส,แฮสเทลซัง, ยูริจัง สบายดีมั้ยครับ?”

“สวัสดีค่ะ กุสตาร์ซัง มาคิดดูแล้ว ดูเหมือนว่าข่าวลือแย่ๆของหนู
ถูกแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านสินะคะ”
 
การถูกเรียกว่า “ทาสกาม” ฉันไม่มีทางลืมหรอกนะ รู้ป่ะ?
อย่างไรก็ตาม ในที่สุดฉันก็สามารถคุยกับกุสตาร์ซังได้แล้ว
แม้ว่าจะใช้เวลาสามปี…(TL:จากอาการกลัวคนนะฮะ)
 
“วันนี้มีอะไรเหรอ? วันก่อนชั้นก็เพิ่งขายแหวนให้นายไปนะ?”
 
อาจารย์ได้ชงชาและเสิร์ฟให้กับแขกของเรา  ทำได้ดีมากค่ะ อาจารย์
ส่วนฉันน่ะเหรอ? ฉันมีงานที่สำคัญมาก ก็คือการกินแซนด์วิชนั่นเอง
 
“แล้วทำไม...แฮสเทลซังทำชามาให้ผมล่ะครับ แล้วยูริจังถือแซนด์วิชล่ะ?”

“เพราะว่ามันคืออาหารเช้าไม่ใช่เหรอคะ?”

“ไม่ใช่สิ ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น…”

“สำหรับยูริคุง แค่งานบ้านก็ค่อนข้างอันตรายมากแล้ว
แล้วชั้นจะทำยังไง ถ้าเธอทำกระติกน้ำร้อนหก หรืออะไรทำนองนั้นล่ะ?”

“อาจารย์คะ หลังจากนี้เรามีเรื่องต้องคุยกัน!”

“งั้นเหรอ? ชั้นก็เหมือนกัน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องทัศนคติที่ดีของลูกศิษย์”

“อยู่ดีๆ หนูก็ไม่มีเรื่องที่จะพูดแล้วล่ะค่ะ.”
 
ยกโทษให้ฉันด้วยเถอะตัวฉัน ที่ฉันแกว่งเท้าหาเสี้ยน....
การนั่งคุกเข่าในท่าเซสะ(seiza) ยังทำให้ขาชาได้ดีเหมือนเคย
 
“คือว่า วันนี้ผมมีธุระกับแฮสเทลซังน่ะครับ.”

“ชั้นก็ไม่คิดว่านายจะมีธุระกับยูริคุงหรอกนะ”

“ถ้าเธอไม่กลัวผมล่ะก็ ผมก็อยากจะมาเห็นของเธอทุกวันเลย”

“ถ้าคุณไปเกิดใหม่เป็นเด็กสาวน่ารัก ๆ ได้โปรดแวะมาด้วยนะคะ”

“ไม่ใช่ผู้ชายเหรอ?”

“หนูไม่ได้ชอบผู้ชายน่ะค่ะ”

“เอาล่ะ นายมีธุระอะไร?”
 
บทสนทนาไถลตกรางอย่างรวดเร็ว 
แต่อาจารย์ก็ดึงพวกเรากลับมาบนรางได้ทันที.
การพูดคุยกับกุสตาร์ซังมันง่ายขึ้นเล็กน้อย ฉันก็เลย…

“อ้ะ, ออใช่. คุณรู้จักแม่น้ำทางใต้ของภูเขามั้ยครับ? 
 สะพานที่ใช้ผ่านทางนั้นมันขาดแล้วน่ะครับ.
 แฮสเทลซัง, คุณช่วยพวกเราหน่อยได้มั้ยครับ?”

“ที่นั้น เหรอ…. นั่นคือเส้นทางที่ใช้ไปสู่เมืองคอมบ์, สินะ?”

“นั่นแหละครับ ที่จริงพ่อค้าเร่ที่เดินทางมายังหมู่บ้านมาเรบะ ควรมาถึงแล้ว
 แต่เนื่องจากสะพานขาด พวกเขาเลยมาจากเส้นทางนั้นไม่ได้น่ะครับ”
 
กระท่อมแห่งนี้ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของภูเขา
และหมู่บ้านมาเรบะอยู่ที่ตีนเขาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้

จากหมู่บ้านมาเรบะ ไปเมืองคอมบ์, คุณต้องไปอ้อมทางทิศใต้ของภูเขา,
จากนั้นไปทางตะวันตกประมาณสามวัน. มันเป็นเมืองที่ค่อนข้างใหญ่

ภูเขาลูกนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมาก, ดังนั้นมันจึงไม่มีการตั้งชื่อ
แต่มีสัตว์เวทมากมายอาศัยอยู่ และมันอยู่ใกล้ๆกับเมืองและหมู่บ้าน
มันเลยถูกเรียกว่า "ภูเขาลูกนั้น"

อย่างน้อยๆเลยนะ อาจารย์ของฉันก็มีอุปกรณ์ที่เรียกว่า“บาเรียขับไล่มอนสเตอร์”
วางไว้บนกระท่อมและตามถนนบนภูเขาเพื่อปกป้องพวกเรา
 
“ถ้าปล่อยสะพานไว้แบบนั้น, การซื้อขายสินค้าภายในหมู่บ้านคงหยุดลง…
พวกเราต้องไปช่วยแล้วล่ะ. ยูริคุง เธอก็ด้วย”

“ไม่ล่ะค่ะ, ขอบคุณ”
 
ฉันรีบส่งคำปฏิเสธไปทันที
 
“คนที่มาซ่อมสะพานเยอะใช่มั้ยคะ?”

“แน่นอนว่ามันต้องเต็มไปด้วยผู้คน, แต่…
 ถ้าเรามีเวท [เทเลคิเนซิส] ของเธอ งานก็จะง่ายมากขึ้น.”

“หนูเข้าใจนะคะ, แต่ว่า…”

การซ่อมกระท่อมนั้น ฉันเป็นคนยกของหนักๆอย่างก้อนหินและต้นไม้,
ส่วนอาจารย์ก็ใช้เวท [กำแพงดินเหนียว] ในการซ่อมแซม และมันก็เสร็จอย่างรวดเร็ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเทียบกับการวางนั่งร้านในแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว
ด้วยพลังของ[เทเลคิเนซิส]ของฉัน มันอาจทำให้สะดวกมากขึ้น.

“นั่นมันก็… ยังไง..กับคนแปลกหน้าแล้วคงไม่ไหวอ่ะค่ะ…”

“ชั้นก็ไม่อยากบังคับเธอหรอกนะ,
 แต่ชั้นคิดว่าในจุดนี้มันจำเป็นที่เธอควรจะฝึกให้คุ้นเคยกับคนอื่นนะ”

“แฮสเทลซัง คุณพูดอย่างกับว่าเธอเป็นสัตว์ป่าเลยนะครับ.”
 
กุสตาร์ซัง คุณค่อนข้างน่ารังเกียจจริงๆ
 
“แต่ถ้ายูริจังมาด้วยล่ะก็, ทั้งฉันและมูซาชิจะทำให้ดีที่สุด, นะ?”

“กุสตาร์, นั่นมันตรงข้ามกับที่เธออยากได้ยินเลยนะ”

เมื่อเขาพูดถึงผู้ชาย ฉันก็ตัวแข็งทื่อทันที

แน่นอนว่าฉันไม่ได้รู้สึกไม่ดีกับเรื่องนี้ แต่… แม้ว่าฉันจะพึ่งพาอาจารย์ของฉัน
ในการซื้อของในหมู่บ้าน ฉันต้องการเอาชนะความกลัวการเข้าสังคมให้ได้
 
“จิ๊… ถ้าคุณยืนยันล่ะก็... อาจารย์… งั้น, หนู..  หนูจะไปกับคุณด้วย!”

“โอ้, ยูริจัง เธอก็มาด้วยกันสินะ! มันมีความต่างระหว่าง
เอาคนแก่น่าสงสัยไปด้วย กับเอาสาวน้อยน่ารักๆไปด้วยน่ะนะ”

“อะไรกัน ชั้นไปไม่ได้งั้นเหรอ? งั้นชั้นอยู่เฝ้าบ้านก็แล้วกัน.”

“ถ้าอาจารย์ไม่ไป หนูก็ไม่ไปเหมือนกัน!”

“ช่วยไม่ได้น้า…”
 
รู้ๆกันอยู่ ว่ามันไม่มีทางที่ฉันจะออกไปข้างนอกด้วยตัวคนเดียวหรอก
 
“กุสตาร์ ข้างนอกนั่นมีม้ามั้ย? แล้วเครื่องมืออย่างอื่นล่ะ?”

“ครับ มันถูกผูกไว้ข้างนอก ส่วนอุปกรณ์ต่างๆชาวบ้านคงเตรียมเรียบร้อยแล้วครับ.”

“ที่เหลือพวกเราก็คงต้องเตรียมน้ำและอาหารกลางวันสินะ.
นายให้ยูริขี่ม้าไปได้ไหม? ไม่งั้นเธอได้ล้มพับอยู่ที่ไหนสักแห่งแน่นอน”

“หนูก็ไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นนะคะ…”

มันอาจจะเป็นแบบนั้นจริงๆก็ได้… 
เพราะการลงจากภูเขาต้องใช้เวลาถึงสี่ชั่วโมงเลยทีเดียว
 
“เอาล่ะ, มาเตรียมตัวที่จะออกไปข้างนอกกันเถอะ. 
ยูริคุง, ไปเปลี่ยนชุดซะนะ.”

“ค่ะ, อาจารย์.”
 
=================================
 
“ไปเปลี่ยนชุดมาใหม่ซะ!!”

“แต่ชุดนี้มันก็ไม่เลวนะคะ”
 
เสื้อผ้าที่ฉันใส่อยู่คือ
ชุดคลุมสีดำที่คลุมตั้งแต่หัวจนถึงข้อเท้า 
และใส่ผ้าพันคอปิดปากอีกที ฮูดก็คลุมลงมาปิดถึงตา
ถึงฉันจะรู้ตัวอยู่แล้วก็เถอะว่า...

การแต่งตัวแบบนี้เหมือนผู้ต้องสงสัยสุดๆเลยล่ะ!

ใส่รองเท้าบูทแล้วก็ใส่ยังมีถุงมืออีก พร้อมกับแว่นตาอีกชิ้น

ไม่มีผิวส่วนไหนของฉันเผยออกไปแม้แต่นิดเดียว.
 
“อ่าาา… มันใกล้หน้าหนาวแล้วเนอะ
 เพราะงั้นใส่เสื้อผ้าหนาๆ ก็คงไม่มีปัญหาสินะ?”

“ไม่ ไม่ ไม่ แฮสเทลซัง แบบนี้คนงานเค้าก็ผิดหวังกันหมดน่ะสิครับ”

“สำหรับหนูมันโอเคมากเลยนะคะ
 เพราะมีกิ๊ฟให้กังวลนั้นแหละค่ะ หนูเลยคิดว่ามันโอเค”
 
ฉันมีกิ๊ฟ [ความเยาว์นิรันดร์] ถ้าชาวบ้านจำฉันได้
เป็นไปได้ว่าฉันจะอยู่ที่นี่ได้ไม่นานนัก.
เนื่องจาก เด็กควรที่จะเติบโตได้อย่างรวดเร็ว—
อาจารย์ก็อาจจะคิดแบบนั้นเหมือนกัน
 
“ผมอุตส่าเสียเวลาไปเลือกเสื้อผ้าน่ารักๆ มาให้เลยนะครับ…”

“คุณหมายถึงเสื้อผ้าแปลกๆ ที่ดูเทอะทะนั่นเหรอคะ?”
 
เสื้อผ้าที่อาจารย์ซื้อให้ฉันนั้น ขึ้นอยู่กับความสนใจของกุสตาร์งั้นเหรอ?!
 
“ถ้าเดินใส่เสื้อผ้าแบบนั้นแล้วเดินไปไปรอบๆ ชาวบ้านจะไม่มองว่าแปลกเหรอคะ?”

“ไม่หรอก ชาวบ้านคงเห็นกันจนชินแล้วล่ะ 
เพราะผมใส่ไว้ในถุงที่จะทำให้เห็นของข้างในได้น่ะ”
 
นึกภาพของอาจารย์เดินไปรอบ ๆ หมู่บ้าน 
ในขณะที่ในมือถือถุงเสื้อผ้าน่ารักๆ และชุดเดรสไปด้วย…

นี่มันการกลั่นแกล้งเหรอ?  xxx๊ดจ๊อบกุสตาร์ซัง!
แล้วฉันก็ส่งนิ้วโป้งให้กับกุสตาร์ซัง
แต่มันไม่สนุกเลย ถ้าคนที่โดยแกล้งดันไม่รู้ตัว
 
“เอาล่ะ, ยูริคุง เอานี้ไปป้องกันตัวนะ”
 
ในขณะที่พูด อาจารน์ก็ยื่นให้ดาบสั้นมาให้ฉัน.

ไซส์ขนาดนี้, ฉันรู้สึกว่ามันหนักเกินไปสำหรับฉัน แต่… โอ้ะ?
เมื่อฉันลองถือ นี่มันเบากว่าที่คิดไว้ซะอีก!
 
“ทำไมมันเบาจังเลยคะ?”

“ดาบสั้นชิ้นนี้เสริมพลังได้ 3 อย่าง ชั้นใช้เวท [Enchantment(การเสริมพลัง)]
 ใส่ [ลดน้ำหนัก] และ [เพิ่มความทนทาน] เข้าไป ส่วน [เสริมความคม] ชั้นยังไม่ได้ใส่มันเข้าไป
 เธอจะได้เติมพลังเวทเพิ่มได้ เพราะถ้าใส่ครบ มันจะกลายเป็นของ'สำเร็จรูป' อย่างที่เคยบอก”

“โอ้ววว, นี้คือสิ่งที่เรียกว่า “อุปกรณ์ที่เติมพลังเวทได้” เหรอคะ?!”

“ไม่หรอก มันคือรุ่นทดลองน่ะ.”

“นี่คือ… สินค้าใหม่สินะครับ? คุณจะสร้างเมื่อไหร่
 แล้วคุณจะขายพวกมันให้ผมมั้ยครับ?”
 
กุสตาร์ซัง ลุกขึ้นมาทันที. 
อ่า..ฉันเข้าใจความรู้สึกเขานะ

เมื่ออุปกรณ์เวทมนตร์“สำเร็จรูป”ใช้พลังเวทหมดแล้ว, มันก็จะทำลายตัวเอง.
ถ้ามันถูกทำให้เป็น “สำเร็จรูป”แล้ว, พลังเวทก็จะไม่สามารถใส่เพิ่มได้,
แล้วมันก็จะไร้ค่าเพราะไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป

ดังนั้น [การเสริมพลัง]ที่สามารถกินเวทมนตร์ได้ไม่รู้จบ
แทนที่จะใช้ของ“สำเร็จรูป” ที่พอใช่ไปเรื่อยๆสุดท้ายก็พังลง
แต่ของ 'กึ่งสำเร็จรูป' สามารถใช้ได้มากกว่า 1 ครั้ง
แต่เมื่อมันพลังเวทหมดลง มันจะระเบิดตัวเองทันที

ดังนั้นอุปกรณ์เวทมนตร์จึงไม่ค่อยนิยมใช้กันเท่าไหร่

ความสามารถของดาบสั้นชิ้นนี้ อาจารย์ตั้งใจให้มัน[ไม่เสร็จ]
มันเป็นเคล็ดลับที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้พลังเวทสามารถเติมไว้ใช้ได้เรื่อยๆ

สำหรับผู้ที่สามารถเติมพลังเวทได้เอง,
มันช่วยลดภาระของการใช้อาวุธได้อย่างดีเยี่ยม

ในอนาคต การแกว่งดาบใหญ่ มันเป็นไปได้สำหรับทุกคน

แม้แต่ฉันก็คงใช้มันได้!

สาวน้อยที่ถืออาวุธขนาดใหญ่! นี่มัน...โรแมนติค!
ฉันสามารถใช้หอกหรือเคียวหรือแม้กระทั่งปืนคาบศิลา!
 
“เพราะว่าชั้นตั้งใจทำให้มัน “ไม่เสร็จ,” ความรุนแรงของมันอาจจะลดลง
ชั้นนพยายามที่จะเสริมด้วยการใช้เวท [การเสริมพลัง] กับ [เสริมความคม] ทีหลัง, แต่ว่า…”

“เห... หรือก็คือ [การเสริมพลัง] เป็นส่วนสำคัญของมัน.
แต่การเสริมพลังของไอเทมแต่ละชิ้น มันมีข้อจำกัดอยู่ไม่ใช่เหรอคะ?”

“ไอเทมที่ “ไม่เสร็จ” นั้นจะต้องมีการเสริมพลังเข้าไป,
ด้วยเวท [การเสริมพลัง] เท่านั้น และมีความสมารถ 3 อย่างที่ใส่เพิ่มเข้าไปได้
แต่ก็มีบางอย่างที่ต้องดูก่อนนิดหน่อย...”

“สำหรับหนูความเบาเป็นสิ่งสำ—“

“อืมมมมม… ผมว่าถ้าเราไม่ออกเดินทางตอนนี้, กว่าจะไปถึงมันก็บ่ายแล้วใช่มั้ยล่ะ?
 
พวกเรา ซึ่งได้เปิดประเด็นเกี่ยวกับอุปกรณ์เวทมนตร์นั้น
ได้ถูกขัดขังหวะโดย กุสตาร์ซัง

งืองืองือ, บังอาจมาขัดจังหวะฉันกับอาจารย์… มันน่ารำคาญนะรู้มั้ย?
 
“อ้ะ, นายพูดถูก. เอาล่ะ, พวกเราออกไปกันเลยมั้ย?”
 
 
และแล้วสิ่งที่เรียกว่า "การเดินทางเพื่อพบป่ะกับผู้คนครั้งแรก" ก็ได้เริ่มขึ้น




NEKOPOST.NET