[นิยายแปล] Hakai me no Yuuri เกิดใหม่เป็นโลลิ ยูริจัง ตอนที่ 5 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Hakai me no Yuuri เกิดใหม่เป็นโลลิ ยูริจัง

Ch.5 - การเทศนา และอาหารบนภูเขา


“ฉัน . . . . . ยังมีชีวิตอยู่?”

ตื่นขึ้นมาก็พบว่าฉันกำลังนอนอยู่บนเตียงในห้องตัวเองอยู่

อาจารย์ที่นั่งอยู่ข้างๆฉัน มีความเศร้าหมองแปะอยู่บนใบหน้าของเขา. 
และรอยย่นระหว่างคิ้วของเขา ก็ย่นมากกว่าปกติ

“อ้ะ, อาจารย์ อรุณสวัสดิ์ค่า”

“อ้า, อรุณสวัสดิ์.ร่างกายเป็นไงบ้าง?”

ฟังจากเสียงของเขาแล้ว ตอนนี้เหมือนเขากำลังอารมณ์ไม่ดีอยู่ด้วย

รู้สึกกังวลจังเลย...

“อืม? ก็ไม่มีอะไรผิดปกติเกี่ยวกับ‘อมตะ’ ของหนูนะ”

“ถ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว. เอาล่ะถึงเวลาที่เธอจะโดนดุล่ะนะ”

เอ๋!? ทำไมล่ะ?

“ทำไมเธอถึงไม่หนีล่ะ?”

อาจารย์ถามด้วยเสียงทุ้มและหนักแน่น

นี่มันโครตน่ากลัวเลย, เอาจริงเดะ?

“เอ๋, เพราะว่าหนูคิดว่าหนูสู้มันได้ . . . . “

“เธอไม่ได้ตระหนักถึงความอ่อนแอของร่างกายเลยเหรอ? 
มันอันตรายตั้งแต่เรียนศิลปะการต่อสู้ กับ ตอนฝึก [Body Strength] แล้ว,
เธอควรจะวิ่งหนีออกมามากกว่า.”

นี่เป็นครั้งแรก ที่อาจารย์ดุฉันตั้งแต่ฉันมาอยู่ที่นี่.

เมื่อเห็นฉันกลัวเล็กน้อย, อาจารย์ก็เลิกใช้เสียงโทนต่ำทันที

“ยูริคุง, แค่ชั้นออกแรงเล็กน้อย ร่างกายเธอก็แตกสลายได้แล้ว. . . 
เธอเปราะบางราวกับแก้วจริงๆ. เธอไม่ควรคิดที่จะต่อสู้โดยตรงนะ”

“ตะ-แต่ว่า ตราบเท่าที่หนูมี Accel Boost, อ้ะ..หนูหมายถึง [Body Strength] น่ะ . . .”

“ฉันพัฒนาเทคนิคนี้เพื่อชดเชยกับการต่อสู้ระยะไกล 
แต่มันก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น.เข้าใจมั้ย? ไม่ใช่ทุกอย่างที่จะเหมาะกับเธอ”

ในการต่อสู้, ทั้งเทคนิคและประสบการณ์ล้วนแต่เป็นสิ่งสำคัญ
แต่การมีค่าสเตตัสที่สูง ก็จำเป็นเช่นกัน

ความแข็งแรงในการใช้อาวุธ, ความเร็วในการเคลื่อนไหวแบบป้องกัน,
และความแม่นยำในการโจมตี. . . . .

แน่นอน เนื่องจากอาจารย์มีสเตตัสพื้นฐานที่สูงอยู่แล้ว
การเสริมพลังของเขา ทำให้เขาสามารถต่อสู้ระยะประชิดได้ 

แต่ด้วยสเตตัสพื้นฐานทั้งหมดเท่ากับ 1 ฉันจึงไม่สามารถทำเหมือนอาจารย์ได้

ด้วยเหตุนี้ฉันจึงได้วางแผนที่จะใช้ความเร็วเพื่อชดเชย แต่ . .

“ตะ-แต่ว่า. . . .หนูก็กลับมามีชีวิตได้ แม้ว่าจะอันตรายขนาดไหนก็ตาม, หนู . . . “

“ไม่ได้หมายความว่า เธอต้องวิ่งเข้าหาอันตรายโดยที่ไม่จำเป็น.
 ไม่ใช่แค่นั้น แต่ในสภาพอาการเวทจางด้วย,
 เธอพูดได้เต็มปากรึเปล่าว่า เธอจะกลับมามีชีวิตได้อีกครั้ง?”

โอ้ ใช่... มันเป็นครั้งแรกที่พลังเวทของฉันหมดลง

“อาการเวทจาง . . . . .  มันคืออาการเวทจางงั้นเหรอคะ? ครั้งแรกเลยที่หนูเป็น”

“ฉันบอกเธอแล้วว่าการเสริมพลังมันเป็นดาบสองคม.
แม้ว่าเธอจะพูดถึงสิ่งที่เป็นหนึ่งในพรของพระเจ้าก็เถอะ,
มันไม่ใช่สิ่งที่สามารถใช้งานได้อย่างอิสระนะ รู้มั้ย!”

“อาจารย์พูดถึง กิ๊ฟ เหรอคะ?”

“กิ๊ฟ เปิดใช้งานโดยการใช้เวทมนตร์ของผู้ครอบครอง
 อย่างไรก็ตาม มันเป็นเฉพาะกับกิ๊ฟบางอย่าง,
 และกิ๊ฟที่ว่านั้น จริงๆแล้วมันก็ใช้พลังเวทเล็กน้อย . . . 
น้อยพอที่แม้แต่คนปกติจะสามารถให้พลังเวทเพียงพอกับมัน.”

นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินอะไรแบบนี้….

นี่มันเป็นเรื่องที่โครตสำคัญเลยไม่ใช่เหรอ!? จารรรรรรร

“ฉันไม่รู้ว่าชนิดของกิ๊ฟที่เธอมีมันจะกินพลังเวทรึเปล่า,
 แต่การจะทดสอบเพื่อหามัน ก็อันตรายเกินไป, เธอไม่คิดอย่างนั้นเหรอ.”

“แน่นอนสิคะ! ถ้ามันจบโดยการที่รู้ว่ามันกินพลังเวท, หนูก็คงตายอย่างแน่นอน!”

“ตั้งแต่ฉันพาเธอกลับมา, ฉันรู้สึกว่าเวทมนตร์ของเธอนั้นไร้ขีดจำกัด.
 ฉันเลยไม่คิดว่าเธอจะเป็นเวทจางได้, แต่ไม่ว่าใครก็ไม่ควรจะเป็นทั้งนั้นแหละ.”

“หนูว่า มันไม่ปกติเลยนะ ที่จำนวนขนาดนั้นจะหมดได้ . . .”

เนื่องจากมันมากกว่าคนทั่วไปถึง 150 เท่า.

“ชั้นไม่ได้คิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ความเป็นอมตะ’ 
และ ‘เวทจาง’. และสำหรับเรื่องนี้ชั้นต้องขอโทษด้วย ชั้นเสียใจจริงๆ”

อาจารย์ก้มหน้าลดศีรษะลงให้ฉัน.

เห็นการโค้งคำนับของเขาฉันก็นึกถึงอะไรบางอย่าง. . . . 

ฉันได้ทำผิดพลาดอีกครั้งเหมือนกัน

ได้รับพลังสุดโกงจากพระเจ้า, โดยไม่คิดถึงผลที่ฉันจะได้รับ,
ฉันคิดว่ามันจะอันตรายนิดหน่อย . . . เหมือนกับตอนนั้น. (TL: หมายถึงเมืองลิลิธ)

ฉันเป็นเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ที่มีพลังสุดโกง

สุดท้าย — ใครสักคนที่ผิด...ควรเป็นฉัน

“เงยหน้าขึ้นมาเถอะค่ะ! มันไม่ใช่ความผิดของอาจารย์สักหน่อย!
 หนูเป็นคนที่ไปต่อสู้อย่างไม่มีเหตุผลเอง. . . . อืม, คือว่า?”

บางสิ่งบางอย่างในการสนทนานี้ มันไม่สมเหตุสมผลอยู่

“อืม? อาจารย์ะ, มันเป็นไปได้มั้ย ที่หนูจะไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้. 
ไม่ใช่ว่าคุณสอนศิลปะป้องกันตัว เพื่อให้หนูเอาตัวรอดได้เหรอคะ? 
อีกทั้ง, คุณบอกว่า คุณไม่ได้คิดถึงความเป็นไปได้
ที่หนูจะไม่สามารถคืนชีพจากอาการเวทจางได้?
หนูว่ามันแปลกๆนะคะ ทำไมคุณต้องทำอะไรขนาดนี้เพื่อหนูด้วยคะ...”

“. . . . ยูริคุง, เธอเป็นเหมือนกับหลานของฉัน. มันผิดด้วยเหรอที่จะเป็นห่วงเธอ?”

อตโตะ. หัวข้อหลักของเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันซะแล้ว

ใบหน้าคุณแดงขึ้นมานิดหน่อย รู้ตัวมั้ยคะ อาจารย์?

“เพราะว่าหนูน่ารักใช่ม้าา? คุณรู้มั้ย มันโอเคนะถ้าคุณจะดูแลฉันมากกว่านี้.”

“. . . . . ตอนนี้เธอคงจะหิวแล้วสินะ. ฉันขอตัวไปทำอาหารก่อน –“

ราวกับว่าพยายามจะหลีกเลี่ยงฉัน 
อาจารย์เมินการล้อเล่นของฉันและพูดด้วยเสียงโมโนโทน.

หยาบคายยย!

จากนั้น อาจารย์ก็เอาอาหารมาเสิร์ฟให้ฉันถึงที่

มันคือข้าวต้มและผัดรวมมิตร *หงับ*  อร่อย!!

อย่างแรก,ข้าวต้ม. มันเรียบง่ายกับรสชาติของการปรุงรสเบา ๆ ด้วยเกลือ.
กลิ่นหอมที่อุดมไปด้วยสารอาหารโพยพุ่งขึ้นมาเตะจมูกของฉัน. . . . 

ฉันสงสัยจังว่าเขาใช้ซุปดาชิ(น้ำสต็อคของญี่ปุ่น)ชนิดไหน?
(เกร็ดความรู้*** ดาชิที่ว่าเป็นน้ำสต็อคของญี่ปุ่น สำหรับเรา 
ก็รู้สึกเหมือนน้ำซุปกระดูกหมู แต่ของเค้าเป็นปลาแห้งกับสาหร่ายคอมบุ
บ้านเรามีทั้งแบบผงและแบบขวดที่เอามาผสมน้ำแล้วใช้ได้เลย)

ในฐานะที่เป็นคนญี่ปุ่นมาก่อน อาหารเป็นเรื่องสำคัญสำหรับฉัน

ในขณะที่ฉันกำลังคิด, สิ่งที่รบกวนใจฉันตั้งแต่มาที่นี่ นั้นคือการขาดดาชิ
ดูเหมือนว่าในตะวันตก จะไม่มีใครใช้จนกระทั่งปัจจุบันนี้

บางทีอาจจะเป็นซุปแบบนั้นที่ผสมเข้ากับข้าว
มันเลยทำให้รสชาติกลมกล่อมอร่อยจนบอกไม่ถูก

แล้วมันก็ยังมีผักซอยชิ้นเล็กๆ และเนื้อที่ดูเหมือนเนื้อไก่หลายชิ้น

สำหรับผัดรวมมิตร แทนที่จะเป็นผัก กลับเต็มไปด้วยเนื้อที่กรอบนอกนุ่มใน
มันอาจจะเป็นเครื่องในของอะไรสักอย่าง
ฉันรู้ว่าตับต้องมีกลิ่นเหม็นคาวออกมาแน่ๆ แต่กลิ่นมันก็ไม่ได้มากนัก
 
มันอาจเป็นเพราะว่ามันเป็นของสดมากๆ

อันที่จริงฉันค่อนข้างชอบมัน เพราะเนื้อมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์
นอกจากนี้ ยังมีบางอย่างเช่นคล้ายๆไข่ปลาผสมไว้ด้วย.
วางเรียงไว้ เป็นก้อนๆอย่างประณีต ทำให้มันเป็นไฮไลต์ของจาน. 

อันนี้ก็อร่อยเหมือนกันแฮะ

“อาจารย์, ข้ามต้มนี่มันอร่อยมากเลยค่ะ! มันอร่อยมากกว่าปกติอีกอ่ะ!.”

“ใช่มั้ยล่า? ฉันใช้ส่วนผสมที่ดีสุดๆไปเลย.”

“แล้ว กุสตาร์ซังจะมาอีกมั้ยคะ? ช่วงนี้เขาหายไปเลย… แปลกจัง”

“กุสตาร์ เหรอ? เขาคงไม่แวะมาสักพักน่ะ”

“เอ๋, แล้วส่วนผสมที่ว่าคือ. . . . “

“เคราธอส”

คะช้าง—-!!

แล้วช้อนก็หลุดออกจากมืออย่างไม่ได้ตั้งใจ 
จิตใจของฉันถูกแช่แข็งไปสักพัก, และผ่านไปไม่กี่นาที สมองของฉันก็รีสตาร์ท

แล้วไอ่เจ้าตัวที่คล้ายๆกับ เซราเตอร์ซอรัส มันเรียกว่าเคราธอส งั้นเรอะ

“ถ้าเธอไม่รีบกิน เดี๋ยวอาหารก็เย็นไปซะก่อน”

“นี่,  นี่มันคือตัวที่หนูจัดการได้. . . . ”

“อ่า มันมีสองตัว เธอจัดการไปหนึ่งตัวสินะ”

“ยังงี้นี่เอง! งั้นเนื้อพวกนี้ก็เป็นของไอ่ตัวนั้น? . . . . งั้นไอ่ผัดนี้ก็ด้วยเหรอคะ?”

“เครื่องในของเคราธอสน่ะ. ยิ่งสดยิ่งอร่อย 
 ปกติเขาใช้ในงานเลี้ยงน่ะ เธอหากินทั่วไปไม่ได้หรอกนะ”

ม่าา, ฉันก็เกือบโดนกินแล้ว, ใช่มะ? 
การที่จะกินหรือถูกกินมันก็เป็นวิถีแห่งผืนป่าอยู่แล้ว
  
ตอนอยู่ในญี่ปุ่น, ฉันกินปลาวาฬ แมงดาทะเล และแม้กระทั่งรังไข่ปลาปักเป้า
ไม่มีคนญี่ปุ่นคนไหนที่ไม่กินอาหารทะเลที่ดูน่ารังเกียจนั้นหรอก
เมื่อมาถึงจุดนี้ จะเคราธอส หรืออะไรก็ตาม ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ . . . . .

“สำหรับน้ำซุป, ฉันมาจากเนื้อเยื่อสมองของมันน่ะ. รสชาติก็ไม่เลวเลยนะ.”

“โกบู้!?”

สะ-สะ-สะ-สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วรู้จักการกินสิ่งน่ารังเกียจ
แม้กระทั่งการกินเนื้อเยื่อสมองเป็นสิ่งที่ค่อนข้างเป็นปกติ. . . . . .

มันปกติที่ไหนกันเล่าาาาาา!!!

“หนูเป็นคนที่ควักมันออกมาจากสมองสินะคะ . . . 
 ไปสู่สุคติเถอะนะ เคราธอสคุง!!”

“เนื้อที่เหลือฉันแช่แข็งเอาไว้ด้วยเวท [Freezing(แช่แข็ง)] แล้ว
 และวันพรุ่งนี้เราจะรมควันมัน การเก็บรักษาอาหารก็เป็นเรื่องสำคัญนะ”

“อาจารย์, หรือว่านี่จะเป็นสนามรบ!?”

“เธอพูดอะไรของเธอน่ะ, ยูริคุง?”

เนื่องจากฉันเป็นคนกินน้อย, ปริมาณอาหารที่ฉันต้องการจึงไม่มาก

แต่ฉันก็เป็นคนโลภมากเหมือนกันนะ
 
เอาล่ะ, มันมี 2 ตัว — แต่ละตัวสูง 5 เมตร. 
ถ้าเราแช่เย็นไว้ด้วยเวทมนตร์ของอาจารย์ เราก็ไม่ต้องหาอาหารอีกสักระยะหนึ่ง

“แล้วก้อนกลมๆ อันนั้นล่ะคะ?”

“ไข่ของ อูงิ”

“. . . . . . . . . . . . . . . . .”

อูงิ เป็นชนิดของแมลงในโลกนี้ มีลักษณะคล้ายกับแมลงวัน
พวกมันวางไข่ไว้ในโพรงต้นไม้, ดังนั้นไข่ของพวกจึงเป็นเก็บเกี่ยวได้อย่างง่ายดาย
ในช่วงเวลาที่อดอยาก, พวกมันจะกลายเป็นแหล่งโปรตีนที่มีคุณค่า

“อาจารย์, คุณอยู่ในสนามรบแบบนี้มานานแล้วเหรอคะ”

“ก็นานมากแล้วอะนะ, ทำไมเหรอ?”

ในขณะรับประทานอาหารมื้ออร่อยมื้อนี้
ฉันสาบานว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันจะเป็นคนทำอาหารเอง....




NEKOPOST.NET