[นิยายแปล] Hakai me no Yuuri เกิดใหม่เป็นโลลิ ยูริจัง ตอนที่ 15 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Hakai me no Yuuri เกิดใหม่เป็นโลลิ ยูริจัง

Ch.15 - อาจารย์และเหตุการณที่เกิดขึ้น


 

(TL: เวทการเสริมพลัง ขอเปลี่ยนเป็น เอนชานต์ นะฮะ น่าจะอ่านลื่นกว่า)

หลายวันตั้งแต่นั้นมา ฉันแต่อยู่ในห้องของฉัน
เพราะฉันกำลังพัฒนาอาวุธ"หมายเลขสอง!!” อยู่ไงล่ะ
ด้วยความร่วมมือของอาจารย์ ปัญหาเรื่องขนาดของวงเวทก็ถูกแก้ไขอย่างง่ายดาย
 
นี่มันอะไรน่ะ? ภายในรอยแยกของวงเวท 
สามารถสร้างวงเวทอื่นมาเชื่อมกันได้ และยังขยายขอบเขตของมันได้อีกงั้นเหรอ?!

เมื่อเร็ว ๆ นี้มีอยู่หลายครั้งที่ฉันคิดว่าอาจารย์เป็นตัวละครที่โกงมากกว่าฉันซะอีก!

และแล้ว เซนติเนล ก็สำเร็จไปได้ด้วยดี แต่ฉันยังไม่ให้หรอกนะ
ฉันอยากลดข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการวิจัยนี้อีกสักนิดนึง
 
“มู่วว, ดูเหมือนว่าใส่ความสามารถ 3 อย่างก็ถึงขีดจำกัดแล้วสิ 
ฉันว่าปัญหาจริงๆน่าจะเป็นเพราะมันแค่เหล็กธรรมดาสินะ?”

หลังจาก [เอนชานต์] ด้วย [ลดน้ำหนัก] [ความทนทาน] 
และ [ความคม](ที่จะปล่อยให้ไม่เสร็จ) ทั้งสาม 
วัตถุดิบก็ไม่มีค่าความทนทานเหลือแล้ว และฉันก็ไม่สามารถเอนชานต์เพิ่มได้อีก

ม่าา พอพูดถึงเซนติเนลแล้ว ตัวมันเองก็เป็นอาวุธอยู่แล้วนี่นา…

“ยังไงก็ตาม ฉันอยากจะเอาดาบที่ใช้ล่ามังกรหรือตัวอะไรสักอย่างให้เขา—
ประมาณนักดาบแห่งความมืด? บางทีฉันควรจะสร้างปืนใหญ่ไปติดที่แขนซ้ายของเขาด้วยนะ”
 
ในขณะที่นึกถึงผลงานชิ้นเอกนั้น
ความทรงจำเกี่ยวกับดาร์กแฟนตาซีก็เข้ามาในหัว 

ฉันเริ่มร่าย [เอนชานต์] ใส่ “หมายเลขสอง!!”

มันมีพื้นที่ใส่วงเวทอยู่ไม่มาก 
แต่… พอฉันลองใส่อันที่สี่ รอยร้าวก็ผุดขึ้นมาตรงผิวของมัน
สำหรับเหล็กธรรมดาแล้วคงเป็นไปไม่ได้จริงๆ

“ถ้ามันทำมาจากเงิน คงใส่ได้สี่อย่างล่ะนะ 
 แต่ถ้าทำอย่างนั้น ความแข็งแรงของตัววัตถุดิบก็คงจะ…”
 
หรือฉันควรจะอยู่สายอาวุธเหล็กเหมือนเดิมดีนะ?
 
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
 
คืนนั้น พร้อมกับเสียงวิ่งอย่างดุดันของม้า
คิเมะซังได้มาที่กระท่อมของเรา
 
“แฮสเทลซัง อยู่มั้ยคร้าบ?!”

“คิเมะเหรอ? นายทำฉันตกใจนะ แล้วทำไมเธอต้องรีบร้อนขนาดนี้ด้วย?”

“ดูเหมือนว่ามารุจัง ลูกของมารุโตะซัง จะยังไม่กลับบ้านน่ะครับ”

“ในเวลานี้เนี่ยนะ?!”
 
ตอนนี้มันก็ค่อนข้างดึกมากแล้ว 
ยังไงก็ตาม ฉันสงสัยจังว่า ฮารุโตะ กับ มารุ เป็นใครกันนะ?
ฉันคงต้องหยุดคิเมะซังไว้ก่อน
 
“คิเมะซัง ใจเย็นลงก่อนเถอะค่ะ ม้าเองก็ถึงขีดจำกัดแล้วใช่มั้ยคะ? 
 อีกอย่าง หนูคงช่วยอะไม่ได้ถ้าหนูไม่เข้าใจสถานการณ์นะคะ”

“อุก.. ชั้นก็คิดว่างั้น…”

“หนูจะไปชงชามาให้นะคะ เข้ามาข้างในก่อนสิคะ”

“คือว่า ผมเตรียมชาไว้ให้แล้วน่ะครับ…”
 
หนวกหูน่า อเล็ค นั่นมันเป็นงานของลูกศิษย์นะ....
อะเร๊ะ...อเล็คก็เป็นลูกศิษย์นี่นา ม่าา แล้วฉันจะหัวเสียทำไมเนี่ยยยย!!
 
“เอาล่ะ มันเกิดอะไรขึ้น?”

“ในช่วงบ่ายมารุจัง บอกว่าเธอจะไปเก็บฮอว์ธอร์นเบอร์รี่ 
 จากนั้นเธอก็ออกไปนอกหมู่บ้านคนเดียว
 พวกเราคิดว่าเธอคงไปไหนได้ไม่ไกล เลยไม่ได้กังวลเท่าไหร่น่ะครับ”

“งั้น...เธอไม่ได้กลับมาอย่างที่นายว่า?”

“หมู่บ้านรอบๆก็เริ่มออกค้นหากันแล้ว แถมสัตว์ร้ายก็มีไม่ค่อยมากด้วย
 หวังว่ามันคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะครับ”

“ใครคือ มารุจังเหรอคะ?”

ฉันไม่รู้จัก ก็เลยถามเขาออกไป
 
“เธอเป็นคนของหมู่บ้านน่ะ เป็นลูกสาวคนเดียวของโฮรุโตะซัง
 ที่เป็นหัวหน้าของหมู่บ้าน เธอเพิ่งจะอายุ 8 ขวบในปีนี้… 
 ว่าแต่....เธอเป็นใครน่ะ?”

“… กว่าจะรู้ตัวนะคะ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเผยใบหน้าให้คุณเห็น 
ใช่มั้ยคะคิเมะซัง? หนูคือ ยูริ ค่ะ”

“… … เป็นไปไม่ได้ เธอสวยงั้นเหรอ?”

นี่คุณคิดว่าฉันมีหน้าแบบไหนกันห๊าาาาา?!
 
“เรื่องนั้นไว้ก่อนเถอะค่ะ… ที่แน่ๆ 
 ตอนนี้เด็ก 8 ขวบคงจะลำบากอยู่บนภูเขาไม่ก็ในป่าสินะคะ”

“จากนั้น ทั้งหมู่บ้านออกมาค้นหาและพบบางอย่าง
ข้างๆต้นฮอร์ธอร์น มันเป็นรอยเท้าของเด็กหนึ่งคนกับผู้ใหญ่อีกสองคนน่ะ”

“ผู้ใหญ่เหรอคะ? หรือว่าอีกสองคนจะเป็นคนคุ้มกันเหรอคะ?”

“เนื่องจากรอยเท้าดูเหมือนจะไปทางภูเขา  แต่ว่า…”
 
อย่างนี้นี่เอง งั้นเขาก็คิดว่าอาจารย์เป็นคนคุ้นกัน จึงรีบมาหาที่กระท่อมสินะ?

“มีเพียงรอยเท้าผู้ใหญ่เท่านั้นมุ่งหน้าไปยังภูเขา 
 ชั้นคิดว่ามีบางอย่างผิดปกติ และรีบมาที่นี่เพื่อยืนยันสถานการณ์.”

“เดี๋ยวก่อนค่ะ ถ้าเป็นผู้ใหญ่สองคนล่ะก็... 
 คุณก็น่าจะรู้ว่ามันไม่มีทางที่จะเป็นอาจารย์ได้หนิคะ?!”

“กุสตาร์ซังก็มักจะมาทางนี้น่ะ ก็เลย…”
 
ซึ่งกุสตาร์ซังก็น่าจะอยู่ที่หมู่บ้าน แล้วเขาก็เริ่มจับจุดได้

“ถ้าเอาเด็กไปแบบนั้น… หรือว่าเป็นพวกเรียกค่าไถ่?”

“หมู่บ้าน มาเรบะ มีความเจริญรุ่งเรืองก็จริง
 แต่ก็อาจจะไม่ใช่สถานที่ที่จะไปหาค่าไถ่ได้ หรือพวกมันจะเอาไปขายเป็นทาส?… 
 ถึงจะเป็นแบบนั้น 30เหรียญทองคงสูงสุดแล้วล่ะมั้ง”

“อืมม… ผมได้ยินมาจากพ่อว่า มีข่าวลือที่พูดถึงโจรที่อยู่แถวนี้ด้วยนะครับ”

“ว่าไงนะ!”
 
เพื่อตอบสนองต่อข้อเท็จจริงที่น่าตกใจของอเล็ค คิเมะซังยืนขึ้นทันที.
แล้วอาจารย์กระตุ้นให้เขาพูดต่อด้วยเสียงต่ำ
 
“ลองว่ามาสิ”

“… ถ้าผมจำไม่ผิด ทางทิศเหนือของประเทศโนเวลลัส 
พวกมันสร้างความวุ่นวายที่นั่น แต่ไม่นานก็ถูกอัศวินจัดการไป 
และพวกก็หลบนี้ออกมาได้ พ่อก็เลยเตือนผมว่าอาจจะเกิดเรื่องอันตรายได้”

“แล้วพวกอัศวินจึงไม่ส่งพวกเขากลับประเทศเหรอ…? 
 งั้นพวกเขายังทำหน้าที่ไม่เสร็จนี่นา!”

“พวกเราออกจากเมืองคอมบ์ ทันทีหลังจากหิมะหยุดตก
 เพราะ พ่อบอกว่าพวกเราต้องทำการค้าขายให้เสร็จก่อนที่โจรจะมาถึง น่ะครับ”

“เครือข่ายพ่อค้ามีประโยชน์ในเวลาแบบนี้จริงๆ”
 
คิเมะซังแสดงความไม่พอใจออกมา 
และตรงกันข้าม อาจารย์ของฉันแสดงความชื่นชม
 
“อย่างนั้นหรอกเหรอ มีอยู่สองคนสินะ…?”

“คุณคิดอะไรออกแล้วเหรอคะ?”

“อ่า เธอคิดยังไงกับสิ่งที่ทำกำไรที่ดีที่สุดในระแวกนี้ล่ะ?”

“ล้มคุณไงคะ อาจารย์”

“ช่วยหยุดล้อเล่นก่อนได้มั้ย?”

ฉันคิดอย่างนั้นแหละ นี่เป็นวิธีที่ทำกำไรที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย 
แต่ แลกกับความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว
 
“หนูคิดว่าสิ่งที่ทำกำไรได้มากที่สุดที่รองลงมาก็คือ….โจมตีหมู่บ้านเหรอคะ?”

“ใช่แล้ว มาเรบะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีประชากรประมาณ 60 คน 
และ เศรษฐกิจของพวกเขานั้นมันเกินกว่าจำนวนที่พวกเขามีอยู่”

“ต้องขอบคุณ คุณนะครับ แฮสเทลซัง”
 
คิเมะซัง แสดงออกถึงความชื่นชมอาจารย์ของฉัน
แต่ช่วยเก็บคำชมไว้บ้างก็ดีนะคะ? 
 
“พอหักลบผู้หญิง และผู้สูงอายุออกจากประชากรทั้งหมด  
พวกผู้ชายหนุ่มๆ มีประมาณ 20 คน.และยิ่งไปกว่านั้น 
คิดว่าประมาณครึ่งหนึ่ง สามารถต่อสู้ได้จริงล่ะมั้ง?”

“และถ้ามีเพียงประมาณ 10 คน 
 ทรัพย์สินของหมู่บ้านก็ถูกเอาไปได้อย่างง่ายดาย 
 นี่คือสิ่งที่คุณต้องการจะบอกใช่มั้ยคะ?”

“พวกเราไม่รู้ว่าจำนวนพของวกโจรมีทั้งหมดกี่คนกันแน่
แต่เธอคิดว่ามันจะมากพอที่จะทำมั้ยล่ะ?”

“ถ้าอย่างนั้น…สองคนนั้นคงเป็นหน่วยสอดแนมสินะคะ”
 
พวกเขาซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้เพื่อสังเกตหมู่บ้านสินะ 
และสะกดรอยตามเด็กผู้หญิงที่ออกมาเก็บผลฮอร์ธอร์นเบอร์รี่ 

นี้คือสิ่งที่คุณจะบอกเหรอ?

ถ้าพวกเขาฆ่าเธอ มันต้องทิ้งร่องรอยไว้แน่
และพวกมันก็ปล่อยเธอไปไม่ได้อยู่แล้ว พวกมันก็เลยลักพาตัวแทน
 
“แม้ไม่มีศพหรือคราบเลือด แต่เพราะเด็กหายไป 
 การรักษาความปลอดภัยจึงมีช่องโหว่มากขึ้น 
 ชั้นกลัวว่าการโจมตีอาจเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้”

“แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกโจรจะออกมาตอนนี้ใช่มั้ยครับ?”

“พวกเราได้ยืนยันว่ามีคนลักพาตัวเด็กแล้ว ต้องบอกชาวบ้านให้ระวังตัวด้วย”

“พะ-พวกเราต้องรีบกลับไปที่หมู่บ้านเดี๋ยวนี้…!”
 
คิเมะซังหน้าซีดและยืนขึ้นทันที ฉันเข้าใจความรู้สึกของคุณนะ 
แต่คุณไม่รู้เหรอว่าม้ามันไปต่อไม่ไหวแล้วน่ะค่ะ?
 
“พวกเราคงต้องให้พวกม้าพักก่อน ชั้นจะพานายไปเอง 
นายปล่อยให้ม้าพักอยู่ที่นี่เถอะ”
 
อาจารย์ก็ลุกขึ้นยืนขึ้นเช่นกัน พร้อมกับถือเสื้อคลุมไว้ในมือ
 
“ยูริ กระท่อมนี้อาจจะไม่ปลอดภัย เพราะฉะนั้นในกรณีฉุกเฉิน…”

“รับทราบค่ะ หนูจะเป่าให้กระจุยเลย!”

“ผิด... ไปซ่อนตัวอยู่ชั้นใต้ดินสักพักนะ 
 ถ้าเธอผนึกทางเข้าด้วย [กำแพงดินเหนียว] พวกมันคงเข้ามาไม่ได้หรอก”

อาจารย์แก้ความคิดแบบผิดที่ผิดทางของฉันอย่างเหนื่อยใจ

หลังจากนั้น เขาก็ยกคิเมะซังด้วยแขนเดียว และวิ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า 
ฉันอิจฉาความแข็งแรงของแขนนั้นจัง…
 
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
 
เวลาตอนนี้เป็นช่วงเวลาหลังจากที่อาจารย์ออกไปได้สักพัก
นอกจากอเล็คคุงที่อยู่ไม่สุขแล้ว ในกระท่อมก็สงบสุขดี
 
“เป็นอะไรไปน่ะ? ดูเหมือนนายจะอยู่เฉยๆไม่ได้เลยนะ”

“โจรมันอยู่แถวๆนี้นะครับ ไม่มีทางที่จะใจเย็นได้อยู่แล้วนี่ครับ”

“ม่าา พวกมันก็อันตรายจริงๆล่ะนะ”

แม้ว่าถ้าฉันจำเป็นจะต้องซื้อเวลาล่ะก็ มันก็ไม่มีปัญหา

ในกรณีที่แย่ที่สุด ฉันจะโยนอเล็คคุง ลงไปชั้นใต้ดิน 
แล้วผนึกทางเข้าเอาไว้ จากนั้นก็ถอดแว่นตาผนึกเวทออก 
ก็คงทำให้รั้งพวกมันไว้ได้แน่นอน

แต่วิธีนี้ฉันอยากหลีกเลี่ยงมากที่สุด…
 
“ไม่ต้องกลัวนะ แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นหน้าที่ของพี่สาวคนนี้เอง!”

“นั่นคือสิ่งที่ผมกังวลมากที่สุดเลยนะฮะ...”

“ใจร้ายอ่า… หลังจากจบเรื่องนี้นายจะต้องถูกลงโทษโดยพี่สาวคนนี้แล้วล่ะ”
 
ไม่ใช่ว่า ฉันไม่เข้าใจความรู้สึกของเขา 
แล้วไปทำให้เขากระวนกระวายมากขึ้นหรอกนะ

อเล็คคุง หยิบดาบขึ้นมาเพื่อ “ปกป้อง” 
และคนที่เขาอยากจะปกป้อง ก็ยืนอยู่ตรงหน้าเขานี่แหละ 
ถ้าไม่มีล่ะก็ เขาคงพุ่งออกจากที่นี่ตอนนี้เลยก็เป็นได้

แต่นั่นก็เพื่อชดเชยพ่อแม่ที่เขาไม่สามารถปกป้องเอาไว้ได้ 
คิดดูดีๆแล้ว การให้อเล็คคุงมาปกป้องนั้น 
มันมีแต่จะเพิ่มตัวประกันให้มากขึ้น….
 
“ยังไงก็ตาม ใจเย็นซะนะ เดี๋ยวฉันไปชงชามาให้”

“แน่ใจนะว่าที่พี่ทำคือการชงชา? อย่าผสมอะไรแปลกๆเข้าไปนะฮะ?”

“ฉันไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอกน่า หยุดพูดแบบนั้นได้แล้ว”

“ก็พี่เล่นทำกับผมตั้งแต่เจอกันครั้งแรกนี่นา”

“อาจารย์ผู้ล่วงลับ ได้กล่าวไว้ว่า“อย่าขุดคุ้ยอดีตของผู้อื่น” น่ะ”
 
ใช่ เป็นคำสอนที่ดีจริงๆ
 
“แล้วมันมีอะไรเกี่ยวกับนักเวทล่ะครับ?”

“แล้วเขาก็ได้บอกอีกว่า “เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น  เรื่องนี้ก็ส่วนเรื่องนี้” น่ะ...”
 
เป็นไปตามที่คาดหวังจากอาจารย์ของฉัน 
พอมาลองคิดดู สิ่งที่เขาสอนให้ฉันเมื่อก่อนนั้น มันคงเป็นสิ่งที่จำเป็นในอนาคต
ซึ่งวันนี้ฉันก็ได้ใช้มันแล้ว ต้องขอบคุณอาจารย์ผู้ล่วงลับ จริงๆ

**ณ ที่แห่งหนึ่งในป่า

"ฮัดเช่ย..!!"

"แฮสเทลซัง?" 

**

ฉันลุกจากเก้าอี้เพื่อไปชงชา แล้วก็ไปเอาน้ำจากเหยือก… อะเร๊ะ?
 
“อเล็คคุง น้ำหมดแล้วอ่ะ เดี๋ยวฉันไปตักน้ำมาเพิ่มแปปนึงนะ 
 อย่าปล่อยให้คนน่าสงสัยเข้ามาล่ะ”

“งั้น พี่ยูริก็กลับมาไม่ได้แล้วสินะฮะ”

“พูดอะไรของแกห๊าาา ไอ่เจ้าเด็กตัวกระเปี๊ยก!”

“พี่ยูริ ตัวเล็กกว่าผมอีก!!!”
 
พวกเราเถียงใส่กันเหมือนเคย แล้วฉันก็เดินออกไปตักน้ำมาเพิ่ม
ม่าา หวังว่ามันจะทำให้เขาไมาฟุ่งซ่านจนเกินไปนะ?

—เมื่อฉันกลับมา อเล็คคุงได้ยืนอยู่ติดกับหน้าต่าง
 
“เกิดอะไรขึ้น?”

“พี่ยูริ  ไม่ใช่ว่า มีอะไรที่ส่องแสงอยู่ตรงนั้นเหรอฮะ?”
 
พอมองไปยังสุดปลายนิ้วมือของอเล็คคุงที่ชี้ไป… 
มันมีอะไรบางอย่างคล้ายๆ ไฟของโคมไฟกระพริบอยู่ตรงกลางของภูเขา 
นั่นคือสิ่งที่ฉันเห็น
 
“จริงด้วย… อาจจะเป็นชาวบ้านที่ออกล่าบนภูเขาก็ได้นะ?”

“แต่เขาก็ไปที่ที่สูงกว่ากระท่อมนี้เลยนะฮะ
ถ้ าพวกเขามาล่าสัตว์จริงๆล่ะก็ ต้องมาผ่านที่นี่ก่อนสิ...”

“ฉันว่ามันก็ถูกนะ เราควรไปบอกอาจารย์…”
 
แม้ฉันจะพูดแบบนั้น ถ้าพวกเราขี่ม้าไปที่หมู่บ้าน คงใช้เวลาสัก 2 ชั่วโมง…
 
ฉันอาจจะทำให้หนึ่งในพวกม้าบินได้ แต่พอมาคิดดูดีๆแล้ว 
นี่มันก็เป็นเวลากลางคืน ซึ่งทำให้มองเส้นทางลำบากมาก
ฉันเดาว่ามันก็ใช้เวลา 2 ชั่วโมงอยู่ดีใช่มะ?

ระยะทางจากที่นี่ไปหมู่บ้านประมาณ 20 กิโลเมตร 
เพราะความชันของภูเขา และถนนที่ไม่ดี มันต้องใช้เวลามากขึ้นอย่างแน่นอน

ถ้าฉันใช้ [เสริมพลังกาย] ฉันไม่แน่ใจนะว่ามันจะโอเค
แต่มันก็มีโอกาสฉันจะไปถึงภายในเวลาที่ผลยังอยู่…
 
“… ผมขอไปดูหน่อยนะ!”

“อ้ะ เฮ้?!”
 
ขณะที่ฉันกำลังตัดสินใจอยู่นั้น อเล็คก็ใช้โอกาสนั้นกระโดดออกจากกระท่อม

อีกอย่าง เขาถือดาบไว้ในมือแล้วด้วย ไปทันหยิบมาตอนไหนน่ะ?!
 
“อ๊าา โม่วว เป็นเด็กที่ดื้อจริงๆ!”
 
ฉันเข้าใจดี อย่างน้อย พวกเราก็ไม่มีเวลามากพอที่จะไปหาอาจารย์
และในขณะที่เราอยู่ที่นี่ เด็กผู้หญิงที่ชื่อ มารุ  อาจจะเจอสถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่ก็ได้
 

แน่นอน...ฉันคิดว่าฉันควรจะห้ามเขาไว้ แต่ถึงจะห้ามแค่ไหน ยังไงเขาก็คงไปอยู่ดี...




NEKOPOST.NET