[นิยายแปล] Hakai me no Yuuri เกิดใหม่เป็นโลลิ ยูริจัง ตอนที่ 13 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Hakai me no Yuuri เกิดใหม่เป็นโลลิ ยูริจัง

Ch.13 - มาสร้างอาวุธกันเถอะ


ตั้งแต่อเล็คคุงมา, เวลาก็ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์แล้ว 
อาจเป็นเพราะสถานการณ์ของเราตอนนี้เหมือนกัน (ถูกเก็บมาเลี้ยง), 
ฉันก็ไม่ได้เกลียดอะไรเขาหรอกนะ ก็เลยชินกับการเข้าใกล้เขาได้มากขึ้น.

เกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของเขา, โพชั่นของอาจารย์นั้นช่วยได้เพียงเล็กน้อย
แต่ในคราวนี้ มันมีฤทธิ์มากกว่าปกติ. 

เมื่อเรามาถึงกระท่อม, เลือดที่แผลของเขาก็หยุดลง, 
และพอตกกลางคืน อาการของเขาก็ดีขึ้น. 

สามวันต่อมา เขาก็อาการดีขึ้นจนถึงจุดที่เขาสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ.

สี่วันผ่านไป. ในตอนเช้า,เมื่อฉันกลับมาจากการรดน้ำต้นไม้, 
*แกร๊ก*, *แกร๊ก*, เสียงกระทบกันของดาบไม้ได้ดังขึ้น. 

ในช่วงบ่าย หลังจากพวกเขาอาบน้ำเสร็จ, พวกเขาก็ไปเรียนการใช้เวทมนตร์ต่อ

แม้กระทั่งตอนเย็น, พวกเขาก็ยังคงต่อสู้กันต่อโดยอ้างว่าเป็นการฝึกซ้อม.

และต่อจากนั้น พวกเขามาทานอาหารเย็น, อาบน้ำ และก็นอนหลับสนิทเหมือนท่อนไม้…
 
“ฉันคิดว่าช่วงนี้ตัวตนของฉันเริ่มจืดจางไปรึเปล่านะ?  
 อย่างที่คิด, ผู้ชายมักจะมองหาเด็กชายที่น่ารักเสมอ, ใช่ป่ะ?”  

ความรู้สึกที่โดดเดี่ยวนี้ มันทำให้ฉันรู้สึกเหงามากขึ้น, 
พรุ่งนี้ เรามาทำให้พวกเขาเห็นถึงตัวตนของฉันกันเถอะ.

ด้วยความโชคดี, ในกระท่อมหลังใหม่นี้
ต้องขอบคุณการขอร้อง(ข่มขู่)ของฉัน, พวกเราเลยมีอ่างอาบน้ำใช้!

ม่าา, ถึงฉันจะเรียกมันว่าอ่างอาบน้ำ,
มันก็เป็นเพียงอ่างทำจากหินซึ่งอาจารย์ของฉันทำขึ้นมา. 
ยังไงเราก็ต้องเอาน้ำจากบ่อมาเทใส่มันอยู่ดี, และอุ่นมันด้วยเวท [บอลไฟ]
มันเลยค่อนข้างลำบาก, แต่ว่า…

อย่างไรก็ตามเมื่อคุณคิดถึงการกระชับความสัมพันธ์ภายในครอบครัว, 
มันก็ต้องเป็น การอาบน้ำแบบครอบครัว.

และมันไม่ควรมีประเด็นทางกฎหมายมาเกี่ยวข้องด้วยซ้ำ!
 
ก็อย่างที่พูดไป, วันรุ่งขึ้นเมื่อฉันบุกรุกเข้าไปในห้องน้ำ, 
ไม่ใช่แค่อาจารย์ของฉัน, แม้แต่ อเล็คคุงก็โกรธใส่ฉันเหมือนกัน.

สักวันนึง ฉันคิดว่าฉันจะทำให้ความฝันที่ฉันได้ "อาบน้ำกับครอบครัว" เป็นจริงให้ได้!
 
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
 
วันคืนยังคงดำเนินต่อไป, และแน่นอนไม่ใช่ว่าฉันไม่ได้ทำอะไรเลย.

วันนี้ฉันกำลังมุ่งหน้าไปที่ หมู่บ้านมาเรบะ เพื่อทำการวิจัยอะไรบางอย่าง

แทนการจ่ายค่าแรงสำหรับงานสร้างสะพานของเรานั้น
เราได้ม้า และรถม้าขนาดเล็ก
ด้วยเหตุนี้ การเดินทางไปยังหมู่บ้านจึงเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
 
สำหรับหัวข้อของการวิจัยของฉันตอนนี้คือกิ๊ฟของอเล็ค: [พรสวรรค์ดาบสองมือ]

เพื่อการนั้น,ฉันจึงต้องทำความรู้จักกับอาวุธให้มากขึ้น.
 
“โอ้, ยูริจังไม่ใช่เหรอ? วันนี้มาทำธุระอะไรล่ะ?”
 
พอมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน, คิเมะซัง ที่ฉันรู้จักก็เข้ามาทักทายฉัน.
 
“สวัสดีตอนบ่ายค่ะ. ฉันมีธุระเล็กน้อยกับช่างตีเหล็กน่ะค่ะ.”

“คิเมะซัง, มีธุระอะไรกับเจ้าเด็กที่น่าสงสัยนี้เหรอ?” 

เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูอีกคนหนึ่ง ส่งสายตาที่ไม่ไว้วางใจมาที่ฉัน
ม่าา, ก็ฉันใส่ชุดคลุมสีดำ พร้อมคลุมฮูดปิดหน้าปิดตานี่นา 

ฉันโทษเขาไม่ได้หรอก, แต่ว่า…

“นี่คือลูกศิษย์ของ แฮสเทลซัง. ถ้าไม่นับรูปลักษณ์ภายนอกของเธอแล้ว, 
เธอเป็นนักเวทที่สุดยอดเลยนะ, ดังนั้นอย่าทำตัวหยาบคายซะล่ะ.”

“หวา, ข่าวลือทาส—“

“คิเมะซัง, ที่ว่า “ถ้าไม่นับรูปลักษณ์ภายนอกของเธอแล้ว” มันหมายความว่าไงคะ? 
 แล้วก็, อย่ามาเรียกหนูว่าทาสกามน้าาา!”

สำหรับคนที่เรียกฉันด้วยชื่อที่หยาบคายแบบนี้, 
ฉันพูดพร้อมกับยกแขนทั้งสองข้างขึ้น 

แล้วอะไรทำให้คุณส่งรอยยิ้มแฉ่งมาหาฉันห๊ะคิเมะซัง?
 
“ถ้ามาหาช่างตีเหล็กล่ะก็, งั้นก็คงเป็น บาร์ตินซังสินะ. 
 ชั้นจะนำทางเธอให้เอง. กอร์ดอน, ชั้นจะปล่อยให้นายรับผิดชอบตรงนี้สักพักนะ”
 
“นะ-แน่นอนครับ. ผมไม่เป็นไร, แต่…”

“ยูริจัง, ชั้นขอใช้รถม้าหน่อยได้มั้ย? เดี๋ยวชั้นขับให้เอง.”

“ด้วยความยินดีค่ะ”
 
เนื่องจากฉันยังไม่ค่อยชินกับการใช้รถม้า, 
และ สถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนเช่นนี้ มันทำให้ฉันรู้สึกกลัวนิดหน่อย, 
ดังนั้นฉันจึงยินดีที่จะให้เขาเป็นคนทำหน้าที่คนขับแทน.

ฉันย้ายจากที่นั่งคนขับไปยังบริเวณที่เก็บสัมภาระ,เนื่องจาก ฉันกลัวที่จะนั่งข้างๆเขา…
 
เอาล่ะ, เรามาเพลิดเพลินไปกับวิวของหมู่บ้านกันเถอะ!
 
“บาร์ตินซัง เป็นคนแปลกๆนิดหน่อยนะ ไม่เป็นไรใช่มั้ย?” 

“ม่าา, หนูได้รับภารกิจมา, ดังนั้นหนูจะทำมันให้ดีที่สุด.”
 
เขาอาจจะเป็นห่วงฉันก็ได้นะ. 
เพราะ ช่วงก่อน..ฉันพบกับคิเมะซังทีไร, ฉันก็อ้วกแตดทุกที, มันก็สมเหตุสมผลแล้วล่ะ.
 
“ถ้าพูดถึงช่างตีเหล็กล่ะก็...มันก็ต้องเป็นเรื่องอาวุธสำหรับอเล็คคุงสินะ? 
 อ้ะ, พอพูดถึงเรื่องนั้น, เรื่อง พ่อแม่บุญธรรมของเขายังไม่มีใครติดต่อมาเลย 
 ต้องขอโทษเกี่ยวกับเรื่องนั้นด้วยนะ.”

“ไม่หรอกค่ะ, มันเป็นเรื่องของการรับผิดชอบชีวิตใครสักคนอยู่แล้ว, 
 หนูไม่คิดว่าจะตัดสินใจได้อย่างง่ายๆนะคะ”

“ตอนนี้เขากำลังฝึกกับแฮสเทลซังสินะ? 
 ถ้าเขากลายเป็นนักดาบที่เก่งมากพอ, 
 ชั้นก็คิดว่าเขาน่าจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ด้วยตัวเองได้นะ.”

“เว้นแต่ว่า เขาอายุแค่ 12 ปี แถมเขายังเสียพ่อแม่ไปอีก. 
 มันยังคงจำเป็นที่จะมีใครสักคนอยู่เคียงข้างเขานะคะ”

“แต่ชั้นคิดว่า เขาน่าจะมีปัญหาในการอยู่ในบ้านที่มีคู่รักข้าวใหม่ปลามันอยู่ เธอก็รู้ใช่มั้ย?”
 
หืม? เมื่อกี้เขาพูดอะไรนะ?

“ข้าวใหม่ ปลามัน…? อย่าบอกนะคะว่า อาจารย์คบกับใครอยู่เหรอค้าาา!?”

“อ้ะ, เปล่าหรอก, ไม่ใช่…อย่างนั้นหรอกนะ, 
 ที่นั่นไม่มีใครอยู่กับแฮสเทลซังนอกจากเธอไม่ใช่เหรอ ยูริจัง อย่ากังวลไปเลยน่า.”

“นี่คุณพูดจริงเหรอคะ?”

ฉันจ้องไปที่คิเมะซังพร้อมกับน้ำตาที่คลอเบ้า
เหงื่อเย็นๆไหลลงจากหน้าผากคิเมะซัง
แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้พูดโกหกนะ?

“แต่ หนูว่าถ้าอาจารย์ของหนูได้แต่งงานจริงๆ ล่ะก็ 
 หนูคงต้องออกไปอยู่ที่อื่นแล้วล่ะค่ะ…”

บอกตามตรง แค่ลองจินตนาการถึงอนาคตนั้น… 
ฉันก็รู้สึกหนาวจนขนลุกแล้ว. 

ดูเหมือนว่าฉันยังไม่สามารถแยกจากอาจารย์ได้
แต่อย่างน้อยฉันก็ควรเตรียมรับมือกับสถานการณ์แบบนั้นไว้ก่อน.

“… เฮ้อออ”

พอเห็นฉันดูท่าทางเคร่งเครียด
คิเมะซังก็ถอนหายใจออกมาด้วยเหตุผลบางอย่าง
มันคืออะไรกันนะ? มันต้องเป็นปัญหาที่ใหญ่มากๆสำหรับฉันแน่ๆ

“อ่าา, ตรงนั้นคือร้านของบาร์ตินซัง. เธอจำทางได้ใช่ไหม?”

“สบายมากค่ะ. ความจำของหนูดีอยู่แล้ว.”

“ฉันจะแนะนำเธอกับเขาให้ละกัน, ขอฉันหาที่จอดรถม้าก่อนนะ.”

“รับทราบค่ะ.”

หลังจากฉันกระโดดลงจากที่เก็บสัมภาระ, 
คิเมะซังก็เอารถม้าไปจอดไว้แถวๆนั้น.

ร้านบาร์ตินซังดูมีชีวิตชีวาและความน่าประทับใจ 

บริเวณนั้นมีบ่อน้ำตั้งอยู่เพราะน้ำเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับงานต่างๆ 
จึงมีการขุดเป็นอย่างดีสำหรับการใช้งานภายนอก 
รวมทั้งยังมีฟืนที่ซ้อนกันอยู่ใกล้กับตัวบ้าน 
อีกทั้งบนหลังคามีปล่องควันไฟและมีควันดำลอยออกมา

ด้านหน้าของบ้านถูกทำเป็นร้านเล็ก ๆ 
และจากหน้าต่างคุณสามารถมองเห็นภายในร้านได้

“ว้าวว…”

 ฉันอ้าปากค้างประหลาดใจ

ภายในห้องที่มีไฟสลัวมีการจัดเก็บอาวุธและชุดเกราะ. 
มันดูเหมือนเจ้าของจะไม่ได้อยากที่จะขายมันเท่าไหร่
แต่สำหรับคนสมัยใหม่อย่างฉัน มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น

“ หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่เพิ่งบุกเบิก 
บางครั้งสัตว์ป่าและสัตว์ในตำนานจะเข้ามาโจมตี 
ดังนั้นแทนที่จะตกแต่งร้านให้สวยงาม, 
มันจะดีกว่าตรงที่เรามีสินค้าหลากหลายประเภทมาวางไว้น่ะ.”

คิเมะซังที่กลับมาจากการเอารถม้าไปเก็บ ได้อธิบายให้ฟังพร้อมกับดันประตูเข้าไป.
*กริ๊ง*  *กริ๊ง* เสียงกระดิ่งที่ประตูดังขึ้น เพื่อเตือนว่ามีแขกมาในร้าน.

“บาร์ตินซัง, ชั้นพาลูกค้าของคุณมาหาน่ะ. เธอเป็นคนที่ดีคนนึง—“

“หนูไม่ปฏิเสธเรื่องนั้นหรอกนะ, แล้วไอ่การแนะนำตัวนั้นมันอะไรกันคะ?”

“มีอะไร?”

หลังจากที่เข้าไปในร้าน, บาร์ตินซังตอบกลับอย่างโผงผาง 
ในขณะที่เขาเดินมาต้อนรับพวกเรา
….โว้ว!

“เครา! อ้วนเตี้ย! คนแคระเหรอคะ?!”

“ช่างเป็นคนที่น่าสงสัยจริงๆ”

 รูปร่างที่สั้นและหนา, หนวดเฟิ้ม, แขนอ้วนๆ.

นี่ถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมของคนแคระที่อยู่ต่อหน้าฉัน. 
การประมวลผลในสมองของฉันโดยธรรมชาติ ทำให้เกิดคำว่า Error(ล้มเหลว) ขึ้น.

“อ่ะฮ่าฮ่า,  เด็กผู้หญิงคนนี้คือ ลูกศิษย์ที่รักของแฮสเทลซังน่ะ. 
ถึงเธอจะดูน่าสงสัยไปหน่อย แต่เธอก็เป็นนักเวทที่ค่อนข้างสุดยอดเลยน้า”

“แล้วนักเวทมีธุระอะไรกับร้านขายอาวุธล่ะห๊า? 
 เจ้าคงไม่ได้ให้ข้าซ่อมหม้อของเจ้าหรอกใช่มั๊ย?”

“ใจเย็นๆหน่อยสิครับ ดูเหมือนว่าเธอจะมีธุระเกี่ยวกับเรื่องของอาวุธน่ะ.”

“อ้ะ, จริงสิ, ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ! หนูชื่อยูริ,เป็นลูกศิษย์ของแฮสเทลซังน่ะค่ะ”

“ข้า บาร์ติน”

การแนะนำตัวผ่านไปอย่างรวดเร็ว, ฉันอารมณ์เสียนิดหน่อย. 
ที่บาร์ตินซัง เมินเรื่องที่ฉันเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์

“อะแฮ่ม, อืมม, เอาล่ะ. วันนี้หนูมาถามเกี่ยวกับความแตกต่าง
 ระหว่างดาบธรรมดากับดาบใหญ่น่ะค่ะ”

“อ่ะ?”

“เจ้าก็ดูสิ, ทั้งดาบธรรมดาและดาบสองมือ ก็คือดาบเหมือนกันนั้นแหละ, แต่ กิ๊ฟ ที่แต่ละคนได้รับมันต่างกัน, เหมือนรูปร่างที่แตกต่างของแต่ละคน...”

“คนทุกคนล้วนต่างกันสินะครับ”

“เป็นแบบนั้นเองเหรอคะ?” 
 
มันช่วยไม่ได้ที่ฉันตอบรับด้วยเครื่องหมายคำถามต่อการตอบแบบกระทันหันของเขา 
แต่ฉันก็ยังคาดหวังคำตอบอยู่ครึ่งนึงเลยนะ.

“ถ้าถือดาบมือเดียวด้วยสองมือมันจะเพิ่มพลังโจมตีมั้ย? ถ้าดาบสองมือแกว่งด้วยมือข้างเดียวพลังทำลายจะลดลงมั้ย? ไม่!! คือคำตอบของมัน. อย่างที่เห็น, ประสิทธิภาพของดาบก็ไม่เปลี่ยนไป. อย่างไรก็ตาม, ถ้าจะถือมันด้วยมือสองข้าง, ด้ามของมันจำเป็นต้องยาวขึ้นด้วย. และความสมดุลของมันก็จะเปลี่ยนเหมือนกัน. แม้แต่ความยาวของใบดาบก็ต้องเปลี่ยนด้วย. อาวุธสำหรับสองมือมันถูกออกแบบมาเพื่อให้ถือด้วยมือสองข้าง. ดาบมือเดียวก็เช่นกัน แต่พวกมันก็ยังคงแตกต่างกันแหละนะ.”

“… …”
 
ฉันนึกถึงตอนฝึกใช้ดาบเมื่อนานมาแล้ว
ในตอนนั้น ที่อาจารย์เหลาดาบไม้ ให้เหลือขนาดเท่ามีดทำครัว ให้ฉัน
และฉันก็ถือมันด้วยสองมือ

ประสิทธิภาพของดาบไม้มันจะเปลี่ยนรึเปล่านะ? 
ความยาวและน้ำหนักอาจจะมีส่วนอยู่ แต่ว่า…. 

ดาบไม้ที่ฉันถือด้วยสองมือ อาจารย์ถือด้วยมือเดียว… 
มันคือดาบที่ใช้สำหรับสองมือ แต่เขาถือด้วยมือข้างเดียว.

หมายความว่า ถึง กิ๊ฟ ของอเล็คจะหายไปแล้ว… มันก็ยังมีหวังอยู่

“ขอหนู… ลองหน่อยได้มั้ยคะ? บาร์ตินซัง ในร้านนี้ดาบเล่มไหนใหญ่ที่สุดเหรอคะ? ”

“อิหนู, ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะยกมันขึ้นหรอกนะ?”

“หนูไม่ได้เป็นคนที่จะใช้หรอกค่ะ เพราะงั้น... มันไม่เป็นไรค่ะ”

“… หืม.”

 บาร์ตินซังกลับไปที่หลังร้าน และไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมกับดาบที่ใหญ่มากๆ

“นี่เป็นดาบที่ใหญ่ที่สุดที่ฉันมี. ชื่อของมันคือเซนติเนล(Sentinel), ตรงตามที่เธอขอ.”

“ใหญ่โฮก?!”

ดาบที่มีใบดาบยาวมากกว่า 2 เมตร, 
และความหนาของมัน ดูๆ แล้วน่าจะประมาณไหล่ของฉัน
ใบดาบมีความหนาเท่ากับกำปั้นงั้นเหรอ?!

“ข้าเป็นคนออกแบบเอง มันใช้เป็นโล่ได้ด้วยนะ
 แต่มันก็หนักเกินไป และมันก็มีไม่กี่คนหรอก ที่อยากถือไอ่ของแปลกๆแบบนี้.”

 ฉันลองที่จะยกมันขึ้นมา, แต่ฉันทำไม่ได้แม้แต่จะขยับมัน

“บาร์ตินซัง, คุณถือเจ้านี้ได้มั้ยคะ?”

“ทั้งหมดที่ข้าทำได้ก็คือถือมันเอาไว้น่ะ. และที่สำคัญ ข้าไม่ใช่นักดาบหรอกนะ.”

“งั้น, คิเมะซัง?

“คิดว่าเจ้าถั่วงอกจะถือได้เรอะ?”

“หยาบคายจังนะครับ แต่ว่า, ก็ตามนั้นแหละ, ชั้นถือมันไม่ไหวหรอก.”

ฉันลองใช้ 1% ของ[เสริมพลังกาย]
แต่ฉันทำได้แค่ยกด้ามมันขึ้น,ยังคงห่างไกลจากคำว่าถืออีกมาก
แม้จะเป็น 1%, มันก็น่าจะใกล้เคียงกับพลังของคนสองคนเลยนะน่ะ…
พอลองเพิ่มเป็น 2%, ฉันก็ยกมันขึ้นมาได้.

ฉันลองเกว่งดาบเบาๆ ดู….
 
*แคร๊ก*
 
“อุก๊าาาาาาาาาาาาา!!?”

เนื่องจากฉันลืมเสริมพลังให้กับส่วนอื่น

ข้อมือของฉันบิดไปทิศตรงกันข้ามแล้วอ่ะ

แล้วดาบก็หลุดออกไปจากมือของฉัน และมันก็ทำลายประตูทางเข้าอย่างงดงาม…

นี่มันใช่ของที่เอาไว้ให้คนถืองั้นเหรอ?!
 
“อ้ะ, ขอ-ขอโทษค่ะ!”

“ข้าไม่สนประตูหรอก… ที่จริงแล้ว, ข้าแปลกใจที่เจ้ายกมันได้มากกว่า, 
แต่ว่า… ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย อิหนู?”

“ยูริจัง นี่มันบ้าเกินไปแล้วนะ!?”
 
พอผ่านไปสักพัก, [สัดส่วนทองคำ] ก็ทำให้ข้อมือกลับมาเป็นเหมือนเดิม 
และฉันก็ลองดูอีกครั้ง

—แต่คราวนี้เป็นข้างนอกร้านนะ...

*วูบ* *วูบ* ฉันแกว่งดาบประมาณ 4-5ครั้ง เพื่อทดสอบสมดุลและอื่น ๆ

มันได้ออกแบบมาเพื่อให้แกว่งด้วยสองมือ, 
พอเทียบกับแรงที่ต้องใช้, มันก็แกว่งง่ายมากเลยล่ะ.

ไม่มีอะไรที่ฉันยกด้วยมือเดียวไม่ได้ ถ้าฉันใช้[เสริมพลังกาย]อะนะ… 
แต่นี้มันก็ผ่านขีดจำกัดของคนทั่วไปมากเกินไปแล้ว
 
“หืมม… อย่างนี้นี่เอง”

ฉันแบกมันกลับเข้าไปในร้าน,
และวางเซนติเนล(Sentinel)ลงบนเคาน์เตอร์.

“คิเมะซัง, บาร์ตินซัง. ทำไมพวกคุณหน้าซีดกันขนาดนั้นคะ?”

“… อิหนู… เจ้าเป็นสัตว์ประหลาดเหรอ?”

“สะ-สุดยอดไปเลยนะ, ยูริจัง”

“ที่หนูทำก็แค่เสริมพลังด้วยเวทเองนะคะ? ปกติแล้วหนูยกมันไม่ขึ้นหรอกค่ะ”

“ค่อยยังชั่ว... ศักดิ์ศรีของข้า 
หลายสิ่งหลายอย่างในฐานะของผู้ชายเกือบจะถูกเป่าไปหมดแล้ว.”
 
จากนั้น ฉันวัดความยาว ความกว้าง น้ำหนักและอื่นๆ ของเซนติเนล

เทียบกับดาบทั่วไปแล้ว
สองเท่าของความยาว, สี่เท่าของความกว้าง, และห้าเท่าของความหนา… 
ช่างเป็นอาวุธที่น่าเหลือเชื่อซะจริง

เป็นคุณค่าที่เด็กคู่ควรจริงๆ
 
“อุมุ… ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับขนาดสินะ?… 
 ที่เหลือก็คงขึ้นอยู่กับ กิ๊ฟ ของอเล็คแล้วล่ะมั้ง?”

“อเล็คที่เจ้าพูดถึงนี้. คือคนที่เจ้าจะเอาไปให้สินะ? 
 แล้วเขาแข็งแกร่งขนาดไหนล่ะ?”

“อ่ะฮ่าฮ่า, เขายังเด็กอยู่เลยนะคะ! อายุ 12 เอง.”

“ยูริจัง, ชั้นว่ามันเป็นไปไม่ได้นะ?”

“ม่าา หนูก็ว่างั้นเหมือนกัน. “อะไรที่นักเวทไม่สามารถทำได้, 
พวกเขาจะแก้มันด้วยเวทมนตร์” คือสิ่งที่อาจารย์บอกค่ะ”
 
พอได้ยินคำพูดของฉัน, คิ้วของบาร์ตินซังก็ตก

“ดาบพวกนี้มันก็เหมือนกับลูกๆของข้าล่ะนะ. 
หากเจ้าต้องการใช้เป็นของทดสอบสำหรับสกิลของเจ้าล่ะก็, งั้น…”

“อ้ะ, หนูว่ามันก็ดีนะคะ. ถ้าไม่นับขนาดของมันล่ะก็… 
ไม่สิ, มันไม่ดีเหรอคะถ้าหนูจะใช้มัน? 
หนูรับรองได้เลยว่ามันถูกใช้เป็นดาบได้อย่างแน่นอน!”
 
ใช่แล้ว, เราไม่ต้องการให้มันกลายเป็นความเสียสละ
สำหรับการทดลองและถูกทำลายไปหรอกนะ 
มันคงเป็นเรื่องเศร้า ถ้าเอามันไปนอนอยู่ในห้องเก็บของเฉยๆ…

“หนูตัดสินใจแล้ว. หนูต้องการดาบเล่มนี้ค่ะ”

“ม่าา, ข้าคิดว่ามันก็ดีกว่าทิ้งไว้ให้ฝุ่นเกาะล่ะนะ, แต่ว่า… มันแพงมากนะรู้มั้ย?”

“มันก็ผ่านมาสักพัก แล้วที่หนูช่วยอาจารย์ด้วย [การเสริมพลัง], 
ดังนั้นหนูค่อนข้างรวยเลยล่ะ.”

“แม้ว่ามันจะราคา 140เหรียญทอง งั้นเรอะ?”

“หนะ-หนึ่งร้อย กับอีกสี่สิบ~?!”
 
คิเมะซัง คือคนที่ตะโกนออกมาด้วยความแปลกใจ
สำหรับดาบแบบนี้, ไม่ใช่ว่ามันค่อนข้างสมเหตุสมผลเหรอ?
อย่างไรก็ตาม, สำหรับแหวนส่วนใหญ่ที่ขายออกไปนั้นประมาณ 500 เหรียญทอง
200 เหรียญทองจึงเข้ากระเป๋าของฉัน
 
“แล้วก็, บวกกับค่าซ่อมประตู, ราคาจึงเป็น 150 เหรียญทองนะ”

“ธุรกิจเป็นสิ่งที่ดี… จริงๆนะ.”

“ยังไงก็ขอบคุณมากๆนะคะ, คิเมะซัง. หนูช้อปปิ้งเสร็จแล้วล่ะ.”

“ชะ-ชั้นขอบคุณที่เธอพูดอะไรแบบนี้, แต่… เฮ้อออ.”
 
คิเมะซัง ดูเหมือนจะไม่สามารถพูดอะไรได้อีกต่อไป. 
ฉันเดาว่าฐานะทางการเงินของเขาคงเหมือนคนทั่วไป.
 
 
และตอนนี้มันก็ถึงเวลาทดสอบแล้ว!!




NEKOPOST.NET