[นิยายแปล] Hakai me no Yuuri เกิดใหม่เป็นโลลิ ยูริจัง ตอนที่ 12 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Hakai me no Yuuri เกิดใหม่เป็นโลลิ ยูริจัง

Ch.12 - ฉันได้น้องชายล่ะ!


อเล็คคุงกำลังถูกพาตัวกลับไปที่บ้านของอาจารย์
โดยที่เขาขี่หลังอาจารย์ไป ส่วนฉันกำลังตามไปโดยนั่งอยู่บนหลังม้า

พวกเราแยกจากเซปเปลซัง และกุสตาร์ซังที่สะพาน 
พวกเขาปล่อยให้พวกเรากลับไปก่อน

ด้วยผลของโพชั่น ทำให้เราหยุดเลือดเขาไว้ได้ 
แต่ฉันคิดว่าก่อนที่ฉันจะไปถึง เขาน่าจะเสียเลือดไปมากแล้ว

นอกจากนี้เขาอาจจะมีอาการแทรกซ้อนบางอย่าง ดูเหมือนเขาจะยังไม่ฟื้นเลยนะ

ถึงจะเป็นอย่างนั้น…
 
“นั่นมันที่ของฉันนะ เจ้าเด็กใหม่…”
 
มีเหตุผลบางอย่างทำให้ฉันพูดออกมาโดยไม่คิด
 
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
 
ตอนนี้พวกเราวางอเล็คคุงลงบนเตียงในห้องของฉัน เพื่อง่ายต่อการดูแลเขาในตอนกลางคืน

—คุณจะถามว่าทำไมต้องเป็นเตียงของฉันเหรอ?

ตั้งแต่จบสงครามตอนนั้น ฉันได้ไปนอนกับอาจารย์ทุกวัน
ดังนั้นเตียงของฉันจึงไม่ได้ใช้อีกเลย และมันก็เป็นเตียงที่ดีที่สุดในบ้าน!

ในการรับมือไข้ของเขา เรามีอ่างน้ำและยาลดไข้อยู่ที่โต๊ะข้างเตียง

เราถอดเสื้อผ้าของเขาออกและเช็ดตัวให้เขา— 
ก็นะ อาจารย์ของฉันดูแลเรื่องนี้แทนฉัน

จากนั้นก็นำผ้าเย็นวางบนหน้าผาก… โอ้ใช่, ฉันคิดว่าฉันควรจะเพิ่มน้ำแข็งลงไปในอ่างดีมั้ยนะ?
ฉันร่าย [น้ำแข็ง] ใส่น้ำนิดหน่อย เพื่อลดอุณหภูมิของน้ำ.

เราจะปล่อยให้เขากระหายน้ำไม่ได้
เพราะงั้น มาเตรียมเหยือกน้ำให้เขากันเถอะ.

ฉันแช่สมุนไพรที่เป็นยาแก้ไข้ลงไปในน้ำ, 
แล้วผสมน้ำแอปเปิ้ลเข้าไปนิดหน่อยเพื่อเจือจางรสขมของยา
 
“รสชาติมันโอเครึยังน้า?”
 
ฉันเตรียมของอย่างร่าเริง พออาจารย์เห็น เขามองมาที่ฉันด้วยรอยยิ้มที่น่าพึงพอใจ
 
“ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าไงคะ อาจารย์?”

“ม่าา—, ชั้นคิดว่ามันเกือบจะเหมือนกับการเฝ้าไข้
 ของน้องสาวคนหนึ่งที่ดูแลพี่ชายที่รักของเธออยู่น่ะ”

“เท่าที่หนูได้ยินมา อเล็คคุงอายุ 12 ปี นะคะ
 แสดงว่าเขาเด็กกว่าหนู รู้มั้ยคะ? *ฮื้มฮื้ม!*"

“ด้วยรูปลักษณ์ที่กำลังยืดอกของเธอแบบนั้นน่ะนะ …”

ผ้าสามแฉกพันรอบศีรษะ,
และสวมผ้ากันเปื้อนเหมือนผ้าที่ใส่ตอนเด็กกินข้าว
อาจารย์ยิ้มให้ฉันอย่างขมขื่น... 

หยาบคายชะมัด....
 
“อุ… กะ… ฮะ-หือ? ที่นี่คือ…?”
 
ฉันสงสัยว่าเป็นเพราะพวกเราทำให้เขาปวดหัวรึเปล่า? ดูเหมือนอเล็คคุงจะตื่นแล้ว.
 
“อ้า, นายตื่นแล้วเหรอ?”

“รู้สึกเป็นไงบ้าง? เจ็บตรงไหนรึเปล่า?”
 
อุฟุฟุ, ถึงจะทำเป็นไม่สนใจ, แต่อาจารย์ของฉันก็เป็นห่วงซะด้วย. 
การถามซ้ำ ๆ ของคุณทำให้เห็นได้ชัดอย่างชัดเจน, เห็นมั้ย?
 
“ยูริคุง, เอารอยยิ้มบ้าๆนั่นออกไปจากหน้าเธอเดี๋ยวนี้.”

“เหหห~, หรือว่า, คุณก็เป็นห่วงเหมือนกันคะ, อาจารย์ *แสยะ*”

“แน่นอนสิ. ชั้นรักษาเขา, ดังนั้นชั้นจึงต้องเป็นคนรับผิดชอบที่นี่.”

“รัก… ษา?”
 
ด้วยคำนั้น, อเล็คคุงอาจจำเหตุการณ์ร้ายแรงก่อนที่เขาจะเป็นลมได้

อเล็คคุงมองไปที่มือซ้ายของเขา… มือซ้ายที่หายไป, และจ้องมองไปที่มัน…
 
“อ้ะ, อ้าาา…. อ้าาาา… อุว้าาาาาาาาาาาว้าาาาาาาาาว้าาาาาาา!!”
 
ทันใดนั้น เขาก็เริ่มปาข้าวของ
 
“เฮ้, ใจเย็น… บ้าเอ้ย, หรือว่ากำลังตกใจเหรอ?”

“หวา, อะ-อาจารย์—ทำอะไร-อุหวา!?”

“ชั้นว่ามันคงต้องทำแบบนี้.”
 
*ปึก!*, เสียงกระทบดังขึ้นมา

ขว้างหมอน, ถีบผ้าห่ม, ตีขาตัวเอง  
อเล็คคุงกำลังอาละวาดอย่างนั้น—
อาจารย์ของฉันจึงส่งหมัดไปยังท้องน้อยของเขา

กำปั้นที่แม่นยำ โดนกระบังลมของอเล็คคุงอย่างจัง 
หน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีฟ้า, และเขาก็ล้มลงไปบนเตียง.
 
“… อาจารย์”
 
นั่นเป็นวิธีที่ตรงมากในการรับมือกับสถานการณ์แบบนี้
และฉันก็จ้องไปยังอาจารย์ที่ทำสิ่งผิดปกตินี้
 
“อา—, มันไม่มีอะไรที่ชั้นพอจะทำได้ เข้าใจ๊? ถ้าเขาไม่สงบลง, เราก็คงทำอะไรไม่ได้.”
 
คุณดูเหมือนจะให้คำอธิบายอย่างใจเย็น, 
แต่ไม่ใช่ว่าตาของคุณดิ้นอย่างกับแมวตกน้ำ?
 
“สำหรับตอนนี้, ชั้นว่าจะจุดเทียนหอมสักหน่อยเผื่อเขาอาจจะดีขึ้น…”

“มันจะเป็นปัญหาถ้าเขาเริ่มทำตัวรุนแรงอีกนะคะ. 
เดี๋ยวหนูจัดการเอง, อาจารย์, ดังนั้นโปรดเอาอเล็คคุงกลับไปที่เตียงด้วยค่ะ.”
 
เนื่องจากฉันสัมผัสเขาไม่ได้
 
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
 
“ตื่นแล้วเหรอ? ครั้งนี้อย่าอาละวาดซะล่ะ.”
 
อาจารย์ของฉันถามด้วยเสียงที่หนักกว่าปกติ, ในขณะที่อเล็คคุงเปิดตาเบา ๆ

โดยไม่ตอบเสียงนั้น, อเล็คคุงยกแขนซ้ายไว้ตรงกับใบหน้า—
 
“งั้น นี้ไม่ใช่ความฝันสินะ…”

“ใช่แล้ว, เสียใจด้วยนะ, แต่ฉันไม่สามารถเอาแขนกลับมาให้เธอได้”

“แล้วพ่อกับแม่ล่ะ?”

“นั่นก็, อืม, อ่า… เสียใจด้วยนะ.”
 
ราวกับกำลังมองหาสิ่งที่อยู่ห่างไกล, อเล็คคุงพูดด้วยเสียงเบา.

ฉันรู้จักเสียงนี้ดี มันเป็นเสียงของคนที่กลายเป็นคนสิ้นหวังกับชีวิตไปแล้ว

ฉันออกจากห้องอย่างเงียบๆ และมุ่งหน้าไปยังคลังเก็บของในห้องใต้ดิน

หลังจากชงชาเสร็จแล้ว ฉันก็ใส่"สิ่งที่ฉันเคยโดน"เข้าไป และกลับไปที่ห้อง.
 
“นายอาจจะหิวน้ำ ฉันเลยชงชามาให้ มันร้อนนะ ระวังด้วยล่ะ.”

“อ้ะ, ขอบคุณนะ. ชั้นกำลังหิวน้ำพอดี.”
 
*อึก*, *อึก*

 
“อ้าาาาอ๊าาาาาาาาา!!?”

“มะ-มีอะไรเหรอ?”
 
ทำไมคุณดื่มมันเข้าไป, อาจ๊ารย์—?!

ไม่ดีละ. ฉะ-ฉันต้องพาเขาไปที่นี่ก่อนที่ยาจะมีผล!
 
“ชะ-ใช่แล้ว, อาจารย์! มะ-มะ-มะ-มีเรื่องบางอย่างที่หนูอยากคุยกับคุณ
โปรดมาทางนี้ด้วยค่ะ!”

“อัก… ฉันเข้าใจแล้ว, หยุดดึงฉันได้แล้ว.”
 
ฉันจับคอเสื้อของอาจารย์ไว้แน่น และดึงเขาออกจากห้อง.
เราเกือบไปที่ห้องของอาจารย์ไม่ทันเวลา

ดูเหมือนยาจะเริ่มออกฤทธิ์แล้ว
 
“ZZZz—… Zzzzz—…”
 
หลังจากเข้าห้องและล้มลง 
อาจารย์ของฉันปล่อยลมหายใจนอนหลับสบาย....

อยู่บนพื้นน่ะนะ
 
“คนคนนี้ รู้เลยว่าเป็นคนเอาแต่ใจขนาดไหน 
 อยากนอนก็นอน ซื่อตรงจริงๆเลย  จิ๊”
 
การปล่อยเขาไว้ที่นี้, จริงๆแล้ว, 
ในฐานะลูกศิษย์ ฉันจะต้องทำอะไรสักอย่าง 

พาเขาไปที่เตียงกันเถอะ…..
 
“ฮืมม, งึนงึนงึน…”
 
อย่างที่ฉันเคยบอก,อาจารย์ของฉันเป็นมนุษย์กล้าม. 
ถ้าฉันจะแบกเขา, เขาก็ต้องไปอยู่บนหลังของฉัน

ดังนั้น…

ฉันลากเท้าของเขาไปที่เตียงแทน, และพอถึงการประคองขึ้นข้างเตียง—
 
“บุหวา!?”
 
ฉันลื่นสะดุดเท้าตัวเอง,
และเช่นเดียวกับที่อาจารย์ของฉันล้มลงและทับฉัน.

หนักมาก! ร้อนด้วย! ฉันรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆที่คอของฉัน! 
อ้ะ, แต่มันอาจจะดีที่จะนอนแบบนี้ก็ได้… หยุดเดี๋ยวนี้นะตัวฉัน!
 
“อา- โม่- อาจารย์, ยิ่งไปกว่านั้น… คุณตัว- หนักมากก!”

“นี่พวกเธอกำลังทำอะไรกันอยู่เหรอ…?”
 
ขณะที่ฉันถูกทับอยู่ระหว่างเตียงกับอาจารย์ของฉัน, 
ฉันได้ยินเสียงประหลาดใจมาจากข้างหลังฉัน

เมื้อกี้ที่อาจารย์ล้มลง, มันคเสียงดังมาก, 
ดังนั้น ฉันสงสัยว่าเขากังวลและมาเพื่อตรวจสอบเรา? 

เป็นเด็กที่ดีอะไรอย่างนี้.

“อะ-อเล็คคุง, นายมาช่วยฉันออกจากตรงนี้ที… อื๊อ”

“แต่ชั้นเคยได้ยินว่า นี่มันไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้กับสามคน?”

“อ้ะ, เอ๋? ดะ-เดี๋ยว ไม่ใช่นะ! มันไม่ใช่อย่างน้านน!”
 
ฉันเดาว่าเป็นเพราะฉันปล่อยเสียงแปลกๆ ออกมาเพราะลมหายใจที่คอของฉัน? 
สาเหตุจะเป็นอะไรก็ช่าง, ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจผิดอะไรแปลกๆไปซะแล้ว
 
“ม่าา, ชั้นจะไปแบบเงียบๆ, งั้น ขอให้สนุกล่ะ…?”

“มันไม่ใช่อย่างที่เห็นนะ, มันไม่ใช่จริงๆน้าาาาาาา!”
 
ฉันว่าฉันควรจะพาเขาไปด้วย [เสริมพลังร่างกาย] ตั้งแต่แรก
 
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
 
“อาจารย์, หนูไม่คิดว่าหนูจะต้องเอาหัวลงแบบนี้นะคะ”

“สำหรับเธอก็สมควรแล้วล่ะ”

“นี่พวกคุณเป็นคณะตลกคาเฟ่เหรอ?”
 
สุดท้ายอเล็คคุงก็ช่วยฉันออกไป, 
และหลังจากที่ฉันล้างพิษให้อาจารย์เสร็จ
เขาก็จับฉันแขวนเอาหัวคว่ำลงจากคานเพดานห้อง
 
“ม่าา, เราปล่อยคนบ้าไว้ตรงนั้นแล้วไปกันเถอะ.”

“คือว่า...อย่าทิ้งหนูไว้-”

“หุบป๊าก”

“ค่า”

“อะไรทำให้เธอต้องทำแบบนั้น?”

“ก็...ดูเหมือนว่าอเล็คคุงจะมีปัญหานี้คะ
 หนูคิดว่าเขาควรจะพักผ่อนด้วยยานอนหลับ...”

“ทำให้เขานอนหลับมันไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิด.”

“ไม่ใช่เหรอคะ? เวลาจะช่วยเยียวยาทุกอย่าง. 
 บางอย่างมันจะดีขึ้นถ้าให้เวลาสักเล็กน้อย. 
 แน่นอนว่า, บางอย่างมันตรงข้ามกับความเป็นจริงด้วยนะคะ”
 
เพราะมันคือประสบการณ์ในอดีตของฉันเอง

ในสถานการณ์ของฉันมันเป็นกรณีที่ตรงกันข้าม.
พอให้เวลากับมันสักนิด มันจะค่อยๆบีบความรู้สึกด้านลบออกมา
ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับสภาพของสถานการณ์

ฉันที่ปิดใจจากคนอื่นๆ พอเวลาผ่านไป 
รู้ตัวอีกทีก็มีคนที่คอยอยู่เคียงข้างแล้ว

ความสิ้นหวังที่กัดคอยกัดกิน"ชีวิต"มันยังคงมีอยู่
แต่ฉันรู้สึกเหมือนหัวใจของฉันได้รับการเยียวยาเพียงเล็กน้อย. นับจากตอนนั้น.
 
“ม่าา, จบเรื่องเลยละกัน ดังนั้น, อ่า, พวกเราควรจะเรียกนายว่า อเล็ค ใช่มั้ย?”

“อ่ะ, ครับ. ผมชื่อ อเล็ค เบิร์น.”

“ฉัน แฮสเทล อัลบาย ‘นั่น’ คือลูกศิษย์ของฉัน, ยูริ.”

“ฉัน ยูริ ไม่มีนามสกุล คือว่านะคะ อาจารย์. แว่นตาของหนูจะร่วงแล้ว แย่แน่ๆ”

“… …”

“ทะ-ทำไมคุณถึงเอาถุงมาทางนี้คะ?… บุหวา!?”

“อยู่อย่างนั้นไปสักพักนะ.”

“ตาหนูววว—! หนูมองไม่เห็น—!?”
 
อาจารย์ของฉันคลุมหัวฉันด้วยถุง, และตอนนี้ฉันมองไม่เห็นอะไรสักอย่าง
 
“เอาล่ะ, อเล็ค.เกี่ยวกับสิ่งที่นายจะทำต่อจากนี้.”

“ครับ. ถ้าแม่และพ่อไม่อยู่ที่นี่…”

“เกี่ยวกับเรื่องนั้น, ตอนนี้ฉันขอให้คนของมาเรบะ… อ่า.., หมู่บ้านใกล้เคียง, 
 หาพ่อแม่บุญธรรมให้นายอยู่.”

“โอ้, จริงเหรอครับ? ขอบคุณมากๆเลยครับ”
 
ฉันเดาว่าเขาเข้าใจสถานการณ์ของเขาอยู่แล้วเหรอ?
เป็นเด็กที่ฉลาดอะไรอย่างนี้.
 
“เราปล่อยเธอไปไม่ได้อยู่แล้ว และมีอีกเรื่องหนึ่ง”

“มีอีกเรื่องหนึ่ง?”

“เกี่ยวกับกิ๊ฟของนาย.”

“กิ๊ฟ…ของผม?”

“ตามการรับรู้ของยูริ, ดูเหมือนว่านายมีกิ๊ฟ“ดาบสองมือ”.”

“ดาบสองมือ… ด้วยสภาพแบบนี้?”
 
อเล็กซ์จ้องที่มือของเขา
 
“จากนี้,ตลอดไป…”

“ม่าา, แน่นอน นายคงจะคิดแบบนั้น.อย่างไรก็ตาม, 
โชคชะตามักจะให้เราพบกับสิ่งที่เป็น 'ตลอดไป’ เสมอ 
ชั้นยังสาปแช่งกับอะไรแบบนี้มานับไม่ถ้วน”

“ถ้าเพียง ผมมีพลังมากกว่านี้ล่ะก็...”

“อดีตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้. อย่างไรก็ตาม, 
 นายยังเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตได้… นายเคยรู้สึกอยากเรียนการใช้ดาบไหม?”

"มันเป็นไปไม่ได้ครับ มันจะไปมีค่าอะไร เพราะผมไม่มีแขนซ้ายแล้ว”
 
อเล็คคุงได้ให้คำตอบที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง. 
สำหรับคนที่มีกิ๊ฟ [ดาบสองมือ] นั้นคงเป็นปัญหาร้ายแรง…
 
“ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับมือทั้งคู่ของนาย. แม้ว่านายจะไม่มีกิ๊ฟ, 
 ก็ไม่ได้หมายความว่านายจะฟันดาบไม่ได้.”

“คุณกำลังจะบอกว่าให้ผมใช้ดาบด้วยมือข้างเดียว?”

“รู้มั้ย, ทหารส่วนใหญ่ไม่มีกิ๊ฟแบบนี้  และแน่นอน, ชั้นเองก็เหมือนกัน. 
 แต่พวกเขายังสามารถจับดาบได้ ถ้านายต้องการล่ะก็ฉันสามารถสอนพื้นฐานให้นายได้.”

“ผมทำได้เหรอครับ…?”

“ทำได้สิ, อย่างน้อยก็พอที่จะทำให้สุนัขป่ากลัวล่ะนะ.”

“ผมจะสามารถปกป้องพวกเขาได้รึเปล่าครับ?”

“… นั่นมันก็ขึ้นอยู่กับนาย.”
 
‘ใคร?’ คือสิ่งที่อาจารย์ไม่ได้ถามออกไป
ฉันเดาว่าเขากำลังพูดถึง "คนทั้งสอง" ที่เขาไม่สามารถปกป้องได้สินะ?

“ได้โปรด, สอนผมด้วยเถอะครับ…!”
 
 
และนั่นเป็นเหตุผล ที่ทำให้ฉันได้น้องชายมา
นอกจากนี้ ขณะที่ชายทั้งสองคนพูดคุยกัน ฉันยัง—!! อะ..เลือดกำเดา…




NEKOPOST.NET