[นิยายแปล] Hakai me no Yuuri เกิดใหม่เป็นโลลิ ยูริจัง ตอนที่ 10 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Hakai me no Yuuri เกิดใหม่เป็นโลลิ ยูริจัง

Ch.10 - ความท้าทายของงานก่อสร้างขนาดใหญ่


“โอ้, แฮสเทลซัง, มาแล้วเหรอครับ”

แล้วคนที่รูปร่างเหมือนหมียัก ก็โบกมือให้เรา
และมีอีก 8 คน ยืนอยู่ตรงนั้น
 
“สวัสดี,คุณคือ… เซปเปลซังใช่มั้ย?”

“ไม่ทักทายผมหน่อยเหรอ, หัวหน้า”

แล้วอาจารย์ก็ตอบกลับคำทักทายต่อไป คนที่สังเกตเห็นพวกเราเริ่มทยอยมาทางนี้
บางคนก็พกอาวุธติดตัวมาด้วย…
 
“… อุ”

กลุ่มคนล่ะ… ตาลายแล้วอ่ะ… ขาสั่นแล้วอ่า…
 
“อ้าว กุสตาร์ อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ? แล้ว, เจ้าตัวเล็กตรงนั้น ใครน่ะ?”

“ลูกศิษย์ฉันเอง เธอชื่อยูริน่ะ. เห็นอย่างนี้, เธอค่อนข้างสุดยอดเลยล่ะ”

“ฮ่าฮ่า! ถ้าแฮสเทลซังยืนยันด้วยตัวเองขนาดนี้,
 ฉันคงต้องตั้งความคาดหวังไว้กับเธอสูงแล้วล่ะ!”

เซปเปลซัง เดินเข้ามาหาฉันและยื่นมือออกมา.
เขาคงอยากจะจับมือสินะ.
 
“อุ… กุ๊!”
 
และแล้วฉันก็มาถึงจุดที่ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป
ฉันจึงหนีจากเขาที่มือที่ยื่นมาให้ แล้วรีบวิ่งไปที่ข้างทาง—
 
“อุเกกกกกกกกกกกกกก้!”
 
แล้วก็อ้วกออกมา
 
 -*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-

“เป็นอะไรรึเปล่าน่ะ…”
 
เสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกไม่สบายใจดังมาจากข้างหลัง
 
“ต้องขอโทษด้วยนะ พอดีมีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นกับเธอน่ะ,
เลยทำให้เธอกลัวคนมาก ซึ่งเธอเพิ่งคุ้นเคยกับชั้นเมื่อไม่นานมานี้เอง…”

“เธอก็เพิ่งคุยกับผมได้นะ, แต่ใช้เวลาตั้ง 3 ปี แหน่ะ
ถึงตอนนี้เธอจะไม่ยอมให้ผมจับก็ตาม...”
 
ฉันได้ยินเสียงขอโทษจากอาจารย์ของฉัน, และกุสตาร์ซังก็ช่วยเสริมด้วย.
 
“ขอเวลาสักครู่. ชั้นจะไปดูเธอหน่อย.”

ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าของอาจารย์มาทางนี้. ไม่ดีละ, หรือว่าเขาจะโกรธ?
มันเป็นความผิดของฉันเอง, แต่ฉันไม่คิดว่าฉันจะทำอะไรกับสิ่งนี้ได้…
โดยไม่เงยหน้าขึ้นต่อฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา, ฉันก็เริ่มพูด…

“ขอโทษค่ะ, อาจารย์. สักพักก็คงดีขึ้นแล้วค่ะ…”

“ไม่จำเป็นต้องรีบหรอก. ก็ชั้นเป็นคนบังคับให้เธอมานี่นา.”

นี่เขาเป็นห่วงฉันเหรอ? แล้วอาจารย์ของฉันก็ลูบหลังฉันเบาๆ.

เขานำกระติกมาใกล้ปากของฉันและกระตุ้นให้ฉันดื่ม
 
“เอ้านี่, ดื่มหน่อยมั้ย? ในนั้นฉันบีบมะนาวใส่ไว้นิดหน่อย 
 มันน่าจะช่วยให้เธอสดชื่นขึ้นนะ?”
 
ฉันจับมือของอาจารย์ที่ถือกระติกน้ำอยู่ และดื่มอย่างรวดเร็ว.

โชคดีที่มันไม่มีอะไรออกมาอีก ฉันบ้วนปากหลายต่อหลายครั้ง
และหลังจากดื่ม น้ำในกระติกก็หมดลง
 
“… ฮ่าาา. ขอบคุณมากค่ะ, อาจารย์.”
 
ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ, และกอดตรงบริเวณรอบเอวของอาจารย์

—ทุกๆอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี, อาจารย์ก็อยู่กับฉันตรงนี้.
 ไม่ต้องกังวล... ไม่มีอะไรต้องกลัว...
 
“เอาล่ะ! หนูไม่เป็นไรแล้วค่ะ, อาจารย์. หนูแค่รู้สึกตกใจนิดหน่อย...”

“แน่ใจนะว่าเธอไม่ได้ทำอะไรเกินตัวน่ะ?”
 
ฉันดีขึ้นมากแล้วจริงๆ เพราะว่ามันไม่มีต้องกลัวในเมื่ออาจารย์ก็อยู่กับฉันตรงนี้.
 
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
 
“ต้องขอโทษด้วยนะที่ลูกศิษย์ของฉัน แสดงให้คุณเห็นสิ่งที่ไม่น่าดูเท่าไหร่”
 
จากนั้นฉันก็เดินไปขอโทษ เซปเปลซัง และชาวบ้านคนอื่น ๆ อย่างสุภาพ

แต่ว่าฉันไม่ยอมเอาฮูดออกหรอกนะ
 
“ยูริมีปัญหาเล็กน้อยกับรูปลักษณ์ของเธอ ให้เธออยู่ในชุดแบบนี้ได้มั้ย?”

“ชั้นก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะ, ว่าแต่เธอเป็นเด็กเหรอ? หรือว่าคนแคระ?”

“… ที่จริงมันเป็นเรื่องของศาสนาน่ะ”
 
อาจารย์... ข้ออ้างแบบนั้นมันใช่เหรอคะ?
 
“มันเป็นคำสาปชนิดหนึ่งอ่ะค่ะ. 
 ถ้าคุณเห็นฉันล่ะก็มันจะมีอะไรบางอย่างไม่ดีเกิดขึ้นกับคุณ
 ว่าแต่… คุณอยากลองดูหน่อยมั้ยคะ?”

“อุเกะ.., เอาจริงดิ?!”

คนที่พูดขึ้นคือชายหนุ่มติดอาวุธที่อยู่ถัดจาก เซปเปลซัง

พอฉันส่งสายตาไปทางเขา, เขาก็รีบแนะนำตัวกับฉัน.
เขาคิดว่าฉันจะสาปเขาใช่มั้ย?
 
“อ้ะ, ขั้นคือคนที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยของหมู่บ้าน,
ไคมุ คือชื่อของชั้น. ชั้นหวังว่าจะได้ร่วมงานกับเธอนะ.”
 
ด้วยลักษณะขี้ขลาด, ไคมุซังยื่นมือสั่นๆมาที่ฉัน

ฉันเมินมือเขาแล้วก้มหัวลง

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ, หนูชื่อยูริ. ถึงการจับตัวหนูจะไม่ทำให้อะไรเกิดขึ้น,
 มันจะดีกว่าถ้าคุณไม่จับมือหนูนะคะ แล้วมันก็ดีกับทั้งสองฝ่ายด้วยใช่มั้ยล่ะคะ?”

“ฮะ, ฮ่าฮ่า… ช่วยได้มากเลยล่ะ.”

“แล้ว, สะพานเป็นไงบ้าง?”

“อ้ะ, มันทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วเลยครับ 
 เป็นเพราะพายุหิมะขนาดใหญ่ครั้งแรกในรอบหลายปี.
 ตอม่อสะพานรับไม่ไหว”

“หรือก็คือ, พวกเราจะต้องสร้างใหม่ทั้งหมดสินะ…”
 
เซปเปลซังมองไปยัง อาจารย์ของฉันที่กำลังคิดแผนซ่อมบำรุงอยู่
พวกเขาเดินลงไปที่ริมแม่น้ำเพื่อมองมันใกล้ๆ

ฉันจับปลายเสื้อคลุมของอาจารย์ไว้
และตัวติดอยู่กับเขาในขณะที่เดินตามไป

“เฮ้, ดูตรงนั้นสิ…”

“มันเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ?”

“แฮสเทลซังรู้ตัวมั้ยน่ะครับ?”

“คงไม่นะ และยูริจังก็ไม่ได้คิดอะไรกับเรื่องนี้ด้วย”

“ไม่ใช่ว่าเธอมีคำสาปเหรอครับ?”

“เธอไม่ได้โดนคำสาปจริงๆหรอก ที่จริงเธอผ่านอะไรมามากน่ะ
 ไคมุ, ถ้านายกลัวเด็กคนนั้นล่ะก็, อย่ามาเสียใจทีหลังล่ะ”

“กุสตาร์ซัง เคยเห็นหน้าเหรอครับ?”

“แน่นอน, มันทำให้ฉันช็อคแบบสุดๆไปเลย!”
 
จากข้างหลังฉัน ฉันได้ยินการสนทนาอย่างชัดเจน
แต่ฉันไม่สนหรอก ฮึ….

คานของสะพานถูกกัดกร่อนเสียหาย, และหัก 90 องศา.
ครึ่งหนึ่งจากทางด้านซ้ายของสะพาน ทรุดตัวลงอย่างสมบูรณ์

“นี่มันค่อนข้างแย่เลยนะ... ถ้าคิดดูดีๆล่ะก็
 สร้างสะพานหินจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่ามั้ย?”

“ไม่ใช่ว่ามันจะพังเพราะแผ่นดินไหวเหรอคะ?
 ถ้าคิดถึงความยืดหยุ่นล่ะก็ สะพานไม้น่าจะดีกว่านะคะ.”

“แผ่นดินไหว? พวกเราไม่เคยเจอมันมาก่อนเลยนะ.”

“อย่างนี้นี่เอง, แผ่นดินไหวไม่เคยเกิดขึ้นแถวนี้สินะคะ”

ฉันคิดถึงญี่ปุ่น, หนึ่งในประเทศชั้นนำของโลกในการเกิดแผ่นดินไหว.
ที่แห่งนั้น เกิดแผ่นดินไหวระดับ 4 ริกเตอร์พร้อมกับมีการรายงานด้วยเสียงหัวเราะ
แล้วบอกว่า “โอ้, มันค่อนข้างหนักเลยทีเดียว!”
(TL:**เกร็ดความรู้ แผ่นดินไหวขนาด 4 ริกเตอร์ ความแรงของมัน
ทำให้คนรู้สึกได้ว่าพื้นสั่นและของที่แขวนอยู่จะแกว่งไปมา )

ในขณะที่นักศึกษาต่างชาติ(รวมถึงประเทศไทย) ต้องไปหลบใต้โต๊ะ
แม้ว่าจะสั่นเพียง 3 ริกเตอร์ก็ตาม เป็นความทรงจำที่น่าคิดถึงดีนะ.
 
“ถ้าไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องแผ่นดินไหวล่ะก็. การสร้างด้วยหินก็น่าจะอยู่ได้นานกว่านะคะ.
และก็ ใช้ [การเสริมพลัง] ด้วย [ความคงทน] ดีมั้ยคะ?”

“ชั้นรู้สึกสงสารพวกวิศวะกรเลยแฮะ…แต่ฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ ถ้ามันดีกว่า.”

“มีบางอย่างที่หนูอยากทดสอบน่ะค่ะ, หนูจะดีใจมากถ้าคุณปล่อยให้หนูลองดู.”

“… ไม่ระเบิดแน่นะ?”

“หนูไม่ทำหรอกน่า!”
 
อะไรล่ะนั่น? คิดว่าฉันเป็นฉนวนจุดระเบิดรึไง!
ฉันเป็นคนญี่ปุ่นที่มีมารยาทดีและมีชื่อเสียงนะ รู้ป่ะ? 

ถึงตอนนี้จะดูไม่ค่อยเหมือนก็เถอะ.
 
“คุณหัวหน้าคะ  พวกเราว่าจะทำสะพานหินขึ้นมาใหม่น่ะค่ะ 
 พอจะมีวัสดุอยู่บ้างมั้ยคะ?”

“หิน, สินะ? อย่างที่เธอเห็น, พวกเราไม่มีมันสักก้อนเลยน่ะ”

“คุณมีอะไรบ้างคะ?”

“พวกเรามีดินเหนียวสำหรับเอาไว้เสริม… แต่ก็มีน้อยอยู่ดี”
 
ดินเหนียว สินะ? … ถ้าฉันอบมันด้วยความร้อน มันน่าจะแข็งอยู่นะ
 
“อืม มันไม่พอจริงๆด้วยค่ะ... แถวนี้พอจะมีเหมืองบ้างมั้ยคะ?”

“ขอโทษนะ ชั้นเองก็ไม่คุ้นเคยกับแถวนี้เท่าไหร่”
 
เซปเปลซัง ตอบคำถามของฉันด้วยสีหน้าขอโทษ
เขาไม่สามารถทำอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เขาไม่รู้ได้, ฉันก็เลยปล่อยผ่านไป
 
“ซึ่งหมายความว่าพวกเราอาจจะต้องไปหาจากที่ไกลๆ และ...อีกอย่าง,
หนูจะใช้ [การเสริมพลัง] โดยใส่ [ความคงทน]ลงไป, เห็นด้วยมั้ยคะ?”

“ถึงพวกเราจะเสริมมันด้วยเวทมนตร์, แต่เราก็ต้องมีฐานให้มันอยู่ดี.”

“อาจารย์คะ, คุณช่วยใช้เวท [กำแพงดินเหนียว] ให้หน่อยได้มั้ยคะ?”

“ได้นะ, แต่ว่า… น้ำตอนนี้มันค่อนข้างเชี่ยวเลยนะ.”

“หืมมม… งั้น, ก่อนอื่นเลยนะคะ สร้างกำแพงรูปร่าง V ตรงนั้นและก็ตรงนั้นทีนะคะ
 มันจะช่วยชะลอการไหลของน้ำได้. และก่อนที่น้ำจะทำลายกำแพง,
 เราคงสร้างฐานสะพาน และอบผิวดินเสร็จพอดี.”
 
ฉันหยิบกิ่งไม้ที่หล่นลงมาและใช้มันวาดพิมพ์เขียวแบบเรียบง่ายบนพื้น

อาจารย์ของฉันยืนอยู่หน้าฉัน และจ้องสิ่งที่ฉันวาด
และก็… หือ? ทำไมหัวใจของฉันมันสั่นล่ะ?
 
“ถะ-ถ้า ตอนแรกพวกเราจะก่อตอม่อ, เราสามารถใช้ไม้เพื่อสร้างฐาน,
แล้วทาดินเหนียวเคลือบมันไว้ หลังจากนั้นพวกเราก็ใช้ [การเสริมพลัง] กับมันค่ะ.”

“นี่มัน ขนาดค่อนข้างใหญ่เลยนะ… เธอทำได้ใช่มั้ย?”

“สบายมากค่ะ!”
 
“ฮื้มฮื้ม!”ฉันฮัมเพลงอย่างมีความสุข,
เนื่องจากฉันอวดได้ว่าพลังเวทของฉันมันแข็งแกร่งขนาดไหน
 
“งั้น ยูริคุง เธอเป็นคนจัดการกับน้ำ, ส่วนชั้นจะสร้างฐานให้
 ถึงเธอจะสามารถทำงานส่วนไหนก็ได้,
 แต่เธอเป็นคนเดียวที่สามารถสร้างกำแพงใหม่ได้ทันทีถ้ามันพัง”

“อ้ะะ ถูกของอาจารค่ะ งั้น หนูจะจัดการกับกำแพงกันน้ำเองนะคะ 
 ส่วนอาจารย์ก็สร้างฐานขึ้นมา และเมื่อมันพร้อม หนูจะอบมันและเสริม [ความคงทน]กับมัน”
 
ฉันพิจารณาถึงการออกแบบสะพานด้วยกันกับอาจารย์ของฉัน 2 คน

สิ่งที่เหลืออยู่คือการปรับเปลี่ยน [ความคงทน] ในกระบวนการก่อนสร้างนิดหน่อย, และ…
 
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-
 
หลังพูดคุยเสร็จ, พวกเราสร้างสะพานหินได้ภายใน 1 ชม.

มัน(อาจจะ)ไม่มีข้อผิดพลาดในแต่ละขั้นตอน, และในชั่วพริบตาเดียว
พวกเราก่อมันขึ้นมา, อบมัน, และฐานของมันก็เสร็จ.

สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือการนำไม้มาใช้กับ [เทเลคิเนซิส], จากนั้นเสริมดินเหนียวด้วยกับแกนไม้ 
จากนั้นก็วางมันเพื่อทำเป็นทางบนสะพาน, และใช้[การเสริมพลัง]ใส่สะพานด้วย [ความคงทน]

เดิมทีพวกเรา วางแผนที่จะใส่วงเวท [การเสริมพลัง] ให้แรงงานแต่ละคน,
แต่ฉันใช้เวท [ไฟ] ขนาดใหญ่เพื่อหลอม[ความคงทน]ของสะพานทั้งหมดในครั้งเดียว

สุดท้าย ก็ใส่พลังเวทเข้าไป, และในที่สุดมันก็เสร็จจนได้

ในโอกาสนี้ ฉันใช้ประโยชน์จากขนาดที่ใหญ่ของมัน,
ฉันใส่เวทประมาณ 50% ของพลังเวทของฉันเข้าไปในนั้น.

สะพานนี้ก็จะอยู่ได้อีกสัก 100 ปี!

หลังจากเสร็จงาน, ฉันก็แสดงสีหน้าพึงพอใจออกมา
 
“เห็นนั่นรึเปล่า… อย่างที่แฮสเทลซังบอกเลย, เธอนี่เหลือเชื่อจริงๆ.”

“แล้วพวกเราทุกคนมาที่นี่เพื่ออะไร?”

“ด้วย [ความคงทน] ที่ใส่เข้าไป หนูคิดว่ามันควรจะปรับให้มันเหมาะสมอยู่.
แต่, เพื่อกันไม่ให้วงเวทหายไป, ถ้าคุณปิดด้านนอกของสะพานด้วยไม้,
มันน่าจะช่วยให้อยู่ได้นานขึ้นไปอีกสัก 100 ปี.”

“100 ปี… ม่าา, สำหรับยูริ ไม่มีสิ่งที่เป็นไปไม่ได้แหละนะ.”
 
ในขณะที่ฉันหลบอยู่หลังอาจารย์ผู้ที่เหงื่อไหลออกมาเย็นเฉียบ,
ฉันได้ให้คำอธิบายกับเซปเปลซังและคนอื่นๆ
 
“โอ้,เธอใช้โครงสร้างเป็นไม้งั้นเหรอ, มันอาจจะดีก็ได้นะ.”

“ชั้นจะทดสอบมันเอง เอาล่ะ, ขอชั้นทำอะไรหน่อยเถอะ, เพราะชั้นไม่ได้ทำอะไรเลยน่ะสิ”
 
ทุกคนยืนอยู่ด้านบนของสะพาน และกระโดดขึ้นๆลงๆเพื่อยืนยันความแข็งแรงของมัน.

มองจากด้านข้างมันค่อนข้างเป็นฉากที่น่ารื่นรมย์.
 
“หนูกับอาจารย์เอาดินแถวๆนี้มาทำ แม่น้ำแถวนี้อาจจะกว้างขึ้นนิดหน่อยนะคะ
แต่… อืม หนูคิดว่า ถ้ามันทำให้เราได้สะพานที่แข็งแรง มันก็โอเคนะคะ.”

“แต่อันที่จริง, เธอทำได้เกินคาดมากเลยล่ะ. ทำสะพานขนาดใหญ่ได้อย่างง่ายดาย.
 มันเป็นสิ่งที่ประเทศไหนๆก็ต้องการมัน…”
 
อ้ะ, จริงด้วย… แม่น้ำสามารถถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ใช้ในการป้องกัน.
ด้วยแม่น้ำ, กองทัพทั้งหมดจะข้ามได้อย่างง่ายดายด้วยนักเวท 2 คน.

นี่มัน...ไม่ได้หมายความว่าพวกเราเป็นตัวอันตรายหรอกนะ?
 
“ม่าา, ช่วยเก็บความลับในการสร้างสะพานทีได้มั้ย? เดี๋ยวมันจะกลายเป็นปัญหาในอนาคต.”

“อ้ะ, ครับ. พวกเราจะไม่บอกใครแน่นอน เพราะถ้าแฮสเทลซังไม่อยู่ล่ะก็,พวกเราแย่แน่ๆ.”
 
ขณะที่ตระหนักถึงความจริงที่อันโหดร้าย พวหเราหัวเราะออกไปแบบแห้งๆ,

เอ๊ะ ฉันรู้สึกว่าฉันได้ยินเสียงเหมือนหมาเห่า

พอมองไปยังทิศทางของเสียงนั้น,
ฉันบิดเบือนอากาศด้วยคาถาเพื่อสร้างกล้องส่องทางไกลแบบเรียบง่าย

แล้ว หลังจากนั้นก็…
 
“อาจารย์!! มีคนกำลังถูกโจมตีโดยหมาป่าตรงอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำค่ะ!”
 
ขณะที่พูดแบบนั้น, ด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ฉันเปิดใช้ [เสริมพลังร่างกาย]
กระโดดลงจากสะพาน แล้วพุ่งไปยังทิศทางนั้น
 
 
ในอนาคต สะพานนี้ถูกมอบชื่อให้ว่า สะพานแฮสเทลผู้ยิ่งใหญ่, และมันก็อยู่ได้ถึง 100 ปี จริงๆ

ว่าแต่...ชื่อฉันมีไหนล่ะ!!!!




NEKOPOST.NET