[นิยายแปล]Breakers (브레이커즈) หยุดลิขิตฟ้า ต่อชะตาช่วยโลก ตอนที่ 69 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล]Breakers (브레이커즈) หยุดลิขิตฟ้า ต่อชะตาช่วยโลก

Ch.69 - ตีฝ่า #7


ตอนที่ 69 – บทที่ 10: ตีฝ่า #7

 


 

 กัมมะแบกเฟลิซีขึ้นหลังแล้วปีนซากสิ่งปลูกสร้างใกล้ตัว สิ่งที่เห็นสร้างความหวั่นเกรงให้ทั้งสองไม่น้อย

 

 หัวหน้าผู้พิทักษ์อยู่ในสภาพยับเยิน ค้อนสายฟ้าบุบกองอยู่บนพื้น ใกล้กันก็เป็นเศษของโล่ที่แตกกระจาย ไม่ต่างจากแขนซ้ายของมัน

 

 เช่นเดียวกับที่เฟลิซีและกัมมะเห็นหัวหน้าโกเล็ม ซอมบี้ดราก้อนที่ส่งเสียงคำรามคร่อมตัวมันอยู่ก็ย่อมเห็นทั้งสอง

 

 แต่สภาพของพาติซานก็ใช่ว่าจะไร้รอยขีดข่วน ปีกข้างหนึ่งของมันฉีกขาด บาดแผลบริเวณอกฉีกกว้างเห็นถึงกลุ่มก้อนไอพลังภายใน

 

“วิ่ง!”

 

 กัมมะวิ่งพุ่งตรงเข้าไปโดยมีเฟลิซีร่ายม่านเพลิงรอบตัว ดึงความสนใจได้จากทั้งพาติซานและกลุ่มนิรนาม

 

 เหล่าผู้พิทักษ์ยังคงพุ่งเข้าปะทะกับพาติซานต่อไป แต่ทางกลุ่มนิรนามเปลี่ยนเป้ามาที่เฟลิซี

 

 ศรธนูและหอกจำนวนมากพุ่งซัดมายังทั้งสอง เฟลิซีรีบเรียกภูติสายลมมาช่วยป้องกันเอาไว้ ทว่ายังมีบางส่วนที่เล็ดลอดฝ่าเข้ามาได้ กัมมะหลับตาลงราวกับยอมรับชะตากรรม!

 

เคล้ง เคล้ง เคล้ง!

 

 เสียงกระทบของโลหะดังขึ้น ไวท์อีเกิ้ลกางปีกปกป้องเฟลิซีและกัมมะได้อย่างทันท่วงที กรีนวินด์รีบตะโกนบอกให้สัญญาณกับอินกอง

 

‘นายท่าน!’

 

“คุร่าฮ์!”

 

 อาศัยม่านเพลิงจากเฟลิซีเพื่อบดบังสายตา คารัคยกโล่ของมันขึ้นแล้ววิ่งฝ่าพุ่งผ่านกำแพงไฟตรงไปยังมุมอับของพาติซาน โดยมีอินกองตามติดมาอย่างกระชั้นชิด

 

 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเหนือความคาดหมายทำให้กลุ่มนิรนามตั้งตัวไม่ทัน พวกมันเปลี่ยนเป้ารีบพุ่งเข้ามาโจมตีอินกอง แต่ก็อยู่ห่างไกลออกไปเกินกว่าจะทำอะไรได้มาก ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเหล่าผู้พิทักษ์เห็นอาซคาลันในมือของอินกอง ผู้พิทักษ์ต่างก็คุ้มกันเพื่อให้อินกองเข้าถึงตัวพาติซาน

 

 สักพักคารัคก็หยุดวิ่ง มันคุกเข่าก้มตัวลง อินกองไม่รอช้ารีบกระโดดแล้วถีบหลังของคารัคทันที ด้วยเคล็ดไอศวรรย์สัตว์เทพทำให้เขาก้าวทะยานพุ่งตัวขึ้นไปเหนือตัวพาติซาน

 

 เพราะบาดแผลบริเวณอก พาติซานจึงไม่สามารถควบคุมพลังใช้ลมหายใจมังกรได้ มันจึงเลือกใช้อาวุธอีกอย่างแทน มันเริ่มก้าวขยับตัวอย่างรวดเร็ว!

 

 ทว่าหัวหน้าผู้พิทักษ์ก็ไม่ยอมให้ซอมบี้ดราก้อนตนนี้ทำอะไรได้ตามใจ มันใช้แขนที่เหลือเพียงข้างเดียวกอดขัดขวางพาติซานเอาไว้ แม้แรงที่เหลืออยู่ของมันจะพอเพียงหยุดพาติซานไว้เพียงเสี้ยววินาที แต่ก็ได้ผลลัพธ์ที่ดี

 

 หางของพาติซานฟาดผ่านอากาศเฉียดอินกองไปเล็กน้อย แต่แรงอัดอากาศที่มากับหางของมันก็ทำให้อินกองเสียศูนย์ อินกองจึงเลือกขว้างอาซคาลันออกไปในเสี้ยววินาทีนั้นแทน

 

 อาซคาลันเรืองแสงทองสว่างขึ้น อักขระรูนส่องประกาย สายลมที่ลอดผ่านร่องบนตัวหอกกรีดร้อง ดั่งศรขนาดยักษ์ที่ถูกยิงออกมาอย่างรุนแรง พุ่งดิ่งตรงลงมายังเป้าหมายของมัน

 

 ฉากอันงดงามที่เกิดขึ้น ทำให้เฟลิซี กัมมะ และแม้กระทั่งกรีนวินด์จดจ้องราวกับต้องมนต์สะกด แต่ไม่ใช่กับพาติซาน แม้หางของมันจะพลาดเป้า แต่มันก็ยังเหลือไพ่ตายอยู่ ไอพลังสีม่วงแผ่ออกมารอบตัวเป็นม่านพลังป้องกันอาซคาลันที่พุ่งเข้ามา

 

 ซึ่งมันได้ผล อาซคาลันที่พุ่งฝ่าม่านพลังชะลอตัวลงราวกับถูกของเหลวจำนวนมากเหนี่ยวรั้งไว้

 

 หากแต่พาติซานไม่ใช้ผู้เดียวที่เหลือไพ่ตาย

 

 บางสิ่งในตัวอินกองทำให้เขาแตกต่างไปจากทีนี่ สปาร์ค ในการใช้อาซคาลัน…

 

‘โลหิตมังกร!’

 

 พลังแห่งสายเลือดมังกรตื่นขึ้นพร้อมกันเสียงคำรามจากพสุธากัมปนาท นี่ย่อมทำให้อาซคาลันต่อต้านอินกองเช่นกัน อินกองได้แต่ฝืนทนความเจ็บปวดที่สะท้านไปทั่วร่างเอาไว้พร้อมกับเรียกใช้พลังแห่งอาณัติ พลังทั้งหมดถูกรวบรวมไปยังแขนขวา ก่อนถูกยิงออกมาเป็นกระสุนสังหาร พุ่งตรงไปยังปลายด้ามจับของอาซคาลัน!

 

บรึ้มมมมม!

 

 แรงระเบิดเสริมความเร็วให้กับหอกพิฆาต ประกายสีทองพุ่งฝ่าม่านพลังสีม่วงตรงไปยังพาติซานอย่างรวดเร็วราวดุจดั่งสายฟ้า หอกอาซคาลันทะลวงเข้าไปยังใจกลางร่างของซอมบี้ดราก้อน สิ่งที่ทำให้มังกรตนนี้ยังเคลื่อนไหวได้ก็คือพลังเวทมนตร์ และแก่นของพลังเวทมนตร์ที่ว่านี้ก็กำลังถูกทำลาย!

 

 เสียงคำรามร้องอย่างโหยหวนดังขึ้น พาติซานสะบัดร่างไปมาอย่างทุรนทุราย ไอพลังสีม่วงเล็ดลอดออกมาจากทุกช่องว่างบาดแผล ตามมาด้วยไอพลังสีขาวราวกับไอพลังทั้งสองกำลังต่อสู้กัน และในตอนที่พาติซานกำลังดิ้นรนอยู่นี้เอง หัวหน้าผู้พิทักษ์ที่ยังรอดอยู่ก็ใช้พลังเฮือกสุดท้าย หมัดของมันกระแทกผ่านอกที่เหวอะหวะของซอมบี้ดราก้อนไปยังแก่นพลังเวทภายใน

 

 เกิดระเบิดพลังขึ้นอย่างรุนแรง ไอพลังทั้งสองสีจางหายไป แทนทีด้วยแสงสีทองที่อาบไปทั่วบริเวณ ร่างของซอมบี้ดราก้อนล้มลงกระแทกกับพื้น เหล่าสัตว์อสูรที่ถูกครอบงำต่างหลุดจากการควบคุมในลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นในยามบาโคโรฟตาย

 

 อินกองหล่นลงมาบนร่างที่แน่นิ่งของพาติซาน เขาเอื้อมมือเข้าไปคว้าอาซคาลันกลับมา แล้วกลิ้งตัวลงมากองบนพื้น มีแสงสีขาวเรืองขึ้นรอบตัวอย่างเช่นเคย

 

 [เลเวลของคุณเพิ่มขึ้น]
 [เลเวลของคุณเพิ่มขึ้น]
 [เลเวลของคุณเพิ่มขึ้น]
 [คุณได้กำจัดหัวหน้าปีศาจ: ซอมบี้ดราก้อนพาติซาน]
 [คุณได้รับฉายา: นักฆ่ามังกร(ขั้นต้น)]

 

 ความเจ็บปวดของร่างกายเริ่มเลือนลาง อินกองกระโดดลุกขึ้น ร่างกายเขาสั่นสะเทือนไปทั่วร่างทั้งที่ได้รับผลฟื้นฟูจากการเพิ่มเลเวลถึงสามครั้ง นี่คือผลพวงจากการที่อาซคาลันพยายามต่อต้านสายเลือดมังกรที่มันพบในตัวของอินกอง อินกองพยายามใช้พลังแห่งอาณัติเข้าควบคุมหอกที่กำลังต่อต้าน

 

‘นายท่าน!’

 

 ไวท์อีเกิ้ลร่อนมาหาอินกอง มีกรีนวินด์นั่งอยู่ด้วยร่างอันโปร่งแสง ใบหน้าของนางแสดงแววตาห่วงใยออกมาอย่างชัดเจน

 

 อินกองยิ้มออกโดยมีไวท์อีเกิ้ลกลับมาที่แขนซ้าย เขาเก็บอาซคาลันเข้าช่องเก็บของก่อนจะเริ่มสำรวจรอบตัว

 

 หัวหน้าผู้พิทักษ์แน่นิ่งอยู่ข้างพาติซาน เหล่าสัตว์อสูรที่หลุดจากการควบคุมวิ่งพล่านไปทั่วอย่างคลุ้มคลั่ง กลุ่มนิรนามทรุดตัวลงกับพื้น เหลือเชื่อกับสิ่งที่พวกมันเห็น

 

 เฟลิซีและกัมมะวิ่งเข้าหาอินกอง เหล่าผู้พิทักษ์ที่เหลืออยู่ล้อมเข้ามาอารักขา นั่นเพราะหัวหน้าโกเล็มได้มอบอำนาจให้กับอินกองก่อนมันจะพัง มันถือว่าอินกองที่ใช้อาซคาลันต่อสู้กับพาติซานเป็นพันธมิตร

 

“เอาไงกันต่อดี?”

 

 เฟลิซีเอ่ยถามออกมา อินกองตอบคำถามของนางด้วยการสั่งให้เหล่าผู้พิทักษ์เข้าโจมตีกลุ่มนิรนามที่หลงเหลือ

 

“ข้าระบมไปหมดทั้งตัวแล้ว”

 

 คารัคร้องครวญครางออกมา การเป็นแท่นกระโดดให้เคล็ดไอศวรรย์สัตว์เทพไม่ใช่อะไรที่จะทำได้โดยไร้อาการบาดเจ็บ เฟลิซีได้แต่โยนน้ำยาฟื้นฟูให้กับเจ้าออร์ค นั่นเพราะสภาพนางในตอนนี้ไม่หลงเหลือพลังเวทพอให้ใช้เวทมนตร์

 

 ไม่มีน้ำยาชนิดใดใช้ฟื้นฟูความเหนื่อยล้าได้ พวกเขาจึงทิ้งให้เหล่าผู้พิทักษ์เก็บกวาดการต่อสู้ แล้วพักผ่อนร่างกาย

 

 อินกองนั่งพักหลับตาใช้ความคิด

 

 เวลาล่วงเลยมาได้สักเท่าไรแล้ว?

 

 ภารกิจนี้เรียกได้ว่าเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ เมื่อพวกกลุ่มนิรนามถูกเก็บกวาดเรียบร้อย พวกเขาก็จะมีเวลาในการยินดีกับขุมทรัพย์ทั้งหมดของปราสาท แม้กระทั่งร่างไร้ชีวิตของพาติซานก็ถือเป็นขุมทรัพย์เช่นกัน

 

 ทว่ากลับมีบางอย่างคอยรังควานจิตใจอินกอง…

 

 แม้พาติซานจะถูกกำจัดมาได้ร่วมสิบนาที อินกองกลับยังคงรู้สึกกดดันอยู่ ต่างไปจากในตอนที่กำจัดมุสตาฟาหรือบาโคโรฟ ที่เขาแทบจะโล่งอกออกมา

 

 มันเพราะอะไรกัน?

 

 เพราะปริศนาที่เขาครุ่นคิดยังไม่คลี่คลาย? หรือเพราะพวกกลุ่มนิรนามทั้งหมดยังไม่ถูกกำจัด?

 

 ไม่สิ มีบางอย่างต่างออกไป

 

 ความรู้สึกไม่ดีที่เหมือนลางสังหรณ์บางอย่าง

 

 อาจจะด้วยพลังพระเอก ความรู้สึกนี้ทำให้อินกองรู้สึกกระวนกระวาย

 

 เขาเงยหน้าขึ้น และในช่วงเวลานั้นเอง เสียงบางอย่างพังทลายก็ดังขึ้น

 

ครืนนนนน!

 

 ลมหายใจมังกรของพาติซานสร้างเสียงเช่นเดียวกันนี้มาแล้วสองครั้ง ทว่าเสียงที่สามในครั้งนี้ กลับให้ความรู้สึกว่ามีต้นตอมาจากภายนอกปราสาท ลานปราสาทที่อยู่ใต้ดินมาหลายร้อยปี ก็เริ่มมีแสงสว่างเล็ดลอดผ่านเข้ามาจากเพดาน

 

 เฟลิซีที่นั่งพักผ่อนอย่างสบายใจลุกขึ้น เหล่าผู้พิทักษ์หยุดต่อสู้ชั่วขณะ และกลุ่มนิรนามที่ยังหลงเหลืออยู่ก็แสดงใบหน้ายินดีออกมา

 

 ในที่สุดอินกองก็เข้าใจถึงต้นตอลางสังหรณ์

 

 บุรุษผู้หนึ่งปรากฏตัวเข้ามาผ่านรูผนังที่พังทลาย ไม่มีไอพลังสีม่วงที่คุ้นเคยแต่อย่างใด หากแต่บุรุษผู้นี้สวมชุดเกราะสีน้ำเงินเข้มทั้งตัว ชุดเกราะที่แกะสลักลวดลายราวกับมังกร มือข้างหนึ่งถือหอกแบกไว้บนบ่า มืออีกข้างปัดฝุ่นบนชุดเกราะ เขามองไปรอบตัวก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่ร่างอันแน่นิ่งของพาติซาน

 

“ช้าไปสินะ”

 

 แม้ลานปราสาทจะเงียบสงัด แต่ด้วยที่ชายผู้นี้อยู่ห่างออกไปมากทำให้เสียงของเขาเป็นเพียงเสียงพึมพำเท่านั้น

 

 หากแต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง อินกองได้ยินเสียงของชายปริศนาผู้นี้อย่างชัดเจน ก่อนชายผู้นี้จะเริ่มเดินเข้าหาพาติซาน

 

“การที่องค์ชายสองไม่มาที่นี่ถือว่าแผนการผิดพลาดละนะ”

 

‘องค์ชายสอง’

 

‘ผิดพลาด’

 

‘ไม่มาที่นี่’

 

 อินกองเข้าใจในที่สุด

 #ปริศนาทั้งหมด… ไขกระจ่างแล้ว…

 

 แม่ทัพกาซบาลทำภารกิจล้มเหลว

 

 ทั้งหมดล้วนมั่นใจว่าภารกิจจะถูกส่งมอบต่อให้แซเฟียร์

 

 จุดประสงค์ของกลุ่มนิรนามนี้ไม่ใช่ทั้งอาซคาลันหรือพาติซาน

 

 ที่พวกมันต้องการก็คือแซเฟียร์ พวกมันฆ่าพลโทกาซบาลก็เพื่อที่จะล่อให้แซเฟียร์ออกมา

 

 แต่ถึงจะรอนานขนาดไหนแซเฟียร์ก็ไม่ปรากฏตัว พวกมันกลับพบคณะของฉัตรและเฟลิซีแทน

 

 นั่นทำให้พวกมันต้องเปลี่ยนแผน เปลี่ยนเป้าหมายหลักเป็นอาซคาลันกับพาติซาน

 

 เรื่องราวทั้งหมดเริ่มปะติดปะต่อในหัวของอินกอง เป็นเรื่องราวที่ดูสมเหตุสมผล

 

 แต่ก็ยังมีปริศหนาหลงเหลืออยู่

 

 ทำไมถึงต้องเป็นแซเฟียร์?

 

 พวกมันมีจุดประสงค์อะไรในการล่อแซเฟียร์ออกมาที่นี่?

 

‘จงต่อต้าน!’

 

 เสียงอันคุ้นเคยดึงอินกองออกจากห้วงความคิด หากแต่นี่ไม่ใช่เสียงของกรีนวินด์ นี่คือเสียงของสตรีชุดขาวใต้มงกุฎทอง

 

 อินกองรีบรวมพลังแห่งอาณัติของเขา นั่นดึงสายตาของชายปริศนาจากร่างของพาติซานมาที่อินกองในทันที

 

 ไอพลังสีม่วง…

 

 ทั้งหมดมีที่มาจากไอพลังสีน้ำเงิน

 

 ถึงแม้ชายเกราะน้ำเงินคนนี้จะไม่ใช่ต้นกำเนิดของไอพลังนั้น แต่ชายผู้นี้ก็มีไอพลังสีน้ำเงินแฝงอยู่ กลิ่นอายแห่งความตายเริ่มแผ่เข้ากัดกินจิตวิญญาณของอินกอง

 

 ไอพลังสีขาวและไอพลังสีน้ำเงินเข้าปะทะกันกลางอากาศ ไอพลังทั้งสองหักล้างและสลายหายไป

 

 อินกองเรียกใช้พลังแห่งอาณัติต่อ ชายผู้นั้นถอนหายใจออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ ไอพลังสีน้ำเงินลุกโชนขึ้นราวกับเปลวเพลิง เขาสะบัดหอกที่แบกไว้บนบ่าลงก่อนจะพูดออกมาราวกับช่วยไม่ได้

 

“เอาเป็นว่าถึงเวลาเก็บกวาดก่อนนะ”

 

 ชายปริศนาย่างก้าวเข้ามา อินกองรับรู้ได้ในทันทีว่าชายผู้นี้ทรงพลังกว่าซอมบี้ดราก้อนมากนัก

 

 อินกองรีบเค้นลมปราณทั้งหมดในตัวเขาออกมา แม้ร่างกายเขาจะยังฟื้นตัวไม่สมบูรณ์ แต่มันก็เร็วเกินไปที่จะทิ้งความหวัง

 

“องค์ชาย การพบกับท่านถือเป็นเรื่องดีทีเดียว”

 

 คารัคพูดพลางคว้าขวานของมันลุกขึ้น ร่างของมันสั่นเทาจนขวานเกือบจะหลุดมือ กัมมะกัดริมฝีปากเอาชนะความกลัวก่อนหยิบอาวุธของนาง ส่วนเฟลิซีได้แต่ยิ้มออกมาแห้งแห้งแล้วกางมือทั้งสองของนาง

 

“ฉันไม่รู้หรอกว่านั่นมันตัวอะไร แต่อย่ายอมแพ้ละกัน”

 

“ทรงอย่ายอมแพ้เพคะ”

 

 อินกองกำหมัดแน่น พสุธากัมปนาทคำรามตอบสนองจิตต่อสู้ของเขา

 

 บุรุษผู้นั้นยังคงก้าวเข้ามาทีละก้าว เหล่าผู้พิทักษ์ต่างล่าถอยเข้ามาตั้งแถวคุ้มกันอินกอง กรีนวินด์ลอยตัวขึ้นจากไวท์อีเกิ้ล แล้วประกาศออกมา

 

‘นายท่านเป็นเจ้านายทีดี ข้าไม่เสียใจที่จากที่ราบอินคามาติดตามท่าน’

 

“ดีมากกก ปักเดธแฟลกกันเข้าไป”

#เดธแฟลก คือพวกคำพูดของตัวละครเช่น “ถ้ารอดจากสงครามวันนี้ไปได้ ฉันจะขอแฟนแต่งงาน” “ถ้ารอดไปได้ละก็  ฉันจะ บลา บลา บลา” หรือก็คือบรรดาคำพูดที่ตัวละครพูด แล้วมักจะตายห่า ในไม่กี่ตอนถัดไป เป็นคำพูดที่มักจะออกแนว “ต้องตายแน่เลย” “ไม่รอดแน่เลย”

 

 อินกองพูดมุขตลกที่มีแต่เขาเข้าใจออกมา ก่อนเพ่งสมาธิไปที่บุรุษตรงหน้า

 

 ชายคนนั้นก้าวเข้ามาเป็นครั้งที่สามแล้วหยุดตั้งท่าเตรียมพุ่งแทง ไอพลังสีน้ำเงินเข้มห่อหุ้มหอกของเขาเอาไว้จนดูเสมือนศรเพลิงมากกว่าหอก

 

“งั้นก็ ลุยกันเลยนะ”

 

 ทันใดนั้นเอง

 

 ก่อนที่การต่อสู้กำลังจะเริ่มขึ้น

 

 ก็มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นมาขัดเอาไว้

 

 เสียงที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยพลัง ดังขึ้นทำลายความเงียบของลานปราสาท

 

 ทุกสายตาที่จดจ้องอยู่ที่ชายปริศนาต่างเปลี่ยนไปมองยังต้นตอของเสียงนี้ แม้กระทั้งชายปริศนาผู้นั้นก็ไม่เว้น

 

“ข้าว่าจะไปเจอหน้าองค์ชายที่วังซะหน่อย แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ทัน พอตามมาที่คณะสำรวจก็ได้ยินว่าพวกองค์ชายเหมือนจะมีปัญหา ข้าก็เลยตามเข้ามาดู”

 

 เจ้าของเสียงยืนอยู่ ณ โพรงที่ชายในชุดเกราะน้ำเงินเดินเข้ามา เส้นผมและหนวดเคราะของเขามีสีกึ่งเทากึ่งดำ ชุดของเขาเป็นเพียงชุดคลุมสีขาวอย่างเรียบง่ายแบบที่นักเดินทางมักสวม ประดับไว้ที่เอวเป็นดาบยาวเล่มหนึ่ง

 

 เป็นครั้งแรกที่อินกองพบกับเจ้าของเสียงผู้นี้ แต่เขาก็รู้จักในทันที เฟลิซีที่หมดหวังเตรียมใจตายร้องตะโกนออกมาอย่างยินดี

 

 ปราชญ์ดาบอิชย์

 

 นักดาบที่แข่งแกร่งที่สุดของโลกมาร ชายผู้ชุบเลี้ยงจอมมารมิตรขึ้นมา!

 

 ไม่มีคำพูดอะไรเพิ่มเติมจากใบหน้าที่แฝงด้วยรอยยิ้ม ก่อนดาบที่เอวของปราชญ์ดาบจะออกจากฝัก

 


 

จบบทที่ 10 – ตีฝ่า เริ่มบทที่ 11 – ปราชญ์ดาบ

#검공 ใน lms แปลเป็น swordnoob แต่จากบทของลุงแกแล้ว ใช้ปราชญ์ดาบมันดูเท่กว่า

 

 

 

#สปอยล์ ลันซา กา ชินดะ




NEKOPOST.NET