[นิยายแปล]Breakers (브레이커즈) หยุดลิขิตฟ้า ต่อชะตาช่วยโลก ตอนที่ 58 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล]Breakers (브레이커즈) หยุดลิขิตฟ้า ต่อชะตาช่วยโลก

Ch.58 - ขุดค้น #7


ตอนที่ 58 – บทที่ 8: ขุดค้น #7

#กันลืมๆ โล่วิเศษของอันเคลคือ โล่ชีวาตม์ แต่ถูกใช้ในอดีตโดยผู้กล้าไวท์อีเกิ้ลของเหล่าเซนทอร์ ชื่อในปัจจุบันก็เลยเป็นไวท์อีเกิ้ล แต่บางที่กล่าวถึงทั้งโล่ทั้งตัวผู้กล้าก็เลยจะมี  (โล่ชีวาตม์) เพื่อกันสับสน


 

‘เอาละ ข้าพร้อมแล้ว ทีนี้ก็ถึงเวลาสำหรับคำชมแล้ว นายท่าน’

 

“ขอโทษนะ แต่ช่วยรออีกนิดละกัน”

 

 สีหน้าผิดหวังของกรีนวินด์ผุดขึ้นมาในหัวของอินกอง แต่พวกเขายังไม่ปลอดภัยกันดีสักเท่าไรนักสำหรับการพูดคุย

 

 เขาสำรวจมองแผนที่ย่อ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเช่นเดียวกับตอนที่เขาปราบมุสตาฟา พวกปีศาจโดยรอบที่มุ่งมาทางพวกเขาต่างกระจัดกระจายเมื่อสูญเสียการควบคุมจากพลังสีม่วง การที่พวกมันไม่สามารถฝ่ากำแพงเพลิงของเฟลิซีเข้ามาได้บ่งบอกว่าพวกมันไม่ใช่ปีศาจที่เก่งกาจ แต่ด้วยจำนวนที่มีหลายร้อยก็มากพอที่จะเป็นภัยต่อคณะของอินกอง

 

 อินกองหลับตาลง แม้ร่างกายเขาจะฟื้นฟูจากผลของการเพิ่มระดับเลเวล แต่สภาพจิตใจของเขาไม่ได้รับการฟื้นฟูไปด้วย ความตึงเครียดจากการต่อสู้กับบาโคโรฟ การใช้ใต้ร่มเงากษัตริย์ถึงสองครั้ง วิชาลมปราณที่เขาใช้ รวมถึงพลังเวทของอันเคลที่ใช้เรียกไวท์อีเกิ้ล ทั้งหมดมากพอจะทำให้เขาล้มสลบได้เป็นวัน

 

 อินกองยังคงใช้ความคิดต่อไป เขาควรจะทำอย่างไรในสถานการณ์นี้? บุกทะลวงฝ่าฝูงปีศาจ?

 

 เฟลิซีก็อ่อนแอเกินกว่าที่จะถ่ายพลังเวทให้กับอาคมของเธอ แม้จะยังมีกำแพงเพลิงหลงเหลือบางส่วนจากการควบคุมของภูติอัคคี แต่ด้วยเฟลิซีผู้เป็นนายอ่อนแอลง นั่นทำให้พลังของภูติอ่อนแอลงตามไป

 

 อินกองตัดสินใจออกมาในที่สุด

 

“กัมมะ! คว้าดาฟเน่ไว้! คารัค นายยังพอยืนไหวไหม?”

 

 เซเทอร์สาวรีบแบกดาฟเน่ขึ้นหลังของนาง ส่วนเจ้าออร์คก็พยายามพยุงร่างกายของมันขึ้น อินกองหันไปมองเฟโรเชียสอายกับเฟลิซี

 

“เฟโรเชียสอายเตรียมออกวิ่ง พวกเราจะกลับเข้าหอคอยอีกครั้ง”

 

“รับ… ทราบ”

 

 แม่ทัพเซนทอร์พยุงตัวขึ้นพร้อมตอบออกมาอย่างรวยริน เฟลิซีใช้พลังเวทที่เหลืออยู่น้อยนิดเข้ารักษาเฟโรเชียสอาย ทั้งสองเข้าใจความคิดของอินกอง

 

 ด้วยสภาพของพวกเขาในตอนนี้ การตีฝ่าฝูงปีศาจออกไปจะต้องมีผู้เสียสละแน่นอน

 

 อินกองจึงเลือกที่จะกลับเข้าไปในหอคอย มันง่ายกว่ามากหากพวกเขาเลือกตั้งหลักป้องกันและพักผ่อนอยู่ในนั้น

 

 คณะของอินกองหลงเหลือทหารเซนทอร์อยู่เพียงเก้านาย เฟโรเชียสอายนำทัพคอยระวังให้ระหว่างที่ทั้งหมดออกวิ่ง

 

 โชคดีที่เมื่อไร้การควบคุมจากพลังสีม่วง พวกปีศาจต่างกลัวเกรงคณะของอินกองเกินกว่าจะบุกโจมตี

 

 แม้หอคอยจะชำรุดผุพังลงไปมาก แต่มันก็ยังตั้งตระหง่านอยู่หลายชั้น มีกำแพงและหลังคาคอยป้องกัน ส่วนบริเวณที่เป็นรู พวกเขาก็นำสิ่งของที่หลงเหลืออยู่ภายในมาอุดไว้

 

 คารัคช่วยอินกองปิดทางเข้า มันมองผ่านระหว่างรูช่องว่างเล็กน้อยเพื่อดูสถานการณ์ด้านนอก

 

“ข้าไม่คิดว่าพวกมันจะบุกเข้ามาโจมตี ดูเหมือนพวกมันจะยุ่งอยู่กับการสู้กันเองเสียมากกว่า”

 

 เฟลิซีถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เดเลียกระซิบบางอย่างกับนาง ก่อนจะเดินเข้าหาอินกอง

 

“ใต้ฝ่าพระบาทเพคะ ข้าพระพุทธเจ้าจะขึ้นไปชั้นบนเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ทางทิศเหนือ ข้าพระพุทธเจ้าเกรงว่า…”

 

 เมื่อแรกที่พวกเขาพบบาโคโรฟ มีปีศาจและสัตว์อสูรจำนวนมากที่ตกอยู่ใตการควบคุมจากพลังสีม่วง แต่ด้วยที่บริเวณนี่อยู่บนเนินและมีโขดหินอยู่มากมาย ทำให้ทั้งหมดไม่สามารถบุกมาในคราวเดียว ทว่าพวกมันก็อาจจะกระจายตัวออกเพื่อบุกเข้ามาจากหลายทิศทาง การเฝ้าสังเกตพวกมันจึงเป็นความคิดที่ถูกต้องแล้ว

 

“เราเข้าใจ ขอฝากด้วย”

 

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งเพคะ”

 

 เดเลียยิ้มออกมาก่อนจะรีบขึ้นบันไดไปชั้นบน อินกองทิ้งตัวลงนั่งแล้วมองไปยังสมาชิกคณะสำรวจ

 

 เหล่าเซนทอร์ต่างสะบักสะบอม บ้างก็บาดเจ็บอย่างรุนแรง

 

 แม้แววตาของเฟโรเชียาอายจะยังคงความดุดัน แต่สีหน้าของเขาก็ไม่สู้ดีนัก

 

 กัมมะถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะวางดาฟเน่ลงแล้วนั่งพัก นางวิ่งตลอดด้วยขาของนาง จึงไม่แปลกที่นางก็อ่อนล้าเช่นกัน

 

 เฟลิซีเดินไปทั่วใช้พลังเวทที่เหลืออยู่เล็กน้อยเข้ารักษาเซนทอร์แต่ละตน

 

“พักก่อนเถอะครับนูนะ”

 

 สภาพของเฟลิซีก็ไม่ต่างจากพวกเซนทอร์ ด้วยชุดของเผ่าเอลฟ์รัตติกาล ทำให้อินกองเห็นเรือนร่างที่เต็มไปด้วยแผลของนาง

 

 เฟลิซีส่ายหน้ากลับมาพร้อมตอบด้วยเสียงขี้เล่น

 

“หลังจากที่ฉันรักษาทั้งหมดก่อน ฉันเป็นถึงองค์หญิงเชียวนะ”

 

 นางยักคิ้วให้เขาแต่อินกองก็รับรู้ว่านางพยายามฝืนยิ้ม เสียงของนางเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย และอินกองก็เห็นเหงื่อไหลจากหน้าผากนาง

 

‘นางก็เป็นของนางอย่างนี้ละนะ’

 

 เจ้าหญิงแห่งเผ่าเอลฟ์รัตติกาล

 

 แต่ถึงกระนั้น นางกลับเลือกที่จะรักษาเหล่าเซนทอร์ แทนที่จะพักฟื้นพลังเวทและร่างกายของตน

 

 อินกองเคารพในแรงใจของเฟลิซี เขาเอนตัวลงนอนพักโดยไม่กล่าวอะไรเพิ่ม คารัคนั่งพักบริเวณหน้าต่างพลางชำเลืองมองออกไปด้านนอก

 

“องค์ชายหลับเถอะ ข้าจะคอยระวังทางทิศใต้เอง”

 

“เราจะผลัดเวรกัน เพราะงั้นปลุกผมด้วย”

 

 สภาพของคารัคก็ไม่ต่างกัน มันกระอักเลือดออกมาหลายครั้ง

 

 แต่เจ้าออร์คหัวเราะออกมาพลางชี้ไปที่เหล่าเซนทอร์

 

“มีเวรยามให้ผลัดเปลี่ยนอยู่เยอะ พวกเรารอดมาได้ก็เพราะองค์หญิงองค์ชาย เพราะงั้น พักผ่อนไปเถอะ”

 

 แม้จะไม่มาก แต่ก็ถือเป็นการปรนนิบัติที่ดีในสถานการณ์นี้ อินกองเลือกที่จะไม่ดื้อแล้วหลับในที่สุด

 

‘พักผ่อนให้สบาย นายท่าน’

 

 อินกองได้ยินนางแต่ก็ไม่โต้ตอบอะไร กรีนวินด์ลูบหัวของเขา ก่อนอินกองเข้าสู่ห้วงนิทรา

 

&

 

“งั้น นี่ก็คือไวท์อีเกิ้ล?”

 

 ตกดึกคืนนั้น

 

 ทั้งหมดรวมตัวกันรอบกองไฟ มีเนื้อ หนัง กระดูกของเหล่าคาเซียกองอยู่ที่มุมหนึ่ง เหล่าเซนทอร์ออกไปเก็บซากคาเซียเข้ามาระหว่างที่อินกองหลับ

 

 อินกองลูบท้องของเขาก่อนจะตอบเฟลิซี

 

“ใช่แล้วครับ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่กรีนวินด์ให้ผมเดินทางมาทิศเหนือ”

 

 ทุกสายตาจ้องมองไปยังโล่ที่วางอยู่ด้านข้างอินกอง ถุงมือและแผ่นเหล็กที่สยายออกได้กลับคืนสู่สภาพเดิม รูปร่างของมันไม่ต่างจากโล่ทรงว่าวที่พบเห็นได้ทั่วไป

 

 ทว่าโล่ชิ้นนี้ก็แสดงพลังให้พวกเขาเห็นในการรบ เฟโรเชียสอายจ้องมองก่อนจะเอ่ยออกมา

 

“ตำนานไวท์อีเกิ้ล ไม่คาดคิด”

 

 เรื่องเล่าของผู้กล้าเซนทอร์ที่ต่อสู้กับเหล่าสัตว์อสูรเมื่อนับพันปีที่แล้ว

 

 มันอาจจะเป็นเพียงนิยายปรัมปราที่กรีนวินด์เล่าให้อินกองฟัง แต่สำหรับเหล่าเซนทอร์แล้ว พวกเขาเติบโตขึ้นมาพร้อมกับเรื่องเล่าแห่งตำนานนี้

 

 สายตาของเหล่าเซนทอร์และกัมมะส่องประกายเลื่อมใสขึ้นมา ก่อนเฟลิซีจะหัวเราะขึ้น

 

“ดูเหมือนเธอจะเป็นที่โปรดปรานของเทพารักษ์แห่งที่ราบอินคาเอามาก ขอฉันพบนางสักครั้งสิ?”

 

 อินกองไม่ได้พบไวท์อีเกิ้ล เป็นไวท์อีเกิ้ลต่างหาก ที่บินมาหาเขา

 

 แม้เฟลิซีจะไม่รู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง แต่นางก็เดาได้ไม่ยากว่ามันต้องเกี่ยวกันกรีนวินด์

 

 ดาฟเน่เสริมขึ้น

 

“กระหม่อนสัมผัสได้ถึงพลังแห่งชีวิตอันมหาศาลจากไวท์อีเกิ้ล ยิ่งไปกว่านั้น… กระหม่อมคิดว่าสิ่งที่ประจักษ์ในวันนี้ไม่ใช่พลังที่แท้จริงทั้งหมด”

 

 อินกองเข้าใจได้ในทันที เช่นเดียวกับพสุธากัมปนาท ของวิเศษทั้งสองต่างปลดปล่อยพลังออกมาเพียงเล็กน้อยเพื่อไม่สร้างภาระให้กับร่างกายของอินกองเกินไป

 

‘เราต้องรีบแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้’

 

 พสุธากัมปนาทแสดงพลังออกมากขึ้นในทันทีที่ร่างกายเขาแปรสภาพเป็นร่างมังกรจำแลง

 

 เฟลิซีเหยียดตัวออก ก่อนจะพูดพร้อมรอยยิ้ม

 

“ยังไงก็ตาม โล่นี่เป็นของเธอ ถ้าเธอต้องการ ฉันจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับจากทางวังหลวง ถึงมันจะถูกรายงานไป ยังไงโล่นี้ก็เป็นของเธออยู่ดี”

 

 ทางวังจอมมารไม่ได้ยึดผลงานทั้งหมดไปจากเหล่าทายาท แม้ทั่งวัชรกรจะถือเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ ในกรณีของไวท์อีเกิ้ล มันถือเป็นสมบัติของฉัตร

 

 เฟโรเชียสอายจ้องมาที่อินกองก่อนจะตอบรับออกมา

 

“กรีนวินด์ ส่งมอบ ไวท์อีเกิ้ล ลูกหลานที่ราบ ยอมรับ องค์ชายต้องการ ทั้งหมดเคียงข้าง”

 

 อินกองเปรียบเสมือนผู้สืบทอดตำนานจากผู้กล้าไวท์อีเกิ้ล ผู้กล้าแห่งเหล่าเซนทอร์และผู้ส่งสาสน์แห่งกรีนวินด์ในตำนาน สำหรับเหล่าเซนทอร์แล้ว พวกเขามองอินกองอยู่สูงกว่าเหล่าทายาทตนอื่นมากนัก

 

 เฟลิซีจ้องเฟโรเชียสอายอย่างเหลือเชื่อ แต่ดูแล้วแม่ทัพเซนทอร์ไม่มีทีท่าว่าพูดเล่น อินกองขอบคุณเฟโรเชียสอายก่อนจะหันไปทางเฟลิซี

 

“ผมขอไปที่หลุมศพไวท์อีเกิ้ลสักพักได้ไหม? ผมคิดว่าผมควรจะไปเคารพสักครั้ง”

 

 เป็นความคิดที่ดูไม่ผิดแปลกเมื่อเขาได้รับไวท์อีเกิ้ล(โล่ชีวาตม์) เฟลิซีกระพริบตาก่อนจะถามออกมา

 

“ตามลำพัง?”

 

“ไม่ครับ ผมจพาคารัคไปด้วย ผมคิดว่าพวกเราไม่ควรอยู่ที่นี่นาน เพราะงั้นผมจะออกไปตอนนี้”

 

 พวกเขาตั้งใจออกจากหอคอยแล้วมุ่งหน้าลงทิศใต้ในยามฟ้าสาง แม้ตอนนี้เป็นกลางคืน แต่ด้วยแผนที่ย่อแล้ว ทำให้เขามั่นใจที่จะเดินทางไปที่หลุมศพ

 

 เฟลิซีถอนหายใจก่อนจะพยักหน้า

 

“ฉันก็อยากจะไปด้วย เอาเถอะ ระวังตัวด้วยแล้วกัน”

 

 หลังจากฝืนสังขารรักษาสมาชิกทั้งหมด ร่างกายของเฟลิซีอ่อนแออย่างมาก แม้นางจะสามารถพูดคุยได้ แต่นางต้องพักผ่อนมากกว่านี้ก่อนจะสามารถวิ่งหรือเดินตามปกติ

 

 อินกองยิ้มออกมาก่อนจะหันไปทางเฟโรเชียสอาย

 

“ผมขอฝากนูนะด้วยนะครับ”

 

“รับทราบ”

 

 เฟโรเชียสอายตอบออกมาอย่างหนักแน่น เมื่อตกลงเรียบร้อยอินกองก็ลุกขึ้น

 

“ไปกันเถอคารัค”

 

“รับทราบ”

 

 แล้วอินกองก็ขึ้นขี่หลังเดรโก้

 

&

 

 หลุมศพของไวท์อีเกิ้ลอยู่ห่างออกไปไม่ไกล

 

 อินกองมองแผนที่ย่อแล้วเลือกเดินทางไปอย่างไม่รีบร้อน

 

‘สถานะและทักษะของเราตอนนี้ถือว่าไม่เลวเลย’

 

 เป็นเรื่องที่ไม่แปลกเมื่ออินกองเพิ่มระดับเลเวลในเวลาอันรวดเร็ว ในบทกวีแห่งผู้กล้าตัวละครจะได้ค่าสถานะและทักษะที่มากขึ้นเมื่อระดับเลเวลสูงขึ้น

 

‘พูดสั้นๆก็คือ เร็วโคตร’

 

 สำหรับเกม RPG ทั่วไป ตัวละครจะเก็บค่าประสบการณ์เพื่อเพิ่มเลเวลจากเหล่าสัตว์อสูรและหัวหน้าพวกมัน แต่อินกองก็ไม่เคยเล่นเกมอะไรที่สามารถเพิ่มเลเวลได้เร็วขนาดนี้

 

 ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงเวลาระหว่างปะทะกับหัวหน้าสัตว์อสูรแต่ละตนก็สั้นอย่างเหลือเชื่อ

 

 อินกองค้นพบทั่งวัชรกร เขาเดินทางกลับวังจอมมาร แน่นอนว่ายังไม่มีการต่อสู้อะไรที่วัง

 

 หลังจากนั้นก็เดินทางมายังที่ราบอินคา ต่อสู้กับฝูงคาเซีย รับพลังจากพยานอันเคล เพิ่มเลเวล

 

 ถัดจากนั้นก็ปะทะกับมุสตาฟาแล้วเพิ่มระดับเลเวลอีก

 

 แล้วก็การต่อสู้กับบาโคโรฟ

 

‘นับจากที่วัดศิลา ก็ห้าเลเวลได้?’

 

 หากเลเวลของอินกองยังเป็นเพียงแค่เลขหลักเดียวมันก็คงดูไม่แปลก แต่นี่ระดับเลเวลของเขาขึ้นถึงสองหลักแล้ว และอีกไม่นานเขาก็จะเข้าถึงเลเวล 20

 

 ต้องขอบคุณการต่อสู้กับหัวหน้าสัตว์อสูรอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับเลเวลของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงแม้แต่ละการต่อสู้จะเป็นวินาทีความเป็นตายสำหรับเขาก็ตาม

 

“องค์ชาย ข้าเห็นบางอย่างด้านหน้า”

 

 เสียงคารัคดังขึ้น อินกองมองไปยังทิศที่เจ้าออร์คชี้

 

“เละตุ้มเป๊ะ… ”

 

 เมื่ออินกองเข้าไปใกล้ เขาก็เห็นสภาพอันยับเยิน แท่นหินส่วนใหญ่พังทลายหลังจากที่ไวท์อีเกิ้ล(โล่ชีวาตม์)บินพุ่งทะลุออกมา

 

 กรีนวินด์กระซิบขึ้นที่ข้างหูของเขา

 

‘นายท่านอย่าได้ห่วง วิญญาณของผู้กล้าจะไม่โกรธเคืองท่านแต่อย่างใด กลับจะยินดีเสียด้วยซ้ำ ศัสตราที่แกร่งกล้าย่อมคู่กับผู้กล้าที่คู่ควร ของเหล่านี้จะมีประโยชน์มากกว่าหากมันถูกใช้กำจัดศัตรูในสนามรบ’

 

 หมายความว่าเขาไม่ต้องเกรงใจแต่อย่างใด อินกองปรับทัศนคติเป็นเหมือนตัวละครในเกม RPG ที่พบหีบสมบัติ

 

“ไปกันเถอะ”

 

 หลุมศพนี้เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่เหตุผลหลักที่เขามาที่นี่ก็เพื่อ รวบรวมของวิเศษที่หลงเหลือ

 #tomb raider ถ้าถือปืนคู่นี่ เป็นลาร่าครอฟได้เลย

 

 นอกจากไวท์อีเกิ้ล(โล่ชีวาตม์)แล้ว ภายในยังหลงเหลือของวิเศษอีก ทั้งหมดเป็นของที่ผู้กล้าไวท์อีเกิ้ลใช้ในสมัยที่เขายังมีชีวิต

 

‘ดูเหมือนพลังจากไวท์อีเกิ้ล(โล่ชีวาตม์)จะช่วยทำให้ของวิเศษชิ้นอื่นคงสภาพใช้การได้อยู่’

 

 มิเช่นนั้น การที่ของวิเศษเหล่านี้จะยังคงใช้การหลังจากผ่านมาร่วมพันปีดูเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลย

 

 หลังจากสงบนิ่งทำความเคารพ อินกองก็เริ่มที่จะขุดหลุมศพโดยมีเจ้าออร์คเป็นผู้ช่วย

 

“เรื่องนี้ก็เป็นความลับสินะ?”

 

“แน่นอน ความลับ อาฮ์ ดูขวานชิ้นนี่สิ นี่สำหรับคารัค”

 

 สิ่งแรกที่ทั้งคู่พบก็คือขวานศึก คารัครับรู้ถึงพลังเวทที่แผ่ออกมาจากขวาน เจ้าออร์คพูดออกมาพร้อมรอยยิ้ม

 

“องค์ชายแค่มาทำความเคารพหลุมศพ ทั้งหมดนี้ผุพังไปตามกาลเวลา”

#นี่มันนนน ค่าปิดปากสินะ ┐(︶▽︶)┌

 

 ภายในหลุมศพมีทั้งหอก ดาบ แม้กระทั่งเครื่องประดับ แม้ทั้งหมดจะยังคงสภาพใช้งานได้จากพลังเวทของไวท์อีเกิ้ล(โล่ชีวาตม์) แต่สภาพของพวกมันก็ไม่เต็มร้อยเหมือนสมัยที่ผู้กล้าไวท์อีเกิลใช้

 

 ทั้งหมดล้วนแผ่พลังเวทออกมาไม่ต่างจากขวานที่พวกเขาพบ

 

‘ขวานอันนั้นเหมือนจะเสริมพละกำลัง ส่วนหอกนี้… เหมือนจะเพิ่มความเร็วฟื้นฟูร่างกาย?’

 

 พลังเวทในดาบทำให้มันคมอยู่เสมอ คันศรเพิ่มทัศนวิสัยให้กับผู้ใช้ แม้เหล่าเซนทอร์จะเชี่ยวชาญเรื่องธนูอยู่แล้ว แต่ด้วยคันศรนี้ ก็เปรียบเสมือนมีกล้องเทเลสโคปติดตา

 

 อาวุธทั้งหมดดูแข็งแกร่งมาก อินกองไม่สามารถคาดเดาได้ว่าทั้งหมดสร้างมาจากอะไร แต่มันต้องพิเศษกว่าของทั่วไปแน่นอน

 

‘ซักวันนึง เราจะสามารถใช้ของพวกนี้ได้ทั้งหมด’

 

 แม้เขาจะไม่สามารถใช้มันได้ในตอนนี้ แต่เขาก็เก็บรวบรวมทั้งหมด เขารวบรวมแม้กระทั้งดาบเหล็กทมิฬคู่กายของบาโคโรฟ

 

 หลังจากการปล้นสุสานเสร็จสิ้น อินกองก้มโค้งคำนับหลุมศพอีกครั้ง ก่อนจะรวบรวมเศษหินที่กระจัดกระจายมาทำป้ายสุสานใหม่ มันเป็นสิ่งเดียวที่เขาพอจะทำให้ผู้กล้าไวท์อีเกิ้ลได้

 

‘เอาละ ทีนี้ก็เหลืองานชิ้นสุดท้าย’

 

 อินกองมองไปยังไวท์อีเกิ้ล(โล่ชีวาตม์) ก่อนแสงสีเขียวจะสว่างวาบขึ้นมาราวกับรอคอยเวลานี้มานาน

 

 ร่างของกรีนวินด์ปรากฏขึ้นจากไวท์อีเกิ้ล(โล่ชีวาตม์) คารัคแปลกใจที่เห็นนางโผล่ออกมาจากโล่ ส่วนอินกองก็ได้แต่ส่งยิ้มให้นาง

 

“สุดยอด ทำได้ดีมาก เยี่ยมที่สุด”

 

 อินกองลูบหัวกรีนวินด์ที่นั่งส่ายขาบนไวท์อีเกิ้ล(โล่ชีวาตม์) เทพารักษ์แห่งที่ราบกระพริบตายิ้มอย่างพึงพอใจไม่ต่างจากเด็ก

 

“ข้ารู้สึกเหมือนถูกแกล้ง แต่มันก็ไม่เลว พูดต่อเลยนายท่าน”

 

 อินกองพยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้ในระหว่างที่เขาสรรเสริญเยินยอท่านเทพารักษ์ คารัคได้แต่อ้าปากค้างระหว่างมองดูทั้งคู่

 

 หลังจากอินกองชมเชยนางได้ราวสิบนาที นางก็หายไปอย่างพึงพอใจ ที่สิงสถิตของนางได้เปลี่ยนจากเศษไม้ที่อินกองเหน็บเอวเป็นไวท์อีเกิ้ล(โล่ชีวาตม์)

 

 อินกองมองไปยังเส้นขอบชายแดนทางทิศเหนือหลังจากเก็บของวิเศษทั้งหมดเข้าช่องเก็บของ

 

 พลังสีม่วงเข้าครอบงำเหล่าสัตว์อสูรทางทิศเหนือ

 

 แต่ทั้งหมดจบแล้วจริงหรือ? สาเหตุทั้งหมดมาจากบาโคโรฟจริงหรือ?

 

 ถึงกระนั้นก็ยังมีเรื่องที่คาใจอินกองอยู่ ทำไมบาโคโรฟถึงเลือกจะโจมตีทิศใต้? มันรู้เกี่ยวกับความลับของวัดศิลาได้อย่างไร?

 

 บางทีเลยเขตชายแดนไป อาจจะมีบางอย่างอยู่อีกก็เป็นได้

 

“องค์ชาย พวกเรากลับกันแต่เท่านี้เถอะ”

 

 คำพูดของคารัคทำให้อินกองยิ้มออกมาก่อนพยักหน้า

 

“นายพูดถูก”

 

 อินกองไม่มัวโอ้เอ้ เขาทำหน้าที่ของเขาเสร็จสิ้น งานที่เหลือเป็นหน้าที่ของทางวังจอมมาร

 

“ไปกันเถอะ เมว่า”

 

 เจ้าเดรโก้ร้องครางออกมาก่อนพวกเขาจะเดินทางกลับไปยังหอคอยสังเกตการณ์

 

& 

 

 ท่ามกลางแสงจันทร์ที่ส่องสว่างในยามราตรี

 

 ในมุมที่มืดมิดและแสนลึก

 

 ทรราชเอนคิดูเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าในรอบหลายทศวรรษ

 

 ในฐานะพญามังกรที่ถือกำเนิดขึ้นจากลาวา การก้มมองเหล่าสิ่งมีชีวิตเบื้องล่างสร้างความพึงพอใจมากกว่าการแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบน ทว่าเอนคิดูในวันนี้กลับเงยหน้าขึ้น มีบางสิ่งเรียกขานเขา

 

 เอนคิดู

 

“อันเคล”

 

 หนึ่งในหกมังกรบรรพกาลที่คอยปกป้องโลกใบนี้ พญามังกรตนแรกที่ถูกสังหาร

 

 การตายของนางเป็นเรื่องในอดีตที่ล่วงเลยมานับพันปี แต่เจตจำนงของนางยังคงอยู่ในโลกนี้

 

 เสียงเรียกขานของนางลอยมายังเอนคิดูผ่านตามสายลม

 

 เอคิดูไม่กล่าวเอ่ยอะไร เขาเพียงแต่แผดเสียงคำรามลั่นก่อนจ้องมองไปยังความลี้ลับเหนือท้องฟ้า

 

 อาณัติ รณการ ทุพภิกขภัย อาสัญ

 

 สี่อาชาผู้นำพาซึ่งวันสิ้นโลก

 

 ฟันเฟืองที่หลับไหลมานานได้เริ่มเดินอีกครั้ง

 


จบบทที่ 8 – ขุดค้น เริ่มบทที่ 9 – พิเศษ




NEKOPOST.NET