[นิยายแปล]Breakers (브레이커즈) หยุดลิขิตฟ้า ต่อชะตาช่วยโลก ตอนที่ 35 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล]Breakers (브레이커즈) หยุดลิขิตฟ้า ต่อชะตาช่วยโลก

Ch.35 - เปิดตัว #2


ตอนที่ 35 – บทที่ 5: เปิดตัว #2

 


 

 ในบทกวีแห่งผู้กล้า การขุดค้นซากอารยธรรมทั้งหลายล้วนมีความหมายแอบแฝง

 

 เมื่อรายงานสถานที่เหล่านี้ให้กับวังหลวง ย่อมได้รับรางวัลและชื่อเสียงตอบแทน

 

 รวมถึงความสำเร็จอันเป็นอำนาจต่อรองทางการเมืองด้วย

 

 ทั้งนี้ก็ขึ้นกับคุณประโยชน์ของสถานที่นั้น ซึ่งในบางกรณีการแอบเก็บไว้เองอาจได้ประโยชน์กว่า ทว่าหากวังหลวงรู้ความจริงเข้า นอกจากจะเสียความดีความชอบจำนวนมหาศาลแล้ว อาจโดนบทลงโทษขั้นรุนแรงด้วยข้อหากบฏ

 

‘เราก็เจอกับตัวเองเข้าครั้งนึงละนะ’

 

 แต่ทางวังจอมมารก็ไม่ได้โหดร้ายมากมาย

 

 ผู้ที่ค้นพบสามารถเลือกเก็บวัตถุวิเศษไว้เองได้จำนวนหนึ่ง โดยมีปริมาณขึ้นกับขนาดของซากที่พบ

 

‘ถึงงั้นก็ยุ่งยากน่ารำคาญอยู่ดี’

 

 ยิ่งโบราณสถานและวัตถุมีความลึกลับซับซ้อน ความยากในการสำรวจก็เพิ่มขึ้น

 

 เป็นที่แน่นอนว่าทั่งวัชรกรถือเป็นผลงานอย่างใหญ่หลวง ถึงจะเป็นการร่วมมือกันทำให้ต้องกระจายความดีความชอบ แต่เขาก็มั่นใจว่าเขายังได้ความสำเร็จอย่างมาก

 

 หากแต่มันก็แค่นั้น เขาไม่สามารถครอบครองทั่งวัชรกรได้

 

 ตัวทั่งเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของวิหาร แม้เขาจะสามารถรื้อถอนเคลื่อนย้าย แต่มันก็ไม่อาจแสดงพลังอำนาจออกมา

 

‘เอาเถอะ มันช่วยไม่ได้’

 

 สิ่งที่ขับเคลื่อนการทำงานของมันคืออาคมของพญามังกรเอนคิดู ตัวอาคมจะรวบรวมพลังเวทจากเทือกเขาจิชก้ามาเป็นแหล่งพลังงาน นี่คือความจริงที่เขารับรู้หลังจากผ่านการทดสอบมาได้ และนี่ก็เป็นเหตุผลที่เหล่าดวอฟอพยพโดยทิ้งทั่งเอาไว้

 

‘แต่อุตส่าห์มาถึงที่แล้วจะให้กลับไปมือเปล่าได้ไง?’

 

 เขารู้สึกผิดต่อเคทลินและเฟลิซีเล็กน้อย แต่มันก็ช่วยไม่ได้เพราะทั้งสองยังหลับอยู่

 

‘เราจะโยนทุกอย่างที่ใช้เองเข้าไปในช่องเก็บของ ที่เหลือก็ยัดเข้ากระเป๋าคารัคซะ วะ ฮะ ฮะ ฮ่า’

 

 ไม่เหลือเสบียงและเครื่องดื่มอยู่ในกระเป๋าแล้ว หากวังหลวงซักถามถึงสิ่งของที่หายไป เขาสามารถใช้ของที่ยัดกระเป๋าเป็นข้ออ้างที่สมบูรณ์แบบได้

 

‘โทษทีนะสาวๆ’

 

 อินกองขอโทษเคทลินและเฟลิซีในหัว ก่อนจะเดินเข้าประตูโดยมีคารัคตามหลัง

 

 ต่อหน้าเขาเป็นห้องสี่เหลี่ยมกว้าง 10 เมตร มีเพดานอยู่สูงเหนือขึ้นไปกว่าห้องวิหาร

 

“ว้าว ไอ้ตัวนั้นมันสุดยอดไปเลย!”

 

 คารัคร้องออกมาเหมือนเด็กน้อยที่พบของเล่นชิ้นโปรด มันมองไปยังผู้พิทักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง

 

 อินกองหันมองตามแล้วก็ได้แต่อ้าปากค้าง

 

‘@#$%^&! นั่นมันอาร์คโกเล็มนี่หว่า! แถมยังสภาพพร้อมรบด้วย!’

 

 หัวและปีกเหมือนอินทรี ลำตัวที่ไม่ต่างจากสิงโต เรือนร่างที่ส่องประกายแวววาว รูปร่างของมันราวกับกริฟฟ่อนในเกราะศึก

 

 ไม่ผิดแน่นอน นี่คือ อาร์คโกเล็ม ผู้พิทักษ์ระดับสูงของโบราณสถานแห่งนี้

 

‘ถ้าเข้ามาตรงๆ กูจะสู้กับมันยังไงวะ?’

 

 หากเป็นเคทลินจากสงครามล้างเผ่าพันธุ์ไลแคนโทรปก็พอเป็นไปได้ แต่เคทลินในปัจจุบันยังอ่อนแอกว่านั้นมาก

 

‘เวทมนตร์ของเฟลิซีก็ออกแนวบัญชาการซะมากกว่า’

 

 ถึงนางจะเป็นถึงจอมเวทที่ยอดเยี่ยม แต่ก็มีจอมเวทเพียงน้อยนิดที่ศึกษาเวททำลายล้างจนชำนาญ

 

 เวทมนตร์ทั้งหมดที่นางใช้ล้วนแสดงผลทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมทิศทางการรบ การสนับสนุนเพื่อนฝูง การปรับเปลี่ยนภูมิประเทศ

 

 คารัคถามอินกองขึ้นมาโดยไม่ละสายตาไปจากอาร์คโกเล็มที่กลางห้อง

 

“องค์ชาย ไอ้นั่นมันจะอยู่นิ่งๆใช่มั้ย? ไม่มีทางที่จู่ๆมันจะกางปีกแล้วบินโจมตีเรา ใช่มั้ย?”

 

“อย่าห่วง ตอนนี้ทั่วโบราณสถานนี้มีผมเป็นผู้ควบคุม”

 

 เนื่องจากทั้งวัชรกรยอมรับให้อินกองเป็นเจ้านาย ในสายตาของอาร์คโกเล็ม ทั้งคารัคและอินกองล้วนเป็นสิ่งที่มันต้องปกป้อง

 

 อินกองกวาดตามองไปทั่วห้องโดยไม่สนใจโกเล็มก่อนจะพูดขึ้นมา

 

“พวกเราต้องหาพวกคลังแสง ไม่ก็ห้องเก็บสมบัติ วิหารนี้ก็ไม่ต่างจากปราสาทดีๆนี่เอง เพราะงั้นต้องมีห้องพวกนั้นอยู่ซักแห่งแน่นอน”

 

 มีความเป็นไปได้สูงว่าของล้ำค่าทั้งหมดไม่น่าจะอยู่ไกลมาก เนื่องจากบริเวณนี้ถือเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด

 

 คารัคพยักหน้ารับคำอินกอง

 

“ข้าว่าไอ้ทั่งเมื้อกี้ต้องเป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดแล้ว”

 

 จุดประสงค์ของโบราณสถานนี้คือเพื่อปกปักรักษาทั่งวัชรกร คารัคเข้าใจอะไรได้อย่างรวดเร็วเหมือนเช่นเคย

 

 ไม่มีทางเดินยิบย่อยในห้องโกเล็ม พวกเขาจึงผ่านประตูเข้าสู่ห้องถัดไป  และในครั้งนี้ก็มีประตูอยู่มากมาย

 

‘ทำไมรู้สึกเหมือนเราไม่เคยเห็นประตูบางบาน’

 

 ทัศนะรอบข้างดูต่างไปจากที่เขาจำความได้ในตอนที่เล่นล็อคค์

 

‘ช่างเถอะ ตอนนั้นเรารีบพังประตู ไม่แปลกที่จะพลาดรายละเอียดไปบ้าง’

 

 หลังจากที่เขาทำลายทั่งวัชรกร ภูเขาทั้งหมดได้ถล่มลงมาฝั่งสถานที่นี้เอาไว้

 

“คารัค ผมจะดูฟากนี้เอง นายจัดการฝั่งนั้นที”

 

“รับทร… แม่เจ้าโว้ย! ดูนี่สิ!”

 

 คารัคเปิดประตูบานแรกทันทีที่อินกองพูดจบ ก่อนจะตะโกนขึ้นอย่างเหลือเชื่อ พออินกองเดินมาดู เขาก็พบกับอาวุธและชุดเกราะจำนวนมากวางอยู่บนแท่น

 

‘พระเอกนี่ กูหรือคารัคกันแน่วะ?’

 

 อินกองหัวเราะในใจก่อนเข้าไปสำรวจในห้องพร้อมคารัค สายตาของเจ้าออร์คจดจ่อไปยังเสื้อเกราะตัวเกราะตัวหนึ่งแทบจะในทันที

 

“องค์ชาย เกราะตัวนั้นยอดไปเลย ว่ามั้ย? มันดูทนทานมาก”

 

 แม้แต่อินกองก็อดชื่นชมไม่ได้ มันเป็นเกราะเหล็กอย่างหนา ส่วนอกแกะประดับด้วยรูปมังกร แผ่นเหล็กจากด้านหลังยืดยาวคลุมบริเวณไหล่เหมือนปีก ด้านข้างลำตัวสลักรูนเรืองแสงเวทมนตร์

 

‘นี่มัน เหมือนสำหรับลิซาร์ดแมนไม่ก็ออร์ค?’

 

 ไม่ว่าจะมองอย่างไร ด้วยขนาดแล้วเกราะชิ้นนี้ไม่ได้สร้างมาสำหรับดวอฟแน่นอน ต้องเป็นทหารที่สูงประมาณคารัคเท่านั้น

 

‘แต่ท่าทางจะเหมือนชุดมาตรฐานทั่วไปมากกว่า’

 

 ถึงจะเป็นเกราะมาตรฐานที่ผลิตจำนวนมากสำหรับผู้พิทักษ์เอนคิดู แต่คุณภาพของมันก็ต่างจากเกราะที่คารัคสวมอยู่ลิบลับ

 

 อินกองมองพินิจพิเคราะห์เกราะตรงหน้าด้วยอำนาจเจ้านายแห่งทั่งวัชรกร เขาไม่พบคำสาปหรืออันตรายใดใด

 

“นายอยากได้ไหมละ คารัค?”

 

 ดวงตาของมันลุกโชนทันที มันนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามอย่างไม่มั่นใจ

 

“จริงรึ? ข้ารับมันไว้ได้แน่นะ?”

 

“แน่นอน ยังมันก็ใหญ่เกินไปสำหรับผมอยู่ดี”

 

 ยิ่งไปกว่านั้น คารัคเป็นเสมือนองครักษ์ของเขา การที่คารัคทรงพลังขึ้นก็เหมือนกับเขาทรงพลังขึ้น

 

“ขอบคุณ ขอบคุณมาก องค์ชาย”

 

 คารังวิ่งเข้าไปลองสวมใส่เกราะตรงหน้าในทันที อินกองมองมันอย่างเอ็นดูก่อนจะละสายตาไปสำรวจอย่างอื่น

 

 มีแท่นที่ว่างเปล่าอยู่มากมาย ดูเหมือนในตอนที่อพยพ พวกดวอฟจะขนยุทโธปกรณ์ที่พวกมันใช้ได้ไปหมดสิ้น

 

‘ถ้าเป็นขนาดของดวอฟ เราก็ใส่ไม่ได้อยู่ดี’

 

 อินกองไม่ใส่ใจมาก ก่อนจะเริ่มส่งทุกอย่างเข้าช่องเก็บของ ไม่มีเหตุผลให้ลังเลในเมื่อทั้งหมดคือสิ่งที่พวกดวอฟเหลือทิ้งไว้

 

‘พวกนี้ต้องมีประโยชน์เข้าซักวันแน่’

 

 พวกดวอฟเหลือของเหล่านี้ทิ้งไว้เฝ้าทั่งวัชรกรเนื่องจากพวกมันไม่ได้มีค่ามากมาย แต่อินกองก็สามารถใช้แก้ขัด มอบให้ทหารของเขา และที่สำคัญ ขายเป็นเงินทุนได้

 

 ดาบ ขวาน โล่ หอก อาวุธทั้งหลายเดินทางเข้าช่องเก็บของราวสายน้ำ เหลือตั้งไว้เพียงแท่นที่ว่างเปล่า อินกองมองไปยังหีบสมบัติหลากขนาด ส่วนใหญ่ล้วนว่างเปล่า แต่บ้างก็ยังมีเหรียญทองอยู่

 

‘เหรียญทองพวกนี้… ยุคไหนเนี่ย?’

 

 แน่นอนว่าเงินตราจากอารยธรรมโบราณย่อมมีมูลค่าสูงขึ้นไปอีก อินกองเลิกสงสัยก่อนจะยัดทั้งหมดเก็บไว้

 

 แม้จะกวาดของทั้งหมดเรียบร้อย อินกองกลับมองหีบสมบัติที่ว่างเปล่าอย่างหงุดหงิด

 

‘ความรู้สึกแบบนี้มันคืออะไร?’

 

 ทั้งที่เขาได้กอบโกยทุกอย่างตรงหน้า แต่อินกองกลับรู้สึกเหมือนพลาดอะไรบางอย่าง

 

 แต่มันอยู่ไหน? เขาพลาดอะไรกันแน่?

 

‘เซ็งๆแบบแปลกๆ’

 

 สายตาเขามองไปยังหีบที่ว่างเปล่าใบหนึ่ง มันไม่ได้ดูโอ่อ่าหรือมีขนาดเป็นพิเศษแต่อย่างใด เขาแค่รู้สึกถึงบางอย่าง บางอย่างที่เขาต้องเสียใจในภายหลัง

 

 อินกองยื่นมือไปลูบคลำหีบใบที่ว่า เขาสัมผัสกับบางสิ่งที่มองไม่เห็น

 

‘นี่มัน สวิตซ์ล่องหน?’

 

 แม้จะมองไม่เห็น แต่เขาก็มั่นใจว่ามือสัมผัสกับบางสิ่ง เขากลืนน้ำลายก่อนตัดสินใจกดมัน

 

‘นี่สินะ สาเหตุที่เราหงุดหงิด สมกับที่เป็นพลังพระเอก!’

 

 มีเสียงกลไกทำงานก่อนกำแพงด้านหลังหีบสมบัติจะเปิดออก เผยให้เห็นที่ซ่อนลับ

 

“องค์ชาย?”

 

 คารัคตกใจกับเสียงที่ดังขึ้นรีบวิ่งมาหาอินกองด้วยเกราะที่สวมอยู่เพียงครึ่งเดียว ทว่าอินกองไม่สนใจมันแม้แต่น้อย ดวงตาทั้งคู่ของเขาจดจ้องไปยังถุงมือโลหะแวววาวที่ลอยอยู่เบื้องหน้าท่ามกลางกระแสพลังเวทสีน้ำเงินที่เป็นประกาย

 

“เอนคิดูปลุกเสกด้วยตนเอง… พสุธากัมปนาท”

 

 คำเหล่านี้โผล่ขึ้นในแวบแรกที่เขาเห็นมัน

 

 ความยาวปกคลุมถึงบริเวณข้อศอก แผ่นโลหะสานกันเป็นเกล็ด ส่วนปลายแกะสลักเป็นหัวมังกรที่ราวกับมีชีวิต รูปร่างโดยรวมของมันคล้ายคลึงเหมือนเป็นแบบจำลองเอนคิดูเลยทีเดียว

 

“โอ้… มันดูอลังการมาก”

 

 คารัคพึมพำออกมา อินกองยื่นมือออกไปอย่างเชื่องช้า ด้วยลมหายใจอันหนักหน่วง

 

 [เลเวลของคุณไม่เพียงพอ]

 

 [พลังเวทของคุณไม่เพียงพอ]

 

 [พลังจิตของคุณไม่เพียงพอ]

 

 [พละกำลังของคุณไม่เพียงพอ]

 

 [ความทนทานของคุณไม่เพียงพอ]

 

 มีเสียงดังรายงานขึ้นมาในหัวของเขาอย่างต่อเนื่องในทันที อินกองในปัจจุบันยังห่างไกลที่จะใช้อาวุธวิเศษชิ้นนี้ได้

 

 แต่ยังพอมีเรื่องดี

 

 [พสุธากัมปนาท ยอมรับให้คุณเป็นเจ้าของ]

 

 [ชื่อผู้ใช้ พสุธากัมปนาท เปลี่ยนเป็น ‘ฉัตร’]

 

 แม้อินกองจะค้นพบ พสุธากัมปนาท แต่สาเหตุที่มันยอมรับเขาเป็นเจ้าของ นั่นก็เพราะทั่งวัชรกรยอมรับเขาเช่นกัน

 

 ถุงมือตรงหน้าเรืองแสงสีเหลืองก่อนจะแยกส่วนออก แล้วมาประกอบตัวใหม่ที่แขนขวาของอินกอง มันสามารถปรับเปลี่ยนขนาดให้เหมาะสมตามผู้ใช้ได้  

 

“องค์ชาย แกเห็นนั่นมั้ย? อาวุธชิ้นนี้มันยอมรับแกเป็นเจ้านาย!”

 

 [พละกำลังเพิ่มขึ้น 10]

 

 [พลังเวทเพิ่มขึ้น 10]

 

 [ความทนทานเพิ่มขึ้น 10]

 

  คุณสมบัติบางส่วนของพสุธากัมปนาทแสดงผลออกมา อินกองกำมือแน่นด้วยความยินดี เขารับรู้ได้ถึงพลังที่แผ่ซ่านจรดปลายนิ้ว

 

‘รอก่อนเถอะ ข้าจะฝึกอย่างหนักเพื่อดึงเอาพลังที่แท้จริงของเจ้าออกมาแน่นอน วะ ฮะ ฮะ ฮ่า’

 

 ถ้าเขาสามารถดึงพลังของมันออกมาใช้ได้ นี่ต้องเป็นอาวุธระดับตำนานแน่นอน พลังเวทของเอนคิดูในถุงมือทำให้เขาคิดเช่นนั้น มันมีปริมาณมากกว่าที่เขาสัมผัสได้จากทั่งวัชรกรเสียอีก

 

‘เพราะต้องได้รับการยินยอมสินะ’

 

 พวกดวอฟรู้สิ่งนี้ดี พวกมันจึงไม่สามารถนำถุงมือไปด้วยในตอนที่อพยพ โชคดีที่อินกองเข้าครอบครองทั่งวัชรกรไว้แล้ว มิเช่นนั้นเขาอาจได้รับบททดสอบจากถุงมือ ซึ่งหากเทียบจากพลังเวทแล้ว ต้องรุนแรงกว่าของทั่งแน่นอน

 

 อินกองเก็บถุงมือเข้าช่องเก็บของ เขาหันหน้าไปยังคารัคแล้วกล่าวบางอย่าง

 

“คารัค ผมมีเรื่องจะขอ”

 

“องค์ชายจะให้ข้าเก็บเรื่อง ‘เวทมนตร์ที่ทำให้สิ่งของหายไป’ เป็นความลับสินะ?”

 

 สมกับที่เป็นออร์คอัจฉริยะ มันพูดดักความคิดอินกองออกมาด้วยรอยยิ้ม อินกองพยักหน้ารับอย่างยินดี

 

“ถูกต้อง แม้กระทั่งพี่สาวของผมก็ห้ามบอก”

 

“รับทราบ ข้าภูมิใจที่ได้รับใช้องค์ชาย ข้าจะไม่ปริปากเรื่องนี้เด็ดขาด เว้นเสียแต่จะมีมีดมาจ่อคอ”

 

 ฟังแล้วดูไม่ค่อยดี แต่มันคือความจริง

 

‘จะว่าไปแล้ว’

 

 เขาลืมมันไปอย่างสนิทใจ เมื่อคารัคพูดถึงการรับใช้ เขาจึงนึกขึ้นมาได้

 

‘มหาดเล็กราชวัลลภ’

 

 ทักษะใหม่ที่เพิ่มเข้ามาหลังจากอาณัติเพิ่มระดับขึ้น

 

 มันเป็นทักษะประเภทไหนกันแน่? หรือว่าจะเป็นเวทอัญเชิญอย่างที่เขาคิด?

 

‘แล้วเราจะได้รู้กัน’

 

 มีคำกล่าว สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น

 

 อินกองหายใจเล็กน้อยก่อนจะประกาศออกมา

 

“มหาดเล็กราชวัลลภ”

 

 แล้วพลังใหม่ของอาณัติก็แสดงผลออกมาจากปลายนิ้วของอินกอง

 


 




NEKOPOST.NET