[นิยายแปล] จอมมารดำ ตอนที่ 89 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] จอมมารดำ

Ch.89 - ตอนที่ 89 เตรียมพร้อมโต้กลับ (1)


บทที่เจ็ด เตรียมพร้อมโต้กลับ

ตอนที่ 89 เตรียมพร้อมโต้กลับ (1)

 

 

การก่อสร้างเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับอาคารกิลได้เริ่มต้นภายในวันที่ได้ร้องขอกับทางกิลมาสเตอร์โดยทันที
 
และภายในกิลนักผจญภัยตอนนี้ คนแคระที่เป็นหัวหน้ากิลนามว่า เบน ก็กำลังเตรียมการพร้อมที่จะเริ่มงานแล้ว
 
ถึงมันจะไม่ใช่หน้าที่ของโครโน่ที่ต้องมาคอยควบคุมหน้างานก่อสร้างแบบนี้ แต่เนื่องจากนี่เป็นแผนการที่เขาคิดขึ้นมาเอง ดังนั้นเขาจึงจำเป็นที่จะต้องลงมาสั่งการในสิ่งที่อยากให้ด้วยตัวเอง
 
และนี่คือรายการที่เขาได้ร้องขอให้สร้างขึ้นมา
 
สิ่งแรกคือเขื่อนที่จะใช้กั้นแม่น้ำโรน แต่เนื่องจากไม่มีเวลาและกำลังคน  อีกทั้งวัตถุดิบที่จะใช้ทำเขื่อนได้อย่างสมบูรณ์ก็ยังมีไม่เพียงพอ ดังนั้นพวกเขาจึงได้ใช้ในสิ่งที่มีเหลืออยู่นี้สร้างมันขึ้นมา
(tn : เอ็งจะใช้แผนน้ำท่วมเมืองเหมือนในเรื่องสามก๊กเลยเรอะ)
 
เขื่อนคือสิ่งที่ใช้ในการควบคุมปริมาณของแม่น้ำ และแนวเขื่อนที่ได้ถูกสร้างขึ้นมานั้นก็เกิดจากการก่อกองทรายและดินที่มีอยู่เท่านั้น แน่นอนว่าความแข็งแรงนั้นมันช่างห่างไกลจากเขื่อนไม้ที่ควรจะเป็นอยู่
 
พวกเขาต้องการวิธีบางอย่างเพื่อให้มันสามารถแข็งแรงพอที่จะเป็นเขื่อนกั้นน้ำได้
 
แต่ทว่า เขื่อนที่ถูกสร้างขึ้นมาในหมู่บ้านเล็ก ๆ อันห่างไกลแบบนี้ ก็ทำให้พวกเขาไม่เคยมีประสบการณ์ในการสร้างกำแพงเขื่อนขนาดใหญ่เลยสักครั้ง นี่คือสิ่งที่พวกเขามีอยู่
 
นอกจากนี้ หากนึกถึงรากฐานของเขือนแล้วละก็ น่าจะนำต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในอาลซัสมาก่อสร้างมากกว่า และแนวเขื่อนที่ถูกสร้างใหม่นี้ก็ควรที่จะทำแบบนั้นด้วย
 
แต่เนื่องด้วยเวลาและกำลังคนที่มีอยู่ แนวทางที่ควรจะเป็นเลยไม่ได้ถูกใช้ แต่มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ นี่เป็นทั้งหมดที่พวกเขาสามารถจะทำได้แล้วในตอนนี้
 
ในอีกทางหนึ่ง พวกเราก็ไม่สามารถใช้เวทมนต์แทนได้อีกด้วย เพราะมันไม่อาจคงอยู่ได้นานขนาดนั้น
 
แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องงง่ายที่จะใช้เวทมนต์ป้องกัน สร้างกำแพงขนาดยักษ์ขึ้น แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่จะคงสภาพมันเอาไว้ตลอด อีกทั้งยังไม่อาจกำหนดรูปร่างที่แน่นอนของมันได้อีกด้วย
 
ในการที่จะสร้างกำแพงเวทมนต์ หรือบาเรียตลอด 24 ชั่วโมงอย่างที่เมืองไดดารอสนั้น มันต้องการเวลาและทักษะทางวิศวกรรม รวมถึงต้องใช้อุปกรร์ควบคู่กันไปด้วย สรุปแล้วมันก็คือกลับมาสู่ปัญหาเดิมที่โครโนต้องเผชิญกับมัน
 
สุดท้ายเนื่องจากไม่มีทางเลือกมากนั้น พวกเราเลยต้องสร้างกำแพงขึ้นมาจากขยะแบบนั้น ถึงจะดูโบราณไปหน่อย แต่มันก็ใช้ป้องกันได้ดีเลยละ
 
ต่อมาก็คือเส้นทางหลบหนีออกจากกิลโดยใช้ทางใต้ดิน นอกจากมันจะเป็นเส้นทางหลบหนีแล้ว มันยังใช้เป็นเส้นทางส่งเสบียงได้อีกด้วย
 
โครโน่ไม่ต้องการใช้นักผจญภัยคนไหนต้องตาย ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากให้ทุกคนรอดกลับไปทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องเตรียมเส้นทางหนีที่ปลอดภัยเอาไว้
 
สำหรับงานชิ้นนี้มันไม่ต้องใช้เวลาถึงสามวันก็เสร็จได้ จริง ๆ แล้วมันเหมือนกับสนามเพลาะ*ตามสนามรบมากกว่าอุโมงหลบหนีซะอีก และนี่คือสิ่งแรกที่เป็นหลักประกันความมั่นใจของพวกเราสำหรับแผนการป้องกันในครั้งนี้
(tn : สนามเพลาะคือคูดินที่ถูกขุดด้วยฝีมือมนุษย์ ใช้สำหรับหลบทัศนวิสัยจากศตรูในสนามรบได้) 
 
และเนื่องจากจะมีนักผจญภัยกว่าร้อยชีวิตประจำการอยู่ที่นี่ เส้นทางส่งเสบียงเลยเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้สำหรับแผนการนี้เช่นกัน
 
ถ้าเป็นโครโน่ เขาสามารถที่จะทำงานหรือต่สู้ติดต่อกันได้ทั้งอาทิตย์โดยไม่ต้องกินหรือนอนเลย แต่สำหรับคนอื่นนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะทำเหมือนอย่างเขา
 
ถ้าหากมีเสบียงไม่พอ กำลังใจของกองทัพก็จะลดลง นี่ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญของกองทัพที่มีความสัมพันกันเพียงแค่การร่วมมือกันทำงานด้วยกันแบบนี้
 
ส่วนการแปลงสภาพกิลนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น ส่วนมากก็คือการรื้อถอนผนังและฝ้าเพดานที่อาจจะสิ่งกีดขวางออก
 
ทั้งหมดสามอย่างนี้คือสิ่งที่เขาได้สั่งให้เบนได้ลงมือทำ แต่ทว่า
 
เบน : "มีวัตถุดิบทำกำแพงป้องกันไม่พอนะ"
 
ปัญหาแรกก็ได้โจมตีเข้ามาอย่างรวดเร็วเกินคาด
 
เบนได้ลองเช็ดดูแนวกำแพงที่โครโน่ขีดเอาไว้บนแผนที่แล้วบอกเขากลับมาแบบนั้น
 
เบน : "พวกข้าเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ อย่างที่เห็นนี่แหละ พวกข้าไม่มีไม้มากพอ หิน และวัตสดุก่อสร้างอื่น ๆ ด้วย และที่มันเลวร้ายยิ่งกว่านี้คือ พวกข้าไม่มีเวลามากพอที่จะสร้างคลุมพื้นที่ใหญ่แบบนี้ได้หรอก"
 
โครโน่ : "เพราะว่ามีปัญหาแบบนี้นี่แหละ ผมถึงอยากให้คุณเป็นคนทำมัน"
 
หลังจากนั้นโครโน่ก็ได้หยิบเอาลวดโลหะออกมาจากพื้นที่เงา
 
มันยาวประมาณ 30 เซนติเมตร มันถูกผลิตจากเหล็กสีเทาดำที่มันวาว
 
ปกติแล้วลวดโลหะจะถูกนำมาใช้สำหรับมัดวัสดุต่าง ๆ เข้าด้วยกัน หรือใช้เป็นกับดักจับสัตว์ และมันยังเป็นสิ่งที่หาซื้อได้ตามร้านช่างตีแหล็กทั่วไปอีกด้วย
 
แต่ลวดเหล็กที่โครโน่หยิบออกมานั้นมีหนามแหลมมัดเอาไว้กระอยู่รอบ ๆ ไปตามเส้นลวดเหล็กนี้ มันไม่ใช่ลวดเหล็กธรรมดาทั่วไปที่พวกเขาเคยเห็นกันมา
 
เบน : "นี่มันคืออะไรกัน? เป็นลวดที่มีเขาแหลมติดเอาไว้งั้นหรือ?"
 
โครโน่ : "ใช่ครับ มันเรียกว่า [รั้วลวดหนาม] ตามชื่อของมัน มันคือลวดธรรมดาที่มีหนามแหลมติดเอาไว้อยู่ครับ"
 
โครโน่ได้วางลวดหนามเอาไว้บนโต๊ะและพาเบนเข้ามาดูใกล้ ๆ
 
โครโน่ : "สำหรับมนุษย์ มันเป็นอุปสรรค์ต่อการเคลื่อนทัพมาก แต่สำหรับเผ่าอื่น ๆ ที่มีเกล็ดแข็งอย่างลิซาร์ดแมนหรือโกเล็ม มันคงจะไม่ได้ผลเท่าไหรนัก"
 
ไม่ใช่แค่โครโน่ แต่กับทุกคนที่อาศัยในโลกยุคปัจจุบันอย่างเขา ต่างก็เคยเห็นสิ่งนี้ปรากฏอยู่เป็นประจำทุกวัน
 
มันถูกใช้เพื่อเป็นแนวรั้วอย่างง่าย ๆ สำหรับกั้นพื้นที่อันตราย หรือพื้นที่หวงห้ามต่าง ๆ คนทั่วไปทั้งโลกสามารถเข้าใจความหมายของมันเพียงแค่เห็นโดยไม่จำเป็นต้องใช้คำอธิบายใด ๆ เลย
 
นอกจากนี้มันยังสร้างจากโลหะเป็นหลัก การสร้างมันจึงเป็นเรื่องง่ายอีกทั้งยังรวดเร็วด้วย
 
เบน : "อะฮ่า ข้าเข้าใจแล้ว ถ้าหากใช้เจ้านี่ พวกข้าก็สามารถครอบคลุมพื้นที่กว้าง ๆ ได้โดยไม่ต้องมีปัญหากับการมานั่งสร้างรั้วไม้แล้วสินะ"
 
ด้วยสิ่งนี้ ถ้าหากเขานำมันไปพันเข้ากับรั้วเดิมที่มีอยู่แล้ว ปรสิทธิภาพการป้องกันก็จะเพิ่มขึ้น คงไม่มีใครที่จะอยากเตะต้องสิ่งนี้ตรง ๆ หรอก
 
โครโน่ : "ถ้าพวกเรามีเหล็กพอ พวกเราก็จะใช้มันในการสร้างแนวรั้วทั้งหมด พรุ่งนี้ลวดหนามมัดแรกน่าจะเสร็จแล้ว เดียวนำมันไปใช้สร้างแนวลวดหนามได้เลยครับ"
 
เบน : "เข้าใจแล้ว จะทำให้เร็วที่สุดเลยละ"
 
แต่เบนที่เข้าใจถึงประสิทธิภาพของมันก็เริ่มสงสัยบางอย่าง
 
เบน : "แล้วมันจะกันพวกทหารเกราะหนักได้หรือ? "
 
โครโน่ : "กองทัพครูเสดเดอร์ปกติแล้วใส่ชุดเกราะโซ่ถักอยู่ใต้เสื้อคลุมสีขาวกัน ดังนั้นสิ่งนี้เลยสามารถใช้ป้องกันพวกทหารราบและกองทหารม้าของศตรูได้เช่นกัน แต่ถึงจะมีหนามแหลมแบบนี้แล้ว พวกมันก็คงจะมีสักคนที่สามารถกระโดดข้ามเจ้านี้เข้ามาได้อยู่เหมือนกัน ถึงตอนนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกนักผจญภัยได้เลย"
 
.......
 
ในขณะที่โครโน่กำลังเดินเข้าไปใกล้เขตก่อสร้างป้อมปราการอยู่นั้น ในอีกฝั่งหนึ่งเหล่าสมาชิกของ [แวลคันเพาเวอร์] ก็กำลังรวมตัวไปยังสวนแห่งแฟรี่อยู่
 
แวลคัน : "ร้อนชิบหาย..."
 
แวลคันบ่นพึมพำออกมา
 
มันไม่ใช่เพราะว่าเขาอ่อนแอหรืออะไรหรอก แต่เป็นปกติของพวกมนุษย์สัตว์ที่มีขนหนาปกคลุมร่างกายเอาไว้ ยิ่งมาเดินกลางแดดของในฤดูร้อนแบบนี้ มันก็เหมือนคนบ้าที่ใส่เสื้อกันหนาวขนสัตว์นั่นแหละ
 
อีกทั้งสมาชิกของปาร์ตี้นี้ยังเป็นมนุษย์สัตว์ทั้งหมดอีกด้วย พวกเขาต่างจึงพบปัญหาเดียวกันกับเขาเช่นกัน
 
แวลคัน : "มีทางทำให้...มันง่ายกว่านี้หน่อยมั้ยเนี่ย?"
 
และอีกเหตผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาต้องมาร้อนเหงื่อท่วมแบบนี้คือ พวกเขากำลังส่วมชุดคลุมสีขาวของครูเสดเดอร์เอาไว้อยู่ พูดง่าย ๆ คือเพิ่มความอบอุ่นที่แสนสบายให้กับร่างกายเข้าไปอีกชั้นนั่นเอง
 
ถ้าถามว่าทำไมถึงต้องมาทำแบบนี้ด้วยนะหรือ ? นั่นก็เป็นเพราะคำสั่งของโครโน่ที่ได้บอกว่ามันเป็นหนึ่งในแผนการขั้นที่สองต่อจากยุทธวิธีสก็อตเอิร์ต ชื่อของมันคือ [MPK Plan]
 
และเนื่องจากโลกนี้ไม่มีอักษรภาษาอังกฤษ ตัวอักษร [MPK] พวกเขาจึงเข้าใจผิดไปกันเองว่ามันคือชื่อแผนการอย่างหนึ่ง ทั้งที่ความจริงนั้นมันคือชื่อจูนิเบียวที่มีแต่โครโน่คนเดียวเข้าใจเท่านั้น
 
แวลคัน : "MPK เชี่ยพ่อมึงเดะ ถ้ามันไม่ได้ผลนะ ข้าจะไปแหกตูดโครโน่แม่มเลย"
 
นอกจากนี้ ถึงสมาชิกคนอื่น ๆ จะใช้ชุดของพวกครูเสดเดอร์ที่ยึดมาจากศพได้ แต่ไม่มีตัวไหนเลยที่มีขนาดพอดีกับร่างกายของแวลคัน สุดท้ายเลยต้องสั่งทำพิเศษด้วยผ้าขาวผืนใหญ่ และติดกางเขนโง่ ๆ ลงไปบนเสื้อตัวนั้นให้เขาใส่มันเอาไว้แทน
 
ดังนั้นผ้าคลุมของแวลคันเลยหนาเป็นพิเศษกว่าชาวบ้าน เหงื่อจำนวนมากได้หลั่งออกมาจากร่างกายของเขา
 
ลูกน้องแวลคัน : "ทุกคนเตรียมพร้อม! พบเป้าหมายแล้ว!" 
 
เสียงของมนุษย์สัตว์ที่เป็นนักธนูได้ตะโกนบอกพวกเขา
 
แวลคัน : "เจอแม่มซะที รีบ ๆ ฆ่าพวกแม่มแล้วกลับไปที่หมู่บ้านเฮจต์กันเถอะ"
 
ในสายตาของแวลคันที่กำลังถือดาบของทหารราบเอาไว้อยู่นั้น มีรังของมอนสเตอร์แรงค์หนึ่ง [กอบลิ้น] ปรากฏอยู่ตรงหน้านี้
 
...........
 
ในอีกสถานที่หนึ่ง นักผจญภัยแรงค์สี่อาชีพหัวขโมย คุณซู กำลังปีนหน้าผาของภูเขากาลาฮอลที่โครโน่กับลิลี่เคยปีนก่อนหน้านี้
 
ซู : "เป็นภารกิจที่บ้าบอคอแตกสิ้นดีเลย"
 
สายลมได้พัดพาร่างของซูซูขึ้นไปตามหน้าผาที่สูงชันนี้ ผ้าคลุมสีขาวของเธอกำลังกระพือไปตามแรงลมนั้นอยู่
 
เพราะแรงลมที่ทำให้เธอปีนได้อย่างยากลำบากนั้น สุดท้ายเธอเลยเปลี่ยนแขนและขาให้เป็นก้อนเมือกคล้ายเจลลี่ และใช้มันดูดติดเข้ากับแนวผ่าและปีนขึ้นไปต่อด้วยพลังและความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ ใบหน้าของเธอนั้นไม่ได้ปรากฏความหวาดกลัวใด ๆ ออกมาเลย
 
โดยไม่จำเป็นต้องยกแขนละขา เธอไหลลื่นขึ้นมาตามแนวหน้าผ่าเป็นเส้นตรงเหมือนกับการเคลื่อนไหวของสไลม์จริง ๆ
 
ซู : "เอา อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว ต้องพยายามหน่อยละ จะให้แพ้คนอื่นไม่ได้เด็ดขาด!"
 
สถานที่เธอกำลังมุ่งหน้าไปนั้นคือรังของมอนสเตอร์ระดับ สี่ [การูด้า]
 
และภารกิจนี้มีเธอเพียงคนเดียวที่มีทักษะจารกรรมอยู่ถึงจะทำได้สำเร็จเท่านั้น
 
..............
 
เอลฟ์สามสาวพี่น้องที่มาจาก [องค์หญิงนักล่าทั้งสาม] กำลังซ่อนตัวอยู่ในป่าทางถนนทิศตะวันตกเฉียงเหนือ พวกเธอกำลังทำหน้าที่ในฐานะหน่วยลาดตระเวนอยู่
 
... : "ว้าว ดูขบวนที่เดินเรียงแถวยาวตรงนั้นสิ...พวกมันมีกันเยอะจัง"
 
น้องสาวคนสุดท้อง ฮันนา (ハンナ) ที่กำลังดูขบวนทัพของครูเสดเดอร์อยู่ตรงหน้านั้น ก็ได้ตระหนักถึงกองกำลังของศตรูที่มีอยู่
 
พวกครูเสดเดอร์ต่างส่วมชุดสีขาวที่สลักลายกางเขนอยู่บนนั้นเอาไว้ พร้อมกับชูธงรูปกางเขให้โบกสะบันเห็นได้ชัดอยู่ทั่วทั้งขบวนที่เดินไปอย่างพร้อมเพรียงกันนี้
 
กองทัพหอกที่ตั้งแนวเดินเรียงตรงกันอย่างเป็นระเบียบ อีกทั้งยังมีกองทัพม้าที่สวมชุดเกราะสีเงินทั่วทั้งตัวน่าเกรงขามเดินเคียงคู่กันมาอยู่ข้าง ๆ อีกด้วย
 
... : "ฉันเคยเห็นกองทัพที่ใหญ่แบบนี้มาก่อนก็มีแค่กองทัพของไดดารอสเท่านั้น"
 
น้องสาวคนที่สอง โรล่า (ローラ) เมื่อเห็นกองทัพตรงหน้านี้ เธอก็ระลึกถึงกองทัพของไดดารอสที่เคยเห็นมาก่อนทันที
 
กองทัพสีขาวที่ตรงข้ามกับกองทัพสีดำของไดดารอส กองทัพครูเสดเดอร์ได้เดินเป็นขบวนสะพานสีขาวทอดยาวจนสุดลูกตา
 
พวกเธอทั้งสามได้ตระหนักในที่สุดแล้วว่ากองทัพสีขาวตรงหน้านี้ได้รับชัยชนะเหนือกองทัพไดดารอสจริง ๆ และกำลังเหยียบย่ำอยู่บนแผ่นดินของไดดารอสแห่งนี้อย่างตามใจตนเองอยู่
 
ฮันนา : "ดูข้างบนนั้นสิ พี่ค่ะ!"
 
ด้วยเสียงของฮันนา อิริน่าและลาอูล่าก็เงยหน้าขึ้นไปมองบนท้องฟ้า พวกเธอได้เห็นเงาดำจำนวนมากอยู่บนนั้น
 
อิริน่า : "อัศวินเพกาซัส!? มีแม้แต่ของแบบนี้... นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แล้วนะ..." 
 
เมื่อเห็นกองทัพอัศวินเพกาซัส แม้แต่อิริน่าที่สงบมาตลอดก็ยังหลุดแสดงอาการตื่นตกใจ
 
สัตว์ที่เป็นพาหนะนั้น แน่นอนว่าเพกาซัสมีประสิทธิภาพมากกว่าม้าอยู่แล้ว และเมื่อคำนึงถึงความยากในการควบคุมมันให้บินตามคำสั่งแล้ว
 
ทหารที่ฝึกจนมาเป็นอัศวินเพกาซัสได้นั้นต้องใช้เวลาและเงินจำนวนมากเลยทีเดียว 
 
และการที่พวกมันมีจำนวนมากถึงขนาดตั้งเป็นกองทัพได้นั้น แสดงว่าประเทศของพวกมันจะต้องมีพละกำลัง และความมั่งคั่งสูงจนน่ากลัว
 
อิริน่าเริ่มสัมพัสได้ถึงอันตรายที่เห็นอยู่ในดวงตาของเธอ อัศวินเพกาซัสที่ทรงพลังพร้อมที่จะทำการรบได้ทุกเมื่ออยู่ตรงหน้าเธอนี้แล้ว
 
อิริน่า : "เป็นอย่างที่โครโน่บอกเลย กองทัพที่โจมตีหมู่บ้านอิรุสกับพวกหน่วยสอดแนมเมื่อตอนนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกองทัพพวกมันเท่านั้น ศตรูมันมีอาวุธและกองทัพที่น่ากลัวอย่างที่ว่าจริง ๆ "
 
ฮันนา : "นี่พวกเราจะต้องสู้กับพวกนี้จริง ๆ ดิ?"
 
โรล่า : "ครั้งนี้ดูอันตรายเกินไป"
 
อิริน่า : "แต่ว่านะ---"
 
อิริน่ากำลังยิ้มให้กับพวกเธอทั้งสองคนที่กำลังไม่สบายใจอยู่
 
ถึงแม้ว่าเธอจะกลัวเช่นกัน แต่เธอก็ได้ขจัดความกลัวและความไม่สบายใจนั้นทิ้งไป และยิ้มตอบรับออกมา
 
อิริน่า : "พวกเราจะทิ้งชาวบ้านไปไม่ได้หรอกนะ แล้วไม่ใช่ว่าพวกเราได้ผ่านความตายและอันตรายมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วหรอกหรือ ครั้งนี้ก็ต้องไม่เป็นไรเช่นกัน มาทำภารกิจฉุกเฉินนี้ให้สำเร็จด้วยกันเถอะ"
 
ด้วยคำพูดของอิริน่า น้องสาวทั้งสองก็ได้พยักหน้าตอบรับเธอ
 
ถ้าหากเป็นคนที่เห้นอันตรายตรงหน้านี้แล้ววิ่งหนีไปโดยไม่คิดแม้แต่จะลองสู้ดูก่อนแล้วละก็ คน ๆ นั้นก็ไม่มีทางมาเป้นนักผจญภัยแรงค์สามได้หรอกนะ
 
ที่ [องค์หญิงนักล่าทั้งสาม] ได้ผ่านมาถึงจุดนี้ได้นั้น ก็เพราะพวกเธอได้เผชิญหน้ากับอันตรายมานับครั้งไม่ถ้วนและฟันฝ่ามาได้จนถึงทุกวันนี้
 
อิริน่า : "งั้นพวกเรากลับไปรายงานกันก่อนเถอะ ตอนนี้มีพวกเพกาซัสคอยสอดส่องดูอยู่บนฟ้า ดังนั้นพวกเราต้องใช้เส้นทางในป่ากันนะ โอเคกันมั้ย ? "
 
""ได้เลยค่ะ คุณพี่""
 
 
--------------------------------------------
 
 
แปลตอนนี้จบแล้วแบบว่า...
 
อย่าปักธงกันเองรัว ๆ แบบนี้สิ  :'( :'( :'(



NEKOPOST.NET