[นิยายแปล] จอมมารดำ ตอนที่ 44 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] จอมมารดำ

Ch.44 - ตอนที่ 44 การประชุมของอัครสาวก


บทที่สาม ทัพกางเขน

ตอนที่ 44 การประชุมของอัครสาวก

 

 

ณ ที่โบสถ์อันซึ่งเป็นศูนย์ใหญ่ของทางศาสนจักร 「วิหารเซนต์อลีเซียน (聖エリシオン大聖堂)」ที่ตั้งอยู่ในเมืองศักด์สิทธิ์「อลีเซียน」 ในห้องประชุมสำหรับระดับสูง ที่นั้งทั้งสิบสองดัวมีอัครสาวกทั้งหกคนได้มารวมตัว ณ ที่แห่งนี้อยู่
 
ที่แห่งนี้มีอัครสาวกคอยดำรงอยู่และรับใช้ในอลีเซียน เช่นเดียวกับบางส่วนที่ส่งออกไปยังสถานที่แสนไกลอย่างซาริเอล ดังนั้นการรวบรวมอัครสาวกทั้ง 12 คนในเวลาเดียวกันนั้นแทบไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย ในทางเดียวกันนั่นหมายความว่าในทวีปอาร์คยังคงมีสงครามอยู่ไม่จบสิ้น
 
อัครสาวกที่ได้รวบรวมมาในวันนี้คือ ลำดับที่ 2 และ 5 ซึ่งคอยประจำการอยู่ที่อลีเซียนตลอด และลำดับที่ 3, 4, 11 และ 12 ที่พึ่งกลับมาจากการทำภาระกิจ
 
“ーー การพิชิตทวีปแพนโดร่าจะยังคงดำเนินหน้าต่อโดยมีอัครสาวที่ 7 ลอร์ดซาริเอลเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่”
 
คนที่กล่าวในที่ประชุมตอนนี้อยู่คืออัครสาวกที่ 2 อาเบล (アベル)
 
ด้วยชัยชนะที่งดงามของครูเสดเดอร์ ณ ศึกที่เนินเขาโกลด์รัน ขุนนางและศาสนจักรต่างได้เริ่มส่งกำลังเสริมไปที่แห่งนั้น และอาเบลได้ตัดสินใจที่จะไม่ส่งอัครสาวกไปเพิ่ม
 
อาเบล:“เธอดูไม่ค่อยพอใจเลยนี่ อัครสาวกที่ 11 ลอร์ด มิซา(ミサ卿)”
 
อาเบลพูดกับมิซาที่ดูออกอย่างชัดเจนว่ากำลังไม่พอใจอยู่
 
มิซา:”ซาริเอลได้รับบาดเจ็บอย่างหนักในขณะที่ต่อสู้กับมังกรที่ชื่อว่ากราไวนอล์ถูกต้องไหม?และยังใช้เวลาไปตั้งมากมายเพื่อฟื้นฟูส่วนที่โดนทำลายไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนในการจำศีลใน「โลงศพ」นั้น”
 
อัครสาวกทั้งหมดที่อยู่ในนี้ อาเบลและอีกสามคนต่างส่วมชุดที่ปิดบังใบหน้าของตน แต่มิซาเป็นคนเดียวที่เผยใบหน้าให้เห็น อีกทั้งหัวไหลและเรียวขาของเธอก็ยังเผยออกมาภายใต้ชุดคลุมของเธอ
 
มิซามีใบหน้าที่น่ารักที่ยังดูอ่อนเยาว์อยู่ เป็นใบหน้าของสาววัยรุ่นอายุ 17 ปี ความสูงและเรือนร่างของเธอนั้นอยู่ในระดับที่ดึงดูดใครต่อใคร และชุดคลุมของเธอก็ถูกปรับแต่งให้เน้นย้ำถึงสัดส่วนของผู้หญิงที่อุดมสมบูรณ์เหล่านั้น
 
เธอมีผมสีชมพูและประดับประดาเรื่องร่างด้วยของตกแต่ง และด้วยของประดับเหล่านั้นก็ยิ่งเน้นย้ำถึงความงามของเธอที่มี ดูเหมือนว่าเพรชเม็ดงามเหล่านั้นได้ถูกความงามของเธอบดบังจดหมดสิ้นไป
 
อัครสาวกที่ 12:”ชั้นเห็นด้วย การที่ไม่สามารถขยับได้ถึงหนึ่งเดือนนั้นมันอันตรายต่อลอร์ดซาริเอลและกองทัพครูเสดเดอร์เกินไป”
 
หลังจากมิซาพูดเสร็จ อัครสาวกที่ 12 มาเรียเบล(マリアベル)ก็ได้กล่าวตอบรับความคิดนั้น
 
เขาไม่ได้สวมชุดซ่อนใบหน้าเหมือนกับกับมิซา ผมสีบลอนด์และดวงตาสีฟ้าทะเลที่เหมือนกับพี่ชายของเขาอาร์คบิชอปไลท์โครม ผมที่ยาวของเขานั้นต่างจากของพี่ชายที่ไม่ได้หยักศกแต่เป็นยาวเหยียดตรงอย่างงดงามซึ่งเช่นเดียวกับพี่ชายของเขา เขาเป็นหนุ่มรูปงามจนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นผู้หญิงได้
 
อาเบล:“หากมีกองทัพอื่นที่มีพละกำลังเทียบเท่ากราไวนอล์โจมตีเข้ามา กองทัพครูเสดเดอร์ต้องถูกกวาดล้างทั้งหมดแน่ แต่ศตรูระดับนั้นจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ปรากฏออกมา และตอนนี้พวเรากำลังพูดถึงอาร์คบิชอปไลท์โครมผู้นั้น เขาเป็นชายที่จะไม่ทำอะไรโง่ๆอย่างการเคลื่อนทัพเพื่อรุกรานพื้นที่อื่นๆจากไดดารอสโดยไม่มีแผนการเด็ดขาด และเหนือสิ่งอื่นใดด้วยกำลังเสริมที่ส่งไปยังทวีปแพนโดร่านั้น กองทัพทั้งหมดจะถูกฟื้นฟูอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์”  
 
มิซา:”กำลังเสริมงั้นรึ? นายเข้าใจผิดว่าไอพวกไฮยีน่าพวกนั้นเป็นกำลังเสริมได้งั้นรึ?”
 
อาเบล:”ระวังคำพูดด้วย อัครสาวกที่ 11 ลอร์ด มิซา”
 
อาเบลเตือนเธอเบาๆแต่มิซากลับไม่แสดงความสำนึกผิดเลยซักนิด
 
มิซา:”นี่นายควรจะรู้เอาไว้นะว่า พวกมันไม่ได้มีอะไรมากกว่ากลุ่มโจรที่ตาบอดไปด้วยความโลภเลยสักนิด พวกมันก็แค่ขยะที่มีความสุขจากการได้ปล้นและสังหารหมู่ก็เท่านั้น พวกมันไม่อาจเป็นกองทัพที่ดีได้หรอกนะ”
 
แม้ว่ามิซาจะดูหมิ่นกองกำลังเสริมที่ถูกส่งจากทางศาสนจักรและขุนนางในรอบนี้ ซึ่งได้รับชื่อกองทัพครูเสดเดอร์เช่นกัน อาเบลก็ยังเข้าใจความคิดเห็นของมิซาดี เขาเลยไม่โต้กลับอะไรออกไป
 
มาเรียเบล:”ลอร์ดมิซา ถึงแม้ว่าชั้นจะไม่สามารถตอบรับความคิดเห็นของคุณได้ทั้งหมด แม้แต่ชั้นเองก็ไม่คิดว่ากำลังเสริมเหล่านั้นจะเชื่อฟังคำสั่งจากพวกเราด้วย พี่ชายของชั้นเป็นผู้บัญชาการที่โดดเด่นและฉลาด แต่เพื่อรักษากองทัพที่มีขนาดใหญ่เช่นนั้นให้อยู่ในการควบคุมแล้ว พลังของอัครสาวกเป็นสิ่งจำเป็น”
 
แม้ว่าจะมีสองเสียงที่คัดค้านอยู่ในที่ประชุม อาเบลก็ มิ ได้ส่งสัญญาณที่จะเปลี่ยนคำสั่งแต่อย่างใด
 
อาเบล:”ความคิดของพวกคุณทั้งคู่ต่างเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ผมก็ยังไม่อาจส่งอัครสาวกไปได้ ปัจจุบันนี้พลังที่ต้องการในการพิชิตทวีปแพนโดร่าได้เพียงพอแล้ว แน่นอนว่ากองทัพที่ถูกส่งไปนั้นเป็นกองทัพส่วนตัวของเหล่าขุนนางและของทางศาสนจักร การแย่งชิงและการต่อสู้กันเองต้องเกิดขึ้นแน่นอน แต่ถึงจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้น จำนวนทหารที่ส่งไปก็ยังคงเพียงพอต่อการพิชิตทวีปแพนโดร่าอยู่ดี ตอนนี้ปัญหาเดียวคือการแบ่งเค้กอย่างไรมากกว่า การต่อสู้เล็กๆน้อยเหล่านั้นไม่ใช่ปัญหาของพวกเราเหล่าอัครสาวกสักนิด”
 
อัครสาวกคือบุคคลที่ได้รับพลังเพื่อล้มศตรูของพระเจ้า
 
ไม่มีความหมายที่จะมีชื่อเสียงหรือความมั่งคั่ง ทุกอย่างก็แค่ทำลายศตรูของพระเจ้าเท่านั้น ถ้าหากไม่มีศตรูแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีอัครสาวกดำรงอยู่ต่อ
 
ทวีปแพนโดร่าตอนนี้ไม่มีพื้นที่ไหนที่มีความแข็งแกร่งจนถึงขนาดต้องแทรกแทงด้วยอัครสาวกอีก
 
ต่อให้พวกเขาจะทำตัวเยี่ยงโจร แต่ทั้งทางศาสนจักรและสาธารณรัฐก็เชื่อว่าพวกเขาควรพิชิตด้วยกองกำลังที่เหนือกว่าด้วยจำนวนเข้าว่า
 
ทำให้ตอนนี้ในทวีปอาร์คมีทหารเหลือน้อยลงจนกองกำลังไม่เพียงพอที่จะปกป้องสาธารณรัฐได้
 
ดังนั้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆนี้อัครสาวกเลยต้องอยู่ปกป้องความสงบที่นี้
 
อาเบล:”บาดแผลของลอร์ดซาริเอลต้องใช้เวลารักษาหนึ่งเดือน แต่หลังจากที่ที่นั้นไม่มีภัยคุกคามแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมอบหมายงานหนักๆให้กับเธอเช่นกัน สิ่งที่เธอต้องทำก็แค่อยู่ที่นั้นในฐานะผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพครูเสดเดอร์เท่านั้นก็พอ ดังนั้นต่อให้เธอจะขยับไม่ได้ก็ไม่เป็นปัญหาใดๆ”
 
มิซา:”แต่ว่าーー”
 
ก่อนที่มิซาจะได้เอยปากค้านออกมาอีกครั้ง เสียงตบมือดัง “แปะ” ก็ดังขึ้นมาซะก่อน
 
อัครสาวกที่ 3 :”หุหุหุ ถ้าหากคุณห่วงซาริเอลจังขนาดนั้นล่ะก็ งั้นฉันพาไปพบให้เอาไหมละ?”
 
ให้เป็นการพบปะกันของเพื่อนๆก็พอ ชายที่พูดอย่างอ่อนโยนคืออัครสาวกที่ 3 มิคาเอล(ミカエル)
 
ผมสีทองที่หยักศกซึ่งยาวอย่างเหลือเชื่อของเธอ ดวงตาที่ราวกับประกายพลอยสีม่วงที่ให้ความรู้สึกสงบ
 
เธอมีหน้าอกที่ใหญ่โต คอที่เรียวบาง สะโพกที่กลมและขาที่ยาวได้รูป เรื่อนร่างที่เย้ายวน สิ่งเหล่านี้นั้นเห็นได้ชัดแม้ว่าเธอจะสวมเสื้อคลุมสีขาวของเธออยู่
 
รูปร่างของเธอทำให้ทุกคนที่ได้พบเห็นต่างต้องรู้สึกราวกับกำลังได้รับความรักจากพระแม่ธรณีอยู่อย่างนั้น
 
มิคาเอลคิดว่านี่เป็นความคิดที่ดี ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มและความงดงามที่เรียบร้อยเป็นธรรมชาติ เธอสมควรกับการถูกเรียกว่า「สตรีศักด์สิทธิ์」อย่างไม่ต้องสงสัย 
 
มิซา:“เดียว ฉันไม่ได้บอกซะหน่อยว่าเป็นห่วงซาริเอลแต่ว่าーー” (tn : สาวซึน?!?)
 
มิคาเอล:”งั้นถ้าเธอไม่ได้ห่วงงั้นลอร์ดมิซาก็รออยู่ที่นี้ละกัน ฉันยินดีเลยล่ะเพราะมันคงจะหนวกหูน้อยลงด้วย ”
 
มิซา:”คะ ใครว่าฉันจะไม่ไปด้วย!?ฉันแค่ห่วงว่าคู่แข่งของฉันจะถดถอยลงหรือไม่รึเปล่าแค่นั้นเอง!!”
 
การต่อสู้ระหว่างอัครสาวกเป็นเรื่องต้องห้าม แต่สำหรับมิซาแล้วมันก็แค่การต่อสู้ของเด็กๆ อาเบลจึงไม่มีคำพูดใดๆออกมา
 
มิซา:”แล้วก็ตั้งแต่แรกแล้ว มาเรียเบล นายเองก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับซาริเอลด้วยนิใช่ไหม?”
 
มาเรียเบล:อย่าพูดชื่่นอย่างสนิทสนมแบบนั้นนะ และอะไรที่คุณบอกว่าชั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆกับซาริเอลนะ หืมม!?” 
 
มิซา:”ฉันคือคู่แข่งของเธอ นายมันก็แค่คนรู้จักในฐานะอัครสาวก”
 
มาเรียเบล:”นี่ล้อชั้นเล่นใช่ไหม นี่มันไม่ใช่ーー”
 
เขาไม่ได้พูดต่อจนจบ ความจริงแล้วเขามีความรู้สึกพิเศษกับซาริเอลแต่นั่นไม่ใช่หมายความว่าเขานั้นมีความสัมพันธ์พิเศษกับซาริเอล
 
ครั้งหนึ่งเขาได้เข้าสู่สนามรบที่นำโดยอาร์สคนที่ตอนนี้ดำรงตำแหน่งเป็นพระคาร์ดินัลอยู่ ตอนนั้นเขาได้ต่อสู้ร่วมกับพี่ชายของเขาไลท์โครมในการต่อกรกับพวกนอกรีต
 
สงครามครั้งนั้นอัครสาวกที่ถูกส่งมาคือซาริเอล
 
ไม่ว่าจะมองยังไง เธอซาริเอลคือคนที่เกิดเพื่อมาเป็นผู้นำกองทัพ เพียงแค่ได้ต่อสู้เคียงข้างเธอก็ไม่ต้องสงสัยที่จะยกต่ำแหน่งผู้นำให้กับเธอ และตอนนี้กองกำลังครูเสดเดอร์ทั้งหมด 15,000 นายก็อยู่ภายใต้การควบคุมของเธอ
 
มาเรียเบล:”ไม่มีทาง...ชั้น…..”
 
มิซา:”หุหุหุ”
 
ความรู้สึกเป็นห่วงของมาเรียเบลเป็นเพียงความรู้สึกของเขาเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น และด้วยเหตุผลบางอย่างมิซาก็รู้สึกได้ถึงชัยชนะ
 
มิคาเอล:”นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันจะได้ไปทวีปแพนโดร่า ฉันสงสัยจังว่าจะเป็นสถานที่แบบไหนกันนะ”
 
มิคาเอลตอนนี้ได้อยู่ในสภาพพร้อมจะไปท่องเที่ยวแล้ว
 
เมื่อมองดูทั้งสามหน่อตรงหน้านี้แล้ว อาเบลก็รู้สึกเหนื่อยใจขึ้นมา แน่นอนว่าสีหน้าของเขานั้นไม่มีใครเห็นภายใต้ผ้าคลุมแบบนี้หรอก
 
อาเบล:”ーーยังไงก็ตาม ผมไม่อนุญาติให้ไปพบลอร์ดซาริเอลเป็นการส่วนตัวได้ การกระทำของพวกคุณคือการตัดสินใจของพวกคุณเอง ขอจบการประชุม แยกย้ายได้”
 
หลังจากสั่งแยกย้าย อาเบลก็ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้
 
หลังจากที่เขาได้พูดในสิ่งที่อยากพูดออกไปแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่เขาจะอยู่ที่แห่งนี้ต่อไป มิคาเอล, มิซา และมาเรียเบลอยากจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ
 
อัครสาวกที่ 4 และที่ 5 ที่นิ่งเงียบมาตลอดก็ลุกขึ้นยืน ชุดเกราะสีเงินทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าคืออัครสาวกที่ 5 โจฮาเนส (ヨハネス)
 
เขาคือผู้บัญชาการ「อัศวินเทมพลาร์」แห่งกองทหารม้าที่ 1 กองทัพที่ปิดการโจมตีกองทัพไดดารอสที่เนินเขาโกลด์รันเองก็อยู่ในสังกัดนี้เช่นกัน
 
ชายร่างสูง 2 เมตรที่สวมเกราะเหล็กกล้าหนากำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ราวกับงานศิลปะชิ้นหนึ่ง
 
ส่วนอีกคนได้สวมชุดคลุมสีขาวมีฮูดปกปิดใบหน้าเอาไว้เช่นเดียวกับอาเบล เขาคืออัครสาวกที่ 4 จูดาช์(ユダ)
 
ไม่มีใครรู้วว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ ไม่มีใครรู้ว่าเขามีหน้าตาอย่างไร เขาเป็นบุคคลลึกลับที่สุดคนหนึ่งในกลุ่มอัครสาวก    
 
อัครสาวกที่ 2, 4 และ 5 ผู้ที่จนที่สุดแล้วก็ยังไม่ยอมเผยใบหน้าออกมาได้ลุกออกไปจากห้องเหลือเพียงแค่อีกสามหน่อที่ต้องการไปเยี่ยมซาริเอลยังคงอยู่ในห้อง
 
ฉากที่มิคาเอลกำลังดูมิซาทะเลาะกับมาเรียเบลด้วยรอยยิ้มของนักบุญนั้น มันช่างเหมือนอาจารย์ที่กำลังทอดสายตามองดูลูกศิษย์ที่น่ารักของเธอ
 
------
 
ณ ที่ปราสาทไดดารอสซึ่งมีขนาดอันใหญ่โตโอ่อ่ากว่าป้อมปราการที่เวอร์จิเนีย มีอยู่ห้องส่วนหนึ่งของปราสาทที่ได้ทำไว้เป็นห้องพิเศษโดยเฉพาะ
 
แต่เดิมมันเป็นห้องเก็บของของมนุษย์สัตว์ขนาดยักษ์ แต่ตอนนี้ได้ถูกแทนที่ด้วยวงแหวนเวทย์มนต์ขนาดใหญ่บนพื้นหินเย็นๆ พรีซในชุดคลุมสีขาวยืนล้อมทั้งสีจุดของวงแหวนเวทย์และมีโลงศพอยู่ ณ กึ่งกลางของวงแหวนนั้น
 
หนึ่งเดือนหลังจากที่ได้ยึดครองไดดารอส แสงสว่างได้ส่องประกายวูบวาบขึ้นภายในห้องนี้อย่างไม่ขาดสาย เสียงของลมหายใจพรีซ, การร่ายเวทย์อย่างต่อเนื่อง ห้องที่ไร้ซึ่งเสียงใดๆกำลังจะถึงเวลาที่พวกเขาได้รอคอยมาตลอดหนึ่งเดือนนี้
 
--”แป๊ะ”
 
เสียงของหยาดน้ำดังขึ้นมาจากภายในโลงศพสีขาว
 
“ซู่ซ่า””ซู่ซาา” เสียงน้ำกระเพื่อมของบางสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใน พรีซทั้งสี่เพ่งมองเพื่อความแน่ใจว่าพวกเขาไม่ได้หลอนไปเนื่องจากการทำงานอย่างหนักที่ติดต่อกันมาตลอดเวลานี้
 
เมื่อพรีซรีบออกไปจากห้องทั้งหมดแล้วซิสเตอร์(นักพรตหญิง)ทั้งสองคนก็ได้เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับผ้าขนหนูและชุดคลุมตัวสีขาว
 
เมื่อทั้งสองเดินเข้ามาใกล้ฝาของโลงศพก็ได้เปิดออก
 
ร่างเปลือยของหญิงสาวที่เปียกชุ่มโชกไปด้วยหยาดน้ำศักดิ์สิทธิ์(tn : อย่าคิดลึก)ที่อยู่ภายในโลงศพได้ปรากฏขึ้น 
 
บิดน้ำออกจากผมสีเงินที่ยาว ดวงดาสีแดงทั้งสองได้ลืมตาตื่นขึ้นมา และมองไปที่ซิสเตอร์ทั้งสองคนนั้น
 
ซิสเตอร์ทั้งสองที่ควรจะรีบเข้าไปช่วยเหลือหญิงสาวผู้ที่พึ่งพื้นขึ้จากโลงศพนั้นต่างได้ลืมหน้าที่ของตนไปจนหมดสิ้น พวกเธอได้ตกอยู่ภายใต้ความงามของหญิงสาวผู้ที่ได้รับความรักจากพระเจ้าของพวกเธอ
 
สิ่งที่พวกเธอได้เห็นคือหญิงสาวที่ไร้รอยแผลใดๆบนร่างกายที่แสนขาวผุดผ่องของเธอ
 
หลังการต่อสู้กับดราไวนอล์ อัครสาวกที่ 7 ลอร์ด ซาริเอลได้สูญเสียแขนและตาขวาไป อีกทั้งยังได้รับบาดแผลจำนวนมาก แต่ตอนนี้เธอกลับไม่มีแม้แต่ริ้วรอยเล็กๆของบาดแผลให้เห็นสักนิด ตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่ซาริเอลได้หลับไหลอยู่ในโลงศพสีขาวที่เต็มไปด้วยน้ำศักดิ์สิทธิ์ บาดแผลของซาริเอลทั้งหมดก็ได้รับการรักษาจนสมบูรณ์
 
ซาริเอล:“.....ผ่านมานานแค่ไหนแล้ว?”
 
ซาริเอลถามด้วยเสียงที่แผ่วเบาแต่ก็มากพอที่จะปลุกสติของทั้งสองคนได้
 
ซิสเตอร์:”วันนี้คือวันที่ 12 ของเดือนตะวันใหม่(新陽の月) ตั้งแต่ที่ท่านได้จำศิลลงก็ผ่านมา 36 วันแล้วคะ”
 
ซาริเอล:”งั้นรึ”
 
เธอฟังคำตอบในขณะที่สองซิสเตอร์จัดแจงเช็ดตัวและสวมเสื้อให้
 
ซาริเอล:”ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาอยู่สินะ”
 
ซิสเตอร์:”ใช่คะ เมื่อไม่นานมานี้นายกรัฐมนตรีของไดดารอสได้ฆ่าตัวตายที่ห้องบัลลังก์ーー”
 
เธอฟังเรื่องราวจากซิสเตอร์ทั้งสองในขณะที่สวมใส่ชุดคลุมสีขาว
 
ซิสเตอร์:”ตอนนี้อาร์คบิชอปไลท์โครมกำลังรอท่านอยู่ โปรดตามมาทางนี้คะ”
 
ซิสเตอร์เริ่มต้นนำทาง ซาริเอลเดินตามเธอไปอย่างมั่นคง เสมือนว่าการจำศีลที่ยาวนานราวหนึ่งเดือนนั้นเป็นเรื่องโกหก
 
ซาริเอล :”(ร่างกายของฉันมัน..แข็ง..แขนขวาคงใช้ในการต่อสู้ไม่ได้อีกประมาณหนึ่งสัปดาห์สินะ)”
 
ด้วยความรู้สึกที่ยังขัดแย้งกับการเคลื่อนไหวของร่างกายตนเอง ซาริเอลได้ตัดสินใจเดินออกไปที่ปราสาทเพื่อออกสำรวจบริเวณนี้และฟื้นฟูสภาพร่างกายของเธอให้กลับมาสมบูรณ์พร้อมเหมือนอย่างเดิม
 
 
 
จบบทที่สาม ทัพกางเขน
 
 
 
 
-----------------------------------------------------
 
 
 
เกี่ยวกับตอนนี้ผมคิดว่า
 
 
 
เนิฟซาริเอลลงเพื่อปูทางให้กับอะไรบางอย่างสินะ ;D หึ หึ หึ



NEKOPOST.NET