[นิยายแปล] จอมมารดำ ตอนที่ 188 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] จอมมารดำ

Ch.188 - ตอนที่ 188 สิ่งที่ต้องทำในโรงเรียน


ตอนนี้พวกชั้นกำลังมุ่งหน้าไปยังบนหลังคาซึ่งอยู่ทางปีกขวาของอาคารหลักโรงเรียนแห่งนี้

 

บันไดที่ทอดตัวยาวขึ้นไปนั้นประดับประดาด้วยสิ่งตกแต่งมากมาย

 

จากที่เห็น ตอนแรกชั้นนึกว่าจะมีแต่ชนชั้นสูงเข้ามาใช้อาคารหลักกันเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าชั้นจะคิดผิด เพราะพวกชั้นสามารถเดินเข้ามาได้ง่าย ๆ เลย

 

พื้นที่บนหลังคานั้นไม่ได้ถูกปิดเอาไว้ แต่มันถูกเปิดออกราวกับเชิญชวนให้เข้าไปใช้งานได้ เพราะฉะนั้นจะมาโทษพวกชั้นทีหลังก็คงไม่ได้หรอกนะแบบนี้

 

และเพราะยังเป็นช่วงเวลาของการเรียนอยู่ ทางเดินที่พวกชั้นเดินผ่านมาเลยไม่มีนักเรียนสักคนอยู่เลย

 

แต่ถ้าหากเป็นช่วงพักกลางวัน บางทีสถานที่แห่งนี้คงเต็มไปด้วยนักเรียนไปแล้ว

 

ระหว่างที่คิดแบบนั้น ชั้นกับชิม่อนที่เดินมาด้วยกันก็ได้พบกับ…

 

โครโน่ “ดูเหมือนจะมีคนมาก่อนแฮะ ฮืม ?”

 

ชิม่อน “ดูเหมือนจะใช่ครับ”

 

พื้นที่บนหลังคานั้น ตอนแรกชั้นคิดว่าจะไม่มีใครอยู่ซะอีก แต่ดูเหมือนจะมีคนเข้ามาใช้งานก่อนแล้ว

 

ที่ตรงนั้นมีชายคนหนึ่งที่มีผมสีดำและอายุใกล้เคียงกับชั้นนอนหลับอยู่คนหนึ่ง

 

แต่คงเป็นเพราะการปรากฏตัวของพวกชั้น เลยทำให้เขาลุกขึ้นยืน

 

เขาสวมชุดเครื่องแบบสีดำเหมือนกับชิม่อน แต่มีผ้าคลุมสีแดงสวมเอาไว้ที่หัวไหลเพิ่มเข้าไปแทน

 

ชั้นเข้าใจที่ชิม่อนบอกเอาไว้แล้วละ นี่คือพวกชนชั้นสูงสินะ

 

… “...”

 

นักเรียนชนชั้นสูงคนนั้นคงรูปสึกว่าตัวเองถูกรบกวนการนอนจากการปรากฏตัวของพวกชั้น เขาเลยเดินออกจากประตูทางขึ้นไปยังหลังคา และกลับลงไปข้างล่าง

 

ชั้นเห็นใบหน้าของเขาได้ชัดเจนระหว่างที่เขากำลังเดินสวนทางกับชั้น

 

ชั้นรู้สึกอิจฉาเขาขึ้นมาทันที เพราะเขาเป็นหนุ่มรูปงามที่หลอเหลามาก

 

ถ้าหากชั้นเองมีเชื้อจากคุณพ่อไม่เหมือนกับคุณแม่ละก็ ป่านนี้เองก็คงเป้นผู้ชายที่หล่อเหลาคนหนึ่งเช่นกันไปแล้ว

 

นอกจากจะรูปหล่อแล้ว เขายังตัวสูงประมาณ 180 เซนติเมตรได้ ถึงชั้นจะสูงกว่า แต่เขากลับมีรูปร่างที่เพรียวบางและสมส่วนกว่าชั้น

 

ช่างน่าอิจฉาจริง ๆ

 

และเหนือสิ่งอื่นใดของความงดงามของเขา นั่นก็คือผมสีดำและดวงตาที่มีสีแดงฉานของเขา

 

เพราะผมกับสีของดวงตานั้น เหมือนกับมิอะเลยละ

 

ไ่สิ บางทีคงมีพวกแปลก ๆ ที่มีดวงตาและสีผมประหลาดไม่เหมือนชาวบ้านอยู่บนโลกนี้ อย่างฟิโอน่าเองก็จัดว่าเป็นแบบนั้นเช่นกัน บางทีคนที่มีผมสีดำกับดวงตาสีแดงคงไม่แปลกสำหรับโลกใบนี้หรอก

 

ชั้นเก็บเรื่องราวเหล่านั้นเอาไว้ในใจก่อนที่จะตั้งคำถามกับชิม่อนออกไป

 

โครโน่ “นั่นคือชนชั้นสูงอย่างงั้นหรือ ?”

 

ชิม่อน “ใช่ครับ แต่คนคนนั้นออกจะพิเศษหน่อยนะครับ”

 

โครโน่ “อย่างงั้นหรือ ?”

 

ชั้นกำลังคิดว่าเขาคงเป็นพวกชนชั้นสูงที่เกเรอะไรแบบนั้น เพราะโดดเรียนออกมาแบบนั้น แต่คำตอบของชิม่อนนั้นกลับน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่า

 

ชิม่อน “เขาคือ [เนโร จูเรียล เอลโรด (ネロ・ユリウス・エルロード)] เป็นเจ้าชายจากอดีตอณาจักรของจอมมารที่ชื่อว่า [อวาลอน (アヴァロン)] ครับ”  

(tn : ขอบคุณคนจากห้องแชทที่ช่วยกันเสนอชื่อครับ)

 

อวาลอนคืออีกประเทศหนึ่งที่มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้สปาด้าแห่งนี้

 

นอกจากนี้ คำว่า [อดีตอณาจักรของจอมมาร] นั้นก็เป็นอะไรที่ชั้นเหมือนจะเคยได้ยินมาก่อนจากหมู่บ้านอิรุสตอนนั้น

 

ถ้าจำไม่ผิด เหมือนจะเป็นอณาจักรของจอมมาร [มิอะ เอลโรด] นั่นแหละ อืม มีเมืองหลวงชื่อว่า [อวาลอน (アヴァロン)] อย่างงั้นเองหรอกหรือเนี่ย

 

สรุปก็คือ [จักรวรรดิเอลโรด] ของมิอะมีเมืองหลวงที่เหลือรอดจนมาถึงปัจจุบัน และใช้ชื่อว่า [อวาลอน (アヴァロン)] นั่นเอง

 

โครโน่ “หรือว่าคนนั้นเป็นผู้สืบทอดสายเลือดของมิอะอย่างงั้นหรือ ?”

 

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง มันก็ตอบชั้นได้ว่าทำไมเขาถึงมีผมสีดำและดวงสีแดงแบบนั้น

 

ชิม่อน “ใครจะรู้ได้ละครับ ก็เหมือนกับตระกูลบาเดียของผมนั่นแหละ ทุกวันนี้ก็ยังมีคนสงสัยอยู่เลยว่าราชาที่ปกครองปัจจุบันนี้มีสายเลือดของจอมมารจริง ๆ หรือเปล่าครับ”

 

โครโน่ “...อืม”

 

หรือว่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ?

 

และจากข้อมูลได้ที่รับเพิ่มเติม พวกเขานั้นไม่มีอะไรที่เหมือนกับมิอะเลย อย่างราชาของอวาลอนคนปัจจุบันเองก็มีดวงตาสีน้ำเงินและผมสีดำ ส่วนรุ่นก่อนหน้าก็มีผมสีบอร์นกับดวงตาสีดำ

 

เพราะฉะนั้นคนที่พึ่งเจอเมื่อกี้ ก็อาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ได้

 

ความจริงชั้นยังมีอักคำถามมากมายว่าทำไมคนที่ใหญ่โตแบบนั้น ถึงต้องมาเรียนในสถานที่ห่างไกลประเทศแบบนี้ แต่ก็นะ

 

โครโน่ “ตอนนี้ไม่มีใครแล้ว งั้นชั้นคิดว่าจะเริ่มเล่าเรื่องละนะ”

 

ก่อนอื่นชั้นต้องเล่าเรื่องของชั้นให้ชิม่อนได้ฟังเสียก่อน

 

ชิม่อน “อ้า อืม ครับ”

 

นั่นก็คือเรื่องที่ว่าชั้นมาจากต่างโลกนั่นเอง

 

….

 

ในวันหนึ่ง ชั้นได้ถูกเรียกตัวมายังโลกนี้ด้วยการอัญเชิญ และถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นหนูทดลอง แต่ชั้นก็หนีจากสถานที่แห่งนั้นมาได้ และได้พบกับลิลี่และทุกคนที่อิรุส ทว่าหลังจากนั้นไม่นานหมู่บ้านอิรุสก็ถูกทำลายด้วยฝีมือของไอพวกบ้านั้น นี่แหละคือความเกี่ยวข้องชั้นกับไอพวกบ้าครูเสดเดอร์เหล่านั้น

 

โครโน่ “แต่ต่อให้ชั้นเกลียดไอพวกบ้านั้นแค่ไหน ชั้นก็ยังไม่มีพลังพอที่จะบินข้ามไปทวีปอาร์คแล้วเชือดไอพวกบ้านั้นเรียงตัว พร้อมกับทำลายศูนย์วิจัยพวกนั้นได้อยู่ดี แม้ว่าจะมีดวงตานี้แล้วก็ตาม”

 

ชั้นจับไปที่เปลือกตาข้างที่เป็นสีแดง

 

โครโน่ “ชั้นในตอนนี้ทำได้แค่สู้กับพวกที่มาปรากฏตรงหน้าเท่านั้น ถ้าหากพวกมันบุกมาที่สปาด้าละก็ ประเทศแห่งนี้ก็คงจะถูกทำลายไม่ต่างกัน ผู้คนที่สงบสุขต้องล้มตาย คนจำนวนมากต้องล้มตาย แล้วชั้นเพียงคนเดียวก็ไม่อาจปกป้องพวกเขาได้ทั้งหมด แต่ถ้าหากชั้นไม่ทำอะไรสักอย่าง ชั้นก็คงปกป้องใครไม่ได้เลย”

 

ชิม่อน “แล้วไม่ลองคิดหนีดูละครับ ? ยังไงประเทศนี้ก็ไม่ใช่ประเทศเกิดของคุณพี่ชายอยู่แล้ว ความจริงพี่ชายเองก็อยู่มาได้ไม่ถึงปี ทพไมต้องมาทิ้งชีวิตให้กับที่นี่ละครับ ?”

 

ชิม่อนถามชั้นโดยมองลงไปที่พื้น

 

หนีอย่างงั้นหรือ อ้า ก็เคยคิดอยู่เหมือนกันนั่นแหละ แต่เดินแค่สามก้าวชั้นก็คงจะลืมความคิดที่จะหนีไปแล้วละ

 

โครโน่ “คนที่ชั้นยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องในตอนนี้ก็มี ลิลี่ ฟิโอน่า แล้วก็ชิม่อนยังไงละ”

 

พอพูดเสร็จชั้นก็รู้สึกอายขึ้นมา ชั้นเลยลูบหัวชิม่อนแก้เขินไป

 

ระหว่างที่ลูบหัวของเธอ ชั้นก็พูดต่อ

 

โครโน่ “แต่ยังไงซะ ชั้นก็คงยกโทษให้กับไปพวกบ้าที่แอบอ้างชื่อของพระเจ้านั้นไม่ได้ ต่อให้มีเป็นพันเป็นหมื่น ต่อให้มีอัครสาวกบุกเข้ามา ชั้นก็จะสู้ ชั้นมีพลังที่จะสู้ ชั้นจะยังคงสู้ต่อไป ไม่คิดหนีหรอก”

 

พลังที่ว่าก็คือพลังที่ไอพวกบ้านั้นทดลองและยัดเยียดใส่เข้ามาอยู่ภายในร่างกายของชั้นนั่นเอง

 

ความจริงชั้นต้องเป็นหนึ่งในร่างทดลองที่ไร้ความคิด และถูกคุบโรสใช้งานให้มาฆ่าพวกปีศาจในดินแดนแพนโดร่าแห่งนี้

 

แต่ชั้นก็ต่อต้านมัน และจัดการมันลงไปได้

 

ชิม่อน “คุณพี่ไม่กลัวเลยหรือครับ หรือว่าเป็นเพราะพี่ชายแข็งแกร่งถึงได้ไม่กลัวกันครับ”

 

ขณะที่ชั้นยังขยี้ผมอันอ่อนนุ่มของเธอ ชิม่อนก็ยิงคำถามส่วนกลับมา

 

โครโน่ “กลัวสิ แต่ชั้นกลัวที่จะเสียคนสำคัญ​ไปยิ่งกว่า ไม่ใช่ว่าอัศวินพวกนั้นก็ต่อสู้ด้วยเหตุผลนี้หรือไง ?”

 

ถึงบางทีอาจจะมีพวกรักการต่อสู้เหมือนแวลคันอยู่บ้างก็ตามเถอะ

 

ชิม่อน “แต่ผลกลัวมากเลย”

 

สายลมได้พัดกระหน่ำปะทะผิวของหลังคา

 

สายลมนั้นได้พัดผมของเธอจนปลิว เผยให้เห็นดวงตาสีเขียวมรกตของเธอชัดเจน

 

ดวงตาของเธอดูเหมือนพร้อมที่จะมีน้ำตานองออกมาได้ทุกเมื่อ

 

ชิม่อน “ตลอดการต่อสู้ที่อาลซัส ผมไม่รู้สึกตัวเลย แต่พอรอดชีวิตมาได้โดยแลกมากับชีวิตของคุณซูซู ผมก็รู้สึกกลัวขึ้นมา”

 

บางทีเธอคงไม่อยากให้ชั้นเห็นใบหน้าที่กำลังเศร้าหมอง เธอเลยเบือนหน้าหนีไป

 

ชิม่อน “ถึงผมอยากจะแก้แค้น อยากที่จะสู้เพื่อปกป้องประเทศ แต่พอคิดถึงเวลาที่ทหารสีขาวนั้นบุกมา คิดถึงสัตว์ประหลาด​ตัวนั้น ผมก็รู้สึกกลัว สั่นกลัวขึ้นมาทันที”

 

ชั้นไม่รู้ว่าควรจะปลอบยังไงดี

 

แต่เดิมที่เพราะชั้นมีร่างกายที่แข็งแกร่ง ความหวาดกลัวเลยย่อมน้อยกว่า แต่กับชิม่อนที่มีร่างกายบอบบางและดูเหมือนเด็กแล้ว เธอคงไม่อาจทนรับเรื่องแบบนั้นได้

 

พวกเราได้ผ่านนรกมาด้วยกันทั้งคู่ แต่ชั้นนั้นได้รับพลังมาในเวลาไม่นาน แต่กลับชิม่อนที่ฝึกมานานแรมปี แต่ไม่เห็นผลอะไร ก็ย่อมที่จะรู้สึกไร้พลังเช่นนี้ และหมดหวังที่จะสู้ต่อไปได้

 

ชิม่อน “... ขอโทษด้วยครับ ลืมที่ผมพูดไปเถอะครับ ถ้าถึงเวลาที่พวกมันบุกมา ผมจะร่วมต่อสู้แน่นอน”

 

แล้วเธอก็หันหลังให้กับชั้น

 

โครโน่ “ไม่เป็นไรหรอก”

 

ชิม่อน “เอ้ ?”

 

โครโน่ “เป็นนักเล่นแร่แปรธาตุไม่ใช่หรือไง ? แล้วจะสู้ไปทำไมละ จริงมั้ย ?”

 

เธอสับสนในสิ่งที่ชั้นพยายามจะสื่อออกไป

 

โครโน่ “ชิม่อน รู้ตัวมั้ยว่าตัวเองนั้นมีพลังมากพอที่จะฆ่าพวกมันได้อยู่นะ”

 

ชิม่อน “เออ หรือว่าจะหมายถึง…”

 

โครโน่ “ใครละที่สร้างปืนขึ้นมานะ ?”

 

เธอเบิกตากว้างขึ้นมาด้วยความตกใจ ในที่สุดเธอก็รู้แล้วว่าชั้นกำลังจะสื่อถึงอะไร

 

แถมเรื่องนี้ยังเป็นอีกประเด็นที่ชั้นมาหาชิม่อนในวันนี้ด้วย

 

โครโน่ “ถึงจะพ่ายแพ้ที่หมู่บ้านอาลซัส แต่พลังของปืนก็เป้นของจริงไม่ใช่หรือไง ?”

 

ปืนกลหนักที่ใช้งานในตอนนั้นทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีมาก

 

แม้แต่ปืนประจำตัวของชิม่อน [ยะตะกะระสุ] เองก็ยังทำหน้าที่ของมันได้ดีเยี่ยมไม่แพ้กัน

 

เธอสามารถเป่าหัวของพวกจอมเวทกระจุยไปได้ตั้งหลายคน

 

ที่พวกเราต่อสู้ได้อย่างไม่ลำบาก นั่นก็เพราะพลังของปืนกระบอกคู่นี้ที่พวกเรามี

 

ถึงจะมีอัศวินเกราะหนักผ่านดงกระสุนเข้ามาได้ แต่ยังไงซะ กำลังหลักของพวกมันที่เน้นจำนวนเข้าว่าก็ไม่อาจผ่านปืนเข้ามาได้อยู่ดี

 

ชิม่อน “หรือพี่กำลังจะหมายถึงให้ผลิตปืนออกมาเป็นจำนวนมาก...”

 

โครโน่ “ไม่ใช่แค่ปืนของตัวเอง ชิม่อนนะมีความสามารถพอที่จะผลิตออกมาเป้นจำนวนมากได้อยู่ได้ ไม่สิ บางทีอาจจะทำอาวุธที่เหนือกว่านั้นขึ้นไปได้อีดด้วยนะ”

 

อย่างเช่นปืนต่อต้านอากาศยาน กับระเบิด อาวุธทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับดินปืน เธอน่าจะสร้างขึ้นมาได้ทั้งหมดเลยละ

 

บางทีถ้าหากผสมหลักการเวทมนต์เข้าไปด้วยละก็ ระเบิดมิซซายก็อาจจะไม่ใช่ความฝัน

 

โครโน่ “ทั้งความรู้และเทคโนโลยีนั้นอยู่ในหัวของชั้นหมดแล้ว ต่อให้มันไม่ได้ปรากฏอยู่ในโลกใบนี้ แต่ขอแค่ให้มีข้อมูล ชั้นว่าอย่างชิม่อนนะ ทำมันขึ้นมาได้เองอยู่แล้วละ”

 

เพราะเธอคนนี้คืออัจฉริยะ ที่สามารถผลิตปืนต้นแบบได้ใกล้เคียงความจริงขึ้นมาได้ด้วยตนเองยังไงละ

 

โครโน่ “ไม่ใช่ว่าได้ห้องวิจัยใหม่ที่ดีกว่าเดิมมาหรือยังไงกัน ?”

 

ชิม่อน “ฮืม… จริงด้วย ! พี่ชายพูดถูกแล้ว ผมจะทำอาวุธ ทำอาวุธที่ยอดเยี่ยมออกมาให้เองครับ !”

 

ใช่แล้ว ปล่อยให้งานแนวหน้าเป้นของชั้นเองเถอะนะ

 

โครโน่ “ปัญหาต่อไปก็คือเงินทุนสินะ”

 

ชิม่อน “เออ อา…”

 

ฝบหน้าของเธอดูสิ้นหวังขึ้นมาทันที

 

เธอยังคงเป็นแค่นักเรียนที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง และยังต้องหาเงินมาจ่ายค่าเล่าเรียนด้วยตัวเองอีก เพราะแบบนั้นคงยากที่จะมีเงินทุนมาสร้างอาวุธยุคใหม่ได้

 

โครโน่ “ชั้นจะเป็นนายทุนให้เอง”

 

ชิม่อน “ไม่ได้ครับ ! แบบนั้นไม่ดีเลยนะครับ !”

 

โครโน่ “ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ใช่ว่าชั้นจะส่งกระเป๋าเงินให้ซะหน่อย นี่คือการลงทุน ชั้นจะลงทุนให้คนที่ผลิตอาวุธที่มีอำนาจพอฆ่าไอพวกบ้านั้นได้มันผิดตรงไหน ?”

 

อีกอย่างตอนนี้ชั้นยังเป็นแค่นักผจญภัยแรงค์ 2 เท่านั้น เพราะฉะนั้นคงยังให้เงินทุนมากตอนนี้ไม่ได้ด้วย

 

แต่ยังไงซะ อีกเดียวปาร์ตี้ [เอเลเมนต์มาสเตอร์] ก็คงจะได้เลื่อนเป็นแรงค์ 4 ในเร็ว ๆ นี้ได้อย่างง่ายดายแล้วละ

 

ถึงจะไม่รู้ว่าแรงค์ 5 ร่ำรวยมากขนาดไหน แต่เห็นว่าเพียงแค่แรงค์ 4 ก็พอจะมีเงินซื้อบ้านหลังโตได้เหมือนพวกชนชั้นสูงกันแล้ว

 

ชิม่อน “ได้ครับ ผมจะพยายาม ! ผมจะตอบความคาดหวังของคุณเองครับ คุณพี่ชาย !”

 

ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยพลัง ดีแล้วละนะ

 

โครโน่ “อ้า จริงสิ ตอนนี้มีแค่ชิม่อนที่รู้จักวิธีใช้ปืนสินะ หรือบางทีคงต้องให้ชิม่อนออกไปสู้ด้วยวิธีการซุ่มยิงแล้วละนะ”

 

ชิม่อน “เอ้อ้อ้ ทำไมกลับคำพูดแบบนี้ละคราบ !?”

 

ด้วยเหตุนี้ โครงการพัฒนาอาวุธสงครามยุคใหม่ของชิม่อนจึงได้เริ่มต้นขึ้น !

 

โครโน่ “อาวุธของชิม่อนจะถูกสร้างขึ้นเพื่อฆ่าพวกครูเสดเดอร์ ส่วนวิธีเอาชนะพวกมัน---”

 

แต่กระสุนก็ไม่อาจทะลวงผ่านออร่าสีขาวที่ปกป้องพวกมันได้ ต่อให้ยิงออกไปมากแค่ไหนก็ตาม

 

หรืต่อให้ใช้ลูกปืนใหญ่ ชั้นก็คิดว่าคงยิงไม่โดนอยู่ดี

 

อาวุธพวกนี้มีเป้าหมายเพื่อสังหาร [คนธรรมดา] เท่านั้น แต่กับพวกอัครสาวกหรือซุปเปอร์แมนที่เหนือมนุษย์ คงต้องหาวิธีอื่นเอา

 

โครโน่ “----ชั้นจะไปคิดหาวิธีเอง”

 

เพราะฉะนั้นชั้นจึงต้องทำให้ตัวเองมีพลังทัดเทียมพวกอัครสาวกให้ได้

 

ต้อนนี้ชั้นต้องหาวิธีใช้พรคุ้มครองของมิอะให้ได้เสียก่อนเป็นอย่างแรก

 

ตัวตนของมิอะนั้นยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ชั้นก็นึกถึงใครอื่นที่จะช่วยตอนนี้ไม่ออกแล้วเช่นกัน

 

ชิม่อน “แต่ว่าพรคุ้มครองที่คุณพี่ชายได้รั้บนั้นเชื่อถือได้ขนาดนั้นเลยหรือครับ ?”

 

โครโน่ “ก็นะ ชั้นคิดว่า…”

 

มันออกจะเจ็บปวดอยู่ เพราะชั้นเองก็ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองได้พรอะไรมา

 

แถมยังไม่รู้ว่าบททดสอบคืออะไร และพวกครูเสดเดอร์ก็คงไม่รอให้ชั้นใช้พรคุ้มครองเป็นก่อนเสียด้วย

 

ตอนนี้มีปัญหามากมายกองเป็นภูเขาเลยแฮะ

 

โครโน่ “เอาเถอะ ไม่มากก็น้อย แต่ชั้นคิดว่าจะเพิ่มพลังตัวเองด้วยการไปต่อสู้กับมอนสเตอร์เก่ง ๆ นะ”

 

ชั้นไม่อาจพึ่งเฉพาะพรได้เพียงอย่างเดียว เพราะงั้นชั้นถึงได้พยายามเพิ่มแรงค์ของตัวเองไปพร้อมกันด้วย

 

ชิม่อน “ไปต่อสู้กับพวกนั้นมันยากออก ผมนึกว่าพี่ชายจะไปเรียนรู้เวทมนต์หรือทักษะต่อสู้เพิ่มเสียอีกครับ”

 

โครโน่ “เรียนรู้และฝึกอย่างงั้นหรือ… ชั้นไม่เคยทำแบบนั้นเลยน้อกจากฝึกสู้จริง ไม่เคยนึกถึงเลยแฮะ”

 

พอเธอพูดออกมาแบบนี้ ชั้นก็ลืมไปเลยว่ายังมีวิธีแบบนี้อยู่เช่นกัน

 

ถึงจะฟังดูไม่น่าได้ผล แต่ถ้าหากอยากให้เด็กต่อยมวยเป็น อย่างน้อยก็ควรให้เขาไปฝึกพื้นฐานมาก่อนใช่มั้ยละ ? นั่นละถึงจะเป็นวิธีที่ถูกต้องที่ควรทำกัน

 

โครโน่ “ถึงจะบอกให้ไปฝึก แต่ชั้นก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงอยู่ดีแฮะ”

 

หรือว่าจะต้องไปนั่งสมาธิใต้น้ำตก ? ไม่สิ การฝึกสมาธิมันไม่เกี่ยวกับการเพิ่มพลังเสียหน่อย

 

ชิม่อน “ก็อย่างเข้าเรียนในโรงเรียนยังไงครับ ?”

 

จริงด้วยสิ ชั้นลืมไปเลย

 

พอมานึกย้อนไป ชั้นเคยคุยกับพวกลิลี่ว่าจะเข้ามาเรียนซะด้วยสิ

 

ตอนนั้นชั้นคิดถึงแค่การเรียนเพื่อรู้ถึงโลกใบนี้ให้มากขึ้นเท่านั้นเอง

 

โครโน่ “ถ้าชั้นต้องการ ชั้นจะสามารถเข้าเรียนที่นี่ได้ไหม ?”

 

ชั้นไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโรงเรียนเลย แต่ตอนนี้คนที่มีข้อมูลอัดแน่นกำลังยืนอยู่ตรงหน้าของชั้นแล้ว

 

ชิม่อน “ได้สิครับ ก็มีคนแบบคุณพี่ชายตั้งเยอะ ชั้นเรียนนักผจญภัยยังไงครับ”

 

โครโน่ “แล้วมีแบบอื่นอีกไหม ?”

 

ก่อนอื่นชั้นอยากรู้ว่าคนอย่างชั้นควรจัดอยู่ในประเภทไหนกัน

 

ชิม่อน “นักผจญภัยหน้าใหม่จะเข้าเรียนใช้ชั้นฝึกหัด โดยสอนทุกอย่างตั้งแต่พื้นฐานเลยครับ แต่เนื้อหาที่เรียนนั้นเป็นอิสระอยู่ที่ว่าเราจะเลือกเข้าเรียนครับ”

 

ชั้นเข้าใจละ แต่ชั้นไม่ใช่หน้าใหม่อีกต่อไปแล้วละ

 

ชิม่อน “เพราะอย่างงั้น อย่างคุณพี่ชายก็น่าจะเข้าเรียนเฉพาะชั้นเรียนที่ตัวเองยังไม่รู้ก็พอครับ ผมว่าน่าจะเหมาะกับพี่ชายมากกว่าครับ”

 

ใช่แล้ว นั่นละเหมาะกับชั้นที่สุดแล้ว

 

ชิม่อน “อย่างที่ได้เคยบอกเอาไว้ครับ พวกนักผจญภัยส่วนมากมีแต่กล้าม แต่ไร้สมอง เพราะอย่างงั้นทางโรงเรียนถึงได้ให้อิสระพวกเขาในการเข้าชั้นเรียนได้ครับ”

 

จะดรอบเรียนกลางคันหลังจากรู้เฉพาะเรื่องที่อยาก ก็เป็นเรื่องปกติที่เห็นได้บ่อย ๆ ด้วย

 

โครโน่ “แล้วต้องเสียค่าเรียนเท่าไหร ?”

 

ชิม่อน “ผมไม่รู้ครับ แต่ชั้นเรียนของนักผจญภัยนั้นถูกมาก แล้วก็สามารถทยอยจ่ายระหว่างเรียนได้เหมือนอย่างที่ผมทำอยู่ครับ ถ้าเอาขั้นต่ำก็...100,000 ครันครับ”

 

100,000 ครัน… อืม นั่นเรียกว่าน้อยหรือเยอะฟะ ตอนอยู่ที่หมู่บ้านอิรุส เดือนหนึ่งชั้นยังใช้ไม่ถึง 100,000 ครันเลยนะ ถ้าเทียบเป็นเงินไดดารอสก็ตั้ง 10 โกลเลยนะเฟ้ย !

 

แต่ก็นะ บางทีสำหรับนักผจญภัยเงินจำนวนนั้นคงจะถือว่าน้อยแล้วละ เพราะอย่างอาวุธนั้นแพงกว่าเป้นหลายเท่าตัวเลย อย่างอาวุธต้องคำสาปขั้นต่ำ ก็ปาเข้าไปตั้ง 1 ล้าน ครันแล้ว

 

โครโน่ “ดีละ ...ชั้นคิดว่าอยากจะเข้าเรียนที่นี่แล้วละ”

 

ชิม่อน “เป็นความคิดที่ดีมากเลยครับ !”

 

ชิม่อนส่งยิ้มมาให้ชั้น

 

โครโน่ “เอาไว้หลังจากได้เลื่อนเป็นแรงค์ 3 ก่อน เดียวจะมาอีกครั้งนะ”

 

แล้วคราวนี้ลิลี่กับฟิโอน่าก็น่าจะตามมาด้วย แล้วคราวนี้ชีวิตในรั้วโรงเรียนของชั้นก็จะได้เริ่มต้นอีกครั้งหนึ่ง

 

ชั้นไม่สงสัยเลยว่าชีวิตในรั้วโรงเรียนที่ว่านั้นจะถูกขัดจังหวะเอาไว้ในอนาคตอันใกล้นี้แล้ว

 

จากผู้แปล : ใครคิดเหมือนผมบ้างว่าชิม่อน...มันชอบโครโน่อยู่ -*-  




NEKOPOST.NET