[นิยายแปล] จอมมารดำ ตอนที่ 185 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] จอมมารดำ

Ch.185 - ตอนที่ 185 ชิม่อน-ฟรีลิด-บาเดีย


พอชั้นเปิดประตูตรงหน้าออก ชิม่อนก็พุ่งเข้ามาหาชั้นได้โดยที่ไม่เกิดอุบัติเหตุ​อันใดได้อย่างน่าอัศจรรย์​

 

แล้วสิ่งแรกที่เธอเอยปากออกมาก็คือ

 

ชิม่อน “คุณพี่ชาย ทำไมตาซ้ายเป็นสีแดงแบบนั้นละ ?”

 

ก็พุ่งประเด็นมาที่รูปลักษณ์ของชั้นที่แม้ตัวเองก็ลืมไปแล้ว

 

ชั้นเล่าเรื่องทั้งหมดคร่าว ๆ ให้เธอฟังโดยละเรื่องของมิอะเอาไว้

 

ชิม่อน “---ขอโทษด้วยที่ไม่ได้รีบติดต่อกลับไปครับ…”

 

เธอขอโทษชั้น

 

โครโน่ “ไม่เป็นไร เธอเองก็มีปัญหาเยอะเหมือนกันไม่ใช่หรือไง ?”

 

ที่ชั้นตอบออกไปแบบนั้นเพราะกำลังแปลกใจกับชุดของเธอ

 

ชิม่อนที่ควรจะสวมชุดผู้หญิงกลับกำลังสวมชุดเครื่องแบบนักเรียนชายอยู่

 

ตอนที่มาถึงสปาด้า ชั้นก็ได้เห็นชุดเครื่องแบบนักเรียนชายสีดำหลายครั้งแล้ว ชั้นแน่ใจว่าเธอกำลังส่วมชุดเครื่องแบบชายจริง ๆ

 

ทั้งที่ชั้นคิดว่าจะได้เห็นชิม่อนสวมชุดสีแดงพร้อมกระโปร่งออกมาต้อนรับซะอีก

 

แต่เธอกลับส่วมกางเกงสแล็คของนักเรียนชายอยู่แทนซะงั้น

 

หรือว่าชิม่อนจะเป็นผู้ชาย ?

 

ชุดนักเรียนชายเหมาะกับเธอมาก ชิม่อนในตอนนี้ดูไม่ต่างจากเด็กนักเรียนมัธยมศึกษา​ทั่วไปเลย

 

เป็นอีกครั้งที่ชั้นเริ่มสับสนในเพศของชิม่อน

 

ไม่สิ ชิม่อนเป็นนักผจญภัยไม่ใช่หรือ บางทีเธอคงต้องการปกปิดเพศสภาพที่แท้จริงก็เป็นได้

 

ชั้นเคยได้ยินว่ามีผู้หญิงบางคนปลอมเพศเพราะไม่อยากโดนดูถูกอยู่เช่นกัน

 

ชั้นเข้าใจเธอแล้วละชิม่อน ชั้นจะไม่ถามอะไรมากหรอกนะ มันเป็นกฏของนักผจญภัย​ด้วยที่จะไม่ล้วงความลับของกันและกัน

 

หลังจากได้คำตอบเรื่องเพศของชิม่อนแล้ว ชั้นก็กลับมาสู่ประเด็นหลักอีกครั้ง

 

โครโน่ “เป็นนักเรียนอยู่ที่นี่เองอย่างงั้นหรือ? ตอนนี้คงว่างแล้วสินะ ?”

 

ความจริงกว่าจะพักเที่ยงก็อีกสองชั่วโมง ตอนนี้พวกนักเรียนควรจะไปอยู่ในห้องเรียนกันต่างหาก

 

ชิม่อน “ไม่เป็นไร มีหลายอย่างต้องเตรียมก่อน กว่าจะได้เข้าเรียนก็อีก 2-3 วันนั่นแหละครับ”

 

สรุปคือพวกเรามีเวลาคุยได้ทั้งวัน ชิม่อนพาชั้นเข้ามาในห้องโดยมีชั้นนั่งบนเก้าอี้ ส่วนตัวเธอไปนั่งบนเตียงแทน

 

มันไม่เหมือนกับห้องวิจัยก่อนหน้านี้ของเธอ เพราะข้างในนั้นยังไม่มีของระเกะระกะ​

 

จะมีก็เพียงของใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ชั้นคิดว่าอีกไม่นานคงจะกลับไปเป็นสภาพเดิมแน่นอน

 

โครโน่ “งั้นมาเริ่มจากสถานการณ์ของแต่ละฝั่งก่อนแล้วกัน””

 

ในที่สุดการสนทนาก็เริ่มขึ้นเสียที

 

…..

 

ที่สปด้าแห่งนี้มีตระกูลขุนนางทรงพลังอยู่เป็นจำนวนมาก

 

และมีอยู่ 4 ตระกูลที่ทรงพลังที่สุด

 

หนึ่งในนั้นเป็นตระกูลบาเดีย

 

ต้นตระกูลของเขามีอายุมาได้ 3000 ปีแล้ว โดยคนนั้นเป็นถึงอัศวินที่เก่งกาญที่สุดของจอมมารในตำนาย [มิอะ]​ ผู้นั้น

 

พรแห่ง [อัศวินรัตติกาล​ฟรีเซียร์] นั้นมีผู้ได้รับพรนี้อยู่น้อยมาก อีกทั้งยังกำจัดเฉพาะผู้คนในสปาด้าเท่านั้นอีกด้วย

 

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเสาของเทพเจ้าสีดำก็ว่าได้

 

และต้นตระกูลคนนั้นก็ได้ขึ้นเป็นเทพเจ้าไปพร้อมกับการถือกำเนิดของตระกูลบาเดีย

 

แต่ทว่าความจริงนั้นก็ไม่มีใครรู้ เพราะช่วง [ยุคมืด]​ ที่หายไปซึ่งขั้นกลางระหว่างยุคโบราณและปัจจุบันนั้น ทำให้ประวัติศาสตร์​นั้นขาดหายไปช่วงหนึ่ง

 

ไม่มีใครรู้เลยว่าตระกูลนี้มีสายเลือดสักหยดของบุคคลในตำนานที่ว่าจริงหรือเปล่า

 

อีกทั้งตระกูลบาเดียก็พึ่งอ้างตนเองว่าเป็นสายเลือดของเทพเจ้าผู้นี้เมื่อ 300 ปีก่อนหน้านี้เองอีกด้วย

 

ส่วนชิม่อนนั้นอยู่ในสถานะบุตรบุญธรรมของตระกูลนี้

 

ชื่อจริงของเขาก็คือ [ชิม่อน-ฟรีลิด-บาเดีย]​

 

โครโน่ “อย่าง… มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือนี่…”

 

พอชั้นเล่าเรื่องของตัวเองเสร็จ ชิม่อนก็เล่าเรื่องตระกูลของตัวเองให้ฟัง

 

แล้วมันก็ฟังดูน่าเหลือเชื่อกว่าคาดเอาไว้มาก

 

แต่เป็นเพราะชั้นพึ่งมาอยู่บนโลกใบนี้ได้ไม่ถึงปี ชั้นจึงไม่ค่อยเข้าใจถึงความสำคัญและความยิ่งใหญ่ของพวกขุนนางมากนัก

 

โครโน่ “แล้วขุนนางใหญ่โตคนนั้นไปทำอะไรที่อาลซัสละนั่น ?”

 

ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่ที่โลกเดิมของชั้นก็มีขุนนางเช่นกัน ชั้นนึกภาพไม่ออกและสงสัยว่าทำไมลูกขุนนางถึงต้องมาทำภารกิจไล่เก็บสมุนไพรแบบนั้น

 

ชิม่อน “อืมมม…. คงต้องใช้เวลาอีกสักพักละครับ…”

 

โครโน่ “ไม่เป็นไร ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่ต้องก็ได้”

 

เพราะมันคือสิทธิ​ของนักผจญภัยที่จะไม่พูดถึง

 

ชิม่อน “ไม่ใช่แบบนั้น ผมอยากให้คุณพี่ชายรู้จริง ๆ นะครับ”

 

ชั้นรู้สึกดีใจที่เธอเชื่อใจชั้น

 

เอาละคงต้องฟังให้ดี ๆ บางทีคงจะได้รู้เหตุผล​ด้วยว่าทำไมถึงแต่งตัวเป็นเด็กผู้ชาย​แบบน

 

ชิม่อน “ผม ตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นเด็กอยู่ เคยวาดฝันว่าอยากเป็นอัศวินของสปาด้าครับ”

 

แล้วนั่นก็เป็นเหตุการณืตอนประมาณ 10 ปีที่แล้วที่เธอพึ่งจะถูกรับเข้ามาอยู่ในตระกูลบาเดีย

 

ชิม่อน “ตระกูลบาเดียนั้นได้ผลิตอัศวินชั้นยอดออกมาเป็นจำนวนมาก แม้แต่พี่สาวของผม--เอมิเลีย คนที่มารับพวกเราเมื่อตอนนั้นยังไงครับ จำได้หรือเปล่า ?”

 

พอลองมานึกดูชั้นก็จำได้ว่าเคยพบกับคนสวมชุดเกราะทั้งตัวที่ตัวสูงกว่าชั้น แน่นอนว่าคนที่มีเอกลักษณ์เด่นขนาดนั้นชั้นลืมไม่ลงอยู่แล้ว

 

คนนั้นชื่อว่าเอมิเลียเองอย่างงั้นหรือเนี่ย

 

ชิม่อน “เธอคนนั้นพิเศษแตกต่างออกไปจากเผ่าเอลฟ์ซะหน่อย เพราะเธอมีพละกำลังมหาศาลตั้งแต่ตอนที่ผมพึ่งได้เข้ามาอยู่ในตระกูลตอนนั้นเลยละครับ”

 

ตอนนั้นเอมิเลียพึ่งอายุได้ 12 ปีเท่านั้น แม้จะอายุน้อย แต่เธอก็สามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนรัฐสปาด้าได้ แถมข้ามชั้นเรียนไปที่ระดับประถมปีที่ 6 ได้เลยทันทีอีกด้วย

 

เธอสามารถทำลายมอนสเตอร์แรงค์ 1 ได้ด้วยมือเปล่า และถ้ามีอาวุธอยู่ในมือ เธอก็จะสามารถปราบมอนสเตอร์แรงค์ 3 ลงได้ด้วยตัวเพียงคนเดียว

 

ด้วยความสามารถขนาดนี้ตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี ทำให้เธอเป็นที่หวาดกลัวมาก

 

ชิม่อน “เพราะมีตัวอย่างแบบนั้น ผมเลยฝันว่าอยากจะเป็นอัศวินที่เก่งกาจบ้าง แต่ว่า----”

 

ใบหน้าของชิม่อนบอกบุญไม่รับขึ้นมาเล็กน้อยก่อนที่จะพูดต่อ

 

ชิม่อน “ผมมันไร้ความสามารถ ไม่มีพลังเหมือนอย่างที่เอลฟ์ควรจะมีกัน”

 

เผ่าเอลฟ์นั้นขึ้นชื่อเรื่องพลังเวทมนต์ที่มีมากมายกว่าเผ่าอื่น ๆ

 

พวกเขาเชี่ยวชาญการต่อสู้ด้วยเวทมนต์ แม้แต่ศิลปะการต่อสู้เองก็ยังใช้วิธีอาบพลังเวทลงไปเพื่อการโจมตีเลย

 

ชิม่อน “ต่อให้ใช้พลังเวทไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่กลายเป็นว่าต่อให้ผมพยายามฝึกเพิ่มกล้ามเนื้อมากแค่ไหน มันก็ไม่เพิ่มขึ้นมาเลย แถมยังไม่ตัวโตขึ้นมาแบบคุณพี่ชายด้วย ไม่ว่าจะฝึกแค่ไหนก็ตาม…ผมก็ไม่มีกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นมาเลยครับ”

 

ไม่เหมือนกับพวกดรอฟ เผ่าเอลฟ์นั้นเป็นพวกที่ไม่ค่อยมีกล้ามเนื้อ และชิม่อนก็เป็นพวกประเภทที่มีรูปร่างบางมาก

 

นั่นสินะ ขนาดมนุษย์เองก็ยังมีพวกที่ดูเด็กเกินวัยเช่นกัน อย่างพ่อของชั้นเองก็ดูหนุ่มกว่าวัยเหมือนกัน

 

แล้วชั้นก็พึ่งรู้ว่าชืม่อนอายุน้อยกว่าชั้นอยู่ 1 ปีด้วย ใช่แล้ว ตอนนี้เธอมีอายุ 16 ปีนั้นเอง

 

แต่รูปร่างของเธอนั้นเหมือนกับลิลี่ร่างโต คือเป็นแค่เด็กนักเรียนมัธยมเท่านั้น

 

ชิม่อน “ต่อให้ผมเป็นเช่นนั้น แต่ตลอดมาผมก็พยายามฝึกมาอย่างหนัก ทั้งเวทมนต์และการฝึกร่างกายไปพร้อมกัน”

 

โครโน่ “เพราะแบบนั้นเลยมีความรู้ทางเวทมนต์มากมายเลยสินะ ?”

 

นักเล่นแร่แผรธาตุเป็นอีกสาขาหนึ่งที่ไม่สนเวทมนต์ บางทีถ้าหากชิม่อนเริ่มจากการเรียนรู้วิชาแขนงนี้เป็นสิ่งแรกก่อนเวทมนต์ ตอนนี้เธอก็อาจจะผลิตปืนกลออกมาสำเร็จแล้วก็เป็นได้

 

ชิม่อน “ผมรู้ ผมจำได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะการร่าย การเขียนวงแหวนเวทมนต์ รู้ไปถึงแม้แต่วิธีอ่านภาษาโบราณ แต่ไม่ว่าจะพยายามเรียนรู้มากขนาดไหน ผมก็ไม่สามารถใช้เวทมนต์ได้เลย”

 

เขาเป็นกรณีพิเศษที่เป้นส่วนน้อยของเผ่าซึ่งไม่อาจใช้เวทมนต์ได้

 

เพราะถึงจะบอกว่าเอลฟ์เชี่ยวชาญด้านเวทมนต์ แต่จำนวนที่ว่านั้นก็คือจำนวนที่มากกว่าครึ่งมาเพียงนิดเดียวจากทั้งหมดเท่านั้น

 

ยังคงมีพวกประเภทเดียวกับชิม่อนที่ใช้เวทมนต์ไม่ได้ แล้วใช้ชีวิตอยู่ต่อไป

 

แต่ชิม่อนนั้นต่างออกไป เพราะเขามุ่งหวังที่จะเป็นอัศวิน แต่กลายเป็นว่าเขาดันใช้ไม่ได้แม้แต่วิชาดาบเช่นกัน

 

ชิม่อน “ตั้งแต่อยู่กับตระกูลบาเดียมาได้ 5 ปี ผมถึงได้รู้ตัวว่าผมคงไม่อาจกลายเป็นอัศวินที่ยิ่งใหญ่ของตระกูลได้”

 

และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาวิชาเล่นแร่แปรธาตุของชิม่อน

 

ชิม่อน “ผมเป็นบุตบุญธรรมของตระกูล นอกจากผมแล้ว ยังมีพี่ชายอีก 3 คน และพี่สาว 1 คน โชคดีหน่อยที่ผมไม่ได้อยู่ในสถานะที่ต้องแบกความหวังของตระกูลเอาไว้”

 

ถ้าหากชิม่อนถูกรับเข้ามาด้วยจุดประสงค์อื่นอย่างการทำชื่อเสียงให้กับตระกูลบาเดีย เขาก็ไม่สามารถความคาดหวังนั้นให้เป็นจริงได้

 

ชิม่อน “แต่อย่างน้อยผมก็อยากเป็นอิสระ แล้วก็อยากจะตอบแทนบุญคุณคนที่รับผมเข้ามาเลี้ยงดูด้วย ผมจึงออกมาจากบ้าน แล้วมาเข้าเรียนที่นี่ครับ”

 

ชั้นเข้าใจละ

 

ไม่สิ มันยังไม่ได้ตอบเลยว่าเธอกลายเป้นนักผจญภัยได้อย่างไรกัน

 

ชิม่อน “แต่เรื่องนักผจญภัยนั้น...ออกจะน่าอายสักหน่อยครับ...คือผมต้องการที่จะจ่ายค่าเล่าเรียนเองทั้งหมดด้วยกำลังของตัวเอง แต่ผมก็ไม่มีเงิน แถมผมยังต้องเจียดเงินมาใช้กับงานเล่นแร่แปรธาตุด้วย...ฮ่าฮ่า ฮ่า ก็อย่างว่า เหตุผลมันน่าอายจริง ๆ ครับ !”

 

ชั้นมองไปที่หูกับใบหน้าของชิม่อนที่สามารถอ่านความรู้สึกตอนนี้ได้ง่ายมาก

 

แต่ชั้นก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แล้วคิดดู นั่นสินะ ถ้าต้องการเงินเพื่อจ่ายค่าเล่าเรียน ทางเลือกเลยเหลือแค่มาเป้นนักผจญภัยสินะ

 

อีกอย่างเธอเองก็ได้รับอนุญาตจากทางบ้านแล้วด้วย หรือก็คือคุณพ่อของเธอนั่นเอง

 

แต่ว่าปัญหาก็คือ--

 

ชิม่อน “แต่ว่าพี่เลีย---จะว่ายังไงดี เธอนั้นเข้มงวดกว่าคุณพ่อมากเลย พอรู้ว่าผมเลิกที่จะเป็นอัศวินแล้ว เธอก็เข้มงวดหนักกว่าเดิมซะงั้น แถมยังบอกให้ผมหยุดทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการเล่นแร่แปรธาตุอีกด้วย ขนาดมาอยู่ในโรงเรียนแล้วก็ยังโดนต่อว่าให้เปลี่ยนไปเรียนพวกวิศวกรรมเวทมนต์แทน นี่ถ้าหากผมบอกเรื่องที่ตัวเองหนีจากโรงเรียนไปละก็---”

 

ผมคงถูกพี่ฆ่าทิ้งแน่นอน เพราะฉะนั้นเธอเลยหนีไปถึงสปาด้าแทน ไปยังสถานที่คิดว่ามือของพี่สาวจะเอื้อมไม่ถึงนั่นเอง

 

โครโน่ “เข้าใจละ ลำบากเหมือนกันนะเนี่ย หรืออีกทางหนึึ่ง ก็อยู่ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนพอควรเลยนะ”

 

ชั้นคงพูดอะไรมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

 

มันไม่เห็นจะจำเป็นเลยที่ต้องทำตามความคาดหวังของครอบครัวหรือตระกูล แต่ชั้นที่เป็นคนนอกคงพูดอะไรมากไม่ได้

 

จากที่ฟังดู คุณพ่อของเธอหรือก็คือผู้นำตระกูลตอนนี้ ดูท่าจะเป็นคนมีวิสัยทัศน์ดีกับตัวชิม่อนอยู่นะ

 

แต่พอมาคิดว่าต้องเจอพี่สาวแย้งแบบนั้นแล้วก็...

 

ไม่เหมือนกับพี่สาวของชั้น [มะนะ] เธอนั้นคอยดูแลชั้นมาตั้งแต่ยังเล็กเลย ชั้นทำได้แต่เห็นใจชิม่อนที่ไม่เคยเจอพี่สาวดี ๆ แบบชั้นเท่านั้น

(tn : ตอนก่อนแปลว่าเป็นน้องสาว ตอนนี้มาเป็นพี่สาว สรุปมะนะเป็นพี่สาวโครโน่นะครับ)

 

ชิม่อน “ถ้าหากเหตุการณ์นั้นไม่เกิดขึ้น ผมก็คงยังนั่งศึกษาวิชาเล่นแร่แปลธาตุในโกดังที่อาลซัสจนถึงตอนนี้นั่นแหละครับ”

 

โครโน่ “อ้า เรื่องนั่นนะหรือ อืม...”

 

ชิม่อน “อึ๊ก… ผมขอโทษด้วยครับ---”

 

ชิม่อนพยายามซ่อนความตกใจเอาไว้ นั่นทำให้ชั้นรู้ได้ว่าเธอคิดถึงจิตใจของชั้นอยู่จริง ๆ

 

โครโน่ “ไม่เป็นไร ถึงจะโกหกว่าไม่เป็นไรแล้ว แต่ชั้นก็สงบใจกับเหตุการณ์นั้นได้แล้วละ ไม่ต้องกังวลมากหรอกนะ”

 

ชิม่อน “....ครับ”

 

จะว่าไปชั้นยังไม่ได้เล่าเรื่องที่ไปพบกับพวกผู้รอดชีวิตกับพรที่ได้รับมาให้ฟังเลย

 

ดูเหมือนว่าชั้นจะทำให้เธอกังวลใจอยู่ งั้นคงต้องเล่าเหตุการณ์นั้นให้เธอฟังเป็นเรื่องต่อไปแล้วละ

 

แต่ทว่าสิ่งที่ชิม่อนเล่าออกมาในวันนี้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ควรเล่าให้กับคนแปลกหน้าอย่างโครโน่ฟังเลยสักนิด




NEKOPOST.NET