[นิยายแปล] จอมมารดำ ตอนที่ 171 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] จอมมารดำ

Ch.171 - ตอนที่ 171 นัดพบคนรักในคืนพระจันทร์เต็มดวง


ตอนที่กำลังจะกลับไปยังที่พัก ท้องฟ้าก็เริ่มกลายเป็นสีแดงแล้ว

 

หลังจากได้อุปกรณ์กับไอเท็มที่จำเป็นครบ พวกเราทั้งสามคนได้เดินเล่นต่ออีกสักเล็กน้อยและหาอะไรกินข้างทางก่อนกลับกัน แต่สุดท้ายก็หาร้านที่ถูกใจไม่เจอ เลยมาจบลงที่ร้าน [หางแมว] ตามเดิม

 

ร้านนี้พวกเราใช้คะแนน 60 แต้มสำหรับเรื่องคุณภาพ แต่เรื่องปริมาณนี่ให้ 100 แต้มเต็มเลย

 

และในตอนนี้ชั้นกำลังอยู่ตรงหน้าห้องของตัวเอง ชั้นเปิดประตูตรงหน้าและเดินเข้าไปภายในห้องเพียงคนเดียว

 

ในช่วงแรกที่พวกเราพักที่นี่นั้น ลิลี่จะเข้ามานอนกับชั้นด้วย แต่ไม่รู้ทำไม ตั้งแต่แต่เมื่อวานแล้ว ลิลี่กลับไปนอนที่ห้องของฟิโอน่าที่อยู่ข้าง ๆ แทน

 

ทั้งสองนั้นไม่ได้แตกต่างกัน จะต่างก็แค่ผู้ที่เข้าพักกับคู่นอนเท่านั้นเอง ถึงนอนคนเดียวแล้วจะเหงาไปบ้าง แต่ชั้นก็บ่นอะไรมากไม่ได้ เพราะนี่เป็นสิ่งที่ลิลี่ต้องการ ชั้นตามใจลิลี่อยู่แล้วละ

 

โครโน่ “อีกอย่าง วันนี้ชั้นโคตรเหนื่อยเลย”

 

ชั้นโยนผ้าคลุมจอมเวทที่มีตราสัญลักษณ์ของนักเรียกปีหนึ่งทิ้งลงไปพร้อมกับนั่งพักลงบนเตียงตรงหน้า

 

สมัยก่อน เวลาที่ชั้นสวมผ้าคลุม [อ้อมกอดแห่งมารร้าย บาโฟเม็ท เอ็มเบรซ] ชั้นไม่เคยคิดที่จะถอดเสื้อนอนแบบนี้เลยสักครั้ง แต่กับเจ้าชุดคลุมจอมเวทของปลอมแบบนี้ มันร้อนเกินไปที่จะทนใส่นอนได้

 

ตอนนี้ชั้นอยากพักผ่อนเต็มทนแล้ว เลยถอดเสื้อตัวนี้ออกไป

 

บางทีคงจะดีกว่าหากเก็บมันให้พ้น ๆ ไปเลยก่อนที่ชั้นจะทำมันยับ ชั้นเลยเปิดมิติเงาขึ้นมาเพื่อเก็บมันลงไปข้างในที่เต็มไปด้วยสิ่งของมากมายแล้ว

 

ข้างในมิติเงาของชั้น มันมีดาบยาว 15 เล่ม เพราะต้องสำรองเพื่อไว้ 5 เล่ม ชั้นเลยซื้อมาทั้งหมด 15 เล่มสำหรับทักษะ [ดาบปีศาจ・ซอด อาร์ต] ของชั้น

 

ความจริงดาบ 5 เล่มนี้ก็เป็นของแถมที่ได้รับมาด้วยละนะ

 

ชั้นไม่รู้หรอกนะว่าตอนที่ซื้อมาทั้งหมดในราคา 50,000 คลัน นั้นจะถูกหลอกหรือเปล่า แต่มันก็ออกจะเป็นราคาที่ยอมรับได้ ชั้นเลยไม่บ่นอะไรมาก แล้วตัดสินใจซื้อมา

 

แต่คราวหน้าชั้นจะไม่ไปไอร้านบ้าแห่งนั้นอีกแล้ว ! แต่ว่า...อืม... เอาไว้ถ้ามีเงินมากกว่านี้ เดียวค่อยลองไปร้านนั้นอีกครั้งเพื่อซื้ออาวุธต้องคำสาปดีกว่า

 

พอพูดถึงอาวุธต้องคำสาปแล้ว สุดท้ายชั้นก็ไม่ได้ซื้อเพิ่มกลับมาเลยสักเล่ม

 

เพราะต่อให้ขาย [ดาบมิธลิท] ไปเพื่อแลกกับอาวุธต้องคำสาปกลับมาใช้งาน แต่ถ้าหากเจอพวกมอนสเตอร์ที่ต่อต้านธาตุมืดแล้วละก็ ชั้นจะไม่ชิบเอาได้หรือ ? ชั้นเลยหยุดมือก่อนที่จะขายดาบออกไปทัน

 

เพราะดาบมิธลิทปกตินั้นไม่ค่อยเหมาะสมกับชั้นในการใช้งาน เพื่อให้ใช้งานได้ ชั้นจะต้องแทรกแทรงด้วยพลังเวทมนต์ดำของชั้นลงไปในดาบ ถึงจะเทียบกับทักษะดาบหรือพลังของมันตามที่ควรจะเป็นไม่ได้ แต่ก็เพียงพอที่จะเหวี่ยงดาบฟาดฟันศัตรูได้แล้ว

 

ตอนที่เห็นอาวุธต้องคำสาปที่ร้านตอนนั้น ชั้นรู้สึกตื่นเต้นและสวนใจพวกมันมาก แต่สุดท้ายก็ต้องยอมอดทนเจ็บปวดไม่ซื้อพวกมันไป

 

อีกเรื่องหนึ่ง เจ้าโครงกระดูกคนนนั้นพูดมากน่ารำคาญชิบหายเลยละ

 

เอาเถอะ ตอนนี้มาตรวจดูของที่ซื้อมาทีละเล่มก่อนดีกว่า

 

ในตอนนั้นเอง

 

โครโน่ “ฮืม ...จดหมาย ?”

 

ที่บนหมอนของชั้นมีจดหมายวางเอาไว้อยู่ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 แล้วที่ได้รับมาในรูปแบบนี้

 

หรือว่าจะเป็นจดหมายจากชิม่อนอย่างงั้นหรือ ? ชั้นตั้งคำถามกับตัวเองก่อนที่จะเปิดซองออกมาดู


 

[จะรออยู่ที่ลานกว้างของเมือง คืนนี้]


 

บนนั้นมีประโยคสั้น ๆ เขียนเอาไว้อยู่

 

โครโน่ “ใครกันนะ….”

 

ชั้นรู้สึกกังวลใจ ก็นะ ใครที่ไหนก็ไม่รู้ส่งจดหมายมาแบบนี้นี่

 

ถ้าเป็นที่โรงเรียน ชั้นก็คงตื่นเต้นไปแล้วว่ามันคงจะเป็นจดหมายรัก แต่ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก

 

คนที่ชั้นรู้จักแล้วทำอะไรอ้อมค้อมแบบนี้….หรือว่าจะเป็นอัครสาวก !? เป็นยัยต้องอัครสาวกที่ 8 ไอซ์แน่นอนที่ส่งของแบบนี้มาให้ชั้น

 

บางทีคงต้องการที่จะมาดูความน่าสมเพชของชั้นตอนนี้

 

ไม่สิ ถ้าหากเป็นเธอคนนั้นจริง ก็น่าจะใส่ชื่อมาแล้วละ

 

หรือว่าจะเป็นมิอะ ?

 

ไม่สิ เธอคนนี้ก็น่าจะใส่ชื่อตัวเองตรง ๆ มาเช่นกัน

 

อืม...หรือว่าจะมีเทพเจ้าองค์ใหม่ต้องการที่จะมอบพรคุ้มครองให้กับชั้นอย่างงั้นหรือเปล่า ?

 

แต่ถ้าเป็นเทพเจ้าจริง ๆ ละก็ ช่วยกรุณามามอบให้โดยการเข้าฝันหรืออะไรแบบนั้นจะดีกว่าหรือเปล่า ?

 

ตอนนี้ภายในหัวของชั้นหมุนติ้วเป็นวงกลมไปแล้ว ด้วยสถานการณ์ที่ไม่มีหลักฐานอะไรอ้างอิง ทำให้ชั้นไม่สามารถคาดเดาผู้ส่งได้

 

จะทิ้งจดหมายแล้วทำเป็นไม่สนใจไปก็รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหรนัก อีกอย่าง ชั้นเองก็รู้สึกสนใจอยู่ลึก ๆ เช่นกัน

 

ดังนั้นแล้ว ชั้นเลยตัดสินใจที่จะออกไปพบบุคคลต้องสงสัยคนนั้นในที่สุด

 

……………………………..

 

โครโน่ “เอาละ พร้อมแล้วละ”

 

ชั้นหยิบชุดคลุมจอมเวทตัวเดิมขึ้นมาสวมใส่อีกครั้ง แล้วเดินไปตามตรอกซอยที่มืดมิดของเมืองสปาด้าแห่งนี้

 

ชั้นได้เอาเรื่องจดหมายฉบับนี้ไปปรึกษาลิลี่กับฟิโอน่าตอนช่วงที่กินข้าวเย็นด้วยกัน

 

ฟิโอน่า “งั้นเดียวฉันกับคุณลิลี่จะไปซ่อนตัวที่ลานกว้างนั้นด้วยค่ะ หากสถานการณ์ดูทำท่าจะอันตรายขึ้นมา ฉันจะยิง [รังสีแห่งสุริยะ-โกลเด้น-ซัน] ออกไปเอง เพราะฉะนั้น สบายใจได้เลยค่ะ”

 

แผนการของแม่มดคนนี้ ดูท่าจะทำให้ชั้นตายไปพร้อมกับศัตรูไปพร้อมกันเลย…

 

โครโน่ “เออ ใช้แค่ศรเวทก็พอแล้วละ”

 

ชั้นคงต้องย้ำเธอเอาไว้ก่อน เพื่อสวัสดิภาพของตัวชั้นเอง

 

ตอนนี้ชั้นไม่มีทั้งชุดหรือเครื่องรางและพลังป้องกันพอที่จะรับการโจมตีของฟิโอน่าได้

 

ชั้นคิดว่าด้วยความสามารถที่มีอยู่ตอนนี้ ไม่ว่าจะเจออะไรก็น่าจะรอดชีวิตกลับไปได้ จะยกเว้นก็แค่อีกฝ่ายเป็นอัครสาวกนี่แหละนะ

 

บาร์หางแมวที่พวกเราพักอยู่นั้น มันตั้งอยู่ติดริมถนนพอดี เพราะฉะนั้นจึงไม่ค่อยมืดมากเท่าไหรนัก เพราะมีแสงสว่างจากไฟถนนอยู่

 

แถมวันนี้ยังเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงอีกด้วย

 

ตามท้องถนนชั้นเห็นนักผจญภัยเมาค้างเดินไปมา พวกเขาคงจะกำลังกลับบ้านกัน เพราะมันเป็นเวลาที่พวกเขาควรจะเข้าที่พักหลับนอนกันแล้ว

 

คงจะมีแค่ชั้นคนเดียวที่มุ่งหน้าสวนทางกับชาวบ้านชาวช่องไปยังลานกว้างตรงหน้า

 

ตอนนี้ ลานกว้างที่เต็มไปด้วยผู้คนจากเมื่อกลางวัน มันร้างไร้ผู้คนจนแม้แต่เสียงย่ำเท้าลงบนหินก็ยังได้ยินชัดเจน

 

จะมีก็เพียงแค่ชั้นคนเดียวที่ยืนอยู่ในสถานที่แห่งนี้  

 

เอา ใครกันนะที่มานัดพบชั้นในเวลาดึกดื่นขนาดนนี้กัน ?

 

ถึงเมืองแห่งนี้จะมีลานกว้างจำนวนมาก แต่ชั้นก็นึกสถานที่อื่นไม่ออกแล้ว นอกจากลานกว้างที่มาเมื่อตอนกลางวันของวันนี้

 

แถมเวลาเองก็ยังระบุไม่ชัด คำว่า [คืนนี้] ชั้นละกลัวว่าเขาจะม่รอตั้งแต่ตอนที่พระจันทร์ขึ้นมาจนกลับไปก่อนแล้วหรือเปล่า

 

แต่การที่ระบุลงไปว่าจะรอชั้น เขาคนนั้นก็น่าจะมีพลังและความอดทนรอได้อยู่นั่นแหละ

 

โครโน่ “เอาละ ตรงหน้านี้เอง”

 

ชั้นเดินหน้าต่อไปด้วยพลังใจที่เต็มเปี่ยม ในที่สุด ชั้นก็เข้ามายังใจกลางของลานกว้างที่เคยมาเมื่อตอนกลางวัน

 

จะว่าไปลานแห่งนี้ก็ไม่ได้ใหญ่อย่างที่คิดนะ แม้ว่าจะมีอนุสาวรีย์ตั้งอยู่ตรงกลางของลานก็ตาม

 

น่าจะมีความกว้างเพียงแค่ประมาณ 10 เมตรเท่านั้นเอง

 

โครโน่ “อะไรกัน ไม่เห็นมีใครเลยสักคน…”

 

ในตอนนี้ชั้นเริ่มใช้ความคิดอีกครั้ง เพื่อจำลองสถานการณ์ที่เป็นไปได้ในตอนนี้

 

ในขณะเดียวกันชั้นก็รู้สึกแย่ที่ต้องไปรบกวนให้ลิลี่กับฟิโอน่าแอบตามมาด้วย ชั้นตั้งความหวังอยู่ในใจว่าจะเจอกับใครสักคนไปพร้อมกับยืนรอฆ่าเวลาต่อไป

 

แล้วในตอนที่ชั้นเดินไปทางกำแพงสีดำของอนุเสาวรีย์ที่อยู่ตรงหน้า

 

... “ขอบคุณมากที่มาตามคำร้องของฉัน”

 

ก็มีเสียงดังขึ้นมาจากด้านหลังของชั้น

 

เป็นเสียงฟังดูสูงศักดิ์และคุ้นหูยิ่งนัก

 

ชั้นรีบหันหลังกลับไปดูด้วยความรู้สึกที่แปลกใจปนระแวง

 

แล้วชั้นก็ได้คำตอบ คนที่กำลังรอพบชั้นอยู่นั้นก็คือ

 

โครโน่ “....ลิลี่”

 

ลิลี่ “ฉันขอโทษด้วยนะที่ต้องเรียกนายออกมาในรูปแบบนี้”

 

เธอคือคู่หูที่ชั้นเชื่อใจมากที่สุดในโลกใบนี้ ลิลี่กำลังอยู่ในร่างที่แท้จริงของเธอ ร่างของหญิงสาวผู้อ่อนวัยและงดงามนั่นเอง

 

เข้าใจแล้วละ วันนี้เป็นวันพระจันทร์เต็มดวง เธอเลยสามารถคืนร่างเดิมที่แท้จริงได้นั่นเอง

 

แต่เหนือสิ่งอื่นใดเลยก็คือ

 

โครโน่ “ทำไมต้องทำอะไรลึกลับแบบนี้ด้วยละ ?”

 

ไม่จำเป็นต้องส่งจดหมายที่น่าสงสัยแบบนั้นมา พวกเราก็สามารถเจอกันได้อยู่แล้วไม่ใช่หรือไง ?

 

ลิลี่ “....ฉันขอโทษ”

 

ลิลี่ห้มหัวขอโทษชั้นด้วยสีหน้าเศร้าหมอง แย่ละ ชั้นต้องขอโทษเธอแล้วละ

 

โครโน่ “เปล่า ๆ ชั้นไม่ได้โกรธหรอก การที่ลิลี่ทำอะไรแบบนี้ ต้องมีเหตุผลแน่นอนอยู่แล้ว ขอชั้นรับฟังได้หรือเปล่า ?”

 

ตอนอยู่ในร่างเด็ก เธอจะไร้เดียงสามาก แต่ด้วยร่างของเด็กสาววัยรุ่นนี้ เธอจะมีความฉลาดเป็นกรด เรียกได้ว่าตรงกันข้ามเลยทีเดียว

 

อีกอย่าง อายุที่แท้จริงของเธอก็คือ 32 ปีด้วย เพราะฉะนั้น ไม่มากก็น้อย เธอจะต้องมีเหตุผลซ่อนอยู่แน่นอน ที่ทำแบบนี้

 

เกิดอะไรขึ้นกับเธอกันนะ ?

 

ลิลี่ “ขอบคุณมากนะโครโน่ที่เป็นห่วง”

 

โครโน่ “ไม่เป็นไรหรอก เป็นเรื่องธรรมดา แล้วมีอะไรอย่างงั้นหรือ บอกทีสิ”

 

ต่อให้ชั้นไม่พูดออกไปตรง ๆ ลิลี่ก็สามารถเข้าใจสิ่งที่ชั้นต้องการสื่อออกไปได้ เรียกได้ว่าความรู้สึกของชั้นเชื่อมต่อกับเธอเลยละ

 

ลิลี่ตอบออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา

 

ลิลี่ “ฉันกลัว...ตอนที่โครโน่บอกว่าให้ฉันไป ตอนนั้นโครโน่ไม่อยากให้ฉันอยู่ใกล้ตัวตามความหมายจริง ๆ ฉันกลัว ฉันกลัวว่านายจะทิ้งฉันเอาไว้ให้อยู่คนเดียว แล้วสุดท้าย นายก็เดินจากไปโดยที่ฉันไม่อาจห้ามนายเอาไว้ได้เลย….”

 

ไม่นะ เรื่องเมื่อตอนนั้นชั้นคิดไม่ถึงเลยว่าเธอจะเป็นห่วงชั้นขนาดนี้

 

ลิลี่ “แล้วตอนที่นายกลับมาอีกครั้งตอนกลางคืนด้วยจิตใจที่ร่าเริง และเต็มไปด้วยพลังชีวิตอีกครั้ง มันเลยทำให้ฉันดีใจมาก แต่ว่า ฉัน..ฉันก็ไม่กล้าที่จะใช้จิตสำนึกของร่างนี้คุยกับนาย ฉันคิดว่าคงจะดีกว่าหากปล่อยให้อยู่ในจิตสำนึกของวัยเด็กต่อไป แต่...แต่มันไม่ดีเลยสักนิด พอได้กลายมาเป็นร่างผู้ใหญ่แล้ว ฉันก็คิดได้เพียงแต่เรื่องแย่ ๆ ทั้งนั้น”

 

พอมาคิดดูดี ๆ แล้ว เธอก็อยู่ในร่างเด็กมาตลอดนับตั้งแต่วันนั้นจริง ๆ

 

ทั้งที่ปกติแล้ว เธอมักจะใช้ควีนแบรี่เพื่อดึงสติปัญญาของร่างผู้ใหญ่ออกมาคุยทุกวันแท้ ๆ

 

ชั้นไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าเธอไม่ได้ใช้ควีนแบรี่เลยในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้

 

ลิลี่ “ฉันขอโทษ ถ้าฉันไม่ทำแบบนี้ ฉันคิดว่าด้วยสภาพตัวเองในตอนนี้ คงจะไม่อาจยอมมาพบนายโดยตรงได้ โครโน่ ฉัน..ฉันไม่กล้าเข้าไปหานาย นายช่วย...ฉันขอร้อง นายช่วยเข้ามาใกล้ ๆ ฉันหน่อยได้มั้ย ขอโทษด้วยนะที่เอาแต่ใจแบบนี้”

 

โครโน่ “ไม่หรอก ชั้นเองต่างหากที่ต้องขอโทษเธอ อีกอย่าง เป็นชั้นเองที่ทิ้งให้เธอเศร้าขนาดนี้โดยไม่รู้ตัวเลย ทั้งที่เธอกำลังเสียใจ ชั้นดันไปเลือกเสื้อผ้าและซื้อของสบายใจอยู่ได้ ชั้นคิดแต่ตัวเองเท่านั้นที่ผ่านมาโดยไม่สนใจสภาพจิตใจของลิลี่เลย ชั้นต้องขอโทษด้วยเช่นกัน”

 

ในตอนนั้นชั้นสภาพจิตใจของชั้นแตกเป็นเสี่ยง ๆ อยู่ ชั้นเลยทำตัวเลวร้ายกับพวกพ้องของชั้น

 

แต่ทว่าลิลี่ก็ยังทนอยู่เคียงข้างชั้น ลิลี่ไม่ได้หนีไปไหน เธอยังคงคอยดูแลชั้นตลอดเวลา

 

ไอเจ้าบ้า แกนะอย่าทำให้ลิลี่มีสีหน้าเศร้าใจแบบนั้นสิฟะ ! เพราะฉะนั้นแล้วเธออย่าได้หดหู่ใจไปเลยนะลิลี่

 

ลิลี่ “ไม่ใช่แบบนั้น ฉันต่างหากที่เป็นคนผิด ฉันคิดเองเออเองไปทั้งนั้น---แต่ว่านะ”

 

ลิลี่หยุดพูดกลางคัน เธอแตะพื้นเบา ๆ ก่อนที่จะกระโดดเข้ามาซบที่หน้าอกของชั้น

 

ด้วยแสงจันทร์ที่ท่อประกายลงมา ทำให้ชั้นเห็นปีกของเธอส่องแสงสีรุ้นต้องแสงจันทร์อย่างงดงาม ราวกับว่าชั้นกำลังหลุดเข้าไปอยู่ในเทพนิยายเลย

 

ชั้นยอมรับร่างกายของลิลี่ที่โผเข้ามาหา ชั้นในตอนนี้เริ่มรู้สึกหลงใหลไปกับร่างกายอันบอบบางและเล็กจ้อยของเธอนี้

 

ลิลี่ “หุ หุ หุ แต่ว่าถ้าหากนายรู้สึกผิดแล้วละก็ งั้นช่วยรบกวนฟังคำขอร้องของฉันสักอย่างสิ”

 

ลิลี่ยิ้มอย่างซุกซนและจ้องมองมาทางชั้นด้วยดวงตาที่ทำให้ชั้นรู้สึกหลงใหลในเสน่ห์ของเธอ

 

ชั้นคงทำใจปฏิเสธไม่ได้หรอกไม่ว่าเธอจะขออะไร หากเธอจ้องชั้นด้วยดวงตาแบบนี้  

 

โครโน่ “บอกมาได้เลย”

 

ถ้าหากมันสามารถช่วยร่นระยะห่างของพวกเราทั้งสองได้ ต่อให้ชั้นสงสัยว่าเรื่องที่เธอขอชั้นจะรับผิดชอบทำมันไหวหรือเปล่า แต่ชั้นก็จะทำ

 

ลิลี่ยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม

 

ลิลี่ “ช่วยจูบฉันที”

 

เธอเบนหน้าไปทางอื่นแล้วยื่นผิวแก้มที่ดูนุ่มนิ่มขาวผ่องมาให้

 

โครโน่ “อ้า จริงสิ ชั้นยังไม่ได้ทำกับเธอเลยตั้งแต่งานเทศกาลครั้งนั้นนี่น่า”

 

ลิลี่ “อือ เพราะฉะนั้นคราวนี้อย่าพลาดละ ตกลงนะ ?”

 

ถ้าก่อนหน้านี้ชั้นไม่ได้สาบานอยู่ภายในใจว่าจะทำตามคำขอ ชั้นคงไม่ยอมจูบเธอแน่ ๆ

 

เอาเถอะ ตอนนี้ชั้นเองก็ไม่ได้คิดมากเรื่องที่จะจูบเธออีกแล้ว อีกอย่างพระจันทร์เองก็กำลังขึ้นสูงได้บรรยากาศดีเลย คราวนี้ชั้นไม่คิดที่จะลังเลอีกแล้วที่จะมอบจูบให้กับเธอ

 

โครโน่ “ลิลี่ ---”

 

พอรู้ตัวอีกที ชั้นก็รู้สึกแล้วว่าชั้นนั้นเป็นห่วงลิลี่ เป็นห่วงมาก ราวกับว่าเธอเป็น [น้องสาว] ของตัวเอง เป็นเสมือนคนในครอบครัวของชั้นคนหนึ่ง

 

แน่นอนว่าลิลี่ที่อาศัยตัวคนเดียวมาตลอดก็คงรู้สึกแบบนั้น

 

ต่อให้ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน เธอเองก็คงจะคิดกับชั้นเป็นเหมือนคนในครอบครัวเช่นกัน

 

จากผู้แปล : โครโน่ ! เอ็งเข้าใจผิดไปไกลแล้วเฟ้ย !




NEKOPOST.NET