[นิยายแปล] จอมมารดำ ตอนที่ 163 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] จอมมารดำ

Ch.163 - ตอนที่ 163 คำพยากรณ์ของผู้กล้า


เมืองศักดิ์สิทธิ์อลีเซียน เมืองที่เป็นทั้งศูนย์กลางทางความเชื่อของศาสนา เศรษฐกิจ ความเจริญ ทุกสิ่งทุกอย่างของสาธารณรัฐซินแคลได้ถูกรวบรวมเอาไว้ที่เมืองแห่งนี้

 

เป็นเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้าสีขาวของพวกเขา อีกทั้งยังเป็นศูนย์ใหญ่ของศาสนจักร [มหาวิหารศักดิ์สิทธิ์อลีเซียน]

 

ภายในมหาวิหารแห่งนี้ ณ ที่ส่วนลึกลงไปของมหาวิหาร กำลังมีการประชุมของสองผู้กุมอำนาจสูงสุดเกิดขึ้นอยู่

 

มันเป็นห้องสีขาวสะอาดและไร้ซึ่งเครื่องประดับตกแต่งใด ๆ กำแพงและพื้นของห้องถูกสร้างด้วยความรู้กระบวนการทั้งทางด้านวิศวกรรมและเวทมนต์ ทำให้ห้องประุมแห่งนี้เปรียบได้ดั่งห้องที่แยกตัวออกมาจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง

 

เป็นห้องแห่งความลับที่มีเพียงคนสองคนนั่งอยู่ภายในห้องเท่านั้น

 

และการที่พวกเขาเลือกใช้ห้องนี้ประุมเพียงสองคน ก็บ่งบอกได้ว่าการประชุมนี้เป็นความลับมากถึงเพียงใด

 

… “นานแค่ไหนแล้วนะ ที่พวกเราไม่ได้มาพบกันแบบนี้เพียงสองคนนะ ?”

 

ชายที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นผู้นี้ กำลังยิ้มอยู่บนเก้าอี้นวมแสนสบายตัวหนึ่ง

 

เขาคือชายที่อยู่จุดสูงสุดของเหล่าสาวกแห่งกางเขนนับล้าน [พระสันตะปาปา อเล็กซานเดอร์ที่ 11 (アレクサンドロス)]

 

… “ต้องขอประทานอภัยด้วยครับ ที่เรียกตัวมากระทันหันแบบนี้ครับท่าน”

 

คนที่พูดจาหนักแน่นและเป็นทางการคนนี้ คือชายที่มีความสูงถึงสองเมตรกว่า

 

เขามีร่างกายที่กำยำใหญ่โต และยังมีใบหน้าที่แหลมคม ทำให้รู้สึกได้ถึงความงดงามและความกล้าหาญในเวลาเดียวกัน

 

ผมสีเงินยาวเกินกว่าที่จะเป็นของผู้ชายของเขาได้ปกปิดดวงตาข้างหนึ่งของเขาเอาไว้ นั่นก็เพราะดวงตาทั้งสองของเขานั้นเป็นคนละสีกัน

 

ตาซ้ายของเขาเป็นสีดำราวกับกลางคืนที่มืดสนิท ส่วนตาขวาของเขานั้นเป็นสีฟ้าเหมือนกับท้องฟ้าที่เปิดโล่ง

 

ถึงจะมีกรณีของคนที่มีดวงตาต่างสีแบบนี้ให้เห็นได้ทั่วไปในทวีป แต่ก็ไม่มีใครมีสีดำกับสีฟ้าเหมือนอย่างเขาเลย

 

พระสันฯ “ไม่มีใครนอกจากพวกเราอีกแล้ว ไม่ต้องใช้คำพูดทางการแบบนั้นหรอก”

 

พอได้ยินแบบนั้น กริยาที่เขาแสดงอย่างสุภาพต่อท่านพระสันตะปาปาองค์นี้ก็ปลิวหายไป เขานั่งลงบนเก้าอี้ที่วางไว้อยู่ฝั่งตรงข้ามของคู่สนทนาของเขา

 

… “นั่นสินะอเล็ก จะให้มานั่งพูดเป็นทางการตลอดเวลาแบบนั้น มันก็ออกจะเหนื่อยอยู่เหมือนกัน”

 

พวกเขาพูดคุยกันราวกับเป็นอดีตเพื่อนที่รู้จักกันมานานแสนนานแล้ว

 

พระสันฯ “ฮะ ฮะ ฮะ นี่ก็ผ่านมาตั้ง 20 ปีแล้วที่เราได้เป็นพระสันตะปาปา นายเองก็น่าจะชินได้แล้วละนะ”

 

คนที่ได้ชื่อว่าเป็นพระสันตะปาปาเปลี่ยนท่าทีของตัวเองเช่นกัน เขายิ้มกว้างราวกับเป็นเด็ก ๆ ให้กับชายตรงหน้าของเขา

 

… “ผ่านมานานขนาดนั้นแล้วหรือเนี่ย ? นึกถึงพระสันตะปาปาองค์ก่อนเลยแฮะ ตาแก่คอสเรย์คนนั้นนะ”

 

พอได้ยินชื่อของพระสันตะปาปาองค์ก่อนออกมาจากปากของเขา เขาก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง

 

พระสันฯ “เราเองก็นึกถึงสมัยที่นายเที่ยวตะโกนไปทั่วว่าเป็น [ผู้กล้าสีขาว] เช่นกันนะอาเบล (アベル)”

 

อาเบล “เฮ้ย อย่าขุดเรื่องนั้นมาพูดสิ ตอนนั้นชั้นยังเด็กอยู่เลย…”

 

ชายคนนี้คืออัครสาวกที่ 2 อาเบล หนึ่งใน 12 อัครสาวกนั่นเอง

 

ปกติแล้วเขามักจะสวมเสื้อคลุมและมีฮูดปกปิดใบหน้าเอาไว้ตลอดเวลา อีกทั้งยังดูเย็นชาไร้อารมณ์ แต่ในเวลานี้ หากให้อัครสาวกคนอื่นมาเห็นแล้วละก็ พวกเขาคงไม่อาจเชื่อสายตาตนเองเป็นแน่

 

อาเบล “ตำนานผู้กล้าอาเบลเป็นเรื่องที่โด่งดังมาทั่วทั้งทวีปอาร์คนี้ ไม่เห็นจำเป็นต้องปิดบังตัวตนเลยไม่ใช่หรือไงกัน”

 

หรือว่าจะเขินอย่างงั้นหรือไง ? อเล็กทิ้งท้ายบทสนทนาเอาไว้แบบนั้น

 

อาเบล “ก็แค่ภารกิจของชั้นจบแล้ว มันได้เวลาส่งไม้ต่อให้กับคนหนุ่มแล้วต่างหาก”

 

เขาตอบด้วยแนวคิดของทหารรุ่นเก่าที่สืบทอดต่อกันมา

 

แต่แล้วเขาก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดขึ้นกว่าเดิมว่า

 

อาเบล “ทว่าดูเหมือนชั้นจะยังเกษียณตัวเองตอนนี้ไม่ได้”

 

พระสันฯ “โอ้ หรือว่านั่นคือหัวข้อหลักที่เรียกเรามาวันนี้อย่างงั้นหรือ ?”

 

อาเบล “ชั้นพึ่งได้รับคำพยากรณ์มา จอมมารได้ถือกำเนิดแล้ว”

 

ด้วยคำพยากรณ์นั้น ทำให้อเล็กตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ

 

พระสันฯ “จอมมาร ? หมายความว่ายังไงกัน ? ไม่เคยได้รับคำพยากรณ์แบบนั้นเลยสักครั้ง”

 

ปกติแล้ว คำว่าปีศาจนั้นเป็นคำที่ถูกใช้เรียกผู้คนที่อาศัยอยู่ในทวีปแพนโดร่ากัน

 

ส่วนชื่อของจอมมารนั้น ก็คือชื่อที่เคยปรากฏอยู่ในตำนานของพวกเขา เป็นศัตรูที่ร้ายกาจในอดีต และถูกปราบลงไปโดยผู้กล้าที่ถูกเลือกจากพระเจ้าของพวกเขา

 

อาเบล “ยังไม่รู้รายละเอียดเหมือนกัน แต่อย่างน้อย ก็ควรจะรับรู้เอาไว้ก่อน--”

 

จอมมารคือผู้ปกครองของพวกปีศาจ นั่นคือสิ่งที่พวกเขารู้

 

พระสันฯ “แต่ว่าที่ทวีปแพนโดร่ามันแยกออกเป็นหลาย ๆ ประเทศอยู่ไม่ใช่หรือไงกัน ยังจะมีใครที่มีพลังพอจะปกครองได้ทั้งทวีปแบบพวกเราอีกอย่างงั้นหรือ ?”

 

สำหรับพระสันตะปาปาที่ได้รับคำพยากรณ์ให้ไปยึดครองทวีปแพนโดร่ามานั้น เขารู้เพียงแค่ว่าทวีปแห่งนั้นถูกแบ่งออกเป็นหลาย ๆ ประเทศอยู่ ไม่ได้ถูกยึดครองทั้งทวีปดั่งเช่นทวีปอาร์คแห่งนี้

 

นอกจากนี้ เขายังรู้เพียงแค่ว่าสงครามที่เกิดขึ้นตอนนี้ ก็คงจะเหมือนกับทวีปอาร์คแห่งนี้ในสมัยก่อน ที่ค่อย ๆ ยึดครองไปทีละประเทศจนปกครองได้ทั้งทวีปในที่สุด

 

อาเบล “ที่ไม่รู้ ก็เพราะว่ามีแค่ชั้นคนเดียวที่ได้รับคำพยากรณ์อันนี้นะ”

 

พระสันฯ “อืม...คงจะเหมือนกับที่เราคนนี้เคยได้รับคำพยากรณ์มาก่อนสินะ เพราะตอนนั้นก็ไม่มีนักบวชคนไหนได้รับคำพยากรณ์แบบเดียวกับเราเลยสักคน”

 

พวกเขาพูดคุยกันโดยไม่ตั้งข้อสงสัยในคำพยากรณ์เหล่านั้น

 

ไม่มีใครคิดสงสัยในคำพยากรณ์ว่าเป็นเรื่องโกหก ไม่เฉพาะกับพวกเขา แต่รวมถึงผู้คนทั่วทั้งทวีปแห่งนี้เลย

 

อีกอย่างอาเบลก็เป็นอัครสาวกด้วย ชายระดับนี้คงไม่กล้าที่จะอ้างชื่อของพระเจ้าออกมาชุ่ย ๆ ได้

 

อาเบล “ดูเหมือนพระองค์จะมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของชั้น ในการลงมือทำสิ่งนี้ด้วยตัวเองนะ ก็เหมือนกับทุกครั้งนั่นแหละ อยู่ ๆ ก็มีความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ ว่าทำไมตัวเองต้องการไปกระทืบไอจอมมารที่ว่าแบบนั้นขึ้นมาเฉยเลย”

 

การที่บอกว่าคำพยากรณ์เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้แบบนั้น ปกติแล้วคงต้องถูกลงโทษอย่างหนัก แต่เนื่องด้วยตำแหน่งของเขาที่ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากที่สุด คำพูดเหล่านั้นจึงถูกมองข้ามไปได้

 

พระสันฯ “งั้น แสดงว่านายจะไปที่ทวีปแพนโดร่าอย่างงั้นหรือ ?”

 

อาเบล “อือ แล้วก็จะไปดูพวกบ้าสามหน่อนั้นด้วย ยังไม่เห็นโผล่หัวกลับมาซักทีเลย”

 

พวกบ้าสามหน่อที่เขาหมายถึงก็คืออัครสาวกที่ 3, 11 และ 12

 

เขาคิดว่ามิคาเอลหรืออัครสาวกที่ 3 นั้น ดูท่าจะล้มเหลวในฐานะผู้นำพอสมควร เลยไม่สามารถควบคุมอัครสาวกรุ่นน้องเหล่านั้นได้

 

ถ้าหากอาเบลไปที่ทวีปแพนโดร่า คนที่เหลืออยู่ปกป้องเมืองหลวงแห่งนี้ ก็จะมีแค่อัครสาวกที่ 5 [โจฮาเนส] กับอัครสาวกที่ 1 [อัครสาวกในตำนาน] ที่ไม่เคยปรากฏตัวให้เห็นหน้าเลยสักครั้งเดียวคนนั้น

 

ส่วนอัครสาวกที่ 4 [จูดาช์] ก็ไม่รู้ว่าแอบหนีไปไหนอีกแล้ว ก็เลยยังไม่พบตัวจนถึงบัดนี้

 

ความจริงแล้วก็อยากจะให้มีอัครสาวก อย่างน้อยสามคนประจำอยู่ที่เมืองหลวงอยู่ แต่พระสันตะปาปาก็ยิ้มตอบเขากลับไปว่า

 

พระสันฯ “หุ หุ หุ เข้าใจแล้วละ นี่คงจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวตำนานของผู้กล้าเช่นกันสินะ อาเบล ?”

 

ครั้งล่าสุดที่อาเบลได้ออกเดินทางก็คือเมื่อ 20 ปีก่อน เป็นตอนที่เขาออกเดินทางไปพิชิตดินแดนภาคตะวันออกของสาธารณรัฐแห่งนี้

 

สำหรับอเล็กแล้ว เขารู้ดีว่า [ผู้กล้าสีขาว] อาเบลคนนี้จะไม่มีวันแพ้ เขาไม่เคยแพ้ใคร ต่อให้เขาจะบุกเข้าไปกลางดงตีนของศัตรูก็ตาม

 

อาเบล “ชั้นไม่ได้พูดเล่น ยังไงก็คงต้องออกไปสำรวจดูหน่อยก่อนที่จะกลับมาละนะ”

 

พระสันฯ “ถ้าเป็นแบบนั้น เดียวจอมมารก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจริง ๆ ก่อนเสียหรอกหรือไง ?”

 

อาเบลที่ถูกถามแบบนั้นได้ยิ้มออกมาที่มุมปากของเขา

 

อาเบล “ก็นะ ไม่มีอะไรบอกชั้นเลยด้วยว่าเขาอยู่ที่ไหน จะอยู่ที่ทวีปแพนโดร่าอย่างที่คิดหรือเปล่าก็ไม่รู้ คงไม่มีทางหาเจอหรอก”

 

ตามตำนานของแพนโดร่าแล้ว ว่ากันว่ามันคือชายที่นั่งอยู่บนบันลังก์สีดำลอยได้ เป็นชายที่มีใบหน้าดุจดั่งมารร้าย สวมชุดโคทสีดำตัวใหญ่ และหัวเราะด้วยเสียงอันดังไปทั่วปราสาท

 

อาเบล “ต่อให้คำพยากรณ์นั้นเป็นจริง แต่นายก็เป็นคนที่รู้ดีที่สุดกว่าใครไม่ใช่หรือไง ว่าความจริงแล้วเป็นยังไงนะ”

 

ต่อให้มีจอมมารอยู่ที่ทวีปแพนโดร่าจริง แต่มันก็ไม่ใช่หมายความว่าเขาจะไปพบกับจอมมารโดยบังเอิญ แล้วพูดว่า “เฮ้ แกคือจอมมารใช่ไหม !!” แบบนั้นได้

 

คำพยากรณ์ก็เป็นแค่ความต้องการของเทพเจ้า ไม่ใช่สิ่งที่ต้องชะตาลิขิตให้เกิดขึ้นจริง

 

ผู้ศรัทธามักจะลงมือทำกันเอาเอง อย่างการพิชิตทวีปแพนโดร่า พวกเขาจะทิ้งคำพยากรณ์นี้ไปโดยไม่สนใจก็ยังสามารถทำได้

 

อาเบล “แต่เป็นเพราะพวกเราไปทำลายประเทศไดดารอสลง ตอนนี้ทุกประเทศบนทวีปนั้นคงมองพวกเราเป็นศัตรูไปแล้ว บางทีอาจจะเกิดการรวมกองกำลังทั้งทวีปเพื่อต่อต้านพวกเรา แบบนั้นจะเกิดจอมมารขึ้นมาก็คงจะไม่แปลกอยู่แล้ว”    

 

พระสันฯ “คงเกิดขึ้นได้ยากละมั้งสำหรับกรณีแบบนั้น ที่ทวีปนั้นมีประเทศตั้งเยอะ แถมยังมีหลากหลายเผ่าพันธ์ ถ้าจะหาคนที่มาปกครองพวกมันทั้งหมดได้ มันคนนั้นก็ต้องมีพละกำลังและอำนาจล้นฟ้าจริง ๆ”

 

อาเบล “แต่ถ้ามีจอมมารจริง พวกเราก็ควรจะมองหามาตรการเตรียมเอาไว้รับมือไม่ใช่หรือไง”

 

เขาพูดถึงในกรณีที่หากเขาไปที่ทวีปแพนโดร่าแล้วพบปัญหาขึ้นมา ทางนี้ก็ควรจะเตรียมรับมือเอาไว้ด้วย

 

พระสันฯ “ถ้าอย่างนั้น จะให้เราติดต่อครูเสดเดอร์ออกทำการค้นหาจอมมารที่ว่าให้เอามั้ย ?”

 

อาเบล “ไม่ต้อง เวลาแบบนี้คงได้แต่ข่าวลือเท่านั้น จนกว่าจะมีคำพยากรณืใหม่ ตอนนี้ชั้นจะเคลื่อนไหวเพียงคนเดียวเท่านั้น”

 

พระสันฯ “งั้นก็ได้ เราเข้าใจแล้ว เดียวจะช่วยเตรียมการส่งข้ามทวีปให้เอง”

 

อาเบล “ขอโทษด้วยที่ต้องรบกวนแบบนี้”

 

ตอนแรกก็อัครสาวกสามคน คราวนี้เป็นเขาเองอีกคนที่ต้องไปทวีปแพนโดร่าด้วยอีกคนหนึ่ง

 

อาเบล “ทั้งหมดก็มีแค่นี้แหละครับ ตอนนี้กระผมขอตัวกลับไปทำภารกิจก่อนละครับ ขอตัวลาครับท่านพระสันตะปาปา”

 

ตอนนี้เขากลับไปใช้คำพูดจาอย่างเป็นทางการอีกครั้งในการจากลา

 

พระสันฯ “อืม เราเองก็สนุกเช่นกันที่ได้พูดคุยกับนายแบบนี้ ทำให้นึกถึงวันเก่า ๆ เลยละ งั้นก็...อัครสาวกที่ 2 ลอร์ดอาเบล ขอให้ท่านเดินทางปลอดภัยครับ”

 

หลังจากกล่าวอวยพรเสร็จ พระสันตะปาปา อเล็กซานเดอร์ที่ 11 ก็เดินออกจากห้องไปพร้อมกับชุดคลุมสีขาวของเขา

 

หลังจากมองส่งเขาจนลับสายตาไปแล้ว อาเบลก็ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้นอมแสนสบายตัวนี้

 

อาเบล “จนกว่าจะปราบจอมมารลงได้ ผู้กล้าแห่งตำนานคงไม่อาจเกษียณตัวเองได้สินะ หืม ?”

 

เขาบ่นพึมพำให้กับตัวเองด้วยเสียงอันเบาก่อนจะเดินออกจากห้องไปอีกคน




NEKOPOST.NET