[นิยายแปล] จอมมารดำ ตอนที่ 152 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] จอมมารดำ

Ch.152 - ตอนที่ 152 ฝันร้าย (2)


ในตอนนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุย

 

เธอมีผมสีชมพูอ่อน และสวมเสื้อคลุมสีขาวอ่อนจาง ๆ ราวกับพวกอีตัวที่อยู่ตามข้างทาง อีกทั้งยังเปิดเผยต้นแขนและขาอ่อนอย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดินอีกด้วย

 

ใบหน้าที่ถูกตกแต่งราวกับเข้าใจถึงความงดงามของตัวเอง อีกทั้งยังมีเครื่องประดับตกแต่งที่หรูหราฟุ่มเฟือยประดับไปทั่วร่าง ทำให้ยิ่งดูเหมือนอีตัวตามตรอกซอยเข้าไปอีก

 

แต่บางทีเธออาจจะเป็นลูกสาวขุนนางผู้สูงศักดิ์ ดังนั้นแล้วการตกแต่งร่างกายตัวเองเช่นนี้คงเป็นเรื่องปกติของเธอเอง

 

แต่เขาก็พบว่าตัวเองได้คิดผิดไป

 

มิซา “ฉันคืออัครสาวกที่ 11 มิซา ขยะอย่างพวกแกคงไม่เข้าใจความหมายของชื่อนี้หรอก---”

 

ผู้หญิงคนนี้คือสัตว์ประหลาดใครคราบของมนุษย์

 

ชิม่อน “มะ หมาย…”

 

และก่อนที่จะได้ทันรู้ตัวว่าเธอคนนี้คือสัตว์ประหลาดที่ว่า เขาก็นอนกองไปที่พื้นดินแล้ว

 

เขาถูกคลื่นโจมตีจากพลังเวทซัดกระเด็นลอยออกไป ร่างของเขาถูกส่งขึ้นฟ้าไปราวกับกระดาษ แล้วร่วงหล่นลงมากองกับพื้น ทั้งหมดนี้เขาเข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นผ่านทางร่างกายของเขาเองโดยตรง

 

ซูซุ “...ชิม่อน”

 

ท่ามกลางสติที่กำลังจะปลิวหายไป เสียงหนึ่งที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นมา

 

ชิม่อน “คุณซูซุ ?”

 

เขาดึงสติกลับเข้ามา แล้วก็พบว่าตัวเองถูกซูซุใช้ร่างกายช่วยบังซากของรถม้าที่พังลงมาทับตัวพวกเขาเอาไว้

 

แต่สิ่งที่เขากังวลไม่ใช่เรื่องของซากรถม้าที่กำลังพังลงมานั้น แต่เป็นสีหน้าของเธอ ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและวิตกกังวลต่างหาก

 

ชิม่อน “เธอบาด อุ๊ฟ---”

 

มือของเธอเข้ามาอุดปากของเขาเอาไว้ก่อนที่จะได้พูดอะไรออกไป

 

ซูซุ “เงียบ เดียวยัยนั่นก็ได้ยินพวกเราหรอก”

 

ด้วยสภายที่แนบชิดติดกัน เขาได้ยินเธอพูดด้วยเสียงอันเบาว่า

 

ซูซุ “พวกเราไม่ใช่คู่ต่อสู้ของยัยนั่นหรอก--”

 

ซูซุโอบอุ้มร่างของชิม่อนเอาไว้ เธอไม่ส่งเสียงใด ๆ ออกไป แล้วพาร่างของทั้งคู่ให้ไหลลงไปในช่องว่างของซากรถลึกลงไปอีก

 

มันมืดสนิท เหมือนกับถูกขังเอาไว้อยู่ภายในโลงศพไม่มีผิด

 

ซูซุ “พวกเราทำได้แต่ซ่อนตัวเท่านั้น….”

 

น้ำเสียงของเธออิดโรยลงราวกับได้ยอมรับความพ่ายแพ้นี้แล้ว

 

ชิม่อน “อูมม อูววว-!”

 

เพราะถูกอุดปากเอาไว้ ชิม่อนที่พยายามส่งเสียงประท้วงการกระทำของเธอออกไป เลยทำได้แค่เสียงอู้อี้ฟังไม่รู้เรื่องเท่านั้น

 

เขาได้ยินเสียงการต่อสู้ดังมากจากข้างนอกความืดนี้ และเสียงของนักผจญภัยที่ดังก้องไปทั่วบริเวณขุนเขา

 

พวกเขากำลังพยายามต่อสู้กับศัตรูอย่างไม่ย่อท้อ ไม่มีการยอมแพ้ อีกทั้งยังกล้าหาญ พวกเขากำลังต่อสู้อย่างสุดชีวิตของตน

 

แม้ว่าตัวของเขาจะไม่ใช่นักรบ อีกทั้งยังเป็นแค่นักเล่นแร่แปรธาตุที่อ่อนแอ แต่ภายในจิตใจของเขาก็รู้สึกขัดแย้งที่จะหลบอยู่อย่างปลอดภัยคนเดียว

 

ซูซุ “เพราะตอนแรกฉันประมาทไป ตอนนี้แกนของฉันเสียหายหนักมาก...ขอโทษด้วยนะ ฉันคงทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว นอกจากสิ่งนี้เท่านั้น… ให้ฉันปกป้องนายเถอะนะ”

 

ร่างกายของชิม่อนแข็งทื่อทันทีที่ได้ยิน

 

เขารู้ว่าเผ่าของเธอคือสไลม์ แม้ว่าเขาจะเป็นแค่นักผจญภัยแรงค์หนึ่งเท่านั้น แต่เขาก็รู้ดีว่าแกนกลางของสไลม์ที่ว่าคืออะไร

 

แกนกลางของเธอไม่ได้ต่างอะไรไปจากหัวใจของสิ่งมีชีวิต อีกทั้งมันยังเป็นสมองของเธอด้วย หากสิ่งนั้นถูกทำลาย ก็หมายถึงชีวิตของเธอถูกทำลายลงไปด้วยเช่นกัน

 

ชิม่อน “....”

 

เขาไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไป

 

แม้ว่าเขาจะนิ่งเงียบไป แต่ซูซุก็รับรู้ได้ถึงจิตใจของชิม่อนที่มีต่อเธอเวลานี้

 

ซูซุ “ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันจะปกป้องนายเอง ตราบเท่าชีวิตของฉันที่เหลือ…”

 

ชิม่อนรู้สึกว่าขาของเขากำลังจมลงไปในน้ำ

 

นั่นก็เป็นเพราะร่างกายของซูซุได้แปรเปลี่ยนกลับไปเป็นร่างสไลม์แล้ว

 

แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกพอใจเลยสักนิด

 

นั่นก็เพราะเธอคิดแต่ที่จะปกป้องชิม่อนโดยการแลกกับชีวิตของตัวเธอเอง

 

ชิม่อน “...อูว อู้วววว !”

 

ชิม่อน “หุ หุ หุ นายนี่เป็นคนที่อ่อนโยนจริง ๆ เลยนะ แม้จะเป็นเวลาแบบนี้ก็ยังเป็นห่วงฉันอีก...ไม่เป็นไร มันไม่เลวหรอกนะที่ฉันจะเลือกความตายแบบนี้ ได้ปกป้องคนรักด้วยชีวิตของตัวเองมันมีความสุขออก จริงหรือเปล่าละ ?”

 

ร่างของซูซุกำลังค่อย ๆ กลายไปเป็นสไลม์เหลวโดยไล่มาจากส่วนล่างขึ้นข้างบน

 

ร่างที่ยังเป็นมนุษย์อยู่ตอนนี้ ก็เหลือแค่ใบหน้าของเธอเท่านั้น เธอใช้แรงสุดท้ายที่มีอยู่ ค่อย ๆ ประกบปากของเธอไปยังริมฝีปากของชิม่อนที่อยู่ตรงหน้า

 

ซูซุ “งั้นก็ ลา ก่อน ฉัน รัก เธอ...นะ----”

 

มือขวาของซูซุได้เลือนไหลออกไปจากริมฝีปากของชิม่อน แล้วเธอก็ได้ประทับปากของเธอไปแทนที่อย่างอ่อนโยน

 

มันเป็นจูบแห่งความรักที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง

 

ชิม่อน “อูมม !”

 

ความอ่อนนุ่มที่เปี่ยมไปด้วยรัก ได้ประทับไปบนริมฝีปากของชิม่อนได้ไม่ถึงวินาที

 

เพราะร่างของซูซุได้กลับกลายไปเป็นสไลม์เสียก่อน เมือกเหลวใส ๆ คลุมได้ปกป้องร่างของชิมอนเอาไว้ เธอกำลังจะใช้พลังชีวิตที่เหลือ ปกป้องชิม่อนเอาไว้แม้ว่าจะต้องตายก็ตาม

 

ชิม่อน “.....!”

 

เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่า สิ่งที่หลงเหลือเอาไว้อยู่ คือการใช้ทักษะปกปิดตัวตนที่เธอมีให้กับเขา

 

ผิวของสไลม์ได้แปรเปลี่ยนให้กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ หากไม่มีใครไปจับมันตรง ๆ ละก็ ไม่ทางทางที่จะรู้ได้เลยว่าเขากำลังซ่อนตัวอยู่ในนี้

 

แม้แต่เสียงและกลิ่นก็เช่นกัน

 

แม้ว่าชิม่อนจะขยับตัว มันก็ไม่เกิดเสียงใด ๆ หลุดออกไป ต่อให้เป็นมนุษ์สัตว์ที่ว่ากันว่ามีสัญชาตญาณดีแค่ไหน ก็คงไม่รับรู้ถึงตัวเขาได้

 

นี่คือทักษะที่ได้รับจากพรคุ้มครองของซูซุ [เงามืดแห่งฮันซาน (影渡・ハンゾーマ)] นั่นเอง

 

ซูซุ ผู้ที่ปกปิดประสาทสัมผัสทั้งหกได้

 

แล้วเวลาก็ผ่านพ้นไป จนกระทั้ง--

 

… “โฮ้ยยย ! หากมีใครรอดชีวิตก็ช่วยตอบด้วย !”

 

เขาได้รับการช่วยชีวิตจากพวกโครโน่ แต่ตอนที่เขามาถึง พลังชีวิตของซูซุก็หมดลง และเหลือเพียงแต่ก้อนอัญมณีสีแดงแล้ว

 

ชิม่อนทำได้เพียงแต่กอดก้อนอัญมณีนี้เอาไว้ ด้วยความรู้สึกที่ตัวเองด้อยพลังไร้ซึ่งหนทางจะช่วยคนสำคัญของเขาเอาไว้ได้

 

และความรู้สึกของเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย แม้ว่าจะผ่านไปแล้วหนึ่งอาทิตย์ก็ตาม----

 

…………

 

ชิม่อน “อืมม….”

 

รู้สึกว่าฝันอีกแล้ว

 

เป็นความทรงจำเมื่อหนึ่งอาทิตย์ก่อน ความทรงจำที่ไร้ค่าของฉัน ความทรงจำที่ผมไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากถูกปกป้องเท่านั้น

 

แต่ต่อให้คิดถึงเรื่องนั้นแค่ไหน ผมก็ยิ่งมีแต่จะจมลงไปในความมืดมิดเท่านั้น

 

ผมพยายามปัดความคิดเหล่านั้นออกจากสมองไป ผ้าผืนบางได้ปลิวไปกับสายลมที่พัดผ่านเข้ามา

 

ชิม่อน “...ร้อน”

 

วันนี้คือวันที่ 13 ของเดือนตะวันใหม่ พูดง่าย ๆ คือเป็นฤดูร้อนแล้วนั่นเอง และมันก็จะร้อนไปแบบนี้ทุกวันตลอดช่วงเวลาของเดือนนี้

 

ผมลุกขึ้นจากเตียงที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงือเหนี่ยว ๆ แล้ว

 

มันเป็นเตียงตัวใหญ่ขนาดคิงไซต์ แถมยังมีผ้าสีขาวนุ่ม ๆ ปูเอาไว้พร้อมอีก ทุกอย่างมันดูใหญ่เกินไปสำหรับตัวของผมทั้งนั้น

 

ถึงจะไม่มีหลังคาหรูหราประดับเตียง แต่วัสดุทุกอย่างก็เป็นของชั้นหนึ่งทั้งหมด

 

ไม่ใช่ของอะไรที่นักผจญภัยแรงค์หนึ่งอย่างฉันจะหามาได้

 

แถมห้องนี้ก็ยังใหญ่เบิ้มเกินไปอีกต่างหาก

 

มันใหญ่พอ ๆ กับห้องประชุมของกิลเลยละ

 

แถมเครื่องประดับตกแต่งก็ยังมีเยอะ เก้าอี้เครื่องเรือนทุกชิ้นนั้นต่างเป็นของชั้นหนึ่งทั้งนั้น

 

ทุกอย่างราวกับเป็นห้องของขุนนางชั้นสูงก็ว่าได้

 

ชิม่อน “แล้วเมื่อไหรฉันจะได้ออกไปละเนี่ย ?”

 

ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง

 

แถมอีกเดียวก็ต้องทนฟังน้องสาวของผมบ่นต่อเนื่องยาวเหยียดอีกด้วย

 

ชิม่อน “ถึงจะโชคดีที่รอดมาได้ แต่พอต้องกลับมาอยู่แล้วนี้แล้ว…”

 

เฮ้อออ ขณะที่ผมถอนหายใจออกมา ผมก็คิดถึงสถานะของตนเองที่แท้จริงในสปาด้าแห่งนี้

 

ผมคือคนของตระกูลขุนนางแห่งสปาด้า อีกทั้งน้องสาวยังเป็นถึงผู้บังคับบัญชาหน่วยที่สองของกองอัศวินเทมพล่า เป็นเวลาสามเดือนแล้วที่ฉันไม่ได้พบกับ [เอมิเลีย-ฟรีลิด-บาเดีย (エメリア・フリードリヒ・バルディエル)] คนนั้น ใช่แล้วเธอคือน้องสาวผมเองแหละ

 

………………..

 

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เล็กน้อย

 

หน่วยที่สองของกองทหารอัศวินแทมพล่าแห่งสปาด้า ต่างกำลังเดินเรียวแถวไปในยามรุ่งเช้าอยู่

 

พวกเขาเดินแถวกันได้อย่างพร้อมเพรียง และดูเข้มแข็ง เสียงของม้าที่ย่ำลงไปกับพื้นได้ดังสะท้อนเป็นเสียงขานรับกันและกัน

 

ชิม่อน “โฮ้ยย --!”

 

คนที่กำลังตะโกนและโบกมืออยู่นั้นคือชิม่อน

 

โครโน่ ฟิโอน่า และลิลี่ ต่างเดินตามหลังชิม่อนด้วยความคิดถึง

 

ส่วนทหารรอบ ๆ นั้น ต่างเข้ามาสังเกตุการณ์เพื่อป้องกันของพวกเธอ

 

และนั่นมันก็ทำให้ชิม่อนรู้สึกเบื่อหน่ายยิ่งนัก

 

แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มาเพื่อทำร้ายเธอ แต่พวกอัศวินก็ยังออกมายืนขวางพวกเขาเอาไว้

 

….. “เออ นี่ชิม่อนจริง ๆ หรือนี่ ?”

 

เสียงที่ดังลอดผ่านความมืดมิดมานั้นคือเสียงของผู้หญิง

 

ชิม่อน “ใช่แล้ว น้องเลีย…”

 

เสียงของผู้หญิงได้ดังออกมาจากอัศวินเกราะหนักคนหนึ่ง เธอส่งขวานหอกและโล่ยาวในมือไปให้อัศวินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แล้วถอดหมวกเหล็กออกมา

 

ชุดเกราะอัศวินสาวของเธอ ได้มีส่วนนูนยื่นออกมาเผยให้รู้ว่าเรื่อนร่างของเธอที่แท้จริงเป็นเช่นไร

 

ชิม่อนรู้สึกอยากวิ่งหนีไปให้พ้น ๆ แต่ก็ต้องยอมรับกฏของน้องสาวเธอ เพราะไม่อย่างงั้นเขาคงไม่สามารถออกมาแบบนี้ได้

 

โครโน่ที่เห็นชุดเกราะของเธอแล้ว ก็อดที่จะนึกถึงภาพของหุ่นยนต์ทดลอง ที่เอาไว้สำหรับทดสอบให้รถบรรทุกชนตอนสมัยที่เคยอยู่โรงเรียนในอดีตมิได้

 

เอมิเลีย-ฟรีลิด-บาเดีย “เจ้าชิม่อน ! ไอน้องโง่นี่ ! เพราะไอตาแก่พ่อมดคนนั้นแท้ ๆ ถึงได้--”

 

แล้วชิม่อนก็ถูกน้องสาวของเธอเปิดการเทศนาอีกครั้ง

 

ชิม่อนถูกถุงมือเหล็กที่แข็งแรงของน้องสาวเธอกอดเอาไว้ไปพร้อมกับสังสอนในเวลาเดียวกัน

 

ชิม่อนที่อยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น ได้ตื่นขึ้นมาจริง ๆ เพราะคำพูดของน้องสาว

 

ชิม่อน “อืออ น้องเลีย คือว่าตอนนี้ผมอยากให้ช่วย--”

 

ช่วยปล่อยแขนของผมให้เป็นอิสระทีเถอะครับ นี่แหละที่เขาอยากจะพูดออกไป

 

โครโน่ยืนอยู่ข้าง ๆ อย่างเงียบ ๆ และเริ่มทำการวิเคราะห์น้องสาวของชิม่อน

 

โครโน่ “(ยอดไปเลยแฮะ เป็นครั้งแรกที่เห็นผู้หญิงที่สูงกว่าคุณแม่เลยนะเนี่ย ดีไม่ดีจะสูงกว่าเราซะอีก)”

 

สิ่งที่เขาคาดการนั้นถูกต้อง ถ้าถอดเกราะออกจนหมด เธอคนนี้จะสูงถึง 190cm เลยทีเดียว

 

กับชิม่อนที่สูงเพียงประมาณ 150cm นั้น ไม่ต่างอะไรไปจากลูกน้อยของเธอเลยสักนิด

 

ถึงแม้ว่าเธอจะตัวสูงโย่ง แต่ใบหน้าของเธอก็ไม่ได้เป็นพวกบ้ากล้ามหรือเหมือนผู้ชาย แต่เป็นใบหน้าของสาวงามตามมาตรฐานเอลฟ์

 

ผิวของเธอมีสีดำน้ำผึ้ง ผมสีบอร์นของเธอต่างออกจากของชิม่อนที่สีซีดกว่า แต่ดวงตาของทั้งคู่ก็เป็นสีมรกตเหมือนกัน

 

ดวงตาที่คมของเธอนั้นสวยมาก แต่ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกเย็นชาจนเกินไป

 

ทว่าเธอก็ไม่ได้ปล่อยช่องว่างให้กับโครโน่เลยสักนิด แม้ว่าจะกอดชิม่อนอยู่แบบนี้ก็ตาม

 

เขารับรู้ได้ว่า ผู้หญิงคนนี้มีความสามารถมากกว่าเขาแน่นอน

 

โครโน่ “(ถ้าหากเธอเล่นพวกเราละก็ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตายกันหมดแน่)”

 

ถึงจะมีชิม่อนยืนคุมเอาไว้อยู่ แต่เขาก็อดที่จะรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้ เหงือเย็น ๆ ได้ไหลอาบแก้มลงมา

 

ในสภาพที่ตึดเครียดขึ้นมานี้ หัวข้อบทสนทนาระหว่างชิม่อนและน้องสาวของเขาก็คือ…

 

เอมิเลีย “---พวกฉันรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไดดารอสแล้ว ท่านองค์ราชาของพวกเรายินดีต้อนรับผู้อพยบจากไดรอส ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วงหรอก”

 

พอได้ยินแบบนี้แล้ว ทั้งโครโน่และชิม่อนต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกทันที

 

โครโน่รู้ว่าราชา เลโอนาร์ด(レオンハルト)มีอีกชื่อหนึ่งว่า [ราชาแห่งดาบ (剣王)] เลยอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ว่าเขาจะยอมรับการอพยบของพวกเขาหรือเปล่า

 

แต่การที่เขายอมรับประชาชนของศัตรูให้เข้าประเทศมาได้แบบนี้ เขาก็รู้สึกดีกับราชาคนนี้มากขึ้นทันที

 

แต่ทว่า

 

เอมิเลีย “แต่เหมือนพวกเราจะออกทัพช้าไปหน่อย ฉันเห็นกองภูเขาศพและคนที่ดูเหมือนจะเป็นผู้อพยบจำนวนมากตายเกลื่อนไปทั่วภูเขากาลาฮอลเลย เกิดอะไรขึ้นงั้นเรอะ ?”

 

ไม่เพียงแค่นักผจญภัย แต่พวกชาวบ้านที่อพยบมาก่อนหน้าก็ตายด้วยเช่นกัน ความจริงนี้โครโน่ได้ประสบมาด้วยตัวเองแล้ว

 

………………………

 

กลับมาปัจจุบันที่ห้องของชิม่อน

 

หลังจากที่ผมแต่งตัวอาบน้ำอาบท่าเสร็จแล้ว ผมก็ลุกไปกินอาหารเช้าต่อ

 

ชิม่อน “อ้า อรุณสวัสดิ์…”

 

เอมิเลีย “อรุณสวัสดิ์ นายตื่นแล้วหรือ คิดว่าจะต้องไปลากลงมาจากเตียงแล้วซะอีก

 

น้องเลียได้พูดอะไรน่ากลัวออกมาตั้งแต่เช้าเลย

 

ถ้าหากเธอมาปลุกละก็ สิ่งที่ใช้ปลุกก็คงไม่ใช่ธรรมดาแน่นอน แน่นอนว่าผมไม่อาจรับมือไหวหรอก มันคงไม่ใช่แค่ตบเบา ๆ ให้ตื่น แต่คงเป็นการต่อยเลยละ

 

มีหลายคนบอกว่าน้องสาวผมสวยมาก แต่สำหรับผมแล้ว เธอเหมือนกับมังกรกินคนมากกว่า

 

ที่ใบหน้าของเธอดูเหมือนจะมีร่องรอยของเหงือปรากฏอยู่ ผมสีบอร์นเองก็ยังดูเปียกชื้น

 

บางทีคงออกไปฝึกยามเช้าอย่างทุกทีมาสินะ

 

ดีแล้วละที่ผมไม่ได้ถูกบังคับให้ไปร่วมฝึกกับเธอ

 

น้องสาวของผมคนนี้ชอบเรียกการต่อยผมว่าเป็นการฝึกฝน แม้ว่าจะรู้ว่าร่างกายของผมอ่อนแอกว่าคนทั่วไปก็ตาม

 

สาเหตุที่ผมหนีออกจากตระกูล [บาเดีย] ไปเป็นนักผจญภัยก็เพราะน้องสาวป่าเถื่อนคนนี้เนี่ยแหละ

 

ยัยน้องสาวบ้า ป่าเถื่อน สมองกล้าม นิสัยไม่ดี งี่เง่า ไม่เคยเห็นใจคนอื่น ไม่ยอมรับแม้แต่คนดี ๆ อย่างน้องชาย น้องสาวของผมคนนี้ไม่มีดีเลยสักอย่าง

 

เอมิเลีย “ฮืม นายคิดอะไรไม่ดีอยู่งั้นหรือชิม่อน ?”

 

ดวงตาของเธอกำลังส่งลำแสงเลเซอร์มาโจมตีผมอยู่

 

ชิม่อน “เออ ไม่ ไม่มีอะไรครับ”

 

เอมิเลีย “นายนะแค่ไม่สบายใจอะไร ก็ออกมาทางสีหน้าหมดแล้ว แล้วแบบนี้ยังจะกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ชายได้อีกนะ”

 

เธอจับหัวไหลของผม ด้วยร่างที่แตกต่างกันถึง 40cm ทำให้ผมถูกดันเข้าหา ใบหน้าของน้องสาวเข้ามาใกล้ตัวผมจนแทบจะหายใจรดกันแล้ว

 

ยะ แย่แล้วสิ ผมกำลังถูกเธอกดดันอยู่ เพราะว่าผมปลอดภัยจากเธอมาได้สามเดือน เลยเผลอประมาทไปซะได้

 

ดวงตาที่คมกริบของเธอได้ส่องผ่านทะลุดวงตาของผมเข้าไปข้างใน

 

ภูเขายักษ์สองลูกตรงหน้าได้อัดเข้ามายังหน้าอกที่ไม่มีของผมราวกับต้องการจะเทียบความยิ่งใหญ่ของตัวเธอเอง

 

ผมรู้สึกอายเล็กน้อยที่ถูกเธอทำแบบนี้

 

เอมิเลีย “ชิม่อน เธอนะไม่เหมาะที่จะอยู่ข้างนอกบ้านหรอกนะ กลับมาอาศัยที่นี่ซะเถอะ”

 

เนื่องจากเธอกำลังปฏิเสธทางเลือกชีวิตของผม ผมเลยตื่นจากความอายนั้นแล้วกลับมาเถียงกับเธอ

 

ชิม่อน “ผมไม่ได้หนีไปเพื่อเล่นนะ...ผมโตแล้ว ผมสามารถอยู่คน--”

 

เอมิเลีย “นายนะอ่อนแอ แค่จะเป็นนักผจญภัยก็ยังล้มเหลวไม่เป็นท่าแล้ว อาชีพนักผจญภัยนะเมาะสมกับพวกระดับล่างเท่านั้น นายเป็นคนของตระกูลบาเดีย ดังนั้นจะทำอะไรต้องนึกถึงสถานะทางครอบครัวด้วย”

 

น้องเลียยังคงวิจารณ์แนวทางการใช้ชีวิตของผมอยู่ แม้ว่าผมจะเป็นพี่ชายคนโต แต่ก็ทำได้แค่ยอมรับคำพูดของเธอเท่านั้น

 

ภายในตระกูลบาเดียนั้นยังมีพี่ชายอีกคนอยู่ สรุปแล้วผู้วืบทอดของตระกูลมีทั้งหมดด้วยกัน 3 คน

 

ชิม่อน “คุณพ่อเขายอมรับเรื่องของผมแล้วนะ น้องเลียไม่ต้องมาบอกหรอก”

 

เอมิเลีย “พ่อนะใจดีกับนายเกินไป ทำไมถึงไม่เข้าใจว่าเขาก็แค่ตามใจนายอย่างเดียวกันนะ”

 

ชิม่อน “นั่นมัน---”

 

เอมิเลีย “หยุดงานวิจัยไร้สาระนั่นซะ แล้วกลับมาที่บ้านได้แล้ว ยังไม่สายไปหรอกนะ ฉันยังมี [งาน] ให้นายทำอยู่ ฟังนะ ฉันเป็นห่วงนายจริง ๆ นะเข้าใจไหม”

 

ชิม่อน “น้องเลียก็แค่เป้นห่วงตระกูลมากกว่า ไม่ใช่ผมหรอก…”

 

ปล่อยผมไปได้แล้ว เธอไม่เข้าใจผมหรอก

 

เธอคนนี้นะเข้ามายุ่มย่ามกับชีวิตผมมากเกินไปแล้ว

 

มาอยู่ที่บ้านของน้องเลียนี่เป็นความคิดที่แย่ชะมัด ไปอยู่ที่บ้านของคุณพ่อกับคุณแม่ยังจะดีซะกว่า

 

เอมิเลีย “นายนะใช้ไม่ได้ทั้งเวทมนต์และทักษะ ต่อให้ไปเป็นนักผจญภัยก็ไร้ค่าไม่ใช่หรือไง แม้จะผ่านสงครามมาแล้วครั้งหนึ่ง ก็ดูเหมือนจะยังไม่เข้าใจสินะ”

 

คราวนี้สิ่งที่เธอพูดออกมา ผมคงปฏิเสธไม่ลง

 

เอมิเลีย “จะมาบอกว่าเป็นเรื่องช่วยไม่ได้งั้นหรือที่ต่อสู้ไม่ได้ ? มันเป็นความจริงที่นายนะถูกปกป้องเพียงฝ่ายเดียว จนต้องอยู่อย่างอับอายแบบนี้ไม่ใช่หรือไง”

 

ชิม่อน “หยุด หยุดนะ…”

 

เอมิเลีย “รู้สถานะตัวเองซะ นายนะปกป้องใครไม่ไหวหรอก แล้วก็จะไม่มีทางทำได้ด้วย”

 

ชิม่อน “หุบปาก !”

 

แม้ว่าผมจะพยายามพลักเธอออกไป แต่ด้วยพละกำลังอันน้อยนิด ผมก็ไม่อาจทำแบบนั้นได้

 

มันยิ่งตอกย้ำว่าตัวผมเองอ่อนแอมากแค่ไหน

 

เอมิเลีย “ฮึ ช่างเถอะ”

 

เธอยอมปล่อยผมไปในที่สุด

 

ด้วยแรงพลักจากเธอ ทำให้ผมล้มคะมำลงไป ผมยิ่งรู้สึกอับอายมากขึ้นไปอีก

 

เอมิเลีย “ไว้คุยต่อวันหลัง”

 

หลังจากมองผมด้วยสายตาราวกับมองสิ่งน่ารังเกียจ เธอก็หันหลังให้กับผมแล้วเดินจากไป

 

เอมิเลีย “เออลืมไป พวกอพยบที่รอดชีวิตมาได้ นายคงจะเป็นห่วงอยู่สินะ การให้ความช่วยเหลือพวกเขานะได้ถูกตัดสินลงมาแล้วว่าจะทำยังไง”

 

ชิม่อน “เอ้ จริงหรือครับ !? พวกเขาจะโดนอะไรบ้าง ไม่สิ ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน !?”

 

ผมรู้ว่ายัยสัตว์ประหลาดคนนั้นได้ฆ่าผู้อพยบไปซะส่วนใหญ่แล้ว ตั้งแต่ก่อนการต่อสู้ที่หมู่บ้านอาลซัสจะเกิดขึ้นซะอีก

 

การที่มีคนรอดชีวิตมาได้นั้น นับว่าแทบจะเป็นเรื่องปาฏิหาริย์เลยก็ว่าได้

 

ข่าวที่ผมได้รับคือ มีผู้รอดชีวิตเพียงแค่ 50 คนจาก 10,000 คนเท่านั้น สรุปคือรอดแค่ 0.5% จากทั้งหมด

 

แต่อย่างน้อยก็ยังมีคนรอดชีวิต อีกทั้งยังได้รับการช่วยเหลือจากทางสปาด้าอีกด้วย

 

ข้อมูลนี้คุณพี่ชายคงยังไม่รู้ เพราะยังเป็นเรื่องของภายในอยู่ ผมต้องไปบอกเขาด้วยตัวเอง

 

เอมิเลีย “อย่าพึ่งรีบร้อน เดียวจะเล่าให้ฟังระหว่างกินข้าวเช้าเอง”

 

เธอบอกแบบนั้นก่อนที่จะเดินจากไปราวกับไม่ต้องการจะคุยกับผมอีกแล้ว




NEKOPOST.NET