[นิยายแปล] จอมมารดำ ตอนที่ 149 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] จอมมารดำ

Ch.149 - ตอนที่ 149 ผู้รอดชีวิต


ในที่สุดดวงอาทิตย์ที่สาดแสงก้เป็นอันลับขอบฟ้าไป ทั่วทั้งบริเวธภูเขากาลาฮอลได้ถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดของยามค่ำคืน

 

ปกติแล้วคงไม่มีใครบ้าพอมาเดินกลางถนนในช่วงเวลาค่ำมืดแบบนี้ แต่พื้นที่บนถนนแห่งนั้นกลับมีร่างของคนสามคนเดินอยู่

 

โครโน่ยังคงเดินต่อไปในสภาพที่ดวงตาของเขาแทบจะปิดลงไปแล้ว ลิลี่กับฟิโอน่าที่เดินตามมาด้วยไม่อาจสรรหาคำพูดใด ๆ ออกมาให้กับเขาได้

 

ทั้งสามได้ใช้พลังสุดท้ายในการเดิน เดินต่อไปเรื่อย ๆ

 

เป้าหมายของทั้งสามคือสถานที่น่าจะเป็นจุดซุ่มโจมตีของอัครสาวกที่ 11

 

ถ้าหากคำกล่าวอ้างของมิซาเป็นจริง อย่างน้อยก็น่าจะหลงเหลือร่างรอยอะไรทิ้งเอาไว้บ้าง

 

มันยังไม่ถึงครึ่งวันเลย หลังจากที่ขบวนรถม้าของพวกนักผจญภัยได้ออกตัววิ่งหนีไป ดังนั้นสถานที่ต่อสู้ก็ไม่น่าจะห่างไปไกลมากนัก

 

โครโน่เลือกที่จะไปยืนยันความจริงด้วยตัวเอง

 

โครโน่ “(เท้าของชั้น มันช่าง หนัก….)”

 

ตอนนี้โครโน่ได้หยุดคิดซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว

 

เกิดอะไรขึ้นกับพวกนักผจญภัย เกิดอะไรขึ้นกับชาวบ้านที่อพยบไป จะทำอะไรหลังจากนี้ดี อะไรที่รออยู่ตรงหน้า ---เขาได้หยุดคิดเรื่องเหล่านี้ไปแล้ว สติที่เหลืออยู่นั้นได้ทุ่มไปกับการเดินตรงหน้าต่อไปเท่านั้น

 

แม้ว่าภายในห้วงลึกของหัวใจเขาจะเหนือยล้าไปหมดแล้วก็ตาม

 

โครโน่ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป ตราบจนกว่าจะยืนยันความจริงด้วยดวงตาคู่นี้ของเขา เขาก็ไม่อาจจะทำอะไรอื่นต่อไปได้

 

เวลาได้ไหลผ่านไป ไม่รู้ว่าเขาเดินมานานเท่าไหรแล้ว บางทีมันอาจไม่ได้นานเลยสักนิดเดียว แต่ทุกย่างก้าวของเขาที่เดินไปบนถนน มันช่างรู้สึกยาวไกลไร้สิ้นสุด โครโน่ไม่อาจมองเห็นคำตอบที่รออยู่ข้างหน้าของถนนสายนี้ได้เลย

 

ลิลี่ “...!?”

 

ท่ามกลางแสงสว่างอันริบหรี่จากพลังบอลแสงดวงน้อยของลิลี่ มันก้ได้ไปสะท้อนเข้ากับวัตถุทรงสี่เหลี่ยมบางอย่าง

 

ด้วยดวงตาที่ถูกเสริมดัดแปลงจนเหนือมนุษย์ธรรมดาไปแล้ว ทำให้เขาแน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาดไปแน่นอน

 

ท่ามกลางความมืดมิดนี้ เขาได้เห็นถึงบางสิ่ง เขาวิ่งออกไป วิ่งไปยังเจ้าสิ่ง ๆ นั้นที่รออยู่ตรงหน้า

 

ลิลี่ “อ้า โครโน่ !”

 

ฟิโอน่า “คุณโครโน่ค่ะ---”

 

เขาไม่อาจได้ยินเสียงที่เรียกอย่างห่วงใยของพวกเธอ เขาไม่คิดที่จะรอ แม้ว่าสิ่งที่รออยู่จะเป้นกรณีที่เลวร้ายที่สุดก็ตาม

 

โครโน่ “อ้า อ้าาาา…”

 

ตรงหน้าของเขา เป็นที่แน่นอนแล้วว่ามันคือซากของรถม้าจำนวนมาก

 

ไม่มีทางเห็นเป็นสิ่งอื่นใด รถม้าที่รีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วเหล่านั้น ได้ถูกแยกชิ้นส่วนออกเป็นชิ้น ๆ กองพะเนินเรียงรายไปทั่วพื้นที่

 

ชิ้นส่วนที่ปรากฏสู่สายตาของโครโน่ต่างมีสภาพเหมือนกับวิ่งทะลุก้อนโลหะยักมาแทบจะทุกคัน

 

โครโน่ “นี่ นี่มัน…”

 

ไม่เพียงแค่ตรงนี้เท่านั้น ในสถานที่ห่างออกไปยังมีซากของรถม้าล้มเรียงรายอยู่เช่นกัน

 

นอกจากนี้ ที่ตรงอีกฟากของถนนอันมืดมิด กองเลือดขนาดย่อมได้กระจายไปทั่ว มันแห้งสนิทราวกับพึ่งผ่านมาได้ไม่กี่วันก่อนนี้

 

สิ่งที่โลกแล่นผ่านเข้ามาในหัวของโครโน่นั้น หาใช่ภาพของมิตรสหายไม่ หาใช่ใบหน้าของนักผจยภัยเหล่านั้น แต่เป็นภาพของครูเสดเดอร์และอัครสาวกที่น่ารังเกียจเหล่านั้นต่างหาก

 

มันคือฉากนองเลือดเดียวกับหมู่บ้านอิรุสที่จมอยู่ในกองเพลิง สิ่งนั้นได้กลับมากัดกินจิตใจของเขาอีกครั้ง

 

มันคือนรก ภาพนรกของหมู่บ้านอิรุสที่กลับมา เขามาช้าไป เขาไม่อาจปกป้องใครได้อีกครั้ง

 

แม้ว่าจะไม่มีภาพของการถูกตรึงกางเขน ไม่มีบ้านถูกเผาทำลาย แต่มันก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากฉากแห่งการทำลายล้างที่เคยเกิดขึ้นที่หมู่บ้านอิรุสเลยสักนิดเดียว

 

โครโน่ “นี่มัน….เกินไปแล้ว….”

 

โครโน่ก้าวเดินต่อไปด้วยขาที่ไม่มั่นคง ในที่สุดพลังและเท้าของเขาก็ได้ยอมแพ้ลงในที่สุด

 

ในดวงตาของเขาตรงหน้า มีภาพของร่องรอยการต่อสู้ทิ้งเอาไว้อยู่

 

เคยมีผู้กล้าเข้าต่อสู้อย่างถวายชีวิตตรงนี้ เขาเข้าใจดี เขาเข้าใจเป็นอย่างดีว่า

 

โครโน่ “ทุกคน...ตายไปแล้ว….”

 

ความจริงที่ว่าพวกนักผจญภัยทั้งหมดได้ถูกกวาดล้างไปหมดแล้ว

 

ศพที่คุ้นเคยเหล่านั้น เขารู้จัก รู้จักทุกคนดี ไม่ว่าจะคนไหน เขาก็รู้จักเป็นอย่างดี

 

อย่างเช่นชายร่างใหญ่ที่นอนทอดร่างอยู่บนพื้นตรงนั้น ดาบเขี้ยวที่ปักอยู่คาอกของเขา ไม่ผิดแน่ เขาคนนั้นคือแวลคัน หมาป่าตัวใหญ่ที่จิตใจดีคนนั้น

 

ดาบเขี้ยวแห่งการกลืนกินของเขาได้ปักทะลุไปที่หัวใจของเขาเอง มือข้างขวาของเขาที่ถูกตัดออกมานั้น ยังคงจับดาบเอาไว้มั่นไม่ยอมปลอยลงมาจนถึงบัดนี้

 

ที่ด้านข้างของถนน มีผ้าคลุมสีดำยาววางกองเอาไว้อยู่ ซากโครงกระดูกนั้นคงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากลุงโมผู้นั้น

 

เขาดุเหมือนจะถูกโจมตีหนักมาก ทั่วทั้งร่างของเขาถูกยิงทะลวงจนเป็นรูพรุนไปหมด หากไม่ใช่เขาละก็ คงไม่อาจรู้แน่ว่าสิ่งนั้นคืออดีตโครงกระดูกพูดติดตลก คุณลุงโมคนนั้น

 

นอกไปจากนั้น ยังมีศพของสามสาวกองอยู่บนต้นไม้นั้น ไม่ผิดแน่ พวกเธอคือสามสาวพี่น้องเอลฟ์ องค์หญิงนักล่าทั้งสาม แน่นอน  

 

มือทั้งสามของพวกเธอต่างกุมเอาไว้ด้วยกันจนแน่น แต่ไม่ใช่พวกเธอกุมเอาไว้ด้วยกันเพราะรู้ถึงวาระสุดท้าย แต่เพราะเพราะมันถูกยิงทะลุเสียบติดเข้าด้วยกันเอาไว้ต่างหาก

 

ศพที่ไร้หัวของพวกเธอได้ถูกตัดออกไปอย่างปราณีต เขาเลยไม่อาจแยกได้ว่าตอนนี้ทั้งสามคน ต่างเป็นใครไปกันแน่

 

แล้วตอนนี้เขาก็ไม่เหลือแรงที่จะไปตามหาหัวของพวกเธอที่อาจตกอยู่ใกล้ ๆ นี้แล้วด้วย

 

โครโน่ “นี่มัน...อย่ามาล้อล่อน่ะ นี่มัน...ทำไมกัน---”

 

ยิ่งเขามองไปที่ร่างของศพที่เคยร่วมใช้ชีวิตด้วยกันเหล่านั้น เขาก็ยิ่งเห็นแต่เลือด ทุกคนต่างถูกฆ่าอย่างโหดร้าย ราวกับเป็นฝีมือของมารร้ายก็มิปาน

 

ถึงศพเหล่านั้นจะศูนย์เสียรูปลักษณ์เดิมไปแล้ว แต่โครโน่ก้ยังแยกออกว่าใครเป็นใคร เขาพอจะรู้ได้

 

แม้ว่าจะยังไม่ถึงเดือน แต่เขาก็ไม่อาจลืมคนที่กินข้าวหม้อเดียวกัน พรรคพวกที่นอนด้วยกัน และร่วมต่อสู้มาตลอดเวลาลงได้

 

และเพราะเป็นเช่นนั้น เขาเลยสามารถยอมรับการจากไปของพวกเขาได้

 

เป็นเรื่องโกหก ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ไม่มีเรื่องไหนจริงเลยสักอย่าง โกหกตัวเองไปแบบนั้นก็ไร้ค่าเปล่า

 

ตอนนี้โครโน่เข้าใจถึงความหมายในคำพูดของอัครสาวกมิซาแล้ว

 

โครโน่ “พวกชั้นไม่ได้ต่อสู้เพื่อผลลัพธ์บ้า ๆ แบบนี้นะเฟ้ย !!”

 

เขาตะโกนก้องด้วยน้ำตาที่อาบท่วมใบหน้า น้ำตาที่พรั่งพรูออกมานั้น เหมือนกับหยาดน้ำฝนที่ชะโลมไปทั่วแผ่นดิน

 

โครโน่ “ไอบ้า ! ไอบ้าาา ! อีกแล้ว ชั้นมัน--”

 

โครโน่แนบกายหมอบลงไปกองกับพื้นราวกับจะปฏิเสธความจริงทุกสิ่งที่เกิดขึ้น

 

โครโน่ “---อีกแล้ว ชั้นมันปกป้องใครไม่ได้เลย--”

 

เขาทำได้แต่ร้องไห้ออกมาอย่างเศร้าโศกเท่านั้น

 

แม้ว่าเขาจะเสียใจแค่ไหน เขาก็ไม่อาจได้รับคำตอบถึงสิ่งที่ตนเองได้พยายามทำมาตลอดเวลานี้

 

ถูกพวกครูเสดเดอร์โจมตี ต่อสู้ตั้งรับที่อาลซัส แล้วก็ถูกลอบโจมตีจากพวกร่างทดลอง สุดท้ายก็ถูกอัครสาวกจู่โจม เขากับเพื่อน ๆ ต่างก็พยายามเผชิญหน้ากับทุกสิ่งด้วยพลังทั้งหมดแล้วแท้ ๆ

 

แต่ทุกอย่างก็จบลงด้วยการไม่เหลืออะไรเลย ทุกอย่างต่างว่างเปล่า ต่อสู้ไปเพื่ออะไรกัน มีแต่จะตายอย่างไร้ค่าเท่านั้นเอง

 

อะไรที่ผิด พวกเขาทำอะไรผิด พวกเขาทำอะไรลงไป จะให้พวกเขาจงลงโดยมีความสุขไม่ได้เลยเชียวหรือไงกัน ?

 

ไม่มีคำตอบให้กับคำถามเหล่านั้น เขาได้เพียงแต่ตั้งคำถามกับตัวเองเท่านั้น

 

หรือต่อให้มีคำตอบ มันก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงที่เขากำลังเผชิญได้

 

ภายในใจของโครโน่ มีแต่กงล้อแห่งความผิดพลาดที่ได้หมุนวนไม่รู้จักจบสิ้นเท่านั้น

 

ใช่แล้ว ความจริงคำตอบมันง่ายนิดเดียวเอง เป็นคำตอบที่แทบไม่ต้องถามเลยซะด้วยซ้ำ

 

โครโน่ “....เพราะชั้นมัน อ่อนแอ งั้นหรือ..”

 

ใช้แล้ว คำตอบก็คือ [พลัง]

 

ถ้าหากเขามีพลังมากพอที่จะฆ่าพวกครูเสดเดอรเหล่านั้นแล้วละก็

 

ถ้าหากเขามีพลังพอที่จะฆ่าอัครสาวกแล้วละก็

 

โครโน่ “ถ้าหากชั้นแข็งแกร่งพอ มีพลังมากกว่านี้ ก็คงจะไม่มีใครตายแล้ว”

 

เป็นคำตอบที่ทำให้เขายิ่งทรมานมากขึ้นไปกว่าเดิม

 

เขาไม่อาจยกโทษให้กับตัวเองได้ เป็นบาปของเขาที่ไม่อาจยกโทษให้ได้

 

ไม่ว่าเหตุผลจะเกิดจากอะไร สำหรับโครโน่แล้ว ความจริงก็มีเพียงหนึ่ง นั่นก็คือ

 

โครโน่ “ทุกคนตายเพราะชั้น”

 

บางสิ่งกำลังแผดเผาภายในใจของโครโน่อยู่

 

โครโน่ “ฮะ ฮะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า …. ใช่แล้ว ชั้นเข้าใจแล้ว ทุกอย่าง ชั้นผิดเอง ชั้นผิด--เอง-------”

 

ในตอนนั้นเองเขาก็รู้สึกได้ถึงความ [สิ้นหวัง]

 

แล้วแสงก็ได้สาดส่องเข้ามายังโครโน่ที่ได้ [สิ้นหวัง] ไปแล้ว

 

แสงสีรุ้งได้สะท้อนภายในดวงตาของเขา บางสิ่งที่เล็ก และอ่อนนุ่ม อีกทั้งยังอบอุ่น ได้สัมผัสกับร่างกายของโครโน่

 

ลิลี่ “โครโน่ผิดแล้ว ! โครโน่พยายามอย่างหนักแล้ว ! หนักมาด้วย ! มากกว่าทุกคนในที่นี้ซะอีก !”

 

โครโน่ “...ลิลี่”

 

เธอปีนขึ้นมาเกาะอยู่ที่หน้าอกของโครโน่ น้ำตาได้ปริ่มอยู่ที่ขอบตาของเธอ ลิลี่กำลังส่งคำพูดราวกับแสงสว่างส่องเข้าไปภายในจิตใจของเขา

 

ลิลี่ “โครโน่ นายช่วยชีวิตฉันเอาไว้นะ ! ฉันยังมีชีวิตรอด นั่นก็เพราะโครโน่ ฉันยังมีชีวิต มีชีวิตอยู่ตรงนี้ไง ! ฉันถึงได้บอกไงว่าโครโน่นะ คิดผิดแล้ว !”

 

เป็นคำพูดที่สร้างความหวังและพลังให้กับโครโน่ หัวใจของเขารุ้สึกว่าได้รับการชำระล้างบางสิ่งออกไปแล้ว

 

โครโน่ “ลิลี่...ขอบคุณนะ”

 

แสงนั้นไม่ใช่ปาฏิหาริย์ที่เปลี่ยนแปลงเขาไปอย่างเดียว แต่ยังช่วยชีวิตของเขาไปด้วย

 

โครโน่เกือบจะฆ่าตัวเองไปแล้ว เพราะเขากำลังจะใช้พร้าต้องสาปฮาราซะปลิดชีวิตตัวเองลงพอดี

 

เพียงแค่คำพูดของลิลี่ ก็ทำให้โครโน่ดึงสติกลับมาได้เล็กน้อยแล้ว

 

โครโน่ “ชั้นไม่เป็นไรแล้ว ...เพราะงั้นอย่าร้องไห้เลยนะ”

 

ลิลี่ “อืม อืม ! ลิลี่จะไม่ร้อง”

 

โครโน่ลูบหัวของลิลี่ด้วยความอ่อนโยนที่เกาะอยู่ตรงหน้าอกของเขา

 

ความรู้สึกอันแสนอบอุ่นได้ส่งผ่านทางหน้าอกของเขา มันทำให้โครโน่รู้สึกสงบลงและมีพลังกลับมา เขาลุกขึ้นยืนอีกครั้งหนึ่ง

 

โครโน่ “....มาหาคนรอดชีวิตกันเถอะ”

 

เขาอุ้มลิลี่เอาไว้ตรงหน้าอกของตัวเองพร้อมกับลุกขึ้นยืนอีกครั้ง

 

ทิ้งทุกสิ่งไปซะ ทั้งความเศร้า ความผิด ความเสียใจ ตอนนี้เขาต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ลุล่วงเสียก่อน

 

นั่นก็คือ

 

โครโน่ “ยังมีใครรอดชีวิตบ้างไหมม !!”

 

เผชิญความจริงที่อยู่ในความมืดตรงหน้า แล้วค้นหาผู้รอดชีวิต เขาได้ตะโกนออกไปด้วยพลังทั้งหมดที่มี

 

จะใครก้ได้ เพียงแค่คนเดียวก็ได้ ถ้าหากมีใครรอดชีวิต เขาขอสาบาน จะต้องช่วยให้รอดกลับไปให้ได้

 

ไม่ต้องคิดอย่างอื่น เอาสมาธิไปที่การค้นหาผู้รอดชีวิต แล้วช่วยเหลือพวกเขาให้ได้ซะ

 

โครโน่ “โอ้ยย!! โฮ้ยยย!! ใครก็ได้ !”

 

แต่มันคงไร้ประโยชน์ ไม่มีใครรอดชีวิตจากการปะทะกับอัครสาวกได้หรอก-- แต่ภายในใจลึก ๆ ของเขาก็ยังคงคิดแบบนี้อยู่ดี

 

ทว่าถ้าหากเขาคิดแง่ลบอีกครั้ง เขาก็คงกลับไปเป็นอย่างเดิม นี่ไม่ใช่เวลาจะมาหยุดเดินหรือมานั่งสิ้นหวังอีก โครโน่กำลังพยายามยกพลังใจของตัวเองอยู่

 

โครโน่ “โฮ้ยย--!”

 

โครโน่เริ่มออกเดินเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตพร้อมกับลิลี่ที่พยายามจะไม่ร้องไห้ออกมาท่ามกลางความสิ้นหวังนี้

 

ฟิโอน่า ““ضوء شمعة تضيء ثلاثاء――[คบเพลิง]”

 

ทันใดนั้น รอบตัวของโครโน่ก็มีแสงเจิดจ้าขึ้นมา

 

เขาเห็นบอลไฟกำลังให้ความสว่างกินรัศมีออกไปประมาณ 12 เมตรโดยรอบอยุ่”

 

ฟิโอน่า “ฉันคิดว่าถ้าสว่างขึ้นกว่านี้ น่าจะค้นหาได้ง่ายขึ้นนะคะ”

 

ฟิโอน่าที่ซ่อนอยู่ในเงามืดกำลังถือคฑาของเธอเอาไว้อยู่

 

โครโน่ “ช่วยได้มากเลย ขอบคุณนะ”

 

พอได้เห็นรอยยิ้มของโครโน่ ฟิโอน่าก้รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที

 

ฟิโอน่าไม่เคยมีเพื่อนมาก่อน เธอเลยไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกไปในเวลาแบบนี้

 

เธอได้ทิ้งทุกอย่างให้เป็นหน้าที่ของลิลี่ เธอรู้สึกโล่งใจมากที่สามารถได้คุยกับโครโน่อีกครั้ง

 

โครโน่ “มีเวทที่ใช้ช่วยค้นหาคนหรือเปล่า ?”

 

ฟิโอน่าที่ยิ้มอยู่นั้น พอได้ยินคำถามของโครโน่ เธอก็กลับไปทำสีหน้านิ่งเฉยอีกครั้งหนึ่ง

 

ฟิโอน่า “ไม่มีค่ะ หรือต่อให้ฉันทำได้ คนที่บาดเจ็บเจียนตายก็จะไม่ถูกแสดงให้เห็นด้วยค่ะ”

 

เธอเห็นความไม่สบายใจที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของโครโน่ เธอรู้แล้วว่าภายในใจของเขายังคงไม่มั่นคงเท่าใดนัก

 

ฟิโอน่า “ต้องขอโทษด้วยค่ะ แต่ฉันไม่ได้เรียนเวทมนต์สำหรับค้นหาคนที่มีพลังเวทเหลือน้อยได้ค่ะ”

 

โครโน่ “เข้าใจละ แล้วถ้าหากเป็นเวทขยายเสียงละ ?”

 

ฟิโอน่า “ไม่ได้เรียนมาเช่นกันค่ะ”

 

โครโน่ “ช่วยไม่ได้ละนะ งั้นเดียวชั้นไปค้นหาต่อละ ขอบคุณที่ช่วยสร้างแสงสว่างนะ”

 

เพราะแสงนี้เขาเลยสามารถมองเห็นได้กว้างและไกลขึ้น

 

โครโน่ “โฮ้ยย ! ถ้ายังมีชีวิตอยู่ ก็ช่วยตอบด้วยย !”

 

แลัในขณะที่เขากำลังตะดกนอยู่ตอนนั้นเอง

 

*แกร๊ก*

 

ก็มีเสียงตอบรับกลับมา

 

… “ใครอยู่ตรงนั้น !?”

 

เขาคิดว่าเป็นเสียงสะท้อนของตัวเอง แต่พอเวลาผ่านไป เขาก็ยิ่งมั่นใจว่านั่นคือเสียงตอบรับจากเขา

 

มันส่งมาจากซากของรถม้าที่คว้ำอยู่ข้างทางนี้

 

หลังคาของตัวรถถูกทำลายไปแล้ว แต่ใครบางคนที่อยู่ในช่องว่างเล็ก ๆ ข้างในนั้นกำลังพยายามปีนออกมาอยู่

 

เมื่อหารถคันที่ว่าเจอแล้ว โครโน่ก็ส่งลิลี่ลงไปในช่องว่างเล็ก ๆ นั้น

 

โครโน่ “เฮ้ ! อยู่ข้างในนี้หรือเปล่า !?”

 

ขณะที่ตะโกนลงไป เขาก็ยกเศษซากออกมาด้วย

 

ด้วยพลังเหนือมนุษย์ของโครโน่ ทำให้เขาสามารถยกเศษซากของรถม้าที่หนักอึ้งนี้ออกไปได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องพึ่งการเสริมพลังจากเวทมนต์เลยสักนิด

 

โครโน่ “ปลอดภัยใช่ไหม !?”

 

ในตอนที่เขาคิดจะเรียกฟิโอน่ามาช่วยดึงคนที่อยู่ข้างในนั้นอีกแรง คน คนนั้นก็ปีนขึ้นมาด้วยพลังของเขาเองแล้ว

 

… “...พี่ คุณพี่ชายนี่ ?”  

 

คนที่รอดชีวิตผู้นี้ก็คือชิม่อน นักเล่นแร่แปรธาตุคนนั้น

 

นอกจากปืนไรเฟิลคู่กายของเขาแล้ว เขายังกำอัญมณีสีแดงเข้มเอาไว้ในมืออีกด้วย

 

โครโน่ “ชิม่อน !? รอดชีวิตมาได้งั้นหรือเนี่ย ดีแล้วละนะ--”

 

ร่างที่ผมเพรียวของชิม่อนมีบาดแผลถลอกอยุ่ แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรมากนัก

 

พอรู้ว่าเขาไม่ได้อันตรายถึงชีวิต เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที

 

ชิม่อน “...ไม่ดีเลยครับ”

 

เขานั่งลงไปที่พื้น ใบหน้าของเขาก้มลง โครโน่ไม้รู้ว่าตอนนี้ชิม่อนกำลังรู้สึกอย่างไร

 

แต่เสียงของเขานั้นฟังดูไม่ค่อยจะดีเท่าไหรนัก

 

ชิม่อน “ไม่ดีเลยสักนิดเดียวครับ...ทุกคน ทุกคนตายหมดเลย พวกเขาตายเพราะยัยคนนั้นคนเดียว”

 

โครโน่ “ชิม่อน...อย่าพึ่งไปคิดถึงเรื่องแบบนั้นเลยนะ”

 

ในตอนนั้นชิม่อนก้เงยหน้าขึ้นมามองเขา

 

ดวงตาสีมรกตเช่นเดียวลิลี่นั้น กำลังเต้มไปด้วยหยาดน้ำตา

 

ชิม่อน “ซูซุ เธอตายเพื่อผม ! ผมทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ! ผมทำอะไรม่ได้เลย แต่เธอคนนั้นก็ยังช่วยผม ผม----”

 

พอมองดูอัญมณีสีแดงเข้มที่เขาถืออยู่ โครโน่ก็เข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

 

สิ่งนั้นคือศูนย์กลางชีวิตของพวกสไมล์

 

เป็นดั่งแหล่งพลังชีวิตของซูซุ คนที่เป็นถึงนักผจญภัยแรงค์ 4 คนที่ติดใจชิม่อน ผู้หญิงคนนั้นได้…

 

ชิม่อน “ผม ผมทำอะไรไม่ได้สักอย่าง… ผมกลัว ยัยคนนั้น...ผมทำได้แค่กลัวและถูกปกป้องจากเธอจน….อุ  แงงงงงงงงงงงงงงงงง !”

 

ราวกับเส้นบาง ๆ สุดท้ายของเขาได้แตกสลายไปแล้ว ชิม่อนร้องไห้จากก้นหัวใจของเขาออกมา

 

โครโน่ “ชั้นขอโทษ...ชั้นขอโทษ เพราะชั้นปกป้องเอาไว้ไม่ได้เอง”

 

โครโน่โอบร่างที่ผอมบางของชิม่อนเอาไว้

 

เหมือนกับที่ลิลี่เคยมอบกำลังใจให้กับเขา คราวนี้เป็นตาเขามอบให้กับผู้อื่นบ้างแล้ว

 

ชิม่อน “แงงงง….ทำไม ทำไมต้องเป็นผม คนอย่างผมทำไมถึงรอดมาได้ละ…ทำไม...”

 

โครโน่ “อย่าพูดแบบนั้นเด็ดขาด ! รู้มั้ยว่าชั้นดีใจแค่ไหนที่นายรอดชีวิตมาได้ !”

 

ชิม่อน “แต่ แต่….”

 

โครโน่ “ไม่เป็นไรหรอก จงใช้เวลานี้ดีใจที่รอดชีวิตมาได้ซะเถอะ ชั้นดีในะที่นายรอดมาได้ ชิม่อน”

 

ชิม่อนร้องไห้ต่อไปในอ้อมอกของโครโน่

 

ถึงแม้ว่าโครโน่จะเป็นคนให้กำลังใจชิม่อน แต่จิตใจของเขาเองก็ยังมีความคุกรุ่นของด้านมืดคงเอาไว้อยู่ แม้ว่าจะโอบอุ้มร่างเล็ก ๆ ของเขาเอาไว้ จิตใจของโครโน่ก็ยังรู้สึกไม่ได้รับการเยียวยาเท่าใดนัก

 

เขายังคงเสียใจอยู่

 

ลิลี่ “---โครโน่”

 

ในตอนนั้น เสียงที่บาดคมของลิลี่ก็ได้ดังขึ้น ทำให้เขาดึงสติกลับมาปัจจุบันได้

 

โครโน่ “มีอะไรหรือลิลี่”

 

ถึงรูปร่างจะยังดูเป็นเด็ก แต่ภายในใจของเธอก็คือผู้ใหญ่ โครโน่รับรู้ได้จากวิธีการพูดจาของเธอ

 

เขาไม่คิดจะถามว่าทำไมอยู่ ๆ เธอถึงดึงจิตร่างโต่มาใช้ตอนนี้

 

เพราะทุกครั้งที่เธอดึงจิตผู้ใหญ่มาใช้ แสดงว่าต้องมีสถานการณ์ผิดปกติแน่นอน

 

ลิลี่ “ดูนั่น”

 

เธอชี้ไปที่ภูเขากาลาฮอล ที่สุดขอบเส้นทางของหุบเขาตรงนั้น

 

โครโน่ลุกขึ้นยืนแล้วมองไปในทิศทางที่เธอชี้ไป

 

โครโน่ “นั่นมัน---”

 

เป้นแสงสะท้อนจากหอกหรือของมีคมบางอย่างไม่ผิดแน่นอน

 

แถมยังไม่ใช่แค่คนเดียว แต่ดูเหมือนจะมีจำนวนมากซะด้วย

 

โครโน่ “--พวกครูเสดเดอร์ไล่ตามมางั้นหรือ !?”

 

ลิลี่ “แต่ถ้าเป็นพวกนั้น มันก็น่าจะมาจากข้างหลังสิ”

 

จริงตามที่ลิลี่บอก

 

ไม่มีทางที่พวกครูเสดเดอร์จะมาจากอีกฟากของภูเขานี้ได้

 

โครโน่ “แล้วนั่นคืออะไรกัน ? ไม่สิ การที่มาจากอีกฟากก็หมายความว่า--”

 

ชิม่อน “เออ คุณลิลี่ครับ…”

 

ก่อนที่เขาจะรู้ถึงความจริง ชิม่อนก็ลุกขึ้นยืนตามหลังจากที่ร้องไห้จนพอใจแล้ว

 

ลิลี่ “อะไร ?”

 

ลิลี่ส่งสายตาที่คมกริบกลับมา แม้เขาจะกลัวเล็กน้อย แต่เขาก็ตอบกลับออกไป

 

ลิม่อน “คุณสามารถใช้เวทมนต์แสงส่องดูระยะไกลได้หรือเปล่าครับ”

 

ลิลี่ “ได้สิ ยังไงก็ต้องยืนยันด้วยสายตาตัวเองอยู่แล้ว”

 

ลิลี่ได้สร้างเลนส์ส่องทางไกลขึ้นมาด้วยเวทมนต์ของเธอ มันเหมือนกับที่โครโน่เคยใช้ตอนอยู่ที่หมู่บ้านอิรุสเมื่อครั้งก่อนนั้น

 

ชิม่อนและโครโน่ต่างหยิบเลนส์นั้นขึ้นมาส่องดูไปยังกลุ่มคนที่เดินมาท่ามกลางความมืดนี้

 

ชิม่อน “มองเห็นไม่ชัดเลยครับ…”

 

แม้จะมีเลนส์ขยายช่วย แต่ด้วยความมืด ชิม่อนก็ไม่อาจที่จะมองเห็นอะไรได้

 

แต่ไม่ใช่กับดวงตาของโครโน่ เขายังคงมองได้ดีในที่มืดแบบนี้อยู่

 

โครโน่ “--ดุไม่เหมือนพวกครูเสดเดอร์หรือชาวบ้านเลย”

 

โครโน่เห็นอัศวินสวมเกราะขี่ม้าเรียงรายกันมาทางนี้อยู่

 

พวกเขามีรูปลักษณ์ที่แตกต่างไปจากครูเสดเดอร์มาก เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเป็นคนละกองทัพกัน

 

แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ดูเป็นมนุษย์แทบทุกคน เขาเลยไม่อาจปฏิเสธความเป้นไปได้ว่าพวกนี้อาจเป้นพวกเดียวกับครูเสดเดอรืได้เช่นกัน

 

ชิม่อน “คุณพี่ชาย เห็นสัญลักษณ์บนยอดของธงมั้ยครับ ?”

 

โครโน่ “ธง ? อืม...ใช่ เห็นอยู่”

 

ชิม่อน “ช่วยบอกผมทีครับว่ามันออกแบบมายังไง !”

 

เขามองไปอีกครั้ง บนยอดของธงมีตราที่แตกต่างกันอยู่สองแบบประดับเอาไว้อยู่

 

โครโน่ “อันหนึ่งเป็นธงตรามงกุฏไข้วกับดาบ อีกอันเป็นหมวกเกราะ, โล่ และหอกวาดเอาไว้ นายรู้จักหรือเปล่าชิม่อน ?”

 

ชิม่อน “ใช่แล้วครับ นั่นคือตราของกองทัพสปาด้าครับ”

 

ในตอนนั้นเขาก็ระลึกขึ้นมาได้ว่าเคยส่งคนส่งสารไปที่สปาด้าเพื่อขอกำลังเสริมมาก่อนหน้านี้

 

การที่มาในเวลาแบบนี้ แสดงว่านั้นคือกำลังเสริมที่ว่าสินะ

 

โครโน่ “ไม่จริง นี่ทางสปาด้าส่งคนมาช่วยพวกเราจริง ๆ หรือนี่ ?”

 

ดูไม่เหมือนกับที่บอกเอาไว้ตอนแรกเลย ทุกคนที่ไม่อยากหนีไปสปาด้าตอนแรกนั้นคงกังวลกันเกินไปเองมากกว่า

 

ทั้งที่สปาด้าคือศัตรูของทางนี้เช่นกัน แต่การที่เขาตอบรับการอพยบของพวกเราและส่งคนมาช่วยแบบนี้ ก็คงได้แต่รับเอาไว้ แต่เขาก็อดที่จะเป็นกังวลไม่ได้เช่นกัน

 

ชิม่อน “ไม่เป็นไรครับ พวกเราคุยกันรู้เรื่องแน่ อีกอย่าง คุณพี่ชายครับ คนที่น้ำทัพนั้นมาดูเหมือนจะใส่เกราะหนากว่าทุกคนด้วยหรือเปล่าครับ ?”

 

โครโน่ “อืม...ใช่ มีคนหนึ่งใส่เหราะหนักทั้งตัวเลย”

 

มีคนหนึ่งใส่เกราะอัศวินทั้งตัวตามที่ว่าจริง เขาดูเหมือนจะเป็นผู้นำอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

 

เขาถือหอกขวานและโล่ยาวเอาไว้ อีกทั้งเขายังดูแตกต่างจากคนอื่นเป็นอย่างมาก

 

เพราะเขานั้นดูตัวสูงมากเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ แล้ว

 

ส่วนคนอื่น ๆ จะพกหอกทะลวงและดาบยาวเอาไว้ ถึงโล่จะใหญ่ แต่ก็ไม่อาจเทียบกับโล่ยาวได้  

 

โครโน่บอกทุกสิ่งที่ตนเห้นให้ชิม่อนได้ฟัง

 

ชิม่อน “อืม คนคนนั้นมาจากหน่วย [เทมพลา] ที่สองของสปาด้าแน่นอนครับ พวกเขามาช่วยพวกเราแน่นอนครับ”

 

ชิม่อนพูดอย่างมั่นใจ โครโน่เลยอกที่จะถามออกไปไม่ได้

 

โครโน่ “นายรู้จักคนในกองทัพของสปาด้าด้วยงั้นเรอะ ?”

 

ชิม่อนลังเลเล็กน้อยก่อนที่จะตอบกลับมา

 

ชิม่อน “ใช่ครับ กองทัพอัศวินเกราะหนัก [เทมพลา] คือพี่สาวของผมเอง”

 

โครโน่ทำได้เพียงแต่เปิดปากออกมาอย่างตกใจเท่านั้นเพื่อรู้ถึงข้อมูลนี้จากปากของเขา

 

ชิม่อน “เอ้ เออ ก็ไม่ใช่ว่าผมจะปกปิดอะไรหรอกนะครับ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง อีกทั้งผมเองก็ไม่ใช่ทหารของสปาด้าด้วย---อ้าา ยังไงก็ช่างเรื่องนี้เถอะครับ ทุกอย่างไม่มีปัญหาหรอกครับ”

 

มีคำถามมากมายที่เขาอยากจะถาม แต่ตอนนี้เป็นความจริงแล้วว่าสปาด้าได้ส่งกองทัพมาช่วยพวกเขาแล้ว

 

โครโน่ “เข้าใจละ พวกเราปลอดภัยแล้วสินะ….”

 

ในที่สุด โครโน่ก็รู้สึกว่าการต่อสู้อันยาวนี้ได้จบสิ้นลงซะที

 

แล้วการต่อสู้อันแสนยาวนานแ่งหมู่บ้านอาลซัส ก็จบลงโดยมีผู้รอดชีวิตเพียง 4 คนเท่านั้น นับเป็นความพ่ายแพ้ที่น่าอดสู่ยิ่งนัก




NEKOPOST.NET