[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 94 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.94 - 24 คำมั่นสัญญาของปิศาจ


ฉันสอบสวนโจรวาลอน จากพื้นฐานที่คลอเดียและกุนเธอร์ได้บอกไว้ก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ปิดบังอะไรเลยแม้แต่น้อย มันไม่มีอะไรที่น่าสงสัยและเขาก็รีบบอกทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันถามในทันที
 
เขาว่า พวกเขามาที่อัร์คเซียเพื่อเติมเต็มภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาจากโบสถ์ของพวกเขา
 
เขาว่า ภารกิจของเขาคือการพบกับผู้หญิงที่มีนามว่า ดิเฟริส ที่รออยู่ในอาณาเขตโอเกร็นเพื่อช่วยสนับสนุนเธอ
 
เขาว่า มีบางคนในกลุ่มโจร รวมถึงตัวเขาที่นับถือในนิกายอัลเฟน่าตะวันตกแห่งศาสนาเรวา และโบสถ์ที่มอบภารกิจให้กับพวกเขาก็คือโบสถ์ของอัลเฟน่าตะวันตก
 
เขาว่า สาวกผู้ศรัทธาคือบรรดาขุนนางในราชรัฐเดนเซล
 
เขาว่า ส่วนที่เหลือคือโจรจริง ๆ ที่ถูกว่าจ้างโดยขุนนาง
 
เขาว่า ผู้หญิงที่ชื่อ ดิเฟริส ได้บริจาคเงินจำนวนมหาศาลให้กับโบสถ์อัลเฟน่าตะวันตก
 
เขาว่า เขาได้รับคำสั่งให้ทะลุผ่านอาณาเขตคาลเดีย เพื่อที่จะไปยังอาณาเขตโอเกร็น
 
มันเป็นเวลากว่าครึ่งปีนับตั้งแต่ที่ฉันจับพวกโจรได้ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินเรื่องเหล่านี้ทั้งหมด
 
"ดิเฟริสต้องการให้พวกเจ้าทำอะไร ?"
 
"ข้าไม่รู้รายละเอียด คิดว่าคงจะเกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวในการต่อต้านชาวอัร์คเซีย"
 
ความเคลื่อนไหวการต่อต้านชาวอัร์คเซีย อา...... สิ่งที่ฉันคิดก็คือความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัยของนอร์ดสเทิร์มและคณะซิสเตอร์ที่ยังคงอยู่ในอาณาเขตของพวกเขา โดยเฉพาะคณะซิสเตอร์ที่แพร่กระจายแนวความคิดเรื่องการต่อต้านขุนนาง พวกนางเป็นปัจจัยเสี่ยงอันตรายที่อาจสามารถโค่นล้มความเป็นระเบียบเรียบร้อยในอัร์คเซียได้เลย
 
ฉันเชื่อว่าภริยาของท่านมาร์ควิสนอร์ดสเทิร์มก็มาจากอาณาเขตโอเกร็นนี่นะ มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ควรพิจารณาว่าอาณาเขตโอเกร็นเองก็เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวอันน่าสงสัยนี้
 
"ถ้างั้น โบสถ์อัลเฟน่าตะวันตกหมายมั่นจะย่ำยีอัร์คเซีย ? หรือไม่ก็ทำลายอัร์คเซีย ?"
 
"แน่นอนว่าทำลาย ประเทศที่สถาปนาด้วยศาสนานอกจารีตอย่างนิกายแห่งเซีย.....ก็นะ นั่นมันเป็นสิ่งที่พวกคลั่งศาสนาอย่างเรมิส เพื่อนร่วมห้องขังของข้าศรัทธา แต่ข้าไม่เหมือนพวกเขา แม้ว่าบิดามารดาข้าจะเป็นผู้ศรัทธา แต่ข้าเข้าร่วมเพื่อเงินเท่านั้น ตั้งแต่ที่ข้าสามารถทำกำไรจากมันได้ ก็เหมือนกับดิเฟริส มีคนทั้งในและนอกเดนเซลที่ใคร่ปรารถนาความล่มสลายของอัร์คเซีย และได้มอบเงินทุนจำนวนมหาศาลให้กับพวกเรา"
 
ตามคำบอกเล่าของวาลอน นั่นคือเหตุผลที่ทำไมเขายอมสารภาพ ก็เป็นเพราะความกลัวความตายของเขา และเขาก็ไม่ได้เป็นพวกคลั่งศาสนาอย่างที่พวกที่เหลือเป็น
 
ดูเหมือนว่าชายอีกคนที่เหลืออยู่ในคุกใต้ดินจะมีชื่อว่า เรมิส เอาเถอะ ตั้งแต่ที่เขาไม่มีอะไรจะมอบให้นอกไปจากศพแช่แข็งในเร็ว ๆ นี้ ฉันก็ไม่มีความสนใจใด ๆ ในตัวเขาอีกแล้ว
 
แต่ถึงอย่างไร ทั้งหมดนี้ก็ทำให้ฉันต้องทบทวน หากสิ่งที่วาลอนว่ามาเป็นความจริง นิกายอัลเฟน่าตะวันตกนี้ก็เป็นนิกายแต่เพียงในนามเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นดูคล้ายจะเป็นองค์กรหรือกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ต่อต้านอัร์คเซียสักอย่าง แถมยังมีผู้สนับสนุนจำนวนมากอีกด้วย
 
"ถ้านั่นเป็นเป้าหมายศาสนาของเจ้า เป้าหมายของบรรดาผู้สนับสนุนก็ยิ่งง่ายที่จะเข้าใจได้"
 
"......อ้า แน่นอน นอกเหนือไปจากพวกคลั่งศาสนาแล้ว ก็ยังมีพวกพ่อค้าวาณิช รวมไปถึงขุนนางที่บริจาคเงินให้ พ่อค้าบางคนที่ต้องการควบคุมสินค้าของภูมิภาคที่พบในประเทศราชอัร์คเซีย และพวกเขาก็ยังมีอาวุธยุทธภัณฑ์และหยูกยามากมาย รวมถึงบรรดาขุนนางที่อยากจะขยายขนาดดินแดนของตนด้วย"
 
ความหมายก็คือ พวกคนเหล่านี้ล้วนแต่ได้รับประโยชน์หากสงครามเกิดขึ้น เหล่าพ่อค้าวาณิชที่ได้รับผลกำไรจากสงคราม หรือกระทั่งควบคุมปริมาณสินค้าจากประเทศราชอัร์คเซีย ดังนั้นพวกเขาจึงลงทุนในองค์กรผู้ก่อการร้ายนี้ และเนื่องจากขุนนางของพวกเขาเองก็ต้องการดินแดนของอัร์คเซีย มันก็เป็นประโยชน์สำหรับพวกเขาในการลงทุนกลุ่มก่อการร้ายนี้ด้วยเพื่อให้อัร์คเซียมีสถานะที่อ่อนแอลง ก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้น
 
.....แม้แต่ขุนนางในประเทศของฉันเอง นอร์ดสเทิร์มก็อาจจะร่วมลงทุนด้วย ความรู้สึกเดือดพล่านและไม่พึงพอใจเริ่มที่จะระอุขึ้นในกายฉัน มันค่อยเดือดปุดขึ้นอย่างเชื่องช้า
 
"แต่หากนิกายของเจ้าคิดทำการใหญ่ขนาดนี้ มันก็ควรจะมีชื่อเป็นที่รู้จักกันดี"
 
"นิกายอัลเฟน่าตะวันตกเป็นเพียงนิกายเล็ก ๆ โบสถ์เล็ก ๆ เท่านั้น ตั้งแต่ที่ศาสนาเรวาดั้งเดิมมีปึกแผ่นที่กว้างขวาง พวกเราก็เพียงแต่หลบอาศัยใต้ร่มเงาของพวกเขา"
 
........ไม่เหมือนศาสนาเซียในอัร์คเซีย ศาสนาเรวามีนิกายสำคัญมากมาย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีโครงสร้างของนิกายเล็ก ๆ ที่อยู่ร่วมกัน มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับนิกายเล็ก ๆ สักนิกายหนึ่งได้ มันไม่น่าจะมีโบสถ์ใดที่จะใช้ชื่อด้วยคำว่า "ตะวันตก" หรือ "อัลเฟน่า" ตรง ๆ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตรวจสอบ ด้วยโบสถ์ที่เล็กมากเกินกว่าจะหาข้อมูลเกี่ยวกับพวกเขาทั้งหมด การจะสืบหาเรื่องนี้เป็นงานที่ยากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่มีขนาดเล็กและเป็นที่รู้จักกันเพียงคนในท้องที่เท่านั้น
 
ขณะคิดอะไรในใจโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา วาลอนก็ยังคงรอฉันอย่างเงียบ ๆ สักพักหนึ่ง เมื่อฉันคิดไปได้ครึ่งทางก็ได้ยินเสียงของเขาอีกครั้ง
 
"เด็กชาวอัร์คเซียนี่หัวแหลมแกมน่ารำคาญเช่นนี้ทั้งหมดรึเปล่าน่ะ ?"
 
".......ไม่รู้ซิ"
 
"เจ้าดูจะยังไม่ถึงสิบขวบด้วยซ้ำ ถ้าเจ้าได้เกิดในเดนเซลล่ะก็ คงจะไม่แปลกหากเจ้าจะถูกตราหน้าว่าถูกครอบงำโดยปิศาจและถูกกำจัดทิ้งเสีย"
 
โอ๊ะ นี่ฉันที่เกิดในอัร์คเซียกลับถูกคนของเดนเซลตราหน้าว่าเป็นปิศาจไปแล้วแฮะ และเขาก็ยังคงพูดต่อไป
 
ฉันสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ทำให้อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วของตัวเองอีกครั้ง ศาสนาเซียไม่มีแนวความคิดเรื่องปิศาจ แต่ในภาษาโรมูร์-ริงก์เวร็นที่ใช้กันในประเทศแถบตะวันออก นี่เป็นคำที่ใช้กันทั่วไปที่นั่น ด้วยเหตุของความทรงจำจากชาติก่อน คำคำนี้มันจึงง่ายสำหรับฉันที่จะเข้าใจ
 
นั่นเป็นสาเหตุถึงท่าทีของฉัน เพราะความทรงจำในชาติที่แล้ว ฉันจึงมักตัดสินการกระทำอันไร้ศีลธรรมของตระกูลคาลเดียว่าเป็น "การกระทำของปิศาจ" มาโดยตลอด
 
"ปิศาจ.......อะ"
 
แล้วฉันก็คิดถึงคำพูดที่กำลังจะบอกกับชายคนนี้ สิ่งนี้ก็เป็นหนึ่งในการกระทำของปิศาจแห่งคาลเดียเช่นกันนี่นะ
 
"ข้าเข้าใจเรื่องทั้งหมดของเจ้าแล้ว ข้าจะทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้า"
 
"— จริงเหรอ !"
 
ฉันยิ้มตอบกลับให้กับชายที่ทำสีหน้ายินดี
 
"อ่าฮะ แน่นอน"
 
ฉันลุกขึ้น ในเวลาเดียวกัน นายทหารสองคนก็จับแขนซ้ายขวาของวาลอนไว้ บังคับให้เขาลงจากเก้าอี้และคุกเข่าต่อหน้าฉัน ฉันรับดาบใบเรียวแหลมมาจากกุนเธอร์ที่อยู่ข้างหลัง ชี้ปลายไปที่ลำคอของวาลอน
 
"......เอ๊ะ ?"
 
รอยยิ้มของเขาแข็งค้าง และนั่นก็เป็นคำพูดสุดท้ายของเขา ดาบเรียวของฉันเสือกแทงตั้งแต่เหนือไหปลาร้าผ่าส่วนที่นุ่มที่สุดของลำคอและแทงออกใกล้กับกระดูกสันหลังส่วนคอ ฉับพลันนั้น เลือดสีน้ำตาลแดงก็ไหลทะลักออกมาจากปากของเขาและเปรอะเปื้อนพื้น
 
"ข้าลืมบอกไป แต่ตอนนี้เจ้าตายแล้วนี่นะ กล่าวคือ มีเพียงคนตายเท่านั้นจึงจะได้รับอนุญาตให้ออกจากคุกใต้ดินของข้า"
 
เปลือกตาของเขากะพริบถี่และกระอักเลือดออกจากริมฝีปาก ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา แต่เขาก็ยังคงขยับอ้าพะงาบ เขาคงจะถูกครอบงำโดยปิศาจเสียแล้วกระมัง
 
ก็นะ นับตั้งแต่ที่เอลิซ่า คาลเดียได้ถือกำเนิดมาในโลกนี้ นางก็เป็นผู้ต้องสาปแต่ต้นแล้ว
 
ฉันไม่เคยคิดปล่อยพวกโจรให้มีชีวิตรอด พวกมันทำร้ายและย่ำยีคนของฉัน ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่พวกมันสมควรชดใช้ด้วยความตาย



NEKOPOST.NET