[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 91 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.91 - 21 ฆ่าหรือไม่ฆ่า เจตนารมณ์ของข้าคือสิ่งใดน่ะหรือ ?


อาคารหินแบบดั้งเดิมที่ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยปู่ทวด คฤหาสน์โกลเด้นฮิลส์เย็นยะเยือกในฤดูหนาว ในห้องที่ปราศจากเตาผิง ความเหน็บหนาวราวกับจะเสือกแทงไปถึงกระดูก และพื้นหรือผนังก็เย็นเยียบเป็นน้ำแข็ง
 
แน่นอนว่าคุกใต้ดินไม่มีระบบให้ความอบอุ่นใด ๆ ติดตั้งไว้ไม่ว่ามันจะเย็นสะท้านแค่ไหน ในขณะที่มีเพียงรูเล็ก ๆ บางส่วนที่ถูกเจาะในคุกใต้ดินขึ้นไปบนสู่พื้นเพื่อระบายอากาศเท่านั้น มันคล้ายกับว่าคุกใต้ดินแห่งนี้จะเย็นเสียยิ่งกว่าที่เก็บเสบียงของพวกเราเสียอีก
 
มันมีกระแสลมแรงในฤดูหนาว และไฟที่ส่องสว่างในคุกใต้ดินก็อ่อนสลัวลงอย่างมาก ฉันกระชับเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวหนาคลุมร่างกายตัวเองแน่น พลางเดินลึกเข้าไปในคุกใต้ดิน รับฟังเสียงของใครสักคนที่สั่นลูกกรงเหล็กรัว ๆ
 
"มีอะไร หนวกหูเสียจริง"
 
"ปล่อยข้าออกไป ! ได้โปรด ! ข้าจะแข็งตายอยู่แล้ว......!"
 
เสียงเจ็บปวดร้าวรานดังมาจากอีกด้านหนึ่งของลูกกรงเหล็กที่หนึ่งในสองนักโทษซึ่งฉันได้ซ่อนตัวพวกเขาไว้และนำมากักขังที่นี่ตั้งแต่ฤดูร้อนที่ผ่านมา โจรผู้มีเรือนผมสีบลอนด์ ร่างสูงโย่ง เสื้อตัวบางของเขาไม่สามารถปัดเป่าความหนาวเหน็บได้ และเขาก็สั่นกึก ผมที่แต่เดิมเป็นสีบลอนด์แปรเปลี่ยนเป็นสีโคลนโสมมแทนที่
 
"หุบปาก....... อย่าทำเป็นร้องขอชีวิตเชียวนะว้อย.......!"
 
จากกรงขังที่ติดกัน โจรอีกคนหนึ่ง ชายคนแรกที่ฉันได้สอบสวนกล่าวตะโกนด้วยเสียงที่อ่อนแรงอย่างโกรธขึงด้วยกำลังทั้งหมดที่เขามี ดูเหมือนว่าด้วยความที่เป็นชายวัยกลางคน มันจึงทำให้เขายากที่จะรับมือกับร่างกายของตัวเอง ชายผมบลอนด์ตัวสั่นกึกยิ่งขึ้นด้วยอากาศหนาวหรือไม่ก็คงเพราะสิ่งที่โจรอีกคนตวาดมา เมื่อฉันยืนอย่างเงียบงันโดยไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น ชายผมบลอนด์ก็หันไปอีกทางและเริ่มกระชากเสียงไปที่โจรอีกคนอย่างหงุดหงิดและหมดสิ้นความอดทน
 
"เจ้าสิหุบปาก ! ถ้าเจ้าอยากจะตายมากนัก ก็ตายไปคนเดียวเหอะ ! ข้า....... ข้าไม่อยากแข็งตายที่นี่หรอกเว้ย !"
 
"ไอ้ระยำ...... เจ้าลืมความภักดีที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าของพวกเราแล้วหรือไงวะ......!?"
 
"ใครสนกันล่ะโว้ย !!"
 
ชายผมบลอนด์ปะทะกับลูกกรงเหล็กเสียงดัง ดูเหมือนว่าหลังจากที่ถูกจองจำมาเนิ่นนาน จิตวิญญาณของเขาก็ถูกความเย็นเยือกของฤดูหนาวเข้าคุกคามและสูญเสียตัวตนของตนเองไปในที่สุด
 
"นี่ ข้าจะบอกเจ้าทุกอย่าง..... ทุกสิ่งทุกอย่างเลย..... ช่วยข้านะ ได้โปรดให้ข้าออกไปจากที่นี่...... เท้าข้า เท้าข้ามันเจ็บเหลือเกิน ข้าทนมันไม่ได้ไหวอีกต่อไปแล้ว......!"
 
เท้าของเขาเจ็บมากจนไม่สามารถทนได้อีกแล้ว เขาคงจะพูดถึงการถูกความเย็นกัด เพราะว่าฉันไม่ได้มอบแม้แต่รองเท้าหรือถุงเท้าให้พวกเขา ท่าทางว่าเท้าของเขาจะเป็นสิ่งแรกที่เผชิญกับความเย็นกัดก่อนจะเป็นนิ้วมือ ตอนนี้มันเป็นเวลาเจ็ดวันมาแล้ว นับตั้งแต่ที่หิมะแรกโปรยปราย และอุณหภูมิก็ลดต่ำอย่างรวดเร็ว บางทีเนื้อที่เท้าของเขาอาจจะเริ่มตายเฉพาะส่วนไปแล้วก็ได้
 
"......เข้าใจล่ะ แน่นอน ได้เลย ถ้าเจ้าจะบอกกับข้าเกี่ยวกับทุกสิ่งที่เจ้ารู้ ข้าจะให้เจ้าออกจากที่นี่ และเท้าของเจ้าจะได้รับการรักษา"
 
ฉันคิดว่าเสียงที่เปล่งออกมามันคล้ายกับแมว ฉันยังกระทั่งเลียริมฝีปากตัวเองครั้งหนึ่งอย่างเผลอตัว
 
"จริงเหรอ !!"
 
"แน่นอน ด้วยความสัตย์ ถึงอย่างไรข้าเองก็ไม่สามารถที่จะดูแลพวกเจ้าไปตลอดกาลได้หรอกนะ"
 
ขณะที่ชายผมบลอนด์ตะโกนอย่างยินดี โจรอีกคนก็แผดเสียงแห่งโทสะ
 
"อะไรกัน นี่ ! เจ้า !!"
 
"หุบปาก !!"
 
"จัญไร เจ้า ไอ้คนไร้ยางอาย !!"
 
ฉันเพียงมองดูอย่างเงียบ ๆ และสังเกตชายทั้งคู่ที่สูญเสียการควบคุมตัวเองและมีปากเสียงกัน มันไม่เหมือนว่าพวกเขาแสร้งทำ ฉันเมินการทะเลาะของพวกเขาไป และให้ทหารของฉันนำตัวโจรผมบลอนด์ออกจากกรงขังของเขา
 
"วาลอน ! อย่าไป !!"
 
ในที่สุดประตูคุกใต้ดินก็งับสนิท ทิ้งเสียงร้องอย่างโศกศัลย์ของโจรที่หลงเหลือไว้เบื้องหลัง ฉันบอกพวกทหารให้ช่วยเหลือโจรผมบลอนด์ที่ชื่อ วาลอน คนนี้และนำตัวเขาไปยังห้องสอบสวนในค่ายทหาร ในขณะที่ฉันขึ้นบันไดเพื่อเรียกราชีออค
 
 
 
 
 
บนชั้นสาม ฉันพบราชีออคหลับอยู่หน้าห้องราโทก้า ทำไมมันมาอยู่ที่นี่ล่ะ ? ฉันประหลาดใจ เพราะฉันตระหนักดีว่าราโทก้าได้ถูกกักขังในคฤหาสน์แห่งนี้อีกครั้ง ฉันจึงหลีกเลี่ยงที่จะพบหน้าเขา ฉันควรจะพูดอะไรกับเขาล่ะ อะไรที่เขาจะตอกกลับใส่ฉันล่ะ มันก็เป็นเรื่องปกติที่ฉันไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรกับเขา
 
ตั้งแต่วันนั้นที่พูดคุยกับท่านหัวหน้านักบวชฟาริส ฉันก็ส่งราโทก้ากลับคฤหาสน์โกลเด้นฮิลส์ในทันทีโดยปราศจากการรับฟังคำแก้ตัวใด ๆ
 
ฤดูหนาวครั้งก่อน หลังจากที่ฉันตื่นขึ้นหลังนอนหลับไปร่วมเดือน ราโทก้าได้เล่าให้ฉันอย่างละเอียดว่าทำไมเขาถึงปาหินใส่ฉัน เรื่องราวตามที่ราโทก้าว่ามานั้นนับตั้งแต่ที่เขาเกิด, แม่ของเขาที่เริ่มวิกลจริตและทำร้ายเขาอย่างต่อเนื่อง และเขาก็หยิบความชิงชังที่มีต่อเหล่าขุนนางมาจากพวกชาวบ้าน อันพัฒนาจนนำไปสู่เจตนารมณ์ในการสังหารลอร์ดผู้ครองแคว้น เรื่องที่เล่ามามันไม่เคยมีส่วนใดที่กล่าวถึงคณะซิสเตอร์ที่ปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ทัศนคติต่อต้านขุนนางเลย
 
นั่นคือเหตุผลที่ฉันตัดสินว่านี่คือเรื่องอันตราย มันมีผู้คนมากมายรวมตัวกันในเมืองหลวง ฉันกังวลถึงความเสี่ยงที่คณะซิสเตอร์ที่ท่าทางจะมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับนอร์ดสเทิร์มเหล่านั้นจะค้นพบราโทก้าอีกครั้งและ "ใช้การ" เขาในสักทางหนึ่ง
 
ราโทก้าไม่เคยพูดถึงคณะซิสเตอร์เหล่านั้น ตั้งแต่ที่เขาไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ต่อการเคลื่อนไหวของพวกนางเลย — รวมถึง เพราะราโทก้าไม่ต้องการพูดถึงความทรงจำใด ๆ ที่ผูกมัดอารมณ์ของเขาไว้ ความหมายก็คือ มันมีร่องรอยแตกหักอย่างชัดเจนในจิตวิญญาณของราโทก้าที่เหล่าซิสเตอร์ได้แทรกซึมเข้าไปและอาจนำมาใช้ประโยชน์ได้
 
แต่ถ้าฉันบอกสิ่งเหล่านี้กับราโทก้าในตอนนี้ เขาก็คงจะไม่เข้าใจเจตนาของการกระทำของฉันได้หรอก ทั้งหมดที่ฉันจะสามารถทำได้ ก็คือการถอยห่างจากเขา ทำให้เขาปลอดภัย ปกป้อง ขณะจับตามองเขาที่ถูกกักขังไว้ในคฤหาสน์ไปพร้อมกัน
 
......แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงสิ่งที่ฉันบอกกับตัวเอง
 
เห็นได้อย่างชัดเจนว่าอารมณ์ของฉันไม่สอดคล้องกับการกระทำเลย ว่าตามตรง ฉันไม่อยากทำแบบนี้เลยจริง ๆ
 
ราชีออคส่งเสียงในลำคออย่างประหลาดใจ ขณะที่มองมายังความเกลียดชังตัวเองในนัยน์ตาของฉัน ถึงแม้ดราโกนิสจะมีสติปัญญาสูงส่ง แต่พวกมันก็ไม่มีกระบวนการความคิดซับซ้อนอย่างมนุษย์ ดังนั้นพวกมันจึงแสดงอารมณ์ออกมาอย่างง่ายดาย
 
"ถ้าเจ้าไม่อยากถูกเกลียดโดยราโทก้า ถ้างั้นเจ้าก็อย่าทำอะไรให้เขาเกลียดซี่" นัยน์ตาใสซื่อของมันคล้ายกับจะโน้มน้าวใจฉันอย่างนั้น



NEKOPOST.NET