[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 8 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.8 - 08 วันหนึ่งในฤดูเหมันต์


ฤดูหนาวในอาณาเขตคาลเดียนั้นหนาวเยือก แม้ว่าอากาศในช่วงฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูใบไม้ร่วงจะอบอุ่นก็ตาม แต่เพราะว่าพวกเราตั้งอยู่ทางตอนใต้ของแนวเขาสูงชัน เทือกเขาเอม็อนนอร์ อุณหภูมิจึงลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แม่น้ำจะแข็งตัวเป็นน้ำแข็งทีเดียวล่ะ
 
ด้วยอาณาเขตคาลเดียยาวตั้งแต่ฝั่งตะวันออกจรดตะวันตก มันจึงถูกแบ่งออกเป็นส่วนตะวันตกเฉียงใต้และส่วนตะวันออกเฉียงหนือ พวกหมู่บ้านจะกระจุกรวมตัวกันบริเวณตะวันตกเฉียงใต้ที่ซึ่งมีเนินเขาสูงต่ำราวกับคลื่น
 
ที่บริเวณฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือมีทะเลสาบขนาดเล็กมากมายและแม่น้ำ แต่ว่าปัจจุบันยังอยู่ในการพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์จากมันมากที่สุดดี ในอดีตดูเหมือนว่ามันจะเป็นแหล่งตกปลาที่ยอดเยี่ยม แต่เพราะนโยบายอันเผด็จการของพ่อที่บังคับให้ผู้คนต้องทำงานในท้องทุ่ง ปัจจุบันทางตะวันออกเฉียงเหนือนี้จึงกลายเป็นดินแดนที่ไม่ถูกแตะต้องอีก
 
ท่านเอิร์ลเทเรเซียเองก็ไม่ต้องการปล่อยให้ที่ดินแห่งนั้นสูญเปล่าไปเฉย ๆ ก่อนหน้านี้เขาได้ตัดสินใจลองทำอะไรบางอย่างกับมัน แต่ว่าเพียงแค่การก่อสร้างหมู่บ้านทั้งหมดมันก็ลำบากแล้ว และในเมื่อฝั่งตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ใกล้กับเทือกเขา มันจึงมีสิงสาราสัตว์นานาชนิดที่ลงมาจากเขาในช่วงฤดูหนาว ทำให้การจะให้ผู้คนอาศัยอยู่ที่นี่ถูกพิจารณาว่าเป็นเรื่องยาก
 
"เข้าหน้าหนาวแล้ว ราชีออคก็กระปรี้กระเปร่าเชียวนะ"
 
ในระหว่างการพาราชีออคมาเดินเล่นเป็นกิจวัตรประจำวัน คามิลยิ้มขณะเอาขวดน้ำชาร้อนแตะกับแก้มตัวเอง ราชีออคบินขึ้นและกระโดดไปมารอบ ๆ เนินเขาจนตัวของมันปกคลุมไปด้วยหิมะ ฉันสงสัยว่าไอ้การเอาเท้าจมลงไปในหิมะแบบนั้นมันสนุกยังไงกันนะ เนื่องจากงูหิมะซึ่งเป็นอาหารจานหลักของมันจะจำศีลในฤดูหนาว นี่คงเห็นสาเหตุที่ทำให้มันตื่นตัวมากขนาดนี้
 
หิมะที่ตกลงมาตั้งแต่สองวันก่อนนั้นทั้งยวบยาบและราบเรียบ ทำให้ลำบากในการเดิน เสื้อคลุมขนสัตว์เพื่อป้องกันความหนาวเย็นที่ยาวไปจนถึงเข่าของฉันก็น่าอึดอัด มันมีน้ำหนักมากกดทับ แถมเมื่อน้ำจากหิมะที่ละลายซึมซาบที่ชายเสื้อก็ทำให้หนักมากยิ่งกว่าเดิม
 
วันนี้ท้องฟ้าขมุกขมัวและพื้นก็ลื่นมาก แถมฉันก็โดนความหนาวกัดกินจนเจ็บปวดไปหมด แต่ราชีออคดูจะมีความสุข มันก็เป็นเรื่องที่ดีแล้วล่ะนะ นี่คือครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ฉันกลับชาติมาเกิดที่ได้สัมผัสประสบการณ์ฤดูหนาวที่ข้างนอก​ และฉันก็ประเมินได้อย่างรวดเร็วเลยว่ามันเป็นไปได้ยากที่ฉันจะคุ้นชินกับมัน
 
เนื่องจากพวกธัญพืชถูกเก็บเกี่ยวไปแล้ว ในครรลองสายตาของฉันมันจึงไม่มีสิ่งใดเลยนอกไปจากคฤหาสน์กับค่ายทหาร และหิมะที่ปกคลุม เนินเขาที่เงียบสงบได้สร้างบรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกถึงความอ้างว้าง ในขณะที่ไล่ตามราชีออคและย่นคิ้วเพราะว่าความหนาวเย็นเข้าดวงตา คามิลก็จะหยุดฉันเป็นครั้งคราว หากว่าฉันเผลอออกไปนอกพื้นที่ภายใต้การควบคุม เพราะว่ามันไม่มีป้ายหรือสัญลักษณ์อะไรบ่งบอก มันจึงยากที่จะติดตามเส้นทาง
 
"หนาวชะมัด......"
 
"ให้ราชีออคเดินเล่นอีกสักนิดก็ไม่เป็นไรหรอกน่า พอพวกเรากลับไป นาธานก็คงจะเตรียมไข่ต้มและซุปสำหรับพวกเราไว้แล้วล่ะ"
 
คามิลตอบกลับคำบ่นถึงสภาพอากาศของฉัน ด้วยความที่เป็นบุตรชายของพ่อค้ารายใหญ่ที่เคยไปประเทศต่าง ๆ มากมาย เขาเป็นคนที่สามารถทำให้คนสงบลงได้ดีอย่างน่าประหลาดใจ ฉันรู้สึกว่ามันคงจะเป็นเพราะสายเลือดพ่อค้าที่ไหลเวียนในตัวเขา
 
น่าสลดใจยิ่งนักที่พ่อของเขา พ่อค้าผู้นั้นได้จากไปแล้ว เพราะว่าชาวอัร์คเซียมีข้อมูลที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมต่างชาติน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย มันคงจะดีถ้าหากว่าฉันจะสามารถรับรู้เรื่องราวของต่างชาติได้ ฉันคิดแบบนั้น แต่มันก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ เพราะ​ว่าในตอนนั้นคามิลยังเล็ก เลยดูเหมือนว่าเขาจะลืมเรื่องของประเทศต่าง ๆ ไปเยอะแล้ว ช่างน่าเสียดายจริง ๆ
 
"มีกระทั่งไข่ต้มเลยเหรอ เฮอะ ช่างหรูหราเสียจริง"
 
"รู้สึกว่าปีนี้หมู่บ้านคลาเรียจะซื้อไก่มาจำนวนหนึ่งจากอาณาเขตเฮ็นซน็อทน่ะ ถ้าพวกเขาผสมพันธุ์พวกมันได้สำเร็จ ปีหน้าเจ้าจะมีไข่ต้มบ่อยกว่านี้อีก"
 
"อ้อ อย่างงี้นี่เอง"
 
นาน ๆ ทีคามิลก็จะมีข้อมูลที่ฉันไม่รู้มาเล่าสู่กันฟัง อันที่จริงแล้วเขาถูกมอบหมายจากกองกำลังให้มาช่วยฉันดูแลราชีออคและเป็นผู้คุ้มกันส่วนตัว หลังจากที่ได้อยู่กับเขาบ่อย ๆ ก็ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนดีอยู่นะ บางทีมันคงจะเป็นเพราะเขาเป็นพวกลิ้นทองที่มักพูดคุยเรื่องไร้สาระและเรื่องนินทาอะไรไปเรื่อยน่ะ
 
ในภูมิภาคยุกก์เฟน่า ไข่ต้มถือเป็นตัวแทนของความศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นพวกเขาจึงมักจะนำมาทานในวันสำคัญทางศาสนา โชคร้ายที่อาณาเขตคาลเดีย ณ ตอนนี้ภูมิปัญญาเรื่องการผสมพันธุ์ปศุสัตว์ส่วนใหญ่ได้สูญหายไปแล้ว ซึ่งทั้งหมดก็เป็นความผิดของพ่อของฉันเองนั่นล่ะ
 
พวกเราจึงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากอาณาเขตอื่น ๆ มาจวบจนตอนนี้ แต่ปีนี้พวกเราได้เริ่มต้นจัดหาและสร้างปศุสัตว์ของตัวเองกันใหม่แล้ว โดยเริ่มจากการเลี้ยงไก่ โครงการต่อไปสำหรับปีหน้าก็คือการเริ่มรวบรวมสายพันธุ์ปลาจากแม่น้ำและทะเลสาบทางตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนอีกโครงการก็คือเริ่มดูที่ทางว่าพวกเราจะสามารถทำให้ประชาชนในอาณาเขตปลูกพืชพันธุ์อื่น ๆ นอกเหนือธัญพืชอย่างไรบ้าง
 
".....ซาร์ ? เจ้ากำลังสวดภาวนาอยู่งั้นเหรอ ?"
 
"ข้าก็แค่กล่าวต้อนรับพวกไก่ที่ได้เข้ามาในอาณาเขตของข้าเท่านั้น มีอะไรประหลาดงั้นหรือ ?"
 
"อ่า ดีแล้วล่ะ ซาร์เป็นพวกเคร่งศาสนามากนะนี่"
 
ฉันยักไหล่ให้กับคามิลที่ยังคงจ้องมองด้วยแววตาสงสัยใคร่รู้ การสวดภาวนาควรจะเป็นสิ่งซึ่งแสดงความเคารพแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า แต่หนึ่งเดียวที่ฉันรู้สีกขอบคุณมากที่สุดก็คือท่านเอิร์ลเทเรเซีย และมันไม่ได้เป็นไปอย่างคำพูดของคามิลหรอก ฉันไม่ได้เป็นสาวกผู้เคร่งศาสนาของนิกายอาร์เซีย นอกจากนั้นแล้วฉันก็ไม่เชื่อเรื่องการดำรงอยู่ของพระเจ้าสักนิด
 
ฉันแค่หยุดคิดไปสักพักหนึ่ง ก่อนที่จะรู้สึกตัวว่าราชีออคห่างออกไปไกลแล้ว ฉันจึงรีบวิ่งไล่ตามมัน ถึงแม้ว่าหากราชีออคหลงทาง มันก็ฉลาดมากพอที่จะหาทางกลับคฤหาสน์ได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าพวกเรากลับคฤหาสน์ไปโดยปราศจากมัน เราก็คงจะโดนท่านเอิร์ลสวดยับแหง ๆ
 
ทันใดนั้นราชีออคที่วิ่งเล่นรอบ ๆ อยู่ดี ๆ มันก็หยุดนิ่งไม่สนใจพวกเรา มันใช้จมูกพรวดพราดไปในหิมะและดมกลิ่นอะไรบางอย่าง ฉันสงสัยว่ามันเจออะไรกันนะ จากนั้นมันก็ถอยหลังและวิ่งจนหิมะฟุ้งกระจายตรงมายังพวกเราพร้อมกับส่งเสียงเห่าอย่างคึกคะนอง
 
"มันเป็นอะไรน่ะ"
 
"บางทีมันคงจะเจออาหารล่ะมั้ง ? ในการล่าสัตว์ครั้งก่อน ข้าเคยเห็นพื้นมันขยับเคลื่อนไหวอยู่ บางทีคงจะเป็นพวกริเซอร์"
 
"เอ๋ ริเซอร์ !?"
 
น้ำเสียงของคามิลกลายเป็นความตระหนก ก็นะ น่าจะเป็นอย่างงั้น ริเซอร์คือสัตว์เลื้อยคลานขนาดยักษ์ที่อาศัยอยู่ใต้ดิน แต่เขาว่ากันว่ามันเป็นญาติใกล้ชิดกับหนูมากกว่าตัวตุ่นน่ะ มันยังถือได้ว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าและเป็นวัตถุดิบสำหรับสร้างเกราะและอาวุธได้ด้วย
 
"คิดดูแล้ว โชคร้ายที่เจ้าไม่ได้อยู่กับข้าในตอนนั้น เพราะว่ามันมีริเซอร์อยู่ตั้งสองตัว"
 
"แล้วปล่อยให้หนีไปทั้งสองเลย !? น่าเสียดายชะมัด !!"
 
"ก็แล้วเจ้าจะให้ข้าจับไอ้กิ้งก่าที่ตัวใหญ่กว่าข้ายังไงกัน ? ด้วยพละกำลังของข้า กระทั่งหอกก็แทงมันไม่เข้าหรอก"
 
"นั่นมันก็จริง แต่ว่า....."
 
ในขณะที่พวกเรากำลังยุ่งอยู่กับการโต้เถียงกัน ราชีออคก็เริ่มที่จะขุดหิมะแล้ว โดยไม่ลังเล ฉันใช้มือตัวเองซึ่งสวมถุงมือหนังอยู่เริ่มต้นขุดด้วย พอคามิลเห็นแบบนั้น เขาก็กล่าว "บุตรีชั้นสูงกำลังขุดหิมะเนี่ยนะ......" แต่ว่าตอนนี้มันใกล้จะถึงพื้นแล้ว ฉันจึงไม่หยุดมือ นอกจากนั้น ไม่ว่าเจ้าจะมองไปที่ไหน ๆ ในอัร์คเซีย มีชนชั้นสูงคนไหนบ้างล่ะที่เคยกินแมงมุมน่ะ ?
 
หลังจากที่เขาเข้ามาช่วยขุดหิมะด้วยกันกับฉันและราชีออค การดำเนินการมันก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว ดินถูกขุดขึ้นในไม่กี่นาทีต่อมา และผืนโลกที่ถูกแช่แข็งใต้นั้นก็ปรากฏขึ้นมา จากนั้นถุงมือหนังของฉันก็สัมผัสกับเกล็ดแข็งของริเซอร์ที่จำศีลอยู่
 
"นี่ไง"
 
พวกเราขุดไปรอบ ๆ จนกระทั่งมองเห็นมันได้ทั้งหมด และตรวจสอบเหยื่อของเราอย่างระมัดระวัง
 
"......ตัวใหญ่มาก ข้าคิดว่ามันยาวสักหกฟุตได้"
 
"เราขุดมันมาแล้ว ก็ฆ่ามันตอนนี้เลย"
 
ทันทีที่ฉันพูดอย่างนั้น คามิลก็ปลดดาบที่อยู่ตรงสะโพกของเขาออก และเสือกแทงเจาะกระโหลกของริเซอร์ด้วยการแทงครั้งเดียว ฉันตะลึงงันอย่างลืมตัวเมื่อมองไปยังคามิล หัวของริเซอร์ถูกแยกขาดออกจากตัวแล้ว มันเป็นเรื่องที่ยากมากในการสังหารริเซอร์ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว นอกจากนั้นดาบของเขาก็หนักด้วย ถ้าเขาช้าเพียงสักนิด ดาบก็จะสั่นไหว และหากเขาเหวี่ยงมันอย่างเร็ว ด้วยน้ำหนักของดาบมันก็จะทำให้พลาดเป้าได้ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมมันถึงน่าประหลาดใจที่คามิลลงมือราวกับว่ามันเป็นเรื่องง่ายดาย ฉันคิดว่ากระทั่งกันเธอร์ก็ยังไม่มีทักษะการฟันดาบระดับนี้
 
"เจ้ามีทักษะการฟันดาบที่ดีจนน่าประหลาดใจนัก"
 
ฉันมองไปที่คามิล เขาก็หัวเราะด้วยสีหน้าคลุมเครือ จากสิ่งที่ฉันเห็น เขาก็แสร้ง​ทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรอีกครั้งแล้ว



NEKOPOST.NET