[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 69 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.69 - 57 ป้ายหลุมศพนิรนาม


เดือนแห่งการนิทราแน่นอนว่าความแข็งแรงและสุขภาพของเอลิซ่าย่อมถดถอย ร่างกายของเธอไม่ขยับไปตามต้องการเลย และรู้สึกหนักด้วย เพราะอย่างนี้อันที่จริงแล้วเธอจึงต้องการยืมมือใครสักคนนักล่ะ แต่ก็ไม่มีใครที่ทำเช่นนั้น
 
ทั้งหมดที่เธอทำได้ก็คือการพยุงตัวเองกับราชีออคและค่อย ๆ คืบคลานไป
 
และจากนั้น เธอมาจนถึงบ่อน้ำขนาดเล็กที่อยู่ใกล้กับสวน ต้นเฮมล็อคพิษที่เธอใช้สังหารครอบครัวตัวเองยังคงเติบโตเขียวชอุ่มปรากฏในครรลองสายตาของเอลิซ่าภายใต้แสงอาทิตย์สาดส่อง ถึงแม้ว่ามันจะมีมวลดอกไม้สีสดใสในช่วงฤดูร้อนที่นี่ แต่ตอนนี้ก็ได้ผ่านพ้นมาถึงช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วงแล้ว และมีเพียงแค่สีน้ำตาลและสีเขียวหม่นเท่านั้นให้พบเห็น
 
บ่อน้ำแห่งนี้ได้รับผลกระทบจากมนุษย์น้อยที่สุด โดยปราศจากความสนใจในเรื่องนั้น เอลิซ่าเดินไปรอบ ๆ ริมบ่อน้ำ
 
บ่อน้ำนี้มันถูกสร้างขึ้นมานานมากแล้วเพื่อเติมเต็มสวน และในตอนนี้ถูกใช้ในฐานะอ่างเก็บน้ำเพียงเท่านั้น
 
บางทีมันอาจจะมีมาตั้งแต่ก่อนที่คฤหาสน์จะถูกสร้างขึ้น จากช่วงเวลาอันเนิ่นนาน
 
นั่นเป็นเหตุว่าทำไมมันจึงมีร่องรอยของผู้คนที่จากไปแล้วรอบ ๆ บ่อน้ำนี้ ที่ด้านขวาของบ่อสามารถมองเห็นสวนของคฤหาสน์ได้ และใต้เงาของต้นไม้ที่ทาบทับมีหินจำนวนหนึ่งประปราย เอลิซ่าทิ้งตัวลงบนตอไม้
 
เสียงกระแสน้ำจากสายลมที่แหวกพัดต้นหญ้า และนอกเหนือจากนั้นทั้งหมดที่เอลิซ่าได้ยินก็คือเสียงหัวใจเต้นของตนเอง
 
แม้ว่าอากาศจะหนาวยะเยือก แต่ก็ต้องขอบคุณราชีออคที่นอนลงอยู่ข้าง ๆ และมอบไออุ่นให้ เธอจึงลืมความหนาวไปในทันที
 
ขณะที่เธอถอนหายใจ เอลิซ่าก็หยุดมองที่จุดหนึ่ง สายตาของเธอจ้องตรงไปยังรากของต้นไม้ที่ซึ่งมีหินขัดซึ่งมีความสูงต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของตัวเธอ
 
มันคือป้ายหลุมศพ
 
แม้จะไม่มีชื่อสลักไว้ และไม่มีร่างใดที่ถูกฝังไว้ใต้นั้น แต่มันก็ยังคงเป็นป้ายหลุมศพ
 
เอลิซ่ายื่นมือของเธอออกไปและปัดฝุ่นผงบนป้ายหลุมศพด้วยนิ้วของเธอ
 
ราชีออคได้พาเธอกลับมายังคฤหาสน์ ทิ้งร่างของคามิลไว้เบื้องหลัง และนี่มันก็เป็นครั้งแรกที่เธอได้กลับมายังบ่อน้ำแห่งนี้ เธอยังไม่ลืมว่าแท้จริงแล้วหลุมศพนี้ควรจะเป็นของใคร มันเป็นเพียงเพราะว่าเธอได้จำกัดมันไว้ด้วยอารมณ์และความรู้สึกของเธอเองเท่านั้น
 
"— สักพักหนึ่งแล้วซิ โทษทีนะที่ตลอดมาข้าไม่ได้มาที่นี่เลย"
 
เอลิซ่าเริ่มพูดกับป้ายหลุมศพหินด้วยเสียงแผ่วเบา แน่นอนว่ามันไร้เสียงใด ๆ ตอบกลับ ในเมื่อหลุมศพหมายถึงคนตาย เธอก็ไม่คาดหวังคำตอบรับอยู่แล้ว
 
".....ข้าได้ปล่อยให้คนสำคัญของข้าตาย ทั้งหมดมันก็เพราะความโง่เขลาของตัวข้าเอง"
 
แต่กระนั้นเอลิซ่าก็ยังคงพูดกับป้ายหลุมศพเพียงลำพัง ถึงแม้ว่านิ้วของเธอจะเปรอะเปื้อนจากการเช็ดป้ายหลุมศพหิน แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจ
 
"คามิล...... เจ้ากลายเป็นคนสำคัญของข้า......"
 
มีเพียงเสียงของสายลมฤดูใบไม้ผลิที่โชยดังหวีดหวิว พัดใบไม้สีส่งเสียงนั้นดังก้องไปทั้งบริเวณ ขณะที่เอลิซ่านิ่งคิดอะไรอย่างเงียบงันสักพักหนึ่ง
 
"ที่ผ่านมาข้าคิดมาตลอดว่า หากข้าไว้ใจผู้คน ข้าจะถูกทรยศและเพลี่ยงพล้ำ แต่ในตอนนี้ข้ารู้แล้ว ว่าข้าไม่สามารถมีชีวิตอยู่โดยปราศจากการเชื่อใจผู้อื่นได้เลย ......อย่างน้อย ความตายก็คงดีกว่า แทนการลิ้มรสความรู้สึกเช่นนี้อีก"
 
หลังจากกล่าวเช่นนั้น เอลิซ่าก็นิ่งงันไปอีกครั้ง สายตาของเธอหลุบลงต่ำเพื่อหลบแสงแดดจ้า
 
"......ต้องขอบคุณทั้งหมดนี้ ข้าจึงได้ระลึกถึงสิ่งต่าง ๆ ในความฝันที่ข้าได้ลืมเลือนไปนานมากแล้ว แต่ถึงแม้ว่าข้าจะมีความทรงจำเหล่านั้นทั้งหมด มันก็ยังกลายเป็นแบบนี้......"
 
เธอพูดสิ่งเหล่านั้นทั้งหมดโดยไม่ฝืดฝืน มันไม่มีท่วงทำนองในคำพูดและกระจ่างว่าเสียงของเธอนั้นช่างว่างเปล่า
 
ในตอนนี้ หัวใจของเอลิซ่ายังคงถูกกระตุ้นไว้ด้วยความคิดอย่างด้านชา เมื่อเธอได้ตื่นขึ้นมาจากการโดนราโทก้าเขย่าตัวอย่างแรงและตะคอกใส่หูของเธอ เธอค่อนข้างเคืองเล็กน้อย ทว่าในตอนนี้เธอก็ไม่ได้แตกต่างไปจากตอนที่เธอยังหลับใหลเลย
 
หลังจากที่สูญเสียคามิล ก็คล้ายว่ามีหลุมขนาดใหญ่ภายในตัวเธอ หลุมที่ซึ่งอารมณ์และความรู้สึกของเธอได้ร่วงหล่นลงไป
 
"......ข้าหลับไปนานมากทีเดียว และข้าก็ตื่นขึ้นมาในที่สุดเพราะเด็กคนนั้นเขย่าตัวข้า ข้าควรจะเรียกเขาว่า 'เอลิส' ซินะ คามิล ครั้งหนึ่งเจ้าเคยถามข้าว่ากำลังทำอะไร เหตุใดถึงมอบนามที่คล้ายกันกับตัวข้าให้กับเขา เขาที่เกลียดชังข้าอย่างกับอะไรดี มันก็เพราะว่าข้าจะสามารถสร้างเด็กหญิงอีกคนที่ชื่อเอลิสได้....... ข้าทำอะไรกันนะ บางทีแทนที่จะทำอะไรแบบนี้ ข้าน่าจะทำสิ่งที่ดีกว่านี้ได้แท้ ๆ........"
 
เสียงของเอลิซ่าแทบจะกลายเป็นเสียงคร่ำครวญ และมันก็เงียบลงอีกครั้ง เธอระลึกถึงใบหน้าร้องไห้ของราโทก้าในตอนที่เขาปลุกเธอขึ้นมา
 
แม้ว่าทุกคนจะพยายามปลอบโยนหรือให้กำลังใจเธอ แต่ม่านหมอกของเอลิซ่าก็ไม่จางหาย การที่เธอนอนหลับตลอดเวลานั้นบางทีก็เป็นเพียงการหลีกหนี แต่ท้ายที่สุดเธอก็ไม่อาจชำระความทุกข์ระทมขณะนอนหลับได้อยู่ดี เธอไม่รู้สึกถึงความเศร้าโศก หรือความรู้สึกผิด หรืออะไรก็ตามแต่ทั้งนั้น แม้อาจเป็นการหลอกตัวเองก็ตาม แต่ที่เธอรู้สึกมันมีเพียงความนิ่งสงบ
 
เป็นความรู้สึกของราโทก้าที่ระเบิดใส่และลากเอลิซ่าออกมาในที่สุด บังคับเธอให้เผชิญหน้ากับความจริงอีกครั้ง
 
ถึงแม้เอลิซ่าจะคิดว่าราโทก้านั้นฉลาดสำหรับเด็กในวัยของเขา แต่ดูเหมือนว่าการควบคุมอารมณ์ของเขาจะยังไม่ได้รับการพัฒนาตามอายุ บางทีเธอคงต้องเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติตัวกับเขาสักเล็กน้อย แต่ในตอนนี้เธอก็ไร้ความคิดใด ๆ สำหรับเรื่องนี้
 
ในอดีตชาติ เธอไม่มีประสบการณ์ในการปฏิบัติตัวกับเด็ก ๆ และในชาตินี้ เธอก็ไม่มีใครในรุ่นราวคราวเดียวกันที่เป็นเพื่อนเช่นกัน เธอจึงไม่เข้าใจถึงอารมณ์ของเด็ก ๆ เลย และสิ่งแรกสุดก็เป็นเพราะตัวเธอเองนั่นแหละที่บกพร่องในเรื่องการแสดงอารมณ์ ดังนั้นเอลิซ่าจึงไม่สามารถรับมือในเรื่องนี้ได้
 
เอลิซ่าเบนสายตาออกจากป้ายหลุมศพ มองขึ้นไปยังบนท้องฟ้า
 
ผืนนภาสีครามไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย ไม่ว่าคามิลจะยังคงชีวิตอยู่หรือได้จากไปแล้ว มันก็ยังคงเป็นผืนฟ้าแผ่นเดิม
 
".....การได้เกิดมาในโลกของเกมจีบหนุ่ม ฉันเคยคิดว่ามันคงจะสบายดี แต่ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้กันนะ ?"
 
ขณะที่เธอพึมพำกับตัวเอง เธอก็ลากร่างของตนไปยังราชีออคและปีนขึ้นไปบนหลังมัน
 
สิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวที่รับฟังการพูดคนเดียวของเอลิซ่าตลอดเวลานั้นมีเพียงหมาป่ามังกรของเธอที่กำลังส่งเสียงร้อง "กรร" กลับมา
 

End of Act 1 "Caricature"




NEKOPOST.NET