[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 62 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.62 - นามเดียวกัน • บทที่ 6


เพราะว่าเขาไม่ได้พบเอลีสมานานแล้ว และต้องการจะบอกเหตุผลกับเธอ แต่ก่อนที่เขาจะรู้สึกตัว ราโทก้าก็หลุดออกไปเพียงแค่ "การฝึกมันยากมากขึ้น ดังนั้นข้าจึงยุ่งเกินกว่าจะมาที่นี่น่ะ" และไม่สามารถจะกล่าวอะไรเพิ่มเติมไปมากกว่านี้ได้แล้ว
 
ความรู้สึกหนักหน่วงราวกับโคลนตมกำลังพอกพูนในอกของเขา
 
ในความคิดของราโทก้า เด็กสาวสามคนปรากฏตัวขึ้นมาและจางหาย สลับบทบาทกันไปมา
 
"พวกขุนนางต่างก็เลวร้ายกันทั้งนั้น ในขณะที่ชาวบ้านอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ พวกเขาต่างก็ยังคงใช้ชีวิตที่ดีและเสพสุขทุก ๆ วัน" ซิสเตอร์ผู้มีนัยน์ตาสีดั่งรุ่งอรุณและรอยยิ้มบาง ๆ ของเธอถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มของเอลีสที่เอียงคออย่างเศร้าหมอง
 
จากนั้นสีหน้าเย็นชาดั่งน้ำแข็งและนัยน์ตาสีแดงโลหิตของเอลิซ่า พร้อมกับคำพูดของเธอที่ได้กล่าวกับเขาข้ามลูกกรงเหล็กในคุกใต้ดินวันนั้น ก็ดังขึ้นมาในความคิด
 
"กฎหมายของประเทศนี้มีไว้เพื่อปกป้องประชาชน นั่นย่อมรวมไปถึงขุนนาง เหล่าขุนนางไม่ใช่บุคคลทั่วไป พวกเขาคือฟันเฟืองที่จะขับเคลื่อนประเทศนี้ .....หากมันมีไอ้โง่เง่าสักคนที่ลืมสิ่งนี้ไปและพยายามทำร้ายผู้อื่น​ ประเทศนี้มันก็สมควรที่จะถูกทำลายไปซะ เฉกเช่นท่านพ่อของข้าแล้ว"
 
และจากนั้นพวกเธอก็สลับสับเปลี่ยนกันอย่างไม่จบสิ้น ในความคิดของราโทก้าจนเขาแทบจะเป็นบ้า
 
แน่นอนว่าสิ่งนี้ได้ส่งผลต่อสมาธิและกายภาพของตัวเขาเอง
 
ดาบไม้ในมือของเขาลอยลิ่วออกไปอย่างรุนแรง และถัดมาเขาก็รู้สึกตัวว่าตัวเองแอ้งแม้งอยู่บนพื้น มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นราโทก้าจึงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งความเจ็บปวดบนหลังของเขาเจ็บปลาบขึ้นมา
 
"เฮ้ย วันนี้ไม่มีสมาธิเลยนะเว้ย"
 
ราโทก้ายังคงนิ่งงันอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่เสียงของเขาจะค่อย ๆ คืบคลานออกมาไปยังกุนเธอร์ที่หน้าตาบูดบึ้ง
 
"เจ็บ"
 
กุนเธอร์เตะเขาเบา ๆ ที่ศีรษะ จากนั้นก็คว้าตัวราโทก้าจากด้านหลังของเสื้อที่เขาสวมและบังคับให้เขาลุกขึ้นมาจากพื้น
 
"เป็นห่าอะไรวะ !!"
 
"........."
 
แม้ว่ากุนเธอร์จะค่อนข้างหยาบคายและกำลังโมโหใส่ราโทก้า แต่ทั้งหมดที่เขาได้รับจากราโทก้าก็คือการมองกลับมาอย่างว่างเปล่า กุนเธอร์หรี่ตามองราโทก้าและราโทก้าก็สะดุ้ง
 
".......วันนี้พอแค่นี้"
 
"เอ๋?"
 
"จนกว่าจะซ้อมเดินขบวนเสร็จ แล้วจะทำอะไรก็ไปทำไป๊ !"
 
กุนเธอร์ทิ้งคำพูดนั้นไว้ก่อนจะรีบออกไปจากลานฝึก
 
".........อะไรกันน่ะ"
 
ดาบไม้ของราโทก้าที่ถูกซัดออกไปจากมือของเขา มันปลิวไปไกลกว่าที่เคยเป็นมาก่อน
 
 
 
 
 
ในขณะที่เปาโลป้ายยาบนหลังของเขา ราโทก้าก็เพียงแค่จ้องมองไปยังทุ่งอย่างมึนงง เขามองข้าวสาลีที่พัดโชยไปตามสายลมอ่อน
 
"วันนี้เป็นอะไรน่ะ ? เจ้าดูจะเหม่อ ๆ นะ"
 
".........หืม ? อาา........."
 
ราโทก้าตอบกลับเปาโลที่เป็นกังวลต่อเขาอย่างคลุมเครีอ และเขาก็ไม่สามารถหยุดความคิดเกี่ยวกับเด็กสาวทั้งสามคนที่ยังคงอยู่ในหัวของเขาได้เลย
 
แม้ว่าเขาจะต้องการให้ทุกอย่างหยุดลงและให้พวกเธอออกไปซะ แต่ราโทก้าก็ตระหนักได้ว่าทั้งหมดทั้งมวลนั้นมันเป็นข้อบ่งชี้ถึงความสับสนของตัวเขาเอง
 
เด็กสาวผู้สอนเขาถึงคุณค่าของชีวิตตัวเอง
เด็กสาวผู้สำคัญที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้
และเด็กสาวผู้ซึ่งเขาจงเกลียดจงชังมากที่สุด
 
เขาไม่รู้ว่าเขาควรจะไว้ใจหรือเชื่อใจใครกันแน่ ราโทก้าหลงทางอยู่ในความสับสน
 
อารมณ์ของเขามันยังไม่เติบโตตามวัย ตั้งแต่ที่เขาได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างบิดเบี้ยวซึ่งทำให้การพัฒนาทางอารมณ์ของเขาก็ผิดเพี้ยนตามไปด้วย กล่าวคือ วุฒิภาวะทางอารมณ์ของราโทก้านั้นน้อยยิ่งกว่าค่าเฉลี่ยของอายุทางอารมณ์ของเด็กในวัยเดียวกันเสียอีก
 
การที่ต้องรับมือกับความคิดและอารมณ์ใหม่ ๆ เหล่านี้ทำให้เขาเกิดความสับสนอย่างมาก
 
สิ่งเหล่านี้ได้วนไปเวียนมาภายในความคิดเขา แต่เขาก็ไม่ค้นพบคำตอบ ดังนั้นราโทก้าที่ยังคงมีสีหน้าว่างเปล่าก็ถามเปาโลที่อยู่ข้างหลังเขา
 
"......นี่ ขุนนางน่ะเป็นพวกชั่วร้ายใช่มั้ย ?"
 
มีทหารของกองทัพหลายคนที่ถูกบีบบังคับให้ต้องการเป็นโจรเพราะลอร์ดประจำดินแดนคนก่อน ดังนั้นพวกเขาจึงเกลียด, ชิงชัง และปรามาสเขา และมันก็ยังรวมไปถึงภรรยาและลูกหลานของเขาด้วย ภรรยาของลอร์ดคนก่อนมีคฤหาสน์ของตัวเองในเมืองหลวง จึงหายากที่หล่อนจะอยู่ในอาณาเขตของตัวเอง ลูก ๆ ของพวกเขาต่างก็อ้วนท้วมและน่าเกลียด ทั้งพวกเขายังดูเหมือนจะมีความสุขกับการได้กลั่นแกล้งและรังแกผู้คนในอาณาเขตของตัวเองอีกด้วย
 
แต่ทำไมถึงไม่รวมไปถึงเอลิซ่า ผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวด้วยเล่า
 
"......เจ้าหมายถึงอะไรน่ะ ? ถึงท่านลอร์ดคนก่อนจะเลวร้ายจริง ๆ แต่ว่าท่านเอิร์ลเทเรเซียก็ช่วยพวกเราไว้นะ"
 
เปาโลตอบหลังจากที่นิ่งคิดสักพักหนึ่ง
 
"ท่านคลอเดียเองก็เป็นคนดี นางนิสัยดี สนุกเวลาที่ได้อยู่ด้วย และไม่เย่อหยิ่งเลยสักนิด"
 
ด้วยคำพูดของเปาโล ราโทก้าก็นึกถึงเด็กสาวผู้มีเรือนผมงามยาวสีบลอนด์ เขาไม่เคยพูดกับหล่อนมาก่อน แต่ก็ได้เห็นเธออยู่บ่อยครั้ง เธอเป็นคนสนิทและผู้อารักขาส่วนตัวของเอลิซ่า นั่นคือสิ่งที่ราโทก้ารู้ ถ้าเขาไม่ได้วุ่นวายกับการฝึก บางทีเขาก็อาจจะเห็นเธอบ่อยกว่านี้ก็ได้
 
"ส่วนท่านเอลิซ่า...... ข้าคิดว่านะ ข้าเองก็ควรจะเกลียดนางถ้าหากว่านางเลวร้ายเหมือนพ่อของนาง แต่ว่านางได้รับการเลี้ยงดูจากท่านเอิร์ลเทเรเซีย และข้าก็คิดว่ามันเป็นเรื่องดีทีเดียวที่นางคิดถึงคนของนางก่อนเสมอ ท่านคลอเดียเองก็บอกว่าท่านเอลิซ่าเป็นคนดี และพวกทหารคนอื่น ๆ ก็ได้ให้การยอมรับนางเช่นกัน ดังนั้นข้าคิดว่าข้าก็บอกว่านางเป็นขุนนางที่ดีได้นะ?"
 
ขณะที่เปาโลกล่าวสรุปความคิดของตัวเอง เขาก็ป้ายยาบนแผ่นหลังของราโทก้าเสร็จและลุกขึ้นยืน
 
"ก็นะ ถ้าเจ้ายังกังขานักล่ะก็ ไปดูด้วยตาตัวเองซี่"
 
"เอ๋ ?"
 
เปาโลกล่าวอย่างตรงไปตรงมา และมันก็ช่วยไม่ได้ที่ราโทก้าจะงุนงงกับคำพูดของเขา ไปดูด้วยตาตัวเอง เขาพูดอย่างงั้น แต่ว่าเอลิซ่าแทบจะไม่ได้ออกมาจากคฤหาสน์ของเธอเลย นอกจากนั้นในเมื่อเปาโลยังคงเป็นเพียงแค่นายทหารเกณฑ์ฝึกหัด มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะได้เข้าใกล้ชิดเอลิซ่าน่ะ
 
"อย่ากังวลไป มันไม่มีอะไรแย่หรอก เจ้าควรจะไปกับพวกข้าในตอนที่พวกข้าเคลื่อนพลไปที่ป้อมยุกก์เฟน่านะ"
 
"......เคลื่อนพล ?"
 
มันเป็นคำพูดที่ไม่ได้คาดคิด ซึ่งทำให้ราโทก้าได้แต่ทวนคำซ้ำอย่างงงงวย
 
ป้อมยุกก์เฟน่านั่นย่อมหมายถึงชายแดนของประเทศ
 
มันเป็นสถานที่ซึ่งถูกพิจารณาว่าอันตรายที่สุดในอัร์คเซีย พรมแดนที่ติดกับประเทศเดนเซล เพื่อนบ้านผู้ไม่เป็นมิตร มันเป็นสถานที่ซึ่งผู้คนต้องเตรียมใจสำหรับความตาย — แม้ว่าราโทก้าจะไม่รู้เรื่องเหล่านี้อย่างถ่องแท้ แต่เขาก็ยังคงเข้าใจความหมายของการเคลื่อนกำลังพลไปที่นั่นอยู่ดี
 
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากเรื่องนั้น สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสำหรับราโทก้าในตอนนี้ก็คือ เปาโลกำลังจะจากค่ายทหารไป
 
"— สงครามกำลังจะเกิดขึ้นงั้นหรือ ?"
 
ในที่สุดคำพูดนั้นออกมาจากปากของราโทก้า แม้มันจะไม่ได้เป็นคำพูดที่เขาต้องการจะกล่าวออกไปที่สุดก็ตาม ถ้าเปาโลไป ราโทก้าก็อยากจะไปด้วย แต่เขาไม่ได้พูด
 
ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด เปาโลก็อาจจะไม่ได้กลับมาอีกเลย และด้วยเหตุนั้นราโทก้าจึงไม่ชักนำตัวเองให้ต้องเอ่ยคำร่ำลาออกไป
 
"เปล่า ข้าไม่คิดว่ามันจะเข่าข่ายนั้นนะ เพราะว่ามันมีเหตุจลาจลบางอย่างในประเทศเพื่อนบ้านของเรา ข้าได้ยินมาว่าพวกเราเพียงแค่ไปที่นั่นเพื่อเพิ่มการรักษาความปลอดภัยเท่านั้น อาณาเขตของพวกเราจะไปรับพวกผู้อพยพบางส่วนมา เจ้ารู้เรื่องนี้รึเปล่า ?"
 
ราโทก้าย่อมได้ยินเรื่องที่ว่าอาณาเขตได้ยอมรับผู้อพยพมาอยู่แล้ว พวกทหารที่ครั้งหนึ่งเคยรวบตัวราโทก้า ในตอนนี้ได้อาศัยอยู่ร่วมกันกับเขาและได้เล่าให้เขาฟังเรื่องเกี่ยวกับผู้อพยพ
 
"ในอาณาเขตของพวกเรา เป็นเพราะว่าลอร์ดคนก่อน ก็เลยดูเหมือนว่าจะมีประชากรไม่เพียงพอละมั้ง ? ข้าไม่รู้ว่าเป็นท่านเอิร์ลเทเรเซียหรือว่าท่านเอลิซ่าที่คิดถึงเรื่องนี้ แต่มันดูเหมือนว่าหนึ่งในทั้งคู่จะได้ตัดสินใจยอมรับผู้อพยพมาเพื่อที่จะช่วยบูรณะอาณาเขตและส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เพื่อที่จะรับผิดชอบในเรื่องนี้ พวกทหารก็เลยต้องเคลื่อนพลไปที่ป้อมปราการยุกก์เฟน่า บางทีอาณาเขตอื่น ๆ ก็อาจจะต้องการรองรับกลุ่มผู้อพยพด้วยก็ได้ บางอาณาเขตก็ดูเหมือนจะคัดค้านเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะทางไหน อาณาเขตของเราก็ไม่สามารถนิ่งเฉยได้ล่ะ"
 
โดยที่พวกเขาไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่า คาลวินได้ถือถาดอาหารมายืนถัดจากพวกเขาและเข้าร่วมบทสนทนา ดูเหมือนว่าเขาจะนำอาหารมื้อเที่ยงบางส่วนมาให้ราโทก้าและเปาโลด้วย และจากนั้นก็นั่งลงข้างพวกเขา
 
"ตามคำของคามิล เป็นท่านเอลิซ่านะที่ผลักดันให้อาณาเขตของเรายอมรับผู้อพยพอย่างจริงจัง ยิ่งกว่านั้นนางยังเป็นคนเดียวกับที่ตั้งมาตรการตอบโต้มอธเพลิงด้วยเช่นกัน นั่นเป็นสิ่งที่พวกคนในคฤหาสน์บอกเล่ามา ถ้ามันเป็นเรื่องจริงล่ะก็ ท่านเอลิซ่าก็ไม่ได้เป็นอย่างลอร์ดคนก่อนสักนิด"
 
ขณะที่คาลวินยังคงเล่าเรื่องราวของเขาอย่างกระชับ ราโทก้าก็เพียงพึมพำ "ตอนนี้ท่านยังไม่รู้หรอก" คาลวินก็กล่าวเห็นด้วยอย่างใจเย็น
 
"ถูกต้อง ข้าไม่รู้หรอกว่าในอนาคตท่านเอลิซ่าจะกลายเป็นยังไง แต่ในตอนนี้นางได้ทำงานอย่างหนักเพื่อประโยชน์ของผู้คน ......ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครั้งที่นางได้อยู่ที่ค่ายทหารนี้ นางก็พยายามอย่างเต็มที่ที่สุดกับการฝึกที่ยากลำบากในทุก ๆ วัน มันยากเย็นสักแค่ไหน เรื่องนี้เจ้าเองก็รู้ดีใช่มั้ยล่ะ ?"
 
ราโทก้าไม่ทั้งพยักหน้าหรือส่ายหัว คาลวินที่ยิ้มขื่นให้กับเขา และราโทก้าก็ตั้งคำถามอื่นแทน
 
"ท่านคาลวิน..... ท่านเองก็ไปที่ป้อมยุกก์เฟน่าด้วยงั้นหรือ ?"
 
คาลวินมองอย่างนิ่งงันชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นเขาก็พยักหน้าและยิ้มให้
 
"ใช่แล้ว......"
 
เด็กสาวทั้งสามจางหายไปจากความคิดของราโทก้าในที่สุด แต่มันถูกแทนที่ด้วยลางสังหรณ์ถึงการแยกจากของชื่อราโทก้ากับพวกทหาร
 
เขารู้สึกเศร้า จากนั้นก็กลายเป็นความรู้สึกแย่ ๆ อันว่างเปล่า และราโทก้าก็สูญเสียคำพูดไป



NEKOPOST.NET