[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 6 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.6 - 06 ความกังวลเรื่องประเทศเพื่อนบ้าน


ทุ่งข้าวสาลีสีทองที่งดงามและข้าวไรย์ทั้งหมดถูกเก็บเกี่ยวแล้ว ฤดูหนาวอันเงียบสงบก็เข้ามาแทนที่ฤดูใบไม้ผลิตอนปลายภายในอาณาเขตคาลเดีย สามเดือนของการฝึกทหารของฉันก็ใกล้จะสิ้นสุดแล้ว และฉันก็อาเจียนกว่าแต่ก่อนเสียอีก ทุก ๆ วัน ฉันจะต้องเดินไปรอบ ๆ พร้อมกับจอบไถดินที่สูงกว่าตัว มันใหญ่เกินกว่าที่ฉันจะสามารถเหวี่ยงมันได้ด้วยซ้ำ แต่ก็นั่นล่ะ มันคือหนึ่งในการฝึกประหลาด ๆ ที่จะช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางกายและความอึดของฉันได้
 
มันเป็นหนึ่งวันก่อนที่ฉันจะได้ลาจากค่ายทหารกลับไปใช้ชีวิตตามเดิมในคฤหาสน์ ภายในห้องทำงานของผู้ครอบครองดินแดนในคฤหาสน์โกลเด้นฮิลส์ที่ฉันไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าไป จนกว่าฉันจะจบหลักสูตรการฝึก ในตอนนี้ฉันได้รับบทเรียนส่วนตัวจากท่านเอิร์ลเทเรเซียที่มีแผนที่สี่แผ่นวางอยู่ ว่าด้วยสถานการณ์ของแผ่น​ดิน
 
ท่านเอิร์ลเทเรเซียได้ปฏิรูปกฏหมายภายในอาณาเขตไปไม่น้อย และโดยเฉพาะกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับกองกำลังรักษาดินแดน เขาก็ได้ลงมือเขียนมันด้วยตัวของเขาเอง ก่อนที่เขาจะมาที่นี่ มันราวกับว่าพวกเราไม่เคยมีกองทัพมาก่อนอย่างงั้นล่ะ มันก็เป็นเพราะว่าพ่อฉันคิดว่า ตราบเท่าที่มีคนสิบคนที่มีอาวุธ มันก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาหยิ่งผยองขึ้นมาแล้ว
 
นอกจากนั้น ในราชอาณาจักรอัร์คเซียได้มีการบัญญัติไว้ ว่าทุกอาณาเขตจะต้องมีกองกำลังส่วนตัว แน่นอนว่าโดยพื้นฐานแล้ว มันไม่มีประเทศใดที่ต้องการรุกรานอัร์คเซียที่เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในทวีปนี้หรอก พวกกองทัพของเหล่าขุนนางมากมายจึงเป็นแค่เพียงในนามเท่านั้น มันไม่ใช่เรื่องที่กล่าวเกินจริงเลยว่า เหล่าทัพที่ดีที่สุดนั้นคือกองกำลังที่ประจำการอยู่ตามชายแดนที่ห่างไกลเท่านั้น
 
ในยุคสมัยก่อนที่จะมีการก่อตั้งราชอาณาจักรอัร์คเซีย ราชอาณาจักรอาร์เซียอันศักดิ์สิทธิ์ได้ละทิ้งนโยบายการรุกรานไปยังประเทศอื่น ๆ ของกองกำลังทหารไปทั้งหมดแล้ว ปัจจุบันพรมแดนที่เชื่อมต่อกับประเทศอื่น ๆ ได้ถูกปิดไว้ และเฉพาะผู้ที่มีหนังสือเดินทางที่ได้รับพระราชทานจากกษัตริย์เท่านั้นจึงจะได้รับอนุญาตให้เข้าหรือออกจากอาณาจักรได้
 
พวกเรามีสนธิสัญญาสันติภาพที่ว่าจะไม่แทรกแซงประเทศอื่น ๆ และมีข้อตกลงทางการค้าอย่างเป็นธรรมกับเหล่าพ่อค้าที่ได้รับอนุญาตจากรัฐให้ทำธุรกิจและการค้าระหว่างประเทศ ประเทศของเราได้ดำเนินปฏิบัติเป็นไปตามหลักนโยบายโดดเดี่ยวนิยม (Isolationism) ก็ว่าได้ล่ะนะ
 
สำหรับสถานการณ์โดยรวมของทวีป การเพิ่มขึ้นหรือล่มสลายลงของประเทศเกิดขึ้นบ่อยและมีความรุนแรงสูง ประเทศต่าง ๆ นอกจากราชอาณาจักรอัร์คเซียต่างก็มีการแจ้งเตือนและการเฝ้าระวังภัยสงครามที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างเนื่อง ๆ
 
ราชอาณาจักรอัร์คเซียนั้นสามารถรักษาความสงบไว้ได้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะประเทศต่าง ๆ ยังไม่สามารถพัฒนาตนเองให้เติบโตไปกว่าประเทศเล็ก ๆ ได้ อำนาจของสู้รบระหว่างประเทศนั้นมีจุดแข็งที่คล้ายกันอย่างหนึ่งก็คือ การทำให้อีกฝ่ายนั้นยุ่งวุ่นวาย จนกระทั่งไม่มีเวลามากพอที่จะมาทำอะไรกับมหาอำนาจอย่างอัร์คเซียได้เลย
 
ด้วยเหตุทั้งหมดนี้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำไมเอิร์ลเทเรเซียต้องการฟื้นฟูกองทัพในอาณาเขตคาลเดีย แน่นอนว่าเหตุผลก็คือเพื่อป้องกันประเทศในแถบทิศตะวันออก
 
"สหภาพราชรัฐรินดาร์ลงั้นเหรอ ?"
 
"เร็ว ๆ นี้พวกเขาอาจจะเปลี่ยนชื่อเป็น จักรวรรดิรินดาร์ล"
 
ทางทิศตะวันออกของราชอาณาจักรอัร์คเซีย ประเทศทั้งสี่ที่ได้ขยายเขตแดนของพวกเขามาตั้งแต่หนึ่งร้อยปีก่อน คือเดนเซล, พลาเน็ทส์, จิโอกราด และพาร์มิแกรน ได้เป็นพันธมิตรระหว่างประเทศร่วมกัน
 
แรกเริ่มเดิมทีมันเคยมีประเทศที่มีนามว่า ราชอาณาจักรรินดาร์ล ที่ปกครองทั่วทั้งส่วนตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแห่งนี้ แต่ได้แตกแยกไปตามเหนือ, ใต้, ตะวันออก และตะวันตก ซึ่งเขตการปกครองแต่ละส่วนถูกปกครองโดยดยุก และแต่ละเขตแดนนั้นก็ได้ดึงดูดผู้คนที่มีบรรดาศักดิ์เทียบเคียงดยุกของแต่ละประเทศให้ร่วมดินแดน มันจึงกลายเป็นประเทศราชรัฐที่แยกตัวอย่างเป็นอิสระต่อกันในที่สุด
 
เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการเคลื่อนไหวเพื่อรวบรวมกองกำลังอีกครั้งของราชรัฐทั้งสี่ และได้มีการเสนอชื่อของอาร์ชดยุกท่านหนึ่งให้เป็นประมุขของทั้งสี่ราชรัฐ เมื่อผู้คนภายใต้อิทธิพลอำนาจการปกครองของพวกเขาได้ผนวกเข้าด้วยกัน มันก็ไม่น่าแปลกหากพวกเขาจะเปลี่ยนชื่อเป็น จักรวรรดิรินดาร์ล
 
สำหรับตอนนี้ ราชรัฐทั้งสี่นั้นเป็นเพียงประเทศเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับอัร์คเซีย แต่ถ้าพวกเขาได้รวมตัวกันเป็นหนึ่งเมื่อไหร่แล้วล่ะก็ พวกเขาจะมีอำนาจที่เทียบเท่ากับอัร์คเซียได้เลยทีเดียว หากประเทศอื่นที่มีอำนาจพอ ๆ กันเกิดขึ้นมา ตำแหน่งความเหนือกว่าอาณาจักรใด ๆ ที่อัร์คเซียถือมั่นมานานก็อาจสั่นคลอน สงครามระหว่างสองอาณาจักรที่เป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นนั้นก็ขึ้นอยู่กับท่าทีของทางรินดาร์ลแล้วล่ะ
 
"ระหว่างอาณาเขตคาลเดียและประเทศเดนเซล มีแค่ราชอาณาเขตยุกก์เฟน่าเท่านั้น ถ้าหากการสู้รบกับรินดาร์ลเริ่มต้นขึ้นล่ะก็ มันไม่สำคัญเลยว่าเจ้าจะมีทักษะการสู้รบใด ๆ หรือไม่ เจ้าต้องจะได้รับคำสั่งให้เป็นแนวหน้าอย่างแน่นอน"
 
ท่านเอิร์ลเทเรเซียอธิบายทุกอย่างอย่างละเอียดและชัดเจนให้กับฉัน ในขณะที่เขาทำเครื่องหมายสถานที่ต่าง ๆ บนแผนที่ที่แสดงให้เห็นถึงส่วนเหนือของทวีปและราชอาณาจักรอัร์คเซีย
 
การรวมตัวกันของรินดาร์ล จะทำให้ความสมดุลของขั้วอำนาจทางตอนเหนือนั้นเปลี่ยนแปลง อัร์คเซียจะได้รับผลกระทบมากที่สุด นั่นคือสาเหตุที่ว่าทำไมอาณาเขตคาลเดียซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของอัร์ค​เซียและใกล้กันกับพรมแดนจะต้องเฝ้าระวังให้ดี
 
เพราะว่าฉันยังคงเรียนรู้เรื่องการเมืองของอัร์คเซียจากนางมาร์แชนไม่มากนัก ท่านเอิร์ลเทเรเซียจึงอธิบายทุกอย่างให้ฉันฟังอย่างละเอียดสุด ๆ แม้ว่าฉันจะมาถึงที่ห้องทำงานนี้ตั้งแต่เช้า จนกระทั่งตอนนี้​ก็ถึงเวลาทานอาหารเที่ยงมื้อเบาแล้วหลังจากที่ท่านเอิร์ลเข้าสู่หัวข้อหลัก
 
"สิ่งที่ข้าได้บอกเจ้าเกี่ยวกับรินดาร์ล เจ้าจงคิดเกี่ยวกับมันด้วยตัวของเจ้าเองให้ดี อย่างน้อยที่สุดก็หลังจากที่ผ่านพ้นงานเฉลิมฉลองวันครบรอบอายุหกปีของเจ้าสิ้นสุดลง มันจะเป็นการดีที่จะเตรียมการตั้งแต่เนิ่น ๆ"
 
ท่านเอิร์ลเทเรเซียเปลี่ยนมาที่ประเด็นหลัก อย่าง​แรก เขาได้หยิบเอาแผนที่โดยละเอียดของทางตอนเหนือ และชี้ให้เห็นเขตแดนของราชอาณาเขตยุกก์เฟน่าและราชรัฐเดนเซล
 
"เจ้ารู้จักป้อมปราการยุกก์เฟน่าที่สร้างตามแนวชายแดนของประเทศเราใช่มั้ย ?"
 
"ค่ะ"
 
มันคือป้อมปราการที่พี่น้องของราชีออคถูกนำไปดูแล ทางทิศตะวันออกมันมีป่าที่รู้จักกันในชื่อของ ป่าอสูร และมันก็ยังเป็นสถานที่ส่งออกธัญพืชที่สำคัญของอาณาเขตคาลเดีย ในเมื่อมันไม่มีเส้นทางเปิดและพวกเราจะต้องลัดเลาะข้างนอกป่าอสูร​ไป ฉันได้ยินมาว่าจะต้องใช้เวลาในการเดินทางด้วยม้าราว ๆ สี่วันกว่าจะไปถึงที่นั่น
 
ท่านเอิร์ลใช้นิ้วชี้ไปยังทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของราชอาณาเขต เขาวงกลมที่ส่วนปลายทางทิศใต้ของที่ราบสูงแบนดิเชีย และเคาะนิ้ว
 
"เจ้ารู้อะไรบ้าง​เกี่ยวกับชนเผ่าเร่ร่อน ?"
 
"พวกเขาเป็นชนเผ่าที่ทำการปศุสัตว์และโยกย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย ๆ ใช่หรือไม่ ?"
 
"ส่วนใหญ่ถูกต้องแล้ว ทางตอนใต้ของที่ราบสูงแบนดิเชีย มีชนเผ่าเร่ร่อนที่เรียกว่า ชนเผ่าชิรู พวกเขาควรจะอยู่ในอาณาจักรอาร์โทลัส แต่เพราะว่าเดนเซลรบชนะอาร์โทลัส พวกเขาจึงต่อต้านเดลเซลด้วยการร่วมมือกับพวกชาวนาที่ชายแดน"
 
ท่านเอิร์ลนำแผนที่ที่เก่าที่สุดในแผนที่ทั้งสี่ที่เขาตระเตรียมไว้ขึ้นมา และแสดงให้ฉันเห็นบริเวณที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นประเทศอาร์โทลัส มันเป็นประเทศที่ครึ่งหนึ่งตั้งอยู่​บนภูเขาเอม็อนนอร์ฝั่งตะวันออก รวมถึงที่ราบสูงแบนดิเชีย ส่วนเมืองหลวงรีเมชูว์นั้นตั้งอยู่ทางตอนเหนือของที่ราบสูง ทว่าหลังจากปราชัยให้กับเดนเซล ตอนนี้มันจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเดนเซล
 
อาร์โทลัสที่แต่เดิมก่อตั้งเป็นประเทศเพื่อชาวอาร์โทลัส ส่วนชนเผ่าชิรู และชาวนารอบ ๆ ภูมิภาคต่างก็ได้​รับการยอมรับจากประเทศอาร์โทลัส นั่นคือสิ่งท่านเอิร์ลอธิบายให้กับฉัน
 
"ตั้งแต่เดนเซลเริ่มควบคุมที่ดินทางการเกษตรทางตะวันออก ชนเผ่าชิรูก็โยกย้ายมาทางทิศตะวันตก ที่ส่วนใต้ของที่ราบสูงในราชอาณาเขตเป็นที่ที่การสู้รบของชนเผ่าชิรูและเดนเซลที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะว่าบริเวณนี้เป็นที่ราบที่เปิดกว้าง ที่จริงแล้วมันมีรายงานมาถึงสภาขุนนางว่าชนเผ่าชิรูและชาวนาต้องการได้รับการยอมรับในฐานะผู้อพยพจากป้อมยุกก์เฟน่า"
 
เพราะว่าชนเผ่าชิรูนั้นมีโอกาสชนะน้อยกว่าหนึ่งในหมื่น หากรินดาร์ลผนวกเข้าด้วยกันสำเร็จเมื่อไหร่ มันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เดนเซลจะปล่อยให้พวกเขามีชีวิตรอด มันเป็นเวลาห้าปีมาแล้วตั้งแต่ที่ชื่อของอาร์โทลัสถูกลบออกไปจากแผนที่ เมื่อชนเผ่าชิรูที่ได้ต่อต้านเดนเซลมาตลอดไม่ประสบผลสำเร็จ มันก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่พวกเขาจะได้​รับการยอมรับในฐานะพลเรือนของเดนเซล
 
"เดนเซลต้องการจะกวาดล้างชนเผ่าชิรู และชนเผ่าชิรูเองก็รู้ดีว่าไม่สามารถต่อกรได้..... มันเป็นแบบนั้นซินะ ?"
 
"ถูกต้อง สำหรับตอนนี้ การยอมจำนนก็ไม่ใช่ตัวเลือกสำหรับพวกเขาแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชนเผ่าชิรูจะมีจำนวนไม่มาก แต่พวกเขาก็เป็นนักขี่ม้าชั้นเลิศ มันคงจะยากที่พวกเขาทั้งหมดจะถูกกวาดล้างก่อนที่จะเดินทางมาถึงอัร์คเซีย"
 
เพราะว่าป้อมปราการอยู่ใกล้กันกับพวกเขา ชนเผ่าชิรูจะต้องต่อสู้อย่างหนักหน่วงอย่างแน่นอน — และในกรณีนี้ทางอัร์คเซียก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้เลยว่าไม่เกี่ยวข้อง ผู้นำในราชอาณาเขตยุกก์เฟน่าจะต้องคิดอย่างหนักถึงการเข้าไปแทรกแซงเรื่องนี้ให้ดี
 
"ผู้นำของกองทัพในอาณาเขต ก็คือผู้ครอบครองอาณาเขต นั่นก็หมายถึงเจ้าเอง เอลิซ่า"
 
เพราะว่าฉันเป็นผู้รับสืบทอดบรรดาศักดิ์ไวส์เคานท์เตสในฐานะของสมาชิกในตระกูลคาลเดีย นั่นจึงหมายถึงว่าความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับตกเป็นของฉันทั้งหมด ในตอนที่ฉันได้รับสืบทอดบรรดาศักดิ์นี้เมื่อสี่ปีก่อน ราชวงศ์อัร์คเซียและเหล่าขุนนางที่ต่างพึงพอใจกับยุคสมัยของสันติภาพที่ดำรง​มาเนิ่นนาน ไม่ได้คิดถึงเรื่องการรวมตัวของรินดาร์ลอย่างจริงจังสักนิด
 
"เรื่องการตัดสินใจออกคำสั่งในสนามรบปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่ทัพคาลวินได้ แต่อย่างน้อยเจ้าก็จะต้องไปที่ป้อมปราการนั้น ถ้าการป้องกันป้อมปราการ​กลายเป็นเรื่องจำเป็นขึ้นมา ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เจ้าจะต้องรู้ว่าเจ้าควรใช้อาวุธใดในการป้องกันตัวเอง หลังจากที่เจ้าสิ้นสุดหลักสูตรในค่ายทหารวันพรุ่งนี้ ข้าจะสอนวิธีการขี่ม้าให้เจ้า"
 
มันไม่มีช่องว่างให้ฉันตกลงหรือปฏิเสธอะไรทั้งนั้น ฉันคิดอยู่เสมอว่าแนวคิดการรบสงครามมันเป็นอะไรที่ห่างไกล แต่จริง ๆ มันได้คืบคลานใกล้เข้ามาแล้ว ฉันมองไปที่ดวงตาของท่านเอิร์ลเทเรเซียอย่างเงียบ ๆ และทำได้เพียงแค่พยักหน้าตอบรับ



NEKOPOST.NET