NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.58 - นามเดียวกัน • บทที่ 2


ราโทก้าอยู่ที่ค่ายทหารกว่าหนึ่งเดือนกับอีกครึ่งหนึ่งแล้ว และเขาก็แข็งแกร่งขึ้นเพียงพอที่จะไม่ต้องสำรอกอีกต่อไป
 
อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังคงไม่ออกไปหาอาหารสำหรับมื้อค่ำของเขาในตอนกลางคืนอยู่ดี เขายังคงใช้ชีวิตโดยปราศจากการทานอาหารเย็น
 
วันนี้ ระยะทางของการซ้อมเดินขบวนของเขายาวเพิ่มขึ้น เขาต้องยืนตลอดวันจนกว่าจะจบสิ้น เท้าของเขามันเจ็บแทบบ้า นั่นทำให้ราโทก้าไม่ได้ไปหาเอลิเซ่ และได้แต่คลานกลับเข้าห้องนอนตัวเองหลังจากฝึกซ้อมเสร็จ
 
พูดถึงเรื่องการล่าอาหาร — เขาก็นึกเรื่องของขุนนางสาวที่เพิ่งจะได้เป็นผู้อารักขาและสหายคนใหม่ของเอลิซ่า เธอเป็นเด็กสาวผมสีบลอนด์ที่ราโทก้ามักจะเห็นเธอเหวี่ยงหอกของเธอไปรอบ ๆ ค่ายทหารหลังจากที่การฝึกของเขาจบลง
 
เธอมีทักษะหอกที่เหนือยิ่งกว่าใครในกองทัพ และเธอก็สามารถออกไล่ล่าสัตว์ขนาดใหญ่ได้อย่างง่ายดาย เพราะอย่างนั้นเสียงของเหล่าทหารที่เรียกว่าราโทก้าว่า "คุณหนู" จึงเพิ่มขึ้นทวีคูณ
 
สำหรับราโทก้าที่สังเกตท่าทางของเธออยู่ทุกวี่ทุกวัน เขาพบว่าเธอก็ไม่ได้เหมือนกับภาพ "ขุนนาง" ที่เขารู้เลยสักนิดเดียวเช่นกัน
 
"ขุนนางสตรีทุกคนต่างก็สวมใส่ชุดกระโปรงตัวใหม่ที่ไม่เคยซ้ำกันเลยในแต่ละวัน....."
 
ราโทก้าได้ยินเสียงอันโหยหาของซิสเตอร์ในความคิดของเขา แม้ว่าเขาจะไม่ได้ยินเสียงนั้นมาแล้วกว่าสองปี แต่เขาก็ยังคงจดจำมันได้อย่างกระจ่าง — กล่าวคือเขาไม่อาจลืมได้เลย
 
สี่ปีที่แล้ว เมื่อตอนที่ท่านลอร์ดประจำดินแดนคนก่อนเสียชีวิตลง ชีวิตของพลเมืองคาลเดียก็ค่อย ๆ กลับสู่ภาวะปกติ
 
สองปีก่อน มันเป็นช่วงหลังจากที่พวกผู้ใหญ่ปลูกข้าวไรย์ในฤดูใบไม้ผลิเสร็จสิ้นแล้ว ในช่วงเวลานั้นที่ไม่มีใครที่มีชีวิตดีเพียงพอที่จะใส่ใจชีวิตของคนอื่น ในตอนนั้นเองคณะซิสเตอร์ก็ได้เดินทางมาเยี่ยมเยียมหมู่บ้านซีริล
 
แน่นอนว่าชาวบ้านหมู่บ้านซีริลไม่สามารถที่จะให้การต้อนรับคณะซิสเตอร์ได้ในเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ อย่างไรก็ตามเหล่าซิสเตอร์ก็หาได้แสดงท่าทีไม่พึงพอใจใด ๆ ไม่ ทั้งยังคงสงบในขณะที่คอยช่วยเหลือชาวบ้านทำหน้าที่ของพวกเขาเอง เพราะว่าเป้าหมายหลักของพวกเธอคือการเยี่ยมเยียนหมู่บ้านทีละหมู่บ้านเพื่อที่จะเผยแพร่ "เรื่องราว"
 
— เรื่องราวของขุนนางที่ได้หลงลืมหน้าที่ที่แท้จริงของตนที่ควรปฏิบัติ, เรื่องราวของขุนนางที่ใช้อำนาจของตนและใช้ชีวิตเสพสุขกับความมั่งคั่ง, เรื่องราวของขุนนางที่ต่อต้านคำสอนของศาสนา
 
เด็กสาวคนหนึ่งในหมู่ซิสเตอร์เหล่านั้นได้เล่า "เรื่องราว" เหล่านี้ให้ราโทก้าฟังอีกครั้งและอีกครั้ง
 
ในขณะที่พวกเธอเล่า "เรื่องราว" เกี่ยวกับขุนนาง ซิสเตอร์ก็ได้พูดเกี่ยวกับความเย่อหยิ่งและความสุรุ่ยสุร่ายของขุนนางที่พวกเธอได้พบเห็นในระหว่างการเดินทาง สำหรับชาวบ้านหมู่บ้านซีริลที่ใช้ชีวิตราวกับขุมนรกบนดินภายใต้กฎหมายเผด็จการของลอร์ดประจำดินแดนคนก่อน มันก็แน่นอนว่าพวกเขาล้วนเชื่อมันทั้งหมดอย่างสนิทใจ ไม่มีใครที่คัดค้านซิสเตอร์เลย
 
ผลลัพธ์ก็คือจนกระทั่งตอนนี้ ชาวบ้านหมู่บ้านซีริลก็ได้รับเอาความเชื่ออันหน้ามืดตาบอดจากคณะซิสเตอร์เหล่านั้นไว้ รวมไปถึงราโทก้า ผู้ที่เข้าใจเรื่องราวของเหล่าขุนนางเสียน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง กล่าวได้เลยว่าเขาได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ที่เชื่อและศรัทธาพวกเธอมากที่สุด
 
ราโทก้ายังคงจดจำสิ่งที่ซิสเตอร์ฝึกหัดคนนั้นบอกเล่าให้เขาฟังได้อย่างกระจ่าง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอได้เล่าเกี่ยวกับขุนนาง เขาล้วนแล้วแต่เชื่อว่ามันคือความจริงทุกประการของขุนนางทั้งหมด
 
มุมมองของราโทก้าที่มีต่อขุนนางเป็นเช่นนั้น ก็เป็นเพราะศรัทธาอันมืดบอดของเขาเอง
 
 
 
 
 
ในเวลานั้น ทุก ๆ วันร่างกายของราโทก้าจะเต็มไปด้วยบาดแผลบอบช้ำ เขาต้องขอทานตลอดวันและนอนหลับใต้ร่มเงาบ้านของคนอื่นในเวลากลางคืน
 
ถ้าเขากลับไปที่บ้าน เขาไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
 
แม่ของเขาป่วยทางจิตและไม่สามารถจดจำราโทก้าได้อีกแล้ว
 
ราโทก้ามีผมสีดำเหมือนกับลอร์ดประจำดินแดนผู้นั้น ทั้งนัยน์ตาสีแดงก็เช่นกัน ความคล้ายคลึงกันมากนี้ทำให้แม่ของเขาเสียสติ ในความสับสนนั้น นางไม่สามารถที่จะทนมองราโทก้าได้อีก เพราะแบบนั้นนางจึงอยู่อย่างหวาดผวาต่อบุตรของตัวเอง
 
ราโทก้าโดดเดี่ยวมาตลอดในหมู่บ้านซีริล ชาวบ้านคนอื่น ๆ ต่างก็หลีกเลี่ยงเขา สำหรับราโทก้าแล้ว เขาไม่รู้เลยว่าเหตุใดมารดาของตนและชาวบ้านต้องจงเกลียดจงชังและหวาดกลัวเขาขนาดนั้น
 
ราโทก้ากำพร้าพ่อ แม่ของเขาท้องราโทก้าในตอนที่นางถูกบังคับให้เป็น "ผู้ใช้แรงงาน" โดยลอร์ดประจำดินแดนคนก่อน
 
เมื่อครรภ์ของเธอโตเกินกว่าจะทำอะไรได้ และกลับมายังหมู่บ้านมาตุภูมิ แม่ของราโทก้าก็กลายเป็นคนวิกลจริต นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางอยู่ที่ใดหรือว่าใครเป็นพ่อของเด็ก
 
มีกฎที่ลอร์ดคนก่อนได้บัญญัติไว้ว่าเด็กคนใดก็ตามที่ "ผู้ใช้แรงงาน" ให้กำเนิดจะต้องถูกกำจัด ไม่เช่นนั้นหมู่บ้านทั้งหมดก็จะต้องถูกกวาดล้าง
 
ในขณะที่ "ผู้ใช้แรงงาน" ถูกบังคับให้บริการทางเพศไปทั่วทุกหนแห่ง มีเพียงสิ่งเดียวที่พวกเขาได้รับใช้ให้กับความเป็นชนชั้นสูง — กล่าวคือ เด็กทุกคนที่ได้รับเชื้อสายของขุนนาง หากเป็นหญิงไม่เป็นไร แต่หากเป็นชายจะไม่ได้รับอนุญาตให้ลืมตาดูโลกใบนี้
 
ความหวาดผวาของโทษทัณฑ์ที่ผูกล่ามไว้กับคอของพวกเขา ทำให้ชาวบ้านต่างบังคับให้นางยอมแพ้ที่จะให้กำเนิดเด็ก หากเป็นเด็กชาย
 
อย่างไรก็ตาม แม่ของราโทก้าเป็นบ้าไปแล้ว และนางก็ได้คลอดตามลำพังโดยปราศจากหมอตำแย
 
ท้ายที่สุดนางได้ให้กำเนิดเด็กแฝด เด็กหญิงเสียชีวิตทันทีที่คลอด แต่เด็กชายยังมีชีวิตอยู่
 
แม่ของราโทก้ากอดศพของทารกหญิงไว้ ในตอนที่ถูกค้นพบ และจากนั้นชาวบ้านก็ปกปิดเกี่ยวกับการกำเนิดของราโทก้าต่อลอร์ดประจำดินแดน เขามีชีวิตอยู่อย่างหลบซ่อนในบ้านกับมารดา จนกระทั่งข่าวการเสียชีวิตของลอร์ดประจำดินแดนได้มาถึงหมู่บ้านซีริลเมื่อห้าปีก่อน
 
"ราโทก้า" เป็นชื่อของเด็กผู้หญิง ที่บางทีคงหมายถึงพี่น้องฝาแฝดที่จากไปของเขา แม่ของราโทก้าไม่เคยเตรียมชื่อสำหรับเด็กผู้ชายมาก่อนเลย
 
หลังจากข่าวการเสียชีวิตของลอร์ดประจำดินแดนได้มาถึงเธอ แม่ของราโทก้าก็สภาพจิตใจทรุดหนักลงกว่าเดิม
 
ราโทก้าไม่สามารถทนต่อมารดาที่ทารุณกรรมเขาตลอดเวลาได้อีกแล้ว ดังนั้นเขาจึงหนีออกจากบ้าน
 
จากนั้น เขาก็ได้กลายเป็นที่รู้กันเป็นอย่างดีในหมู่บ้าน
 
แม้ว่าชาวบ้านจะตัดสินใจไม่ฆ่าเขาตามความต้องการของลอร์ดประจำดินแดน แต่เพียงแค่การดำรงอยู่ของเขาก็ทำให้ชาวบ้านต้องการที่จะหลีกเลี่ยงต่อเขาแล้ว
 
แม้ว่าแม่ของเขาจะอาการดีขึ้นเป็นครั้งคราวในช่วงสองปี แต่นางก็อาการกำเริบอีกครั้งในที่สุด นางสติฟั่นเฟือนจนถึงจุดที่ไม่อาจจดจำบุตรชายของตัวเองที่ทุกคนช่วยซ่อนเร้นและเลี้ยงดูมาได้อีกแล้ว
 
ราโทก้าเพียงเดินไปรอบนอกของหมู่บ้านในทุก ๆ วัน และมองพื้นดินอย่างไร้วิญญาณ และในขณะที่กำลังเดิน ราโทก้าก็คิดเพียงแค่ความหิวและกระหายของตัวเขา มารดาผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นโลกทั้งใบของเขา ในตอนนี้เริ่มทำร้ายร่างกายเขาแล้ว
 
"— ทำไมเจ้าถึงเดินก้มหน้าก้มตาแบบนั้นเล่า ? เจ้าควรจะมองทางว่าเจ้ากำลังจะไปที่ใดหรือว่ามันจะมีอันตรายหรือไม่นะ รู้มั้ย"
 
ครั้งแรกที่เขาได้ยินเสียงใสกระจ่างและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวานั้น ราโทก้าไม่ได้คิดว่าเธอพูดกับเขา
 
เมื่อเขาออกมาจากบ้านตัวเอง เขาก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นเพียงวิญญาณสำหรับทุกคน แม้ว่าในเวลานั้น เขาต้องการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับใครสักคนมากกว่าอะไรทั้งนั้นก็ตามที
 
"— นี่ เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า ?"
 
ใครบางคนแตะที่ไหล่ของเขา และเขาก็ตื่น​ตระหนกพร้อมกับหันมองไปรอบ ๆ ราวกับว่าหัวใจของเขามันแทบจะหยุดเต้นไปทันทีทันใดนั้นแล้ว เด็กสาวคนนั้นสูงกว่าเขาเพียงเล็กน้อย และจ้องมองตรงมายังเขาด้วยนัยน์ตาสีฟ้าสาง
 
 
 
 
 
ราโทก้าลืมตาสีคล้ายกับเปลวเพลิงของเขาขึ้น
 
แสงแดดที่สาดมาจากหน้าต่างทำให้ราโทก้าตื่นจากการงีบหลับ เมื่อเขาเปิดตาขึ้นมาก็พบว่าห้องของเขาถูกระบายไปด้วยสีแดงแสดจากพระอาทิตย์แล้ว
 
.....เขาคงจะเผลอหลับไปหลังจากการฝึกประจำวันเสร็จ
 
เขาพยายามขจัดความง่วงงุนที่ทำให้แทบจะหลับต่อ เขารู้สึกว่าตัวเองเพิ่งจะมาถึงที่เตียงเท่านั้น แล้วก็คงจะผล็อยหลับไป ร่างกายในตอนนี้ดูเหมือนจะเบาโหวงขึ้นบ้างแล้ว ดังนั้นเขาจึงหันหลังให้กับพระอาทิตย์ที่กำลังตกดิน
 
ด้านนอกห้องของเขา จากทิศของโรงอาหาร เขาได้ยินเสียงสรวลเสของพวกทหารกำลังพูดคุยอย่างสนุกสนาน
 
ด้วยเสียงที่ดังทะลุกำแพงมาอย่างไม่ชัดเจน และเมื่อคิดถึงปฏิสัมพันธ์ของคนอื่นที่มีต่อเขา ราโทก้าก็กัดริมฝีปากของตัวเองอย่างผิดหวัง
 
เขารักรุ่งอรุณยามเช้า และเกลียดสนธยายามเย็น
 
บางทีมันคงจะเป็นเพราะว่าเขาต้องอยู่เพียงลำพัง ขณะที่ต้องทนฟังเสียงเฮฮาของผู้คนดังทะลุกำแพงมา เขาก็ระลึกถึงความทรงจำอันอ้างว้าง
 
เมื่อใดก็ตามที่เขากลับไปที่บ้าน บ้านที่แทบไม่เหลือเค้าความเป็นบ้านของแม่ที่วิกลจริตของเขา เขาก็มักจะมีอารมณ์ที่หลากหลายผสมปนเปราวกับโคลนตะกอนในใจ ขณะที่เขาเดินกลับบ้านอย่างเชื่องช้า เมื่อใดก็ตามที่ได้ยินเสียงเฮฮาของผู้คนในบ้านอื่น เพียงแค่สิ่งนั้นมันก็ทำให้จิตวิญญาณของราโทก้าแทบแหลกสลาย
 
ถึงแม้ว่าเขาจะพยายามเรียกมารดาของตน แต่นางก็ไม่เคยกระทั่งเหลือบมองเขาเลย ราโทก้ามักรู้สึกอิจฉาคนอื่น, โศกเศร้า และจิตใจก็ไร้เรี่ยวแรง
 
ใครสักคน ใครก็ได้ที่ยอมพูดคุยกับข้า, มองเห็นข้า และทำให้ข้ารู้สึกถึงการมีตัวตนอยู่ — นั่นคือสิ่งที่ราโทก้าปรารถนาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
 
และจากนั้น คน ๆ นั้นก็เข้ามาเติมเต็มความปรารถนาของเขา พูดคุยกับเขาถึงเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับขุนนาง ซิสเตอร์ฝึกหัดผู้มีนัยน์ตาสีดั่งท้องฟ้ารุ่งอรุณ ด้วยเหตุนั้นเอง จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมราโทก้าจึงเชื่อเธออย่างงมงาย
 
ราโทก้าถอนหายใจลึกด้วยพยายามที่จะปัดเป่าความเปลี่ยวเหงาและความทรงจำเก่า ๆ ออกไป และมองไปยังกำแพงที่ระบายด้วยแสงของพระอาทิตย์ตกดิน
 
ช่วงตะวันลาลับฟ้าในอาณาเขตคาลเดียเป็นเพียงชั่วเวลาสั้น ๆ สีแดงของแสงที่ย้อมทั่วทั้งห้องก่อนหน้านี้ก็เริ่มที่จะมืดลงและมืดลงทีละน้อย
 
แทนที่จะเป็นสีฟ้าครามยามอรุณรุ่งอย่างเด็กสาว สีในตอนนี้มันทำให้เขายิ่งระลึกถึงนัยน์ตาสีแดงฉานของบุตรีของลอร์ดประจำดินแดนคนก่อนที่สิ้นชีพไปแล้ว
 
ฉับพลันนั้น เขาก็ตั้งคำถามถึงสีนัยน์ตาของเขา แม้ว่าจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตัวเอง แต่ก็มีคนกล่าวว่าสีนัยน์ตาของเขานั้นก็มีสีแดงเถือกเฉกเช่นเดียวกันกับพวกเขาเหล่านั้นอย่างไม่มีผิดเพี้ยน



NEKOPOST.NET