NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.57 - นามเดียวกัน • บทที่ 1


T/N: มีการปรับชื่อตัวละครจาก "กันเธอร์" เป็น "กุนเธอร์"
 

 

Act 1, Part 4

—​

 
.....ราโทก้าได้กลิ่นของดอกไม้และเขาก็เปิดตาขึ้น
 
เขายังคงไม่คุ้นเคยกับสัมผัสของเสื้อผ้าที่สวมใส่ เขาคิดถึงกลิ่นที่คล้ายกันของกองฟาง จากนั้นก็เกลือกกลิ้งบนเตียงเล็กน้อยก่อนที่จะลุกขึ้น
 
มันไม่ได้เป็นเตียงไม้ตามปกติของเขา แต่ถูกปูด้วยผ้าที่นุ่มฟูซึ่งทำให้เขารู้สึกอึดอัด ก็นะ เขาลุกขึ้นมาเช้ากว่าปกติก็เพราะมัน นี่ก็อาจจะเป็นข้อดีเพียงสิ่งเดียวของมันก็ได้
 
เขาทอดถอนใจ มันมีดอกไม้ดอกหนึ่งที่วางไว้กับหมอนซึ่งทำให้ทั้งห้องของเขามีกลิ่นที่หอมหวาน
 
ห้องนี้คับแคบและทำด้วยผนังหินแข็ง เสียงกรนจากผู้คนในห้องที่ติดกันจึงดังก้องในห้องของเขาได้อย่างดี เขาผลักกระดานไม้ที่ปิดหน้าต่างออกและให้แสงแดดสาดเข้ามาข้างใน
 
มันเพิ่งจะเป็นเวลารุ่งสาง
 
ขณะที่พระจันทร์และพระอาทิตย์ผลัดเปลี่ยนหน้าที่กัน พระอาทิตย์แต้มแดงเพียงช่วงสั้น ๆ ในยามเช้านั่นเป็นช่วงเวลาที่งดงามที่สุดของวัน นั่นคือสิ่งที่เขาคิด
 
เขามักจะมองผืนนภาจนกระทั่งมันเปลี่ยนเป็นสีฟ้าทั้งหมด ความคิดของเขาที่ยังไม่สร่างจนกว่าจะถึงเวลานั้น ในที่สุดก็เริ่มทำงาน
 
เมื่อเขาระลึกถึงใบหน้าของผู้ที่สอนเขาถึงความงามของรุ่งอรุณ เขาก็รู้สึกเจ็บภายในอก เธอเป็นซิสเตอร์ฝึกหัดจากศาสนจักรที่มาเผยแพร่ศาสนา เขารู้จักเธอเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่กลับจดจำสีนัยน์ตาของเธอได้แจ่มชัดอย่างไม่รู้สาเหตุ ดั่งท้องฟ้าสีครามที่ใสกระจ่างอย่างถ่องแท้
 
มันเกือบจะเป็นเวลาที่จะต้องตื่นกันแล้ว ดังนั้นเขาจึงหันหลังให้หน้าต่าง ผละจากเตียง และออกไปตีแผ่นไม้เหล็กที่กลางค่ายทหาร เสียงเคาะดังลั่นยับยั้งเสียงกรนน่ารำคาญในที่สุด และได้ลากเหล่าทหารรับจ้างออกจากความฝันของพวกเขา
 
"เช้าแล้ว ลุกได้แล้ว !"
 
"....โอ๊ะ โอ้ 'รุณสวัสดิ์ ราโทก้า"
 
"พวกท่านทั้งหมดไม่จะตื่นเลยสักนิด ถ้าข้าไม่มาจัดการทุก ๆ เช้าหรืออย่างไรกัน......"
 
เขาอยู่ที่นี่ได้สองสัปดาห์แล้ว ใครคนหนึ่งจะต้องตื่นขึ้นแต่เช้าเพื่อปลุกทุกคนด้วยที่เคาะ แต่ตั้งแต่ที่เขามาที่นี่ ก็มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่คอยปลุกทุกคนให้ตื่นจากการหลับใหล
 
 
 
 
 
เช้านี้ก็เช่นกัน หลังจากพวกทหารผู้ใหญ่ซัดเขาล้มลง และหลังจากที่กลิ้งล้มมากว่าสิบครั้ง ราโทก้าก็ถึงขีดจำกัดทางกายของเขาแล้ว
 
แม้ว่านี่จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอด แต่เหล่าทหารมารยาททรามก็ยังคงจดจ่อและเยาะเย้ยหัวเราะเขาทุกครั้งที่ดาบของเขาหลุดออกจากมือ แม้ว่าจะเป็นความอัปยศ แต่บรรดาทหารก็ไม่มอบเวลาหายใจให้กับเขาด้วยการถากถางเขา
 
คำถากถางวันนี้ก็
 
"เฮ้ย เฮ้ย น่าสมเพชจริง ! กระทั่งซาร์ยังดีกว่านี้ตอนที่นางอายุห้าขวบเลยนะเว้ย !"
 
"ถ้าเจ้าแพ้กระทั่งเด็กผู้หญิงห้าขวบ เจ้ามันก็เหมาะสมที่จะไปเก็บเกี่ยวข้าวเท่านั้นแล้ว !"
 
"ก็นั่นไง ข้าถึงบอกว่า นายน้อยราโทก้าน่ะเป็น 'คุณหนู' นี่น้า !"
 
นั่นคือสิ่งถูกกล่าว
 
ราโทก้าถูกบังคับให้มาที่ค่ายทหารโดยท่านเอิร์ล และท่านเอิร์ลก็ได้บอกกับพวกทหารว่า "ให้ราโทก้าได้ฝึกแบบเดียวกันกับที่ท่านไวส์เคาน์เตสคาลเดียเคยทำ" ดังนั้นแน่นอนว่าพวกทหารจึงนำเขาไปเปรียบเทียบกับเด็กผู้หญิงคนนั้นในทุก ๆ เรื่อง และเมื่อราโทก้าทำได้ไม่ดีเท่ากับเธอ ทุกคนก็เรียกเขาว่า "คุณหนู"
 
ราโทก้ามีใบหน้าที่คล้ายกับเด็กผู้หญิง ดังนั้นการเรียกเขาว่า "คุณหนู" ก็มีแต่เพิ่มความอัปยศอดสูให้แก่เขา
 
"หุบปาก ! ข้าไม่ได้เป็นเหมือนกับไอ้ซาร์สารเลวนั่น นี่มันเป็นครั้งแรกที่ข้าได้เรียนการใช้ดาบหรอกเว้ย !!"
 
ราโทก้าโกรธเคืองจนตะโกนใส่พวกทหาร และพวกเขาก็เงียบเสียงลงสักพักหนึ่ง ในขณะที่ราโทก้ากำลังคิดว่าในที่สุดเขาก็ได้ความสงบแล้ว เหล่าทหารก็เริ่มหัวเราะดังลั่นกว่าเดิม
 
"ซาร์น่ะเรอะ ฮ่า ๆๆ นางไม่เคยกระทั่งจับดาบมาก่อนที่นางจะมาฝึกกับพวกข้าที่นี่ด้วยซ้ำ !"
 
คำโต้กลับนั้น กระทั่งราโทก้าก็ไม่สามารถหาคำตอกกลับไปได้ "ไปตายซะ !!" ทั้งหมดที่เขาทำได้ก็คือแช่งชักหักกระดูกทุกคน
 
"พวกขุนนางน่ะเริ่มเรียนดาบตั้งแต่เล็ก ๆ" นั่นคือสิ่งที่ซิสเตอร์ที่ได้มาอยู่ในหมู่บ้านซีริลเมื่อหลายปีก่อนบอกกับเขา
 
ตอนแรกเขาคิดว่าเขาจะสามารถรับมือและทนกับการฝึกดาบนี้ได้ แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถทนกับการถูกเย้ยหยันไปได้อีกแล้ว ตอนนี้เขาได้ค้นพบระดับทักษะของตัวเองและความทระนงตนของเขาก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ
 
ยิ่งไปกว่านั้​น​ เขาเกลียดบุคคลที่เขาถูกนำไปเปรียบเทียบด้วยเป็นที่สุด​ เด็กหญิงคนนั้นที่พวกเขาเรียกว่า "ซาร์" บุตรีของขุนนางที่ราโทก้าจงเกลียดจงชังยิ่งกว่าสิ่งใด — หรือกล่าวตรงไปตรงมาเลยก็คือ ลอร์ดผู้ครองแคว้นคนปัจจุบันนั่นเอง
 
เมื่อเห็นใบหน้าบิดเบี้ยวของราโทก้าอย่างที่เขาไม่สามารถที่จะควบคุมความโกรธและความผิดหวังของตัวเองได้แล้ว กระทั่งเหล่าทหารเองก็ยังตระหนักได้ว่าพวกเขาคงจะทำเกินไปและเลิกหัวเราะ เสียงขบขันที่น่ารำคาญได้หยุดลงในที่สุดและมันก็เงียบสงบ แต่ราโทก้าก็ยังคงโมโหเกินกว่าจะใส่ใจอะไรอีกแล้ว
 
"— ก็นะ อ่า ว่าไงดีล่ะ เจ้าไม่ควรจะชิงชังท่านลอร์ดของพวกข้ามากนักหรอกนะ"
 
ใครบางคนในหมู่ทหารพึมพำออกมา และทหารบางคนในนั้นก็พึมพำอย่างเห็นด้วย ก่อนที่มันจะแผ่กระจายออกไปและทำให้บรรยากาศเยียบเย็น
 
— เป็นบ้าอะไรกัน !!
 
ราโทก้ากำมือขวาแน่นและต่อยพื้นอย่างไม่พอใจ จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงที่เย็นชายิ่งกว่าเสียงใด ๆ ที่เขาเคยได้ยินมาก่อน
 
"ฟื้นตัวขึ้นมาเร็วดีนี่หว่า ไอ้เด็กเหลือขอ ถ้าเจ้ายังมีกำลังขนาดนั้น ทำไมไม่มาฝึกกับข้าอีกสักห้ายกกันล่ะ" 
 
ในเวลาเดียวกัน ดาบไม้ของราโทก้าที่กระเด็นไปจากมือของเขาก็ลอยมาและกระแทกเข้ากับท้องของเขา ทำให้เขาครวญครางออกมา
 
แม้ว่าเขาจะอายุเพียงแปดขวบ แต่ราโทก้าก็เหลือบมองไปยังกุนเธอร์อย่างบุ่มบ่าม ก่อนที่ฝ่าเท้าของกุนเธอร์ก็มาอยู่เหนือศีรษะของเขาที่ซึ่งล้มตัวลงกับพื้น กุนเธอร์จ้องมองราโทก้าด้วยแววตาเฉียบคมราวกับลูกศร
 
".......ขอโทษ"
 
แม้ว่าราโทก้าจะแค่นเสียงขอโทษแล้ว แต่สายตาของกุนเธอร์ก็ยังไม่เปลี่ยนไปสักนิดเดียว ในที่สุดกุนเธอร์ก็ยกขาของเขากลับไปเล็กน้อย ราโทก้ารีบดีดตัวขึ้นและป้องกันด้วยดาบของเขา
 
เขารู้สึกว่ากุนเธอร์อาจจะเตะเขา และเขาก็คิดถูกต้องแล้ว
 
ราโทก้าเกือบจะหลบเท้าของกุนเธอร์ไม่พ้นด้วยเพียงฉิวเฉียด และกุนเธอร์ก็ส่งเสียงจุ๊ปากอย่างไม่พึงพอใจ
 
"มา เลิกขี้เกียจได้แล้วว้อย !"
 
"ฮะ อาจารย์กุนเธอร์ !"
 
ราโทก้าพยักหน้า และกุนเธอร์ก็เริ่มโจมตีเขาอีกครั้ง
 
.......การโจมตีเกิดขึ้นเพียงแค่สองครั้ง ก่อนที่ราโทก้าจะล้มลงกับพื้นอีกครา
 
 
 
 
 
ในช่วงบ่าย เขาจะต้องออกไปหาอาหารสำหรับมื้ออาหารค่ำของเขาเอง มันเป็นกฎของกองกำลังดินแดนแห่งนี้
 
ความแข็งแรงทางกายภาพของเขามันผลักดันมาถึงจุดที่เขาแทบจะสำรอกออกมา และมันก็เป็นที่แน่นอนว่ามันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลยสำหรับเขาที่จะออกไปล่าอะไรก็ตามด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนล้าถึงเพียงนี้ อย่างน้อยนั่นก็คือสิ่งที่ราโทก้าคิด
 
ความรู้สึกหิวกระหายเป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยอยู่แล้ว เขาบอกกับตัวเองแบบนั้นราวกับจะต่อต้านมัน ราโทก้าจึงไม่เคยออกไปหาอาหารสำหรับมื้อค่ำของตัวเองเลย
 
แทนที่จะทำแบบนั้น—
 
"อ๊ะ วันนี้ท่านก็มาด้วยเหรอคะ ?"
 
แม้จะยังกังวลว่าคนอื่นจะคิดอย่างไรกับเขา..... เขาก็ยังคงลากสังขารของตัวเองมาหลบในร่มเงา ขณะที่เหลือบมองไปยังคฤหาสน์ของเอลิซ่า สัญลักษณ์ของลอร์ดแห่งดินแดนคนปัจจุบันที่เขาชิงชังที่สุด จากนั้นในส่วนหนึ่งของสวนที่จัดแต่งอย่างซับซ้อน เขาก็ได้ยินเสียงอ่อนโยนดังมาจากข้างบน
 
"ท่านเอลิเซ่ !"
 
เมื่อราโทก้ามองขึ้นไป เขาก็เห็นเด็กหญิงสบตากับเขา เธอเกาะบนขอบหน้าต่างของเธอด้วยข้อศอกจากห้องของเธอที่อยู่บนชั้นสอง เธอมองอย่างสดใสที่ได้พบเขาและหัวเราะอย่างมีความสุขและงดงาม
 
"ฮิฮิฮิ...... ตลกจัง ท่านเองก็เป็น 'ท่านเอลิเซ่' เหมือนกันไม่ใช่เหรอคะ ?"
 
แม้ว่าเขายังคงรู้สึกขื่นขมที่ถูกเรียกแบบนั้น แต่เขากลืนความรู้สึกนั้นลงไปและยิ้มกลับให้กับเด็กหญิง สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับราโทก้าคือการที่เอลิเซ่ดูแข็งแรงและมีกำลังอีกครั้งในวันนี้ ทำให้เขามีความสุขขึ้นมา
 
"ท่านเอลิเซ่คะ วันนี้เราคุยเรื่องอะไรกันดีคะ ?"
 
"อะไรก็ได้ .......แต่ว่าท่านเอลิเซ่ ข้า..... เวลาที่ท่านเรียกข้า ท่านไม่ต้องเรียก 'ท่าน' ก็ได้"
 
ราโทก้าตะกุกตะกักเล็กน้อย และในที่สุดก็เปล่งเสียงความปรารถนาของเขาออกไปเบา ๆ แม้ว่าเขาจะมาที่นี่และกล่าวเช่นนี้ทุกครั้ง แต่เอลิเซ่ก็มักจะยิ้มรื่นเริงและตอบ "ขอโทษค่ะ" แต่เธอไม่เคยพยักหน้าและยอมรับคำขอของเขาสักครั้งเดียว
 
อันที่จริงแล้ว ความปรารถนาที่แท้จริงของเขาคือการที่ให้เอลิเซ่ได้เรียกเขาด้วยชื่อจริง ๆ ของเขา "ราโทก้า" แต่ว่ามันถูกต้องห้ามอย่างเด็ดขาด​ไม่ให้​บอกเอลิเซ่ถึงชื่อที่แท้จริงของเขาเอง
 
นั่นเป็นเหตุผลที่อย่างน้อยเขาก็คาดหวังให้เอลิเซ่ได้เรียกเขาอย่างสนิทสนมกว่านี้
 
การพูดคุยกับเด็กหญิงขุนนาง เขาหวาดกลัวเกินกว่าจะถามเธอถึงเรื่องที่นอกเหนือไปจากนี้ — และเขาก็สับสน เพราะว่าเอลิเซ่ไม่ได้เป็นอย่างภาพของ "ขุนนาง" ที่เขาวาดไว้ว่าควรจะเป็นเลย
 
เขาเชื่อมาตลอดว่าขุนนางทั้งหยิ่งยโสและไม่สนใจปุถุชนแม้แต่น้อย ไม่รู้จักสิ่งใดนอกเหนือไปจากความฟู่ฟ่าและการพูดคุยไร้สาระ แม้ว่านั่นจะเป็นเพียงสิ่งที่ซิสเตอร์ฝึกหัดเล่าให้เขาฟังก็ตาม แต่เขาก็ไม่เคยได้ยินอะไรนอกเหนือจากนี้เกี่ยวกับขุนนางอีก รวมถึงเขาไม่ต้องการที่จะได้ยินอีกด้วย
 
โชคร้ายที่อดีตลอร์ดของดินแดนแห่งนี้เลวร้ายยิ่งกว่าบรรดาขุนนางที่เธอเล่าให้เขาฟังเสียอีก นั่นคือสิ่งที่เขาคิด
 
อย่างไรก็ตาม กับเอลิเซ่ที่มักจะยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยนแล้ว เขากลับไม่คิดว่าเธอเป็นขุนนางเสียด้วยซ้ำ
 
เขารู้สึกว่าตัวเองเทิดทูนเอลิเซ่ เชื่อว่าเธอคือสิ่งพิเศษที่แตกต่าง และราโทก้าก็มองเธอราวว่าเป็นเทพยดา​
 
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างขุนนางในความคิด​ของเขา มันก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกระแคะระคาย ทุก ๆ วันเมื่อเขากลับไปยังค่ายทหาร เขาจะต้องได้ยินชื่อของเธออีกครั้งและอีกครั้ง ชื่อที่เขาตราหน้าไว้บนทุกความชั่วร้ายเกี่ยวกับขุนนาง — เด็กหญิงที่พวกทหารมักเรียกเธอว่า ซาร์ - เอลิซ่า เขาเกลียดทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับเธอ ไอ้บุตรีแห่งคาลเดียสารเลวผู้นั้น
 
คำว่า "ซาร์" นั่นหมายถึงอะไรกัน ราโทก้าถามพวกทหารเมื่อเช้านี้
 
ซาร์ เป็นสมญาในภาษาโบราณของภูมิภาคยุกก์เฟน่า ตั้งแต่ก่อนที่เซ็นต์อะฮาร์จะสถาปนาราชอาณาจักรอาร์เซียเมื่อหนึ่งพันปีที่แล้ว เขาเล่าถึงตำนานพื้นบ้านเรื่องราวของราชันแห่งบูรพา ผู้ปกครองทั่วทั้งผืนดินยุกก์เฟน่า
 
นั่นแหละคือ "ซาร์" [1]
 
เบื้องหลังรอยยิ้มที่มอบให้เอลิเซ่ ราโทก้าก็ถ่มน้ำลายแด่เอลิซ่า
 
 

[1] ซาร์ (ツァーリ) เป็นชื่อเรียกตำแหน่งผู้ปกครองสูงสุดของชาติพันธุ์สลาฟ ซึ่งรวมถึงพระเจ้าแผ่นดินแห่งอาณาจักรซาร์รัสเซียและจักรวรรดิรัสเซีย (แต่ในโลกนี้ไม่มีรัสเซียหรอกนะ...) [wiki]



NEKOPOST.NET