[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 51 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.51 - 51 การพิทักษ์ป้อมปราการยุกก์เฟน่า • บทที่ 9


เสียงของฉันไม่ดังหลุดออกมา ท้ายที่สุดมันก็อาจจะโชคดีแล้วที่ฉันหุบปากเสียสนิท
 
ใครบางคนคว้าท้องของฉันไว้ และมันก็รู้สึกราวกับว่าเครื่องในของฉันแทบจะหลุดออกมา วิสัยทัศน์ของฉันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและเจ็บปวด
 
สิ่งแรกที่ฉันมองเห็นคือผืนดินที่เลื่อนผ่านหน้า จากนั้นฉันก็รับรู้ถึงเงาดำที่สะท้อนบนพื้น มันเป็นรูปร่างของหมาป่ามังกรทะยานในอากาศ
 
"— เจ้าเป็นอะไรมั้ย ?"
 
ถัดไปจากฉัน ฉันได้ยินเสียงที่คุ้นเคย มันแตกต่างไปครั้งก่อนและฉันก็สูดลมหายใจได้อีกครั้ง ที่จริงเขาไม่ควรจะอยู่ที่นี่ — ยิ่งไปกว่านั้น มันก็เป็นฉันเองที่ส่งเขาไป — แล้วทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ในเวลานี้กันล่ะ ? ขอบตาของฉันร้อนผ่าว และรู้สึกโล่งใจอย่างไม่อาจห้ามได้เมื่อได้ยินเสียงของเขา
 
อย่างไรก็ตาม ความหวาดระแวงก็เข้ามาต่อต้านความโล่งอกนั้น ใบหน้าของฉันแข็งทื่อ และเสียงที่ออกไปจากปากของฉันก็เยือกเย็นอย่างน้ำแข็ง
 
".....เจ้าไม่เชื่อฟังคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย เจ้าละเลยหน้าที่ของเจ้าโดยไม่ได้รับอนุญาต"
 
แม้ว่านั่นจะไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการจะกล่าว แต่กระนั้นมสิ่งที่ฉันต้องการจะเอ่ยออกไปมันติดค้างในลำคอและไม่หลุดพ้นออกมาเลย
 
"จริง ๆ เล้ย ซาร์ไม่น่ารักเลยสักนิด"
 
เขายกตัวฉันขึ้นบนหลังราชีออคด้วยรอยยิ้มขื่นอย่างอ่อนโยน เมื่อได้เห็นท่าทางของเขาแล้ว หน้าอกของฉันมันก็บีบคั้นตัวเองอย่างปวดร้าว
 
— คามิล ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่
 
"เป็นอะไรมั้ยคะ ท่านเออร์บิเทีย !!"
 
ที่เหนือหัวฉัน ฉันได้ยินอีกเสียงหนึ่งที่คุ้นเคยดังมาจากดราโกนิสปีกสีแดงที่บินวนและกระพือปีกไปมาในอากาศ ปีกของมันมีโทนสีที่แตกต่างไปจากปีกสีแดงอมม่วงของราชีออค แต่มันก็สวยงามและเป็นประกายภายใต้แสงอาทิตย์เช่นเดียวกัน นี่บางทีคงจะเป็นหนึ่งในพี่น้องของราชีออค
 
"ท่านคลอเดีย ?"
 
ที่ด้านบนของดราโกนิสตัวนั้น ฉันมองเห็นคลอเดียในภาพอันจับสายตาและเรือนผมสีบลอนด์ของเธอก็สยายโต้กับสายลม บางทีคงจะเป็นเพราะว่าพวกเราไม่ได้เจอกันมาสักพักหนึ่ง เธอจึงเรียกชื่อฉันผิดอีกแล้ว เออร์บิเทียนั่นมันใครกันน่ะฮึ ?
 
ทำไมทั้งคู่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ ? ขณะที่ฉันขมวดคิ้วด้วยความงุนงง ก็สังเกตเห็นใครอีกคนหนึ่งข้างหลังคลอเดีย
 
"......นั่นใครน่ะ ?"
 
ฉันคิดว่าใบหน้านั้นดูคุ้นตา เขาเป็นชายหนุ่มในวัยแรกรุ่น ความงดงามของเขา, ความองอาจที่เข้มงวดปรากฏออกมาเล็กน้อย และเสื้อคลุมของเขาที่กระพือไปตามสายลม เป็นของอัศวินแห่งป้อมปราการยุกก์เฟน่าอย่างไม่ต้องสงสัย​
 
สีหน้าเข้มงวดของเขาทำให้ฉันนึกถึงท่านเอิร์ลเทเรเซียขึ้นมา ฉันรู้สึกราวกับเห็นภาพเดจาวูอย่างงั้นล่ะ
 
"ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง !"
 
นั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เขาพูด และดราโกนิสปีกแดงก็สะบัดปีกของมันและทะยานขึ้นผืนนภา บางทีพวกเขาคงจะได้ตัดสินใจวางกลยุทธอะไรบางอย่างไว้แล้ว คามิลและราชีออคก็ทะยานตามไปเช่นกัน เมื่ออยู่ข้าง ๆ กับพวกเขา ฉันก็ได้ยินเสียงขยับปีกพรี่บพรั่บของราชีออค
 
หมาป่ามังกรทั้งสองพุ่งพรวดขึ้นไปบนยอดของป้อมปราการยุกก์เฟน่า ทั้งสองฟากฝั่งที่กำลังเข่นฆ่าฟาดฟันกันอุตลุดต่างมองดูว่าเกิดอะไรขึ้น
 
คลอเดียยืนอยู่บนดราโกนิสสีแดงพร้อมกับหอกคู่ใจไว้ในมือข้างหนึ่งและธนูพร้อมคันศรในมืออีกข้างโดยที่ไม่โอนเอนสักนิด ฉันประหลาดใจว่าทักษะการทรงตัวของคลอเดียนั้นดีเลิศขนาดไหนกันนะ
 
เธอยังคงยิ้มอย่างพึงพอใจ ความเบิกบานในสถานการณ์เช่นนี้ของหล่อนมันช่างบริสุทธิ์เสียจนทำให้รู้สึกสะท้าน​ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ฉันคิดถึงรอยยิ้มอันน่าสะพรึงของพ่อตัวเอง คงจะเป็นเพราะว่าอารมณ์ที่พวกเขาแสดงออกมามันมีความแตกต่างกัน
 
จากนั้น โดยปราศจากความลังเล — คลอเดียก็กระโดดลงจากหลังของดราโกนิส พร้อมกับอาวุธในมือของเธอ หล่อนแล่นลงอย่างสง่างามท่ามกลางการต่อสู้ที่กำลังตะลุมบอน
 
ด้วยเสียงที่ดังลั่นเพราะการกระโจนลงมาของคลอเดีย ความเงียบงันก็แผ่ซ่านออกไปทั่วป้อมปราการยุกก์เฟน่าชั่วขณะหนึ่ง จากจุดที่เธอกระโดดลงไปนั้นยังค่อนข้างสูง ฉันสงสัยว่าเธอทำยังไงไม่ให้ตัวเองบาดเจ็บกันนะ ไม่ว่าฉันจะดูอย่างไร ก็รู้สึกว่าเธอน่าจะได้แรงกระทบกระเทือนบ้างซิ
 
ฉันข้องใจว่าแม่​คนนี้จะแหกกฏสามัญสำนักไปถึงไหนกันนะ คลอเดียที่ดูแปลกแยกออกไปจากที่นี่และเหนือธรรมชาติเกินไปแล้ว การปรากฏตัวของเธอนั้นทำให้ความตึงเครียดในสนามรบถึงกับลดฮวบ
 
คลอเดียหายใจเข้าลึก และประกาศตัวเสียงดังลั่น
 
"ข้ามีนามว่า คลอเดีย โรเลนท์เซอร์ ! ตัวข้าได้ติดหนี้บุญคุณอันล้นเหลือต่อท่านไวส์เคาน์เตสคาลเดีย ดังนั้นสำหรับสงครามครั้งนี้ ข้ามาที่นี่เพื่อที่จะช่วยเหลือป้อมอัศวินแห่งปราการยุกก์เฟน่า !!"
 
แก้วหูของฉันสั่นสะเทือนจากเสียงที่ดังกึกก้องของเธอ สำหรับทหารและอัศวินที่ยืนอยู่ใกล้คลอเดีย ทั้งข้าศึกและพวกเดียวกันต่างก็เอามือปิดหูตัวเองแน่น
 
แทนที่จะเป็นโลกของเกมจีบหนุ่ม เจ้าน่าจะเหมาะกับ​การ์ตูนโชเน็นมากกว่านะ
 
"ท่านกันเธอร์ !"
 
เป็นอีกครั้งที่คลอเดียตะโกนเสียงของเธอดังสนั่น และเธอก็โยนคันศรและธนูให้กับกันเธอร์ที่ถูกห้อมล้อมด้วยทหารของข้าศึกที่ไขว้เขวนิ่งงันไปด้วยการปรากฏตัวของเธอ กันเธอร์ที่ไวกว่าก็กลับคืนสภาวะปกติ ขณะที่พวกเขากำลังรีบหยิบดาบที่ร่วงหล่นของตน กันเธอร์ก็รับคันศรและลูกศรไว้แล้ว
 
......ดาบร่วงหล่นใส่เท้าของศัตรู
 
"— อั่กก !?"
 
เมื่อศัตรูตระหนักได้ว่าเกิดอะไรขึ้น กันเธอร์ก็ยิงศรแรกของเขาออกไป ทหารข้าศึกที่ถูกยิงที่หว่างตาของเขาและดาบก็ร่วงหล่นใส่เท้าตัวเอง
 
"คน ๆ นั้น ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นที่หนึ่งทั้งในด้านดาบและหอกของกองทัพ แต่ว่าอาวุธที่ดีที่สุดของเขาคือธนูล่ะ"
 
ในขณะที่ฉันกำลังประมวลความคิดว่าเกิดอะไรขึ้น และมองไปข้างหน้าอย่างว่างเปล่า ฉันก็ได้ยินเสียงนุ่มของคามิลพูดอยู่ข้างฉัน
 
เหล่าทหารข้าศึกถูกตัดผ่าเป็นแนวด้วยคมหอกของคลอเดีย น่าประหลาดใจนักล่ะว่าแขนที่บอบบางของเธอมีกำลังเพียงพอในการวาดอาวุธพรรค์นั้นได้อย่างไรกัน มันราวกับว่าหอกของหล่อนกำลังร่ายรำและกระทั่งใช้ด้ามหอกกระแทกเข้าลิ้นปี่ของคู่ต่อสู้ที่อยู่ข้างหลังจนล้มลง เธอใช้ประโยชน์จากน้ำหนักของหอกโลหะและทำให้มันดูราวกับน้ำหนักไม่ใช่ปัญหาแม้แต่น้อยและปัดเป่าศัตรูออกไปทั้งหมด
 
แก้มของฉันกระตุกเมื่อได้เห็นด้วยตาตัวเองถึงความไม่สามารถหยุดยั้งได้เลยของเธอ
 
ในตอนนั้นเอง ฉันรู้สึกว่าคามิลรวบท้องของฉันไว้ด้วยมือเดียว ราชีออคก็ร่อนลงเบื้องล่าง
 
ด้วยเสียงคำรามของราชีออคทำให้ศัตรูทั้งหมดในบริเวณที่เราแล่นลงบนยอดของหอคอยที่เชื่อมต่อกับอาคารขุนนางและอาคารอัศวินนั้นแตกฮือ
 
"โดด !"
 
ฉับพลันนั้น ทันทีที่เขาพูดจบ คามิลก็กระโจนตัวออกจากราชีออคในขณะที่จับตัวฉันไว้มั่น ฉันรู้สึกถึงแรงปะทะและลมหายใจของฉันก็ถูกตีกลับ
 
"เรียบร้อย !"
 
พวกเราดิ่งลงพื้นถัดจากพวกอัศวินที่แทบจะเผลอปล่อยการคุ้มกันท่านเอิร์ลไอน์สบาร์คและวีกราฟที่ยังไม่ได้สติ คามิลนำพาฉันไปหาพวกเขาในขณะที่ยังคงแบกฉันไว้อยู่
 
"นั่น นั่นคลอเดียกับราชีออค !"
 
"ไม่เป็นไร ถึงแม้ว่าพวกศัตรูจะก่อความรำคาญ แต่ด้วย​จำนวน​ของพวกเขาในระดับนั้นแล้ว พวกเราก็จะไร้พ่ายอย่างแน่นอน"
 
แม้ว่าพวกทหารจะทักทายพวกเราอย่างตื่นเต้น และคามิลตอบกลับพวกเขาอย่างใจเย็น แต่กระนั้น ในหัวของฉันกลับระลึกถึงภาพของโดมินิคและทหารคนอื่น ๆ จากกองกำลังของฉันที่เสียชีวิตลง
 
คามิลบอกเพียงว่า "พวกเราจะไร้พ่าย" เขาไม่ได้บอกว่า "ไม่มีใครตาย"
 
ถึงอย่างไรที่นี่ก็คือ — สงคราม มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ในการสู้รบบรรดาทหารต่างก็ตระหนักอยู่แล้วว่าพวกเขาอาจจะตายได้ทุกเมื่อ และมันก็ไม่ใช่ว่าฉันนำทัพพวกเขามาตลอดโดยไม่เคยคำนึงถึงเรื่องนี้
 
ฉันกลืนน้ำลายตัวเองอีกครั้ง และในที่สุดความคิดของฉันก็กระจ่างแจ้ง
 
แทนที่จะปรารถนาให้ทุกคนมีชีวิตอยู่ ฉันควรจะปรารถนาถึงชัยชนะ มีเพียงการเผด็จศึกเท่านั้นจึงจะมอบความหมายให้กับการเสียสละของพวกเขาเหล่านั้นได้
 
เพราะฉันรู้เรื่องนี้ ดังนั้นฉันจึงอยู่ที่นี่
 
นั่นเป็นเหตุผล เพื่อที่จะเชื่อมโยงตัวฉันกับความรู้สึกของพวกเขา ฉันจึงต้องมีชีวิตรอด อย่างน้อยที่สุดฉันก็ไม่อนุญาตให้ตัวเองถูกฆ่าตายจากการล้างแค้น เพียงเพราะว่าฉันลดการป้องกันตัวเอง
 
ฉันรู้สึกได้ความเยือกเย็นที่ฟื้นขึ้นในกายฉัน และมันก็ช่วยให้ร่างกายของฉันฟื้นคืนพลังงานกลับมา ฉันพยายามสลัดแขนของคามิลที่รวบตัวฉันไว้
 
"— ซาร์ ?"
 
"ข้าวิ่งด้วยตัวเองได้"
 
เมื่อเขาปล่อยแขนออกจากตัวฉันอย่างงุนงง ฉันก็รีบกระโจนออก แม้แต่คามิลเองก็คงจะต้องพยายามฆ่าฉันในสักวันหนึ่ง — ถ้าหากว่าเขาได้รับรู้ถึงบาปของฉัน
 
อย่างเช่น ถ้าเขาสะบั้นดาบใส่ฉันเลยในตอนนี้ มันจะถูกชี้แจงไปว่า "ตายในสนามรบ" หากคามิลต้องการจะฆ่าฉันโดยไม่อยาก​รู้​สึ​กผิด สงครามนี้มันก็จะเป็นโอกาสทองของเขาแล้ว
 
— คามิล ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่
 
เป็นอีกครั้ง ที่ฉันถามคำถามนั้นในความคิดของตัวเอง และในอกราวกับถูกทิ่มแทงจนปวดร้าว



NEKOPOST.NET