[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 43 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.43 - 43 การพิทักษ์ป้อมปราการยุกก์เฟน่า • บทที่ 1


เหล่าทหารตั้งแถวดาหน้ากำแพงปราการอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางความรู้สึกกดดัน ฉันจ้องมองแผนที่ของเขตแดนรอบ ๆ ที่อยู่ในมือ
 
หน้าที่ที่กองกำลังคาลเดียได้รับมอบหมาย คือการป้องกันรูปขบวนที่ปีกซ้าย และนำทางชนเผ่าชิรูกลับมายังป้อมอย่างปลอดภัยก่อนที่ผู้ไล่ล่าของพวกเขาจะตามมาถึงตัว
 
กระบวนทัพปีกซ้ายประกอบด้วย กองพลหอกทหารราบ รูปขบวนแน่นหนาที่รับผิดชอบในการโจมตีสกัดกั้นให้กับเราและชนเผ่าชิรู นอกจากนั้นทหารม้าหน่วยหนึ่งจะมุ่งไปทางตะวันออกข้ามผ่านเทือกเขาเอม็อนนอร์ตรงไปยังที่ราบสูงแบนดิเชีย เพื่อช่วยเหลือและชักนำชนเผ่าชิรูออกมา
 
การดำรงอยู่ของพวกเขาได้ถูกรวมเป็นหนึ่งในผู้อพยพที่พวกเรายอมรับ ด้วยเหตุนั้นพวกเราจึงจำเป็นต้องช่วยเหลือพวกเขาไว้
 
เหล่าผู้อพยพที่อยู่ในป้อมเวลานี้ล้วนเป็นเหล่าเกษตรกร และพวกเขาก็มีสามัญสำนึกในเรื่องการปกครองที่คล้ายคลึงกับอัร์คเซีย
 
พวกเขาคือ "สาวกแห่งศาสนาเซีย" ถ้าเราสามารถช่วยเหลือผู้นำของพวกเขา ซึ่งก็คือชนเผ่าชิรูนำพามาได้อย่างปลอดภัย ผู้อพยพที่จะได้รับการยอมรับหลังจากนี้ก็อาจจะกลายเป็นผลลบต่อเดนเซลซึ่งหมายถึงสหภาพรินดาร์ล ทางสภาขุนนางได้อนุมัติว่าราชอาณาจักรอัร์คเซีย ในฐานะที่เป็นผู้พิทักษ์แห่งเซีย จะต้องปกป้องเหล่าผู้ศรัทธาในศาสนาจากการถูกข่มเหงจากชาติอื่นไว้
 
เพราะว่าเขารู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี นั่นเป็นเหตุที่ท่านเอิร์ลไอน์สบาร์คออกคำสั่งให้เคลื่อน​ทัพ
 
ฉันไม่คิดว่าเดนเซลจะอ่านออกว่าพวกเราจะปกป้องและช่วยเหลือชนเผ่าชิรูจริง ๆ แต่เมื่อตัดสินจากอัตราศึกของพวกเขาแล้ว​ ก็บอกได้เพียงว่ามันไม่มีทางเลยที่พวกเขาจะเตรียมการกองทัพจำนวนมากขนาดนั้นเพียงเพื่อที่จะไล่ล่าชนเผ่าเร่ร่อน มันเป็นที่กระจ่างนับตั้งแต่ที่ไม่มีทางเลยที่พวกเขาจะต้องใช้อาวุธยุทธปราการในการสู้กับชนเผ่าชิรู ในเมื่อชนเผ่าชิรูนั้นก็อยู่เพียงแค่เบื้องหน้าในกำมือของพวกเขาไว้แล้ว
 
"นายท่าน เอ้า ดาบของท่าน"
 
ฉันไม่ได้รู้สึกเลยว่ามีใครบางคนอยู่ข้างฉัน เมื่อฉันเงยหน้าขึ้นมองไปตามเสียงที่เรียกฉันเบา ๆ ก็พบกับกุนเธอร์ถือดาบสั้นของฉัน
 
".......โอ๊ะ โอ้ ขอโทษที กุนเธอร์"
 
ฉันรีบรับดาบจากเขา พับแผนที่ในลงถุงย่ามเล็ก ๆ ที่เอว สวมปลอกดาบสั้นก่อนจะติดมันไว้กับเข็มขัด เพราะว่าตั้งแต่ที่ฉันได้เตรียมง้าวมาไว้ข้างกายแล้ว ฉันเลยลืมพกพาดาบไปด้วย ฉันคงจะตื่นตระหนกเกินไปล่ะนะ
 
แม้ว่าการปฏิบัติการทางทหารจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่หน้าที่ที่กองกำลังของคาลเดียได้รับก็ไม่ได้เน้นที่การสู้รบ แต่ถึงอย่างไรสถานการณ์ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาในสมรภูมิ และไม่ว่าจะเป็นการป้องกันตัวเองหรือการบัญชาการกองทัพ ฉันก็จำเป็นต้องใช้ดาบในการสั่งการทั้งนั้น ฉันต้องขึ้นม้าและเริ่มนำกองทัพของฉันด้วยดาบเมื่อพวกเราเคลื่อนขบวน
 
"เฮ้ นี่ท่านอยู่ในชุดออกศึกสำหรับขุนนางนี่ พอนายท่านสวมแล้วมันก็พอไหวเหมือนกันนะเนี่ย"
 
"นั่นเจ้าจะเยาะเย้ยข้าล่ะซิ"
 
"ฮ่า ข้าคิดว่ามันก็ดูดีสำหรับนายท่านแล้วหรอกน่า"
 
กุนเธอร์ที่ทำตัวสนิทสนมและล้อเลียนฉันมากยิ่งกว่าปกติ และฉันก็ตระหนักได้ด้วยตัวเองและรู้สึกถึงท่าทีที่ตัวเองได้แสดงออกไปก่อนหน้านี้
 
........ตอนนี้ฉันยืนอยู่ในสนามรบแล้ว
 
เมื่อคิดได้แบบนั้น หัวใจของฉันที่สงบจนถึงขณะนี้ก็เริ่มเต้นระรัว เพื่อที่จะทำให้มันเต้นช้าลง ฉันจึงสูดหายใจเข้าลึก
 
"ขอโทษที กุนเธอร์"
 
".......เรื่องอะไร ถ้าหมายถึงดาบล่ะก็ ข้าได้ยินแล้ว"
 
นี่คือศึกแรกในการบัญชาการกองทัพของฉัน เพราะว่าฉันเป็นผู้นำของพวกเขา ฉันไม่สามารถอนุญาตให้ตัวเองแข็งทื่อและเครียดขึ้นสมองได้ ฉันต้องขอบคุณกุนเธอร์ที่ได้ล้ำเส้นเข้ามาด้วยคำพูดที่ไม่หวาดหวั่นของเขา มันเป็นเรื่องที่ดีสำหรับการผ่อนคลายความตึงเครียดและคิดเพียงว่าฉันกำลังจะเข้าสู่สงครามแล้วเท่านั้น
 
ฉันมองแผ่นหลังของกุนเธอร์ที่จากไปและกลับเข้าไปนำขบวนกองทหาร เขาเป็นพวกที่ไม่โอ๋หรือโอนอ่อนต่อฉันเลยสักนิด........ แต่ว่าสำหรับลอร์ดที่เป็นเพียงแค่เด็กน้อยในสงคราม นั่นมันก็คงจะเป็นสิ่งที่จำเป็นแล้วล่ะ
 
เวลาเดียวกัน ฉันก็ได้ยินเสียงออกคำสั่ง "จัดแถว !" และพวกทหารจากป้อมปราการยุกก์เฟน่าที่สวมเกราะเหล็กออกศึก​ของพวกเขาก็ส่งเสียงดังเคร้งคร้าง และจัดแถวยืนกันอย่างเป็นระเบียบ
 
"พร้อมกันแล้วใช่มั้ย ?"
 
โวลมาร์ที่อยู่ด้านหน้าสุดของกองทหาร มองไปยังทุกคนรอบ ๆ ขณะที่เขาตะเบ็งเสียง แม้ว่าเสียงจะไม่ได้ดังมากนัก แต่มันก็ทำหน้าที่ได้ดีเหมือนกับเสียงของท่านเอิร์ลไอน์บาร์ค ผู้เป็นบิดาของเขา
 
เหล่าทหารและอัศวินส่งเสียงทำความเคารพตอบรับ
 
เขาให้ข้อมูลคร่าว ๆ ที่ฉันรู้แล้วให้กับกองทหาร เรื่องที่กองทัพของเดนเซลอยู่ถัดหน้าประตูถัดไปของพวกเรา และการเตรียมการสู้รบโดยมีเป้าหมายคือการปกป้องชนเผ่าชิรู เมื่อพวกทหารตอบรับอีกครั้ง โวลมาร์ก็ก้าวถอยไปข้างหลังและวีกราฟก็ขยับตัวมายืนแทนที่เขา
 
"ทหารราบและทหารม้าให้จัดตั้งกำลัง​ข้างนอกกำแพงปราสาท ทัพส่วนกลางจะประกอบไปด้วยกองทหารม้าที่ 1 และ 4 รวมถึงหมู่อีกอร์  ปีกขวาเป็นกองทหารม้าที่ 2 และหน่วยเลฟสกี้ ที่ปีกซ้ายจะมีหมู่แฟรงค์และกองทัพอาณาเขตคาลเดีย ทหารพลธนูทั้งหมดให้เตรียมการที่กำแพงปราสาท หน่วยเอเวอรินรับหน้าที่พิทักษ์ป้อมปราการ ส่วนกองทหารม้าที่ 3 รับคำสั่งแยกตัวออกไปจากปราสาทแล้ว"
 
กองทหารม้าที่ 3 ที่เขากล่าวคงจะหมายถึงหน่วยที่ทำหน้าที่ชักนำชนเผ่าชิรู ถ้าไม่นับรวมพลธนูและหน่วยเอเวอรินที่พวกเราปล่อยให้ทำหน้าที่ป้องกันป้อมปราการ อัตราศึกของพวกเราก็มีประมาณ 450 กำลังพล ในขณะที่มีช่องว่างความแตกต่างอย่างมาก​กับข้าศึกจำนวน​ 700 กำลังพล มันเสียเปรียบมากเสียจนพวกเราจะไม่มีทางชนะกองทัพของเดนเซลได้เลย
 
"ฟังให้ดี เป้าหมายหลักของพวกเราคือการคุ้มกันชนเผ่าชิรูจนถึงที่สุด ไม่ใช่การรบราหรือทำให้เดนเซลถอยทัพ"
 
แผนการโดยรวมคือการส่งขบวนกองทัพเข้าใกล้ค่ายของกองทัพเดนเซลเพื่อสร้างสถานการณ์คุกคามและแสดงท่าทีของกองทัพอย่างชัดเจน​ แต่หากว่าการสู้รบไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ กลยุทธ์หลัก ๆ เลยก็คือการทำลายอาวุธทำลายป้อมของพวกเขาทิ้งซะ
 
กองทหารม้าที่ 3 ที่รับผิดชอบในการไปชักนำชนเผ่าชิรูมา และเมื่อถึงเวลานั้นกองกำลังของคาลเดียจะกลายเป็นกลุ่ม​ที่ปลีกตัวออกมาคุ้มกันชนเผ่า และเหล่าอัศวินพร้อมกับทหารทุกกองจะถอนกำลังและปัดป้องการต่อสู้ทันที เมื่อได้รับการประสานงานแล้ว
 
"การถอยทัพอาจเป็นกลยุทธ์ที่ยาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ อย่าหันหลังให้แก่ข้าศึกและจงทำให้มั่นใจว่ากระบวนทัพเราไม่แตก"
 
วีกราฟ ในฐานะของนักวางกลยุทธ์ได้ชี้แจงยุทธศาสตร์การรบด้วยตัวเอง ฉันรู้สึกราวกับสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่หยุดนิ่งของพวกทหารเลยล่ะ
 
— คิดดูแล้ว กองทหารของเดนเซลไม่เคยเข้าใกล้ป้อมปราการยุกก์เฟน่าเลยนับตั้งแต่การสู้รบเมื่อ 17 ปีก่อน แม้ว่าฉันจะได้เรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ทางการทหารมาจากนางมาร์แชน และท่านเอิร์ลเทเรเซียเองก็ได้ตอกย้ำเรื่องการเมืองและท่าทีการรุกรานของประเทศเพื่อนบ้านแก่ฉันมาก่อน แต่มันก็เป็นสิ่งที่ฉันได้กองทิ้งไว้ในมุมหนึ่งของความคิดมาตลอด จนกระทั่งฉันได้มาเผชิญหน้าและได้รับการประจักษ์ด้วยตัวเองที่นี่ บรรดาทหารของป้อมปราการยุกก์เฟน่าล้วนได้รับการฝึกมาตลอด และบางทีพวกเขาส่วนมากก็ล้วนแต่เป็นทหารผ่านศึกที่มีประสบการณ์ในการสู้รบกันมาแล้ว
 
ในขณะที่กองกำลังอาณาเขตคาลเดีย — เมื่อคิดดูแล้วก็น่าวิตกนัก พลทหารของฉันจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่ง ไม่เคยมีประสบการณ์ของการสู้รบจริง ๆ มาก่อนเลย
 
 
 

----------

T/N : ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในตอนนี้ แต่ขออนุญาต​แจ้ง​ถึงการแก้ไขตอนเก่าๆในส่วนที่พอจะมีผลต่อเนื้อหาในอนาคต​​เล็ก​น้อยค่ะ
 
1. ชื่อที่คามิลใช้เรียกเอลิซ่า จาก "ชาร์ลี" เปลี่ยนเป็น "ซาร์" ให้ตรงกับต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น​
2. ในตอนที่ 12 ส่วนที่ว่า "...(เรื่อง​ของ​แม่ราโทก้า)ก็ต้องทนทุกข์ทรมานด้วยอาการทางจิต​ และฆ่าตัวตายหลังคลอดเมื่อนานมาแล้ว..." ตัวหนาคือที่เพิ่มมา และขีดฆ่าคือตัดออก
 
อนึ่ง เนื่องจากผู้แปล​ไม่มีความรู้​ในภาษาญี่ปุ่น​เลย จึงยึดการแปลจากภาษาอังกฤษ​​ซึ่งก็อาจมีความผิดพลาด​แต่ต้น อย่างไรก็ตาม​เนื้อหา​บางช่วงบางตอนที่ฉบับอังกฤษ​มีความขัดแ​ย้งและสับสน ผู้แปลจะใช้โปรแกรม Translation Aggregator​ ในการแปล(ดำน้ำ)จากฉบับญี่ปุ่น​ร่วมด้วย เพื่อให้ได้เนื้อหา​สอดคล้อง​กัน แต่ถึงอย่างไร​ก็คงไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด​อยู่ดี ต้องขออภัย​ด้วยค่ะ
 
เนื้อหา​ของเรื่องมีทั้งสงคราม การเมือง ศาสนา ในรั้วในวัง ซึ่งขอสารภาพ​ว่าผู้แปลไม่สันทัด​นัก แต่จะพยายาม​สุดความสามารถ​ไม่ให้เนื้อหาโดยรวม​ผิดเพี้ยน​ค่ะ
 
หากพบข้อผิดพลาด​ใดๆ ไม่ว่าจะเนื้อหา​หรือคำผิด​ สามารถ​แจ้งได้เลยนะคะ ขอบคุณ​ค่ะ​
 
ด้วยรัก(ที่มีแด่ท่านเอลิซ่า)
NIRA



NEKOPOST.NET