[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 33 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.33 - 33 ระหว่างทาง • บทที่ 1


เพราะว่ากองกำลังส่วนตัวของท่านเอิร์ลเทเรเซียได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อารักขาคฤหาสน์แล้ว ดังนั้นฉันจึงเรียกตัวทหารยี่สิบนายจากจำนวนสามสิบกลับมาจากการก่อสร้างหมู่บ้าน รวมกับทหารที่ยังคงอยู่ที่นี่ ฉันก็จะมีกำลังพลทหารห้าสิบนายตามที่ฉันได้สัญญากับอัศวินท่านนั้นไว้
 
พร้อมกับการออกคำสั่งของกันเธอร์ เหล่าทหารก็เดินขบวนควบคู่ไปกับฉันที่ตรวจสอบพวกเขาไปพร้อมกันขณะที่กำลังขี่ม้า เพราะว่ามีทหารฝึกหัด​เป็นผู้นำม้าให้ฉัน เมื่อเทียบกันกับตอนงานฉลองวันเกิดของฉันแล้ว มันก็ง่ายดายกว่ามาก
 
"ข้าคิดว่าท่านขี่ม้าไม่ได้เสียอีก....."
 
คลอเดียผู้อยู่ถัดจากฉันพึมพำเสียงเบา เพราะว่าเธอได้ช่วยฉันขี่ม้าในระหว่างทางที่กลับมาจากเมืองหลวง เธอจึงเข้าใจว่าฉันไม่สามารถขี่ม้าด้วยตัวเองได้
 
"มันไม่ใช่ว่าข้าไม่สามารถขี่ได้ แต่ข้าไม่มีพละกำลังในการคุมบังเหียนม้าได้นานพอน่ะ"
 
"ช่างอ่อนแอนัก เมื่อพวกเรากลับมา ข้าจะเสริมหลักสูตรเพิ่มสมรรถภาพทางกายอย่างเข้มข้นให้แก่ท่านเอง"
 
ฉันสะดุดไปเล็กน้อยกับคำพูดของคลอเดีย พร้อมกับแตะที่ขมับของตัวเอง ฉันรู้สึกปวดหัวขึ้นมาเล็กน้อย มันไม่ใช่ว่าฉันอ่อนแอสักหน่อย ฉันยังมีพละกำลังเพียงแค่กำลังของเด็กหกขวบเท่านั้นต่างหากเล่า
 
ฉันผละตัวเองออกจากการสนทนาโดยไม่ตอบอะไรอีก และอีกด้านหนึ่งกันเธอร์ก็เดินเข้ามาใกล้กับฉัน คลอเดียเรียกชื่อของเขาอย่างร่าเริง
 
"กันเธอร์!"
 
"ไง คุณหนู และ'นายท่าน' การเดินขบวนเป็นไปด้วยดีนะ"
 
เอกิลเป็นผู้รับผิดชอบการเดินขบวนโดยรวมทั้งหมด ในขณะที่กันเธอร์เป็นผู้สั่งการจากด้านหน้า มันดูเหมือนว่าเหล่าทหารที่ทำหน้าที่มายาวนานจะมีอิทธิพลมากขึ้นนะ ฉันพยักหน้าให้กับเขา ก่อนที่จะเอียงหัวตัวเอง
 
".....เอ่อ ที่เรียกข้าว่า '​นายท่าน'​ นั่นมันอะไรกัน?"
 
"หา? ท่านไม่คิดว่ามันเหมาะสมงั้นเหรอ?"
 
แน่นอน มันไม่เหมาะสมก็ตอนที่เจ้าเปลี่ยนวิธีการเรียกข้าทันทีทันใดแบบนี้น่ะซิ
 
สำหรับผู้ที่มักเรียกฉันว่า "ไอ้หนู" มาตลอดจนกระทั่งตอนนี้ได้ปุบปับเปลี่ยนมาเรียกฉันว่า "นายท่าน" ก็แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องยากสำหรับฉันที่จะปรับตัวนะ
 
เมื่อตอนที่ฉันอยู่ที่ค่ายกับทหารคนอื่น ๆ ในตอนแรกพวกเขาก็เรียกฉันว่า "ไอ้หนู" เหมือนกับกันเธอร์ แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็เปลี่ยนมาเรียกฉันว่า "ซาร์" ด้วยเหตุผลบางประการ​เหมือนกับคามิล แต่กันเธอร์ก็ไม่เคยเปลี่ยนวิธีการเรียกฉันของเขา นั่นคือเหตุผลที่ในตอนนี้ฉันตกตะลึงนัก
 
"ท่านควรจะดีใจอย่างที่ไอ้หนูน้อย​ควรจะเป็น​ ว่าข้าได้ให้การยอมรับท่านแล้ว หรือว่าข้าควรจะโยนไอ้การให้เกียรตินี้ทิ้ง​ไปดีล่ะ?"
 
กันเธอร์หัวเราะอย่างคึกคักกับคำพูดแดกดันของเขาเอง ขณะที่ฉันย่นหว่างคิ้วตัวเอง รู้สึกว่าคำพูดเหล่านี้ซิจึงเป็นธรรมชาติของความสัมพันธ์ของเราอย่างที่เป็นมาตลอด จนถึงตอนนี้ฉันยังไม่เคยได้รับประสบการณ์อย่างการเป็นขุนนางและลอร์ดผู้ครอบครองดินแดนมาก่อน มันมีเพียงแค่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่และเด็ก, ผู้ฝึกสอนและผู้เรียน นั่นซิจึงเป็นทัศนคติแบบที่กันเธอร์มีต่อฉันมาจนกระทั่งบัดนี้
 
มันเป็นสิ่งที่กะทันหันมาก แต่ฉันก็คิดว่าตอนนี้มุมมองของกันเธอร์ที่มีต่อฉันก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปล่ะนะ
 
"ท่านช่างไม่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองเสียเลยนะคะ"
 
"คงงั้นมั้ง​"
 
"......อ่า ยังไงก็..... ดีแล้วล่ะ นอกเหนือจากนั้น มันมีบางอย่างที่ข้าต้องการจะพูดเดี๋ยวนี้เลย การที่ให้เอกิลบัญชาการมาตลอดจนถึงตอนนี้ ข้าไม่.....ได้รับแจ้งเรื่องนี้"
 
คำแดกดันของกันเธอร์ถูกแทรกโดยคลอเดียซึ่งก็ฟังดูไม่เลวนัก ฉันพยายามเริ่มการสนทนาอย่างจริงจังทันที ในขณะที่คลอเดียก็เงียบเสียงลง เมื่อคำถามถูกส่งให้กับกันเธอร์ เขาก็ยักไหล่และหัวเราะลั่น เขาเป็นพวกที่ไร้วุฒิภาวะล่ะนะ
 
"เส้นทางของเราได้วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว พวกเราจะไม่ผ่านหมู่บ้านที่กำลังก่อสร้างอยู่ใช่มั้ยล่ะ?"
 
"ไม่ ถ้าพวกเราตรงไปทางตะวันออกของหมู่บ้านใหม่ ป่าอสูรจะอยู่ในเส้นทางของเรา ไหนจะพวกบ่อน้ำทั้งหลายอีก พวกเราจะไปทางหมู่บ้านซีริลแทน"
 
"ใช่ ใช่ แน่นอน ข้ารู้ล่ะ ขนาดนี้แล้วบางทีนายท่านคงจะทะเลาะอะไรบางอย่างกับคามิลและไม่ต้องการเห็นหน้าเขาล่ะซิท่า"
 
หลังจากทิ้งคำพูดไว้ กันเธอร์ก็กลับไปยังด้านหน้าของขบวน อย่างที่คาดไว้เพราะว่าพวกเรารู้จักกันมาเนิ่นนาน เขาอ่านฉันได้ขาดนักล่ะ แต่มันก็ไม่ใช่ทะเลาะกันหรอก เป็นแค่ฉันฝ่ายเดียวเท่านั้นน่ะ​ ฉันเองที่ผลักไสเขาไป
 
 
 
 
 
เมื่อพวกเรามาถึงหมู่บ้านซีริลเพื่อเติมเสบียงและพักสักคืนหนึ่ง มันก็เหมือนกับครั้งล่า​สุด​ในระหว่างงานเฉลิมฉลองวันเกิดของฉัน บรรยากาศมันเต็มไปด้วยความตึงเครียด​ ก็คงเพราะที่นี่มันอยู่ห่างไกลกว่าหมู่บ้านอื่น ๆ ความรู้สึกหนักหน่วงของการไม่ต้อนรับนั้นมันจึงอึดอัดเป็นอย่างมาก
 
ในขณะที่รับรู้ถึงสายตาทิ่มแทงของชาวบ้านที่จับจ้องมายังฉัน ฉันก็ออกคำสั่งให้เติมน้ำของพวกเราจากแม่น้ำที่ผ่านกลางของหมู่บ้าน
 
แม่น้ำที่ไหลผ่านอาณาเขตคาลเดียทั้งหมดนั้นมีต้นกำเนิดมาจากหิมะที่ละลายจากเทือกเขาเอม็อนนอร์ เพราะว่าหมู่บ้านซีริลเป็นหมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับเทือกเขามากที่สุด พวกเขาจึงสามารถใช้น้ำจากแม่น้ำที่ใสสะอาดมาดื่มได้โดยตรง
 
ฉันปล่อยให้ม้าของฉันดื่มน้ำ, เช็ดเหงื่อและให้อาหารมัน ทหารเด็กฝึกหัด​ที่​ช่วยนำม้าให้ฉันไม่มีกำลังที่ควบคุมมันได้มากนักและก็สูญเสียการควบคุมเล็กน้อย
 
"ขะ ขอโทษครับ นายท่าน"
 
"ไม่เป็นไร อย่ามัวแต่เสียเวลาพูดเลยและไปพักฟื้นฟูกำลังเถอะ พรุ่งนี้พวกเราต้องใช้แรงเพิ่มขึ้น​กว่าเท่าตัว"
 
ถัดจากหมู่บ้าน พวกเราตั้งกระโจมสำหรับให้ทหารทั้งห้าสิบนายนอนหลับในคืนนี้ พวกเขาสามารถติดตั้งทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วและรับคำสั่งอย่างมีประสิทธิภาพทีเดียว คงจะเป็นเพราะพวกทหารที่ได้กลับมาจากการช่วยงานก่อสร้างหมู่บ้าน พวกเขาได้รวบรวมกระโจมจำนวนมากจากอาณาเขตใกล้เคียงสำหรับพลเมืองใหม่ และพวกเขาก็ตั้งค่ายอยู่ข้างนอกเป็นประจำ​
 
ขณะที่ฉันล้างมือของตัวเองในแม่น้ำและพักผ่อนสักเล็กน้อย นายทหารเด็ก​ฝึกหัด​คนนั้นก็ค่อย ๆ เดินเข้ามาและนั่งลงถัดจากฉัน
 
เขาดูท่าทางโตกว่าเอลิเซ่เล็กน้อย เขาไม่สูงนักและมีรูปร่างผอมเพรียว ผมสีบลอนด์ทองของเขาชี้ฟู เขามองมือของฉันในแม่น้ำด้วยความสงสัยในแววตา​ของเขา
 
"ท่านทำอะไรอยู่เหรอครับ?"
 
"ก็อย่างที่เจ้าเห็น จุ่มมือลงในน้ำเย็น"
 
มือของฉันชื้นไปด้วยเหงื่อจากการจับบังเหียนแน่นเพื่อไม่ให้พลัดตกลงจากม้าของฉัน ดังนั้นการจุ่มมือทั้งสองข้างลงในแม่น้ำจึงทำให้รู้สึกดีทีเดียว น้ำในแม่น้ำนั้นเป็นหิมะที่ละลายลงมาทำให้รู้สึกดีและเย็นท่ามกลางความร้อนของฤดูร้อน
 
ทหารฝึกหัด​คนนั้นเลียนแบบฉันและเอามือของเขาลงในน้ำ "อา เย็นจัง" เสียงหลุดออกมาจากปากของเขาพร้อมรอยยิ้มอย่างมีความสุข
 
"อ๊าา ข้าอยากจะอาบน้ำในแม่น้ำนี้จัง"
 
"แม้ว่าอากาศจะร้อนมาก แต่เจ้าก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ลงไปในแม่น้ำ เจ้าจะทำให้น้ำสกปรกหมด ใช้ผ้าชุบน้ำและเช็ดตัวเจ้าเองแทนซะ"
 
"​ครับ —ยังไงก็ตาม ข้าไม่รู้สึกว่านายท่านเด็กกว่าข้าจริง ๆ เลยนะครับ ยิ่งกว่านั้นท่านยังดูเหมือนจะโตกว่าข้าซะอีกนา"
 
ฉันไม่รู้ว่าควรจะตอบเด็กชายที่ดูเหมือนจะเลื่อมใสฉันอย่างไรดี ดังนั้นฉันจึงมองกลับไปยังผิวน้ำ แล้วเด็กชายที่นั่งถัดจากฉันก็หัวเราะคิกคัก ในบรรยากาศที่ตึงเครียด​ของหมู่บ้าน เขาช่วยผ่อนคลายลงอย่างประหลาด
 
"เพราะว่าก่อนที่ข้าจะได้เข้ากองกำลังของคาลเดีย ชาวบ้านต่างก็หวาดกลัวนายท่าน ตอนที่ข้าได้เห็นท่านจริง ๆ ข้าก็ยังคิดอยู่เลยว่านายท่านเป็นคนที่น่ากลัวชะมัด มันก็เพราะว่าท่านไม่หัวเราะเลยน่ะซิ แต่หลังจากที่ข้าได้คุยกับท่านในวันนี้ ข้าก็คิดว่ามันก็ไม่เห็นว่ามีอะไรที่ต้องกลัวท่านเลย"
 
"....."
 
"ยังไงก็ตาม เพราะว่าพ่อแม่ของข้าไม่ได้ดิ้นรนจากความเผด็จการของท่านลอร์ดคนก่อน ข้าก็คงจะเป็นคนเดียวที่รู้สึกแบบนี้ .....แต่ว่าข้าคิดว่าผู้คนก็จะยังกลัวนายท่านอยู่ดี ถ้าพวกเขาไม่ได้รู้จักนายท่านจริง ๆ ล่ะนะ น่าเสียดายจัง​ อ๊ะ ถึงแม้ว่านายท่านจะหน้าตาน่ารัก แต่มันก็น่ากลัวเพราะว่าท่านมักจะทำหน้าตาเคร่งเครียด​อย่างงั้นน่ะ นั่นมันก็น่าเสียดายเหมือนกันนา"
 
โดยปราศจากบริบทใด ๆ เขาก็เริ่มพูดคนเดียวในประเด็นนี้ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทั้งยังเสนอความคิดเห็นที่ไม่พึงประสงค์อีกต่างหาก แต่อย่างไรก็ตาม ฉันกลับยังรู้สึกสงบอย่างประหลาดและก็ไม่กระทั่งใส่ใจกับความจุ้นจ้านของเขาและรับฟังมันทั้งหมด ความร้อนของฤดูร้อนรอบกายฉันเริ่มถูกปัดเป่าไปด้วยสายลมเย็นที่พัดลงมาจากเทือกเขา
 
มันเป็นความรู้สึกที่คล้ายคลึงกับที่คามิลมักคุยกับฉัน ฉันสงสัยว่าหากมันเป็นเพราะว่าเด็กชายคนนี้มีบรรยากาศที่ละม้ายกับคามิลที่ไหน​สัก​แห่งล่ะมั้ง​?
 
ในที่สุดความเงียบสงบก็ทาบทับลงริมฝั่งแม่น้ำ ชั่วขณะหนึ่งเราทั้งคู่เพียงยินเสียงของสายลมและสายธาร
 
ท้องฟ้าผันแปรเป็นสีแดงเข้ม ขณะที่ฉันมองแสงอาทิตย์ที่แต่งแต้ม​กับผิวระลอกน้ำจนเป็นสีแสด แล้วในตอนนั้นเองก็มีความวุ่นวายมาจากหมู่บ้าน คลอเดียเรียกฉัน
 
"ท่านเอลิซ่าคะ สถานการณ์ฉุกเฉินค่ะ"
 
นอกเหนือไปจากความหายากที่เธอจะเรียกชื่อฉันถูกแล้ว คลอเดียก็ท่าทางจริงจังยิ่งกว่าที่ฉันเคยเห็นเธอเป็นมาก่อน นายทหารมือใหม่ก็มองที่คลอเดียอย่างไม่สบายนักใจ
 
"เกิดอะไรขึ้น?"
 
"มีการค้นพบสัตว์อสูรในป่าใกล้กับหมู่บ้าน ลักษณะคล้ายกับริเซอร์ขนาดยักษ์ค่ะ ยังไงก็ตาม กรุณากลับมาที่กระโจมก่อนเถอะค่ะ"
 
ขณะที่รายงาน คลอเดียก็พาฉันขึ้นหลังม้าไปพร้อมกัน จากนั้นเธอก็กระโดดขึ้นนั่งซ้อนหลังฉัน และในขณะที่ม้าหันไปรอบ ๆ เธอก็เรียกทหารเด็กคนนั้น
 
"เจ้าช่วยไปหารายละเอียดเพิ่มเติมมาจากชาวบ้านได้หรือไม่? ผู้ที่พบสัตว์อสูรควรจะยังพักอยู่ที่ศาลากลางหมู่บ้านน่ะ"
 
"ครับ​!"



NEKOPOST.NET