[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 19 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.19 - 19 สภาขุนนางราวกับท้องมหาสมุทร


Act 1, Part 2

—​

 
โคมไฟระย้ามากมายที่สร้างจากทองคำปราณีตประดับประดาบนเพดานของท้องพระโรงกว้างขวางที่ในตอนนี้เต็มไปด้วยผู้คน เมื่อได้​เห็นความหรูหราโอ่อ่าแล้ว ก็ชวนให้คิดว่าหากว่ามีคนจำนวนน้อยกว่านี้ สถานที่แห่งนี้ก็เหมาะจะเป็นลานเต้นรำมิใช่น้อย
 
สภาขุนนางนั้นจัดภายใน​หนึ่งในปราสาทของพระราชวัง ปราสาทอาร์คโทเรีย และเพดานที่สูงมากของมันทำให้ฉันถึงกับอ้าปากค้างอย่างโง่งม บานหน้าต่างกรอบเงินที่มีกระจกสีเป็นลวดลายเชิงศาสนาสร้างสีสันระยิบระยับแก่ท้องพระโรง​ยามเมื่อแสงอาทิตย์สาดส่อง ปราสาทแห่งนี้มีไว้สำหรับเรื่องการเมืองระดับประเทศโดยเฉพาะ​ และเพราะว่าส่วนมากมีแต่ขุนนางเท่านั้นที่เข้าใช้สถานที่แห่งนี้ กระทั่งท้องพระโรงที่ประชุมก็ยังงามระยับเป็นประกายและฟุ้งเฟ้อ
 
"นี่มันผิดปกติเกินไป​แล้ว​"
 
"อ่า ก็นะ"
 
เสียงของท่านเอิร์ลเทเรเซียที่ดังมาจากด้านข้างของฉันดึงฉันกลับสู่โลกความจริง พวกเราไม่ได้มาที่นี่เพื่อที่จะทัศนศึกษา​ และฉันก็รีบปรับความสนใจของตัวเองใหม่
 
"ท่านมาร์ควิสริตเทอร์เกาว์มาถึงแล้ว ได้เวลาเริ่มแล้ว"
 
ท่านเอิร์ลชี้ไปยังโต๊ะที่อยู่ในสุด เมื่อฉันมองไปที่นั่น ที่ข้าง ๆ ท่านมาร์ควิสริตเทอร์เกาว์ผู้ที่กำลังนั่งลง ก็ยังมีท่านผู้บัญชาการสูงสุดแห่งราชอาณาจักร ท่านมาร์เกรฟโรเลนท์เซอร์, ขุนนางผู้มีระดับสูงศักดิ์ที่สุด ท่านอาร์ชดยุกโดวาเดรน ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นบุคคล​สำคัญจาก "สภาขุนนาง​ชั้นสูง" และท่านเสนาบดีการคลัง​และขุนนาง​ศาสนา​ท่านอื่น ๆ​ นอกจากนั้นก็ยังมีท่านมาร์เกรฟกีนาส และผู้ที่รับผิดชอบป้อมปราการยุกก์เฟน่า ท่านเอิร์ลไอน์สบาร์ค
 
ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองหวั่นวิตกมากแค่ไหน แต่ฝ่ามือของฉันเริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อ แม้ว่าฉันรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แต่ฉันก็รู้สึกว่ามันเป็นเพียงแค่แนวความคิดมาตลอด แล้วในตอนนี้มันกำลังจะกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาแล้ว แม้ว่าหลังจากที่ใช้ชีวิตในโลกใบนี้มากว่าหกปี แต่ฉันก็ยังไม่อาจจะลบความคิดที่ว่า "ที่นี่มันโลกของเกมจีบหนุ่มนะ" ออกไปได้เลย
 
มันมีเสียงกระซิบกระซาบกันเบา ๆ ดังหึ่งไปทั้งท้องพระโรงก่อนที่การประชุมจะเริ่มต้นขึ้น อย่างที่คาดไว้ สำหรับฉันที่นั่งในเงามืดของท่านเอิร์ลเทเรเซีย มันมีหลากหลายสายตาที่จ้องมองมาทางฉัน เหมือนว่า "มีเด็กอยู่ในสภาขุนนาง" จะเป็นข่าวแพร่สะพัดเงียบ ๆ มันออกจะแตกต่างไปจากความไร้ความเคารพที่จ้องมองฉันในงานเฉลิมฉลองวันเกิดของฉันอยู่นะ
 
เสียงระฆังก็ดังเคร้งมาจากศูนย์กลาง แล้วในที่สุดเหล่าขุนนางก็เงียบเสียงลง มันราวกับคลื่นมหาสมุทรได้ผ่อนกำลังลงและกลายเป็นเพียงน้ำนิ่งสงบในบ่อน้ำ บางทีคงเป็นเพราะกระจกสีส่วนมากเป็นสีฟ้า ทำให้ฉันนึกถึงภาพของท้องทะเลขึ้นมาเป็นสิ่งแรก ชายคนหนึ่งลุกขึ้นจากที่นั่งมายังศูนย์กลาง บางทีเขาคนนั้นคงจะเป็นข้าราชสำนักสักฝ่ายหนึ่ง  เขากล่าวประกาศเริ่มต้นการประชุมในวันนี้และในวาระการประชุมนี้มีอยู่สองประเด็น
 
"เรื่องแรก เกี่ยวกับผู้อพยพลี้ภัยจากอดีตจักรวรรดิ​อาร์โทลัสที่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองชั่วคราวในราชอาณาเขตยุกก์เฟน่า ว่าเราควรจะทำอย่างไร​กับพวกเขา และเรื่องที่สอง ได้มีการแจ้งเตือนทางการทหารเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าชิรูและกองทัพของราชรัฐเดนเซล ท่านผู้อาวุโสเอิร์ลไอน์สบาร์ค โปรดชี้แจงให้พวกเราทราบเรื่องเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย​ที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของท่านด้วย"
 
"— ที่ป้อมปราการยุกก์เฟน่า ตอนนี้มีอดีตประชากรของอาร์โทลัสจำนวน 1,200 คนโดยประมาณที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของเรา พวกเราได้ให้พวกเขายืมกระโจมจำนวน 100 หลังเพื่อตั้งค่ายที่ด้านนอกของป้อมปราการยุกก์เฟน่าและได้จัดเตรียมอาหารสำหรับพวกเขาจากคลังเสบียงของพวกเรา แต่ว่าป้อมยุกก์เฟน่าไม่มีอาหารเพียงพอที่จะแจกจ่ายได้นานนัก และผู้อพยพที่เป็นผู้หญิงกับเด็กจากชนเผ่าชิรูกำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางมาสมทบ​ จำนวนของผู้คนเป็นไปได้ว่าจะเพิ่มขึ้นอีกจนกว่าจะถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วง หากว่าจำนวนคนอีกหนึ่งพันได้เดินทางมาถึง คลังเสบียง​ของพวกเราจะหมดเกลี้ยงภายในสิ้นฤดูร้อน นอกจากนี้​พวกเราก็ไม่มีกระโจมมากเพียงพอ สถานการณ์ในตอนนี้ผู้คนบางส่วนที่ไร้กระโจมก็ต้องนอนอยู่กับพื้น​ข้างนอก"
 
ท่านเอิร์ลไอน์สบาร์คนั้นตัวสูง รูปร่างแข็งแรง และเสียงทุ้มต่ำของเขาก็ดังก้องไปทั่วทั้งท้องพระโรง ขนาดว่าฉันที่นั่งข้างหลังก็ยังได้ยินเสียงเขาอย่างชัดเจน
 
".......เยอะขนาดนั้น ? อย่างที่คาดไว้ มันจะดีกว่าที่จะขับไล่พวกเขาออกไปโดยไม่ต้องให้ความคุ้มครองกับพวกเขาตั้งแต่ทีแรก......"
 
ใครบางคนในที่ประชุมพูดความเห็นแรกขึ้นมา แล้วหลังจากนั้นความวุ่นวายก็เริ่มต้นขึ้น
 
"ไม่ได้ พวกเขาเป็นคนที่นับถือศาสนาเดียวกับเรา พวกเราไม่สามารถทอดทิ้งพวกเขาไปได้"
 
"แต่นั่นมันเป็นตอนที่พวกเรายังเป็นราชอาณาจักรอาร์เซียอันศักดิ์สิทธิ์! อัร์คเซียไม่ได้เป็นสัมพันธมิตรกับพวกประเทศเล็กประเทศน้อยที่รวมกันโดยนิกายเซียอีกแล้ว !"
 
"ในตอนที่ศาสนจักรอาร์เซียได้เป็นศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่ว่าในเวลานั้นพวกขุนนางที่แยกตัวเป็นเอกราชก็ได้มาร่วมอยู่ในดินแดนของพวกเราเช่นกันหรอกหรือ ?"
 
"นั่นมันเรื่องตั้งแต่ห้าสิบกว่าปีที่แล้ว"
 
"จริงว่ามันเป็นอดีตมากกว่าห้าสิบปีก่อน แต่ราชอาณาจักรอัร์คเซียก็ได้ก่อตั้งมามากกว่าหกร้อยปีแล้ว และพวกเราไม่เคยทอดทิ้งคนที่เชื่อในศาสนาเดียวกันกับพวกเรา"
 
"แต่ถ้าหากว่าพวกเราเข้าไปแทรกแซงสงครามกลางเมืองของเดนเซล ทางรินดาร์ลจะใช้เหตุผลนี้ก่อสงครามกับพวกเราแน่"
 
พริบตาเดียว การพิพาทกันก็ดังไปทั้งที่ประชุม ในขณะที่ท่านเอิร์ลเทเรเซียมองไปรอบ ๆ และส่ายหัวของเขาให้กับฉัน ฉันเข้าใจความหมายได้เลยว่าเขาคงจะผิดหวังกับเหล่าขุนนางที่โต้เถียงกันอยู่
 
"มันเป็นข้อพิพาทกันระหว่างขุนนางชายแดนกับขุนนางชั้นในซินะคะ ?"
 
"พวกขุนนางดินแดนชั้นในขาดความรู้สึกถึงภยันตราย ยังไงก็ตาม สำหรับเรื่องรินดาร์ลแล้ว นี่มันจะไม่ใช่เพียงแค่ชายแดนเท่านั้นที่จะถูกคุกคาม​"
 
ตามความจริงแล้ว ที่ยุกก์เฟน่าและกีนาสจะได้รับผลกระทบเป็นที่แรกถ้าหากเกิดสงครามกับรินดาร์ลขึ้น ในขณะที่อาณาเขตเพื่อนบ้านของพวกเขาแทบจะไม่ได้รับผลกระทบเลย และก็แน่นอน ว่าพวกเราน่าจะอยู่ในสถานการณ์เดียวกับยุกก์เฟน่าและกีนาสด้วย
 
"กลุ่มเดียวที่เฝ้าระวังเพื่อนบ้านฝั่งตะวันออกของเรา โดยมากก็เป็นลอร์ดผู้ครอบครองดินแดนทางตอนเหนือทั้งนั้น"
 
ลอร์ดผู้ครอบครองดินแดนทางตอนเหนือที่ฉันพูดถึงนั้นส่วนมากจะเป็นผู้ครอบครองดินแดนที่มีพรมแดนติดกันกับทะเล ขุนนางทางภาคเหนือจะมีผิวขาวซีดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วย​ริมฝีปาก​ที่เหยียด​ตรงอย่างเย็นชา พวกเขาทุกคนล้วนแล้วแต่​ขุ่นเคือง​รินดาร์ลกันแทบทั้งนั้น​
 
"มันจะง่ายกว่าสำหรับรินดาร์ลที่จะเผชิญหน้าทางเทือกเขาเอม็อนนอร์ที่มีความชันน้อยกว่า โดยไม่ต้องผ่านที่ราบสูงแบนดิเชีย ด้วยตอนนี้กองกำลังของพวกเขาได้มาตั้งค่ายในรีเมชูว์แล้ว พวกเขาสามารถข้ามเทือกเขาทางบกและบุกรุกพวกเราทางทะเล ขนาบพวกเราไว้ แม้ว่าเดนเซลจะไม่มีความรู้เรื่องการเดินเรือ แต่พาร์มิแกรนก็ได้มีการติดต่อทางการค้ากับเพื่อนบ้านทิศใต้ของพวกเขาทางเรืออยู่"
 
"นั่นก็หมายความว่าไม่มีเหตุผล​ที่จะเฝ้าระวัง​ป้องกัน​รินดาร์ลเลย ?"
 
"สิ่งที่เรียกว่า 'งบประมาณการป้องกันประเทศ' มันก็เป็นดั่งน้ำหวานเอมโอชามานานนมแล้ว"
 
จากชิ้นส่วนข้อมูลชิ้นสุดท้ายที่ท่านเอิร์ลเอ่ยถึง ฉันก็พยักหน้าอย่างเข้าใจในทันที ด้วยสิ่งนี้ในที่สุดฉันก็สามารถเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างขุนนางชาวอัร์คเซียได้แล้ว
 
ท่านลอร์ดแห่งอาณาเขตเล็ก ๆ ที่ล้อมรอบเมืองหลวง คือฝ่ายที่ฉันเรียกว่า "ขุนนางชั้นใน" พวกเขามีกำลังทางทหารน้อยนิดและก็ขาดซึ่งสัมผัสถึงวิกฤติที่กำลังจะมาถึง พวกเขาส่วนใหญ่เป็นอดีตขุนนางชั้นสูงที่มีอาณาเขตภายในเล็ก ๆ เป็นของตนเอง เพราะว่าพวกเขามีเงินมากมายมหาศาล พวกเขาจึงเชื่อว่าถ้าเรายอมรับผู้อพยพเข้ามา พวกเขาก็จะสามารถช่วยเหลือสมทบให้ได้ โดยที่ไม่ได้คิดเลยว่าทั้งประเทศจะต้องเข้าไปพัวพันกับสงครามเพราะการช่วยเหลือผู้คน เหล่าขุนนางชั้นในที่มีเวลาว่างมากเกือบทุกคนจึงได้เรียกร้องให้ยอมรับผู้อพยพเข้ามา ไม่เหมือนกับเมืองหลวงและอาณาเขตชายแดน
 
อาณาเขตชายแดน และอาณาเขตทางภาคเหนือซึ่งติดทะเลได้พิจารณาว่าอิทธิพลของการที่รินดาร์ลจะรวมตัวกันนั้นเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอันดับหนึ่ง ในหมู่พวกเขาไม่มีใครที่เห็นด้วยกับการยอมรับผู้อพยพสักคนเดียว ถ้าอาณาเขตของพวกเขาต้องกลายเป็นสนามรบ มันจะกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องลงทุนทิ้งเงินของพวกเขาเกือบทั้งหมดไปกับสงคราม ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังทางบกหรือทางน้ำ พวกเขาต่าง​ก็หวังว่าเราจะสามารถรักษานโยบายที่ว่าจะไม่แทรกแซงประเทศแถบตะวันออกไว้ได้ ดังนั้นแน่นอนว่าพวกเขาทุกคนล้วนปฏิเสธผู้ลี้ภัย
 
ท่ามกลางปัญหาเหล่านี้ตัวเอกก็คือราชอาณาเขตยุกก์เฟน่า และอาณาเขตกีนาส แต่พวกเขา​เลือกที่จะเงียบและรอการตัดสินใจของสภาขุนนาง แน่นอนว่าอาณาเขตคาลเดียเองก็เช่นเดียวกัน มันมีทั้งข้อดีและข้อด้อยในการยอมรับผู้อพยพ และเนื่องจากสภาขุนนางเป็นสถานที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจเกี่ยวกับการป้องกันประเทศ มันจึงมีกฏที่นี่ว่าห้ามพูดจาขาดความรับผิดชอบ
 
เหล่าท่านลอร์ดผู้ครอบครองดินแดนทางใต้ก็ต้องรักษาแนวป้องกันที่แตกต่างออกไป ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นคนที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงแทบจะไม่สนใจปัญหานี้ และยังคงเงียบในขณะที่ดูเหมือนออกจะชมชอบการประชุมนี้นักล่ะ
 
"สิ่งแรกเลยก็คือ พวกเราไม่ได้อยู่ในยุคเดียวกับห้าสิบปีที่แล้ว ผู้ลี้ภัยไม่มีดินแดนหรือทรัพย์สิน และพวกเขาก็พูดคนละภาษากับเรา และถ้าหากว่าเราตัดสินใจที่จะนำพวกเขาเข้ามา อาณาเขตไหนจะรองรับพวกเขา !"
 
หนึ่งในขุนนางที่ฉุนเฉียวกับการโต้เถียงกันนี้ และพูดขึ้นด้วยเสียงขุ่นมัว ทุกคนก็เงียบลงให้กับคำพูดของเขา ท่านเอิร์ลเทเรเซียและฉันมองหน้าซึ่งกันและกัน และเขาก็พยักหน้าให้ฉัน
 
ฉันบังคับความสั่นเทาของตัวเองให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ และสูดลมหายใจลึก
 
"หากมีการตัดสินใจว่าผู้อพยพจะได้รับการยินยอม​ เช่นนั้นอาณาเขตของข้าจะเป็นผู้รองรับ​พวกเขาเอง"
 
เสียงของฉันที่รวบรวมออกไปไม่ได้ดังมากนัก แต่มันก็ดังก้องอย่างชัดเจนไปทั่วทั้งท้องพระโรงที่เพิ่งเงียบเสียงลง



NEKOPOST.NET