[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 186 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.186 - 38 คำวิงวอนของวานิต้า


มันเป็นภาพน่ารังเกียจชวนให้คลื่นเหียน เพื่อที่จะกลั้นความสะอิดสะเอียน ฉันจับชายแขนเสื้อของคลอเดียที่หมอบอยู่ข้าง ๆ
 
ราวกับหล่อนเป็นนักล่าประเปรียว คลอเดียก้มตัวลงต่ำคล้ายกับพร้อมจะกระโจนทุกชั่วขณะ นัยน์ตาสีท้องฟ้าของเธอเป็นประกายระยับในความมืด
 
......แก่นแท้ของคลอเดีย คือความเป็นอัศวิน
 
เธอไม่เคยพูดกับฉันเป็นการส่วนตัวถึงสิ่งที่ทำในสนามรบ ทว่าฉันรู้ดีว่าเธอไม่เคยหลงลืมศีลธรรมของตัวเอง ด้วยหลักวีรคติที่ถือมั่น เธอไม่เคยฆ่าเด็กคนใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นศัตรูหรือไม่ และอย่างน้อย หากฉันไม่สั่งการให้ซุ่มโจมตีเฉพาะกิจ หล่อนก็จะต่อสู้อย่างตรงไปตรงมาอย่างที่อัศวินผู้มีเกียรติควรกระทำ
 
แม้ว่าคลอเดียจะมีหลักวีรคติแห่งอัศวินเป็นของตน แต่ฉันก็จำต้องมอบคำสั่งที่ไม่อาจให้อภัยกับเด็กหญิงคนนี้ได้แก่เธอ
 
ถึงอย่างไรเพียงผู้เดียวที่อยู่กับฉันในตอนนี้ก็คือคลอเดีย และมันก็เป็นปัญหาสำหรับฉัน หากเธอพุ่งตัวออกไปอย่างประมาทโดยไร้แผนการ เด็กหญิงอริผู้นี้ดูจะมีความพินิจพิเคราะห์ และเธอก็มักเคลื่อนไปร่วมกันเด็กสามคนที่อยู่รอบกาย รวมทั้งพวกเรายังไม่รู้เงื่อนไขในการใช้มนตร์ระเบิด พวกเราก็ไม่อาจเร่งรีบด้วยปัจจัยเสี่ยงนี้ได้
 
"........เจ้าช่วยนำตัววานิต้ามาให้ข้าอย่างลับ ๆ ได้หรือไม่ ?"
 
ฉันมอบคำสั่งแก่คลอเดียด้วยเสียงกระซิบ รู้สึกว่าพวกเราควรเร่งมือเท่าที่จะทำได้ พวกเด็ก ๆ ถอยกลับมาใกล้กับกองเศษหินที่พวกเราหลบซ่อนตัวอยู่ ฉันคิดว่าถ้าพวกเราลงมือตอนนี้ เด็กหญิงก็คงไม่รู้ตัวว่าพวกเราดึงตัววานิต้ามา
 
คลอเดียไม่ส่งเสียงใดในอุโมงค์มืดสลัว ขณะที่เธอเคลื่อนไหวซุ่มตัวอย่างคล่องแคล่ว และลากตัวเด็กที่สูงสุดกลับมายังที่ฉันอยู่
 
".........!?....................!!?"
 
คลอเดียอุดปากเขาเพื่อไม่ให้ส่งเสียง และฉันก็กระซิบกับวานิต้าที่หวาดผวาว่าเป็นฉันเองให้เขาใจเย็น วานิต้าผ่อนคลายร่างลงหลังพบว่าเป็นฉัน และเมื่อคลอเดียปล่อยมือออกจากปากเขา วานิต้าก็ถาม "ไฉนท่านอยู่ที่นี่ ?" เสียงค่อย
 
"เราติดตามพวกเจ้ามา"
 
"เพียงแค่สองคนเนี่ยนะ เหลวไหลทั้งเพ........ ได้โปรดกลับไปเสียทั้งที่ยังมีโอกาส ข้าอยากจะช่วยท่านหรอก........ แต่ข้าไม่อยากตายที่นี่ ในที่พรรค์นี้.........."
 
ด้วยคำวิงวอนของวานิต้า ฉันและคลอเดียก็มองหน้ากัน เขาบอกว่าอยากช่วยพวกเรา แต่ก็ยังบอกว่าให้พวกเรากลับไปขณะที่ยังทำได้
 
"........เด็กคนนั้น เมฟุริ ข้าไม่รู้ว่าทำได้ยังไง แต่นางใช้เวทมนตร์ที่ระเบิดพวกข้าได้ ระเบิดพวกนั้นมีพลังเพียงพอที่จะเป่าทุกสิ่งที่อยู่ใกล้ พวกข้าไม่อยากตาย....... ได้โปรด ข้าขอร้องท่าน อย่าสู้กับเมฟุริ......."
 
".......ท่านเอลิซ่าคะ ตามเนื้อตัววานิต้าเปรอะเปื้อนเศษเนื้อและเลือดนิดหน่อยด้วยค่ะ"
 
ชั่วประเดี๋ยวนั้นฉันถึงกับพูดไม่ออก
 
เขาขอร้องฉันว่าอย่าสู้กับเด็กหญิงที่ชื่อ เมฟุริ และนอกจากนั้นร่างของวานิต้าก็เปื้อนไปด้วยเลือด ทั้งยังมีกลิ่นเนื้อมนุษย์ไหม้จากร่างกายที่คงจะมาจากเด็กหญิงที่ถูกระเบิดไป ขณะที่กลิ่นคาวเลือดนั้นน่าสะอิดสะเอียดและทำให้หายใจลำบาก — หัวของฉันก็เริ่มเย็นยะเยือก ราวกับน้ำเย็นที่ค่อยเทใส่หัวสมองและมันก็แข็งตัวจนรู้สึกเจ็บปวดปานนั้น
 
..........ภาพที่ผุดวาบขึ้นมาในความคิดช่วงเวลานั้น คือการต่อสู้ป้องกันของฉันบนที่ราบสูงริท็อกซ์ระหว่างสงครามรินดาร์ลเมื่อปีกลาย เพื่อป้องกันไม่ให้ศัตรูรุกรานจุดยุทธศาสตร์ ฉันเผามนุษย์ทั้งเป็นและโยนทหารเด็กลงไปในบ่อเพลิงที่เหล่าเชลยถูกเสียบไว้
 
"ราชีออค"
 
เสียงของฉันเหี้ยมเกรียมและเย็นเยือก ขนาดที่ยินเสียงตัวเองก็ยังรู้สึกว่ามันช่างห่างไกลจากตัวฉัน
 
ราชีออคที่หายใจเงียบงันและซ่อนตัวเองในเงามืดก็โผล่หน้ามาทางฉันอย่างเชื่อฟัง วานิต้าที่เกือบจะโหวกเหวกออกมาที่ได้เห็น ครั้งนี้ฉันจึงอุดปากเขาไว้อีกครั้งด้วยมือของตัวเอง พร้อมกับถูใบหน้าตัวเองกับจมูกของราชีออค มันเป็นความรู้สึกที่เย็นและชื้น พอ ๆ กับสมองของฉันที่คล้ายกับถูกแช่แข็งด้วยเลือดเย็นเฉียบ
 
"เวทย์ลมของเจ้าสามารถรับมือกับแรงสะเทือนจากการระเบิดนั่นได้หรือไม่ ?"
 
ฉันถามด้วยความตั้งใจว่าหากมันจะสามารถปกป้องพวกเราจากแรงปะทุได้ แต่ราชีออคตอบกลับด้วยเสียงคำรามต่ำ ดูเหมือนว่ามันจะเป็นไปไม่ได้
 
หลังสูญเสียปีกไปข้างหนึ่ง ราชีออคก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะบินบนอากาศได้นานพอ และเวทย์ลมของมันก็อ่อนกำลังอย่างชัดเจน เวทย์วายุของมันทำได้แต่เพียงสายลมโกรกเท่านั้น
 
"ถ้างั้น เกล็ดของเจ้าจะต้านทานแรงระเบิดได้หรือไม่ ?"
 
ราชีออคตอบปฏิเสธอีกครั้ง ก็นะ แรงระเบิดถึงขนาดเป่ากำแพงหินได้ นั่นก็คาดเดาได้อยู่แล้ว
 
".......งั้น คำถามสุดท้าย เป็นไปได้ไหมที่เจ้าจะดึงตัวเด็กทั้งสามคนรอบตัวเธอมาให้เร็วที่สุด ก่อนที่เหยื่อของเราจะรู้ตัว ?"
 
มันเห่าเสียงเบาเพื่อยืนยัน "เด็กดี" ฉันบอกกับราชีออคพลางลูบหัวมัน
 
"ท่านคิดจะทำอะไร..........?"
 
เมื่อเป็นพยานการแลกเปลี่ยนสนทนาระหว่าฉันกับราชีออค วานิต้าก็ดูจะแคลงใจ กริ๊ก และด้วยเสียงแผ่วเบาที่ดังจากหลังเท้าของเขา คลอเดียเองก็ได้ปลดดาบตัวเองออกจากฝักโดยไร้เสียงแล้ว
 
"ข้าตัดสินใจไว้แล้ว ข้าจะรวบตัวเหล่านักโทษแหกคุก..........นั่นคือเป้าหมายของข้า"
 
"ไม่มีทาง หยุดเลย ! พวกเราจะตายกันทั้งหมด...... อึ่ก !?"
 
วานิต้าคัดค้านเสียงเบาและพยายามคว้าตัวฉัน แต่เขาก็ถูกกระทุ้งจนหมดสติโดยคลอเดีย
 
"นอนหลับเสีย บางทีนี่อาจช่วยชีวิตเจ้าได้ — แย่หน่อยนะ ข้าไม่มีเวลาว่างนัก และถ้าเจ้าจะตายก็คงเป็นที่นี่แล้ว"
 
เมื่อพูดกับวานิต้าที่สลบไปแล้วจบ เสียงหนักก็ดังมาจากข้างบนและเศษผงจากเพดานก็ผล็อยหล่นลงมา
 
........มันเป็นเสียงของม้า นอกจากนั้นก็ยังจำนวนหลายโหล หรือกระทั่งหลายร้อยตัว
 
— ฉันประมวลสถานการณ์ตอนนี้อย่างใจเย็น ถ้ามีการเคลื่อนไหวในป้อมปราการเวลานี้ ก็คงหมายความว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นที่สนามรบแล้ว การก่อความสับสนที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ต่อพวกเรา เป็นประโยชน์สำหรับการโจมตีของข้าศึก หน่วยสอดแนมของพวกเราเพิ่งรายงานเรื่องการกรีธาทัพกองกำลังของพวกมันมา
 
จากป้อมยุกก์เฟน่า ด้วยแรงม้าวิ่งเต็มกำลัง มันจะใช้เวลาครึ่งวันในการเดินทางไปยังตำแหน่งแนวหน้าสุด กองทัพหลวงของพวกเราที่เพิ่งจะกลับมายังป้อมต้องเคลื่อนกลับไปอีกครั้ง นี่ก็คิดได้เพียงหนึ่งเดียวว่า — สงครามได้ปะทุขึ้นครา หลังสงบนิ่งมากว่าแปดเดือน



NEKOPOST.NET