[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 179 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.179 - 31 บาดแผลทางจิตใจ


ในเวลาเดียวกับที่ฉันถอนหายใจ
 
"ยี้——!! ทำไม ทำไมปิศาจกระหาย​เลือดถึงอยู่ที่นี่ !? ไม่—!! ข้ายังไม่อยากตาย ข้าไม่อยากตายยยย !!"
 
ทันใดนั้น เสียงคลุ้มคลั่งก็แผดลั่นจากมุมของห้องพยาบาล
 
ปิศาจกระหาย​เลือด ฉันเดาะลิ้นตัวเองเมื่อได้ยินเช่นนั้น ขณะที่แพทย์พุ่งตัวเข้าไปที่นั่น
 
เอริคแข็งทื่อไปชั่วขณะด้วยไหล่ที่ยังคงสั่นสะท้าน จากนั้นเขาก็มองไปรอบ ๆ ห้องอย่างเลื่อนลอย
 
"ใจเย็น ๆ อย่าแตกตื่น ! ใครก็ได้ ! ยากล่อมประสาทหน่อย !"
 
"ไม่ ! ไม่นะ !! มากมายเหลือเกิน ข้าไม่ต้องการล่าเหยื่อของมันอีกแล้ว !!"
 
"ทำไมมันถึงอยู่ที่นี่ !? ข้าได้ยินว่ามันไปโรงเรียนขุนนางแล้วนี่ !!"
 
"ข้าสู้ไม่ไหวแล้ว ! หยุดนะ ข้าไม่อยากตายหรือฆ่าใครทั้งนั้น !! ข้าสู้ไม่ได้อีกแล้ว ข้าไม่มีขาแล้ว !!"
 
หนึ่งเสียงแผดร้องดึงความสนใจของทุกคน จากนั้นเสียงกรีดร้องก็ลั่นขึ้นพร้อมเพรียง และทั้งห้องพลันกลายเป็นความโกลาหล ฉันรับรู้ถึงสายตามากมายที่จับจ้องมา สายตาที่มีอารมณ์เชิงลบอย่างชัดเจนอย่างการประณาม, ปรามาส และสะพรึงกลัว แพทย์รีบขอให้ฉันออกไปจากห้อง และราวกับว่าเขาตัวติดกับฉัน เอริคก็ตามหลังออกมา
 
เมื่อปิดประตูห้องที่กันเสียงแนบสนิท ฉันก็ถอนหายใจหนักออกมาในที่สุด
 
ในหมู่ทหารกองทัพหลวง ชื่อเสียของฉันเป็นที่รู้กันทั่วไป พวกเขาดูจะมีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อฉันอย่างแข็งกร้าวด้วยวิธีการในการปราบปราม​หน่วยข้าศึกและการจัดการกับพวกเชลย ซึ่งสวนทางกับอุดมคติแห่งวีรชนและความกรุณาปรานี
 
ฉันไม่ได้คิดว่าการปรากฏตัวของตัวเองจะกลายเป็นบาดแผลทางจิตใจของพวกเขา..... กระทั่งว่าปิดประตูเหล็กไปแล้ว ก็ยังยินเสียงแพทย์​และทหารโหวกเหวกโวยวายกับการปรากฏตัวของฉัน ฉันกัดริมฝีปากตัวเองโดยไม่รู้ตัว
 
สำหรับพวกเขา ฉันคือความตาย คือความโหดเหี้ยมอำมหิต คือหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งสมรภูมิ ขณะเสียงขรมดังระงมจากที่ห่างไกล คล้ายว่าอารมณ์ของฉันควบแน่นจนกลายเป็นก้อนตะกั่ว
 
"......ท่านบารอนโดวาดายน์ ต้องขออภัยด้วยค่ะ ดูเหมือนว่าข้าจะรบกวนสถานที่ที่ท่านจะต้องปลอบขวัญไปเสีย ข้าจะเรียนท่านผู้นำแห่งยุกก์เฟน่า ให้เขาจัดผู้อื่นมานำทางท่านแทนในคราวหน้า เมื่อกลับไปที่ห้องแล้ว"
 
เอริคดูจะไม่สามารถเข้าใจสถานการณ์ได้เลย เขาจ้องประตูห้องพยาบาลที่งับอยู่ด้วยสีหน้าแข็งทื่อ พอฉันพูดจบ เขาก็มองฉันในที่สุดด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยความงุนงง
 
"ตะ ตะกี้..... นั่นมันอะไรกัน ? ทำไมทหารของประเทศเราถึงได้กลัวเจ้าขนาดนั้น ?"
 
".....สนามรบเป็นสถานที่ง่ายต่อการทำลายจิตใจมนุษย์"
 
พร้อมกับกระตุ้นให้เอริคเดินออกจากที่นั่นด้วยกัน ฉันตัดสินใจตอบคำถามเขา ถึงอย่างไรมันก็จำเป็นที่เขาต้องเรียนรู้ ดังนั้นนี่ก็คงจะเป็นโอกาสอันดี เมื่อเขามาเยี่ยมที่นี่อีกครั้งเพื่อปลอบขวัญ มันจะดีกว่า หากเขาจะสามารถรับมือได้ดีขึ้นและมีคำพูดที่จะเจรจา
 
"สำหรับศัตรูบนสนามรบ นั่นหมายถึงท่านต้องต่อสู้และพยายามเข่นฆ่าอีกฝ่าย อันสร้างความรู้สึกที่ไม่อาจยอมรับและความทุกข์ทรมานทางจิตใจ ก็เป็นอย่างที่ท่านเอริคทราบ ข้าได้สังหารข้าศึกไปมากมายอย่างไร้ปรานี แม้แต่เชลยศึกเองก็ตาม อาการบาดเจ็บที่ทหารเหล่านั้นได้รับมาก่อน เป็นบาดแผลทางจิตใจ เนื่องจากพวกเขาไม่ต้องการกลับไปยังสมรภูมิอีก ดังนั้นสิ่งใดก็ตามแต่ที่ทำให้หวนนึกถึงสมรภูมิ โดยไม่อาจจำแนกมิตรหรือศัตรู ต่างก็ทำให้พวกเขาขวัญ​ผวา"
 
"บาดแผลทางจิตใจ....."
 
"อันการบาดเจ็บแลความตาย หาได้เกิดแต่เพียงบนกายไม่ หากยังสะเทือนถึงจิตวิญญาณ อาทิ เป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์​จะกลัวเปลวไฟ หากเคยถูกลวกแผดเผา​มาก่อน สิ่งมีชีวิตทั้งปวงต่างก็พรั่นพรึง​ต่อความเจ็บปวด ฉะนั้นหากรู้ว่ามันเกิดจากสิ่งใด เพื่อจะมีชีวิตรอด เพื่อที่จะไม่ตาย พวกเขาจึงหวาดหวั่นต่อสิ่งนั้น"
 
ขณะอธิบายสิ่งพื้นฐานของผลกระทบทางจิตใจให้เอริค ฉันก็ยังคิดถึงเรื่องของพลเมืองของฉัน ชีวิตดั่งขุมนรกภายใต้การปกครองของพ่อที่จากไป ความสั่นคร้ามหวั่นเกรงสลักลึกลงในใจพวกเขายิ่งกว่าผู้ใด สิ่งที่ตามมาจากกฎระเบียบของฉันและท่านเอิร์ลเทเรเซีย ก็คือการค้นหาวิธีการรักษาความผิดปกติทางจิตที่จำเป็นอย่างยิ่ง ฉันเศร้าใจที่ไม่อาจเยียวยาหัวใจของพวกเขาได้ทั้งหมด
 
"................เจ้า"
 
จากข้างหลัง เอริคพูดมาเพียงคำหนึ่ง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ไม่เป็นแม้แต่คำถาม
 
"ข้า ?"
 
ฉันไม่รู้ว่าเขาพยายามจะพูดอะไร ฉันเอียงหัวและถามเขากลับ เอริคดูจะชั่งใจกับสิ่งที่จะถาม เขาขมวดคิ้วแน่น
 
".......เจ้า เอ่อ คือ เจ้าไม่ได้จะฆ่าทหารพวกนั้นด้วยตัวเองอยู่แล้ว ใช่ไหมล่ะ ?"
 
เขาจบลงด้วยการกล่าวถามอ้อมแอ้ม
 
แม้ว่ากองทัพหลวงจะประกอบด้วยสามัญชน แต่เกียรติของพวกเขาก็ไม่อาจยอมรับกลยุทธ์เช่นที่ฉันทำก่อนหน้านี้ได้ เพราะว่าพวกเขาไม่กระทั่งอยู่ในสายการบังคับบัญชาเดียวกัน พวกเขาจึงไม่เคยมีส่วนร่วมโดยตรงในการรบร่วมกับผู้มีชื่อเสียต่ำช้าเช่นฉัน
 
"........เจ้าไม่เป็นอะไรหรือ ? ทำอย่างกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้แต่เรื่อง แบบนั้น"
 
เขาพูดเสียงค่อยลง ขณะที่ฉันเหลือบมองเขา คำพูดของเขาขาดตอนไป แต่ฉันก็เข้าใจอย่างกระจ่างว่าเขาพยายามจะสื่อถึงอะไร
 
"พวกเขาไม่ใช่พลเมืองของข้า"
 
ฉันยักไหล่พลางตอบเขา ไม่ได้บอกว่าเป็นอะไรหรือไม่
 
ฉันอาจตอบก็ได้ว่า ฉันสบายดี แต่แท้จริงแล้วไม่เลย ตอนนี้ความรู้สึกของฉันหยั่งลึกลงไป และไม่​เหมือน​กับพลเมืองของฉัน บางครั้งมันก็ตีรวนขึ้นมาอย่างมิอาจควบคุม

 

 
End of Act 3, Part 2



NEKOPOST.NET