[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 165 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.165 - 17 อัญมณีสีม่วงมัวหมอง


".......ถ้างั้นท่านก็เป็นนักเรียนแล้วสินะ ดีที่ท่านออกจากอารามแล้ว"
 
"ใช่เลย ข้าเห็นด้วย"
 
ฉันเลือกใช้คำที่ปลอดภัยในการพูดจา เขาก็พยักหน้า แม้กระนั้นความดำมืดก็ยังคงเจืออยู่ในน้ำเสียง เขาคงจะมีสถานการณ์ในครอบครัวอันซับซ้อน ตัดสินจากที่เขาถูกบังคับให้เข้าใช้ชีวิตอารามวาสีตั้งแต่ยังเด็กมาก่อน มันคงจะมีสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้โดยง่ายในชีวิตแม้ว่าเวลาจะผ่านพ้นมาหลายปีแล้วก็ตาม
 
"...........ข้าไม่ชอบชีวิตในอาราม"
 
เขายังเพิ่มความเห็นนั้น ฉันพยักหน้าอย่างคลุมเครือ
 
แหงล่ะว่าเป็นเรื่องปกติ ฉันไม่รู้รายละเอียดของชีวิตในอารามนักหรอก ทว่าจากโลกก่อนของฉัน ผู้บำเพ็ญตบะ การดำเนินชีวิตอย่างเคร่งครัด ละเว้นความปรารถนาและรับใช้ผู้อื่น หากเขาที่ถูกบังคับให้เข้าอาราม แต่ยังคาดหวังจะมีชีวิตอิสระเป็นของตน มันก็แน่นอนที่เขาจะไม่ชอบมัน
 
"บ่าวของเจ้า บาดแผลเขาเป็นอย่างไรบ้าง ? ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเป็นพวกสามัญชนนะ"
 
"เลือดที่ศีรษะของเขาหยุดไหลแล้วล่ะ ข้าคิดว่าเขาไม่เป็นไรแล้ว ไม่มีกระดูกส่วนใดที่หักด้วย"
 
จากนั้นฉันก็ขอบคุณเขาที่ช่วยเหลือข้ารับใช้ของฉัน เขายิ้ม ขณะที่รอยยิ้มของเขาดูสง่างาม หากแต่ไร้ชีวิตและอิดโรยเช่นกัน ให้ความรู้สึกแบบเดียวกับครั้งแรกที่พวกเราได้พบปะ ฉันอดไม่ได้ที่จะคิดสงสัยว่าเหตุใดเขาจึงรู้สึกแบบนั้น แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย ฉันไม่สามารถทำอะไรได้กับความรู้สึกแย่ที่ฉันกำลังเป็น
 
คล้ายว่าความมืดมนของเขาจะเพิ่มขึ้นจากเมื่อครั้งที่ได้พบเขา ณ มหาวิหาร และมันก็ทำให้ฉันนึกถึงบรรยากาศอันหนักหน่วงที่พลเมืองของฉันทั้งหมดเคยเหลือบมอง ตอนที่ฉันเป็นลอร์ดและได้พบกับพวกเขาครั้งแรก
 
........อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เป็นหนึ่งในพลเมืองของฉัน ฉันตัดฉับความเวทนาที่มีต่อเขาซึ่งกำลังเติบโต ฉันเป็นลอร์ดแห่งคาลเดีย ไม่อาจใส่ใจคนอื่นให้เท่าเทียมกับชาวเมืองของตัวเองได้หรอก
 
ฉันคิดว่าครั้งล่าสุดที่ได้พบกับเขาก็ราว ๆ สี่ปีมาแล้ว ฉันโล่งอกเล็กน้อยที่ความคิดตัวเองไม่ผันเปลี่ยน ว่าพลเมืองของฉันคือผู้ที่สำคัญที่สุด
 
ก็นะ บทสนทนาสิ้นสุดลง แม้กระนั้น ฉันก็ยังอยากจะให้เรกะได้พักอีกสักหน่อย ฉันยังจากที่นี่ไปไม่ได้ และต้องอยู่ที่นี่จนว่าเด็กชายคนนี้ที่อยู่เบื้องหน้าจะจากไป ฉันไม่สบายใจกับความเงียบกริบระหว่างเรา ตั้งแต่ที่ฉันตัดเยื่อใยความเห็นอกเห็นใจของตัวเองที่มีต่อสถานการณ์ของเขา และก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีในเมื่อพวกเราแทบจะไม่ได้รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ
 
"........เจ้าเข้าโรงเรียนขุนนางเมื่อฤดูใบไม้ผลินี้รึ ? หรือหนึ่งปีมาแล้ว ?"
 
ท้ายที่สุด เป็นเขาที่เอ่ยปากขึ้นก่อนอีกครั้ง
 
"เป็นฤดูใบไม้ผลินี้เอง"
 
"งั้นหรือ ถ้างั้น ก็คงเป็นเรื่องเป็นราวสินะ นักเรียนใหม่ปีนี้ บวกกับเหล่านักเรียนมากอิทธิพลพวกนั้น"
 
"......อ้า ใช่เลย"
 
ใช่ และที่ฉันมาอยู่ในป่าตรงนี้ก็เป็นเพราะอิทธิพลของพวกเขาด้วยนั่นแหละ เสียงของฉันแผ่วเบาลงขณะที่คิดแบบนั้น บางทีเขาคงจะจับสังเกตได้จากน้ำเสียงของฉัน เขาเบนสายตาจากเรกะมายังฉัน
 
"เขาเป็นคนแบบไหนงั้นหรือ....... มกุฎราชกุมารน่ะ ? ฤๅจะเป็นดั่งสมบัติพัสถานอันยากจะประมาณที่ต้องอภิบาลยังปราสาท​ราชมนเทียรตราบชั่วกัปกัลป์​ ?"
 
เขาเสมองไปด้านข้างอีกครั้งคล้ายอยากให้บทสนทนาดำเนินต่อ บางทีเขาคงไม่ได้มีส่วนร่วมกับฝักฝ่ายใดที่กำลังก่อตัว หรือมันอาจจะไม่ได้เป็นที่รู้กันนั้นในแผนกเบื้องบน เขาเริ่มต้นด้วยการกล่าวถามถึงเจ้าชายรัชทายาทที่ลากิจมาเป็นเวลานานแล้ว
 
อ่า ถ้างั้นจะตอบอย่างไรดีล่ะ ฉันไม่รู้ว่าเขามีความเห็นเกี่ยวกับเจ้าชายรัชทายาทอย่างไร ดังนั้นฉันจึงต้องเลือกคำตอบตัวเองอย่างระมัดระวังไว้
 
".....พระองค์ทรงเหมาะสมที่จะเป็นองค์มกุฎราชกุมารแล้ว ไม่ว่าที่ใดที่พระองค์เสด็จไปก็ทรงเป็นศูนย์กลางของความสนใจ ข้าคิดว่าหายากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน"
 
"ข้าได้ยินมาด้วยตัวเองว่าเขาเป็นเจ้าชายที่รูปงามที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งราชวงศ์ แต่ข้าไม่เคยเห็นเขาเลยสักครา นอกจากนั้น..... มันก็ยากสำหรับข้าที่จะจินตนาการว่ารูปลักษณ์ของเขาเป็นอย่างไร เช่นว่า ข้าคิดว่าอย่างเจ้าเองก็มีหน้าตาดีเพียงพอจะหักอกสาว ๆ จำนวนนับไม่ถ้วนแล้ว"
 
หักอกสาว ๆ นับไม่ถ้วน หมายความว่ายังไงน่ะ ? ฉันไม่คิดว่าตัวเองมีหน้าตาที่จะก่อวินาศกรรมอะไรแบบนั้นหรอกนะ.....
 
ฉันไม่เข้าใจว่าเขาคิดเยินยอหรือเยาะเย้ยฉันกันแน่ มันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาด ขณะที่ภาพลักษณ์ของฉันได้รับทอดมาจากพ่อซึ่งว่ากันว่าดูดีตามมาตรฐาน ฉันว่ามันห่างไกลจากความงามของหญิงสาวนะ นอกจากนั้น ฉันก็เกลียดใบหน้านี้จากก้นบึ้งของหัวใจ ดังนั้นฉันไม่ว่ามันเป็นรูปลักษณ์ที่ยอดเยี่ยมหรอกน่ะ
 
"ตัวข้ามิอาจเทียบเคียงองค์มกุฎราชกุมารได้เลย พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถนับอเนกประการ ทรงเป็นผู้ประเสริฐยิ่ง"
 
เอาเถอะ ก็เหมือนกับทุกคนนั่นแหละ ใบหน้าของฉันที่มีเครื่องหน้าอย่างพ่อไม่สามารถทัดเทียบกับพระโฉมโนมพรรณของเจ้าชายรัชทายาทได้หรอก ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นหรือความสามารถทางวิชาการ เจ้าชายรัชทายาทก็ทรงเหนือชั้นในทุกด้าน พระองค์ย่อมมีชื่อเสียงที่ดีกว่าลอร์ดประจำดินแดนชื่อเสียที่จู่ ๆ ก็พุ่งพรวดขึ้นมาอยู่แล้วหรอก
 
"........งั้นเหรอ เป็นแบบนั้นเอง"
 
อย่างไรก็ตาม เขาเพียงแต่เอียงศีรษะของตัวเองเล็กน้อย ขณะที่ม่านเงาในนัยน์ตาสีม่วงคล้ายจะดำมืดยิ่งขึ้น
 
"นอกไปจากมกุฎราชกุมาร ก็ยังมีนักเรียนปีหนึ่งอีกคนสิน่ะที่ทุกคนให้ความสนใจ เลดี้ผู้เป็นเลิศซึ่งได้รับความสนใจกระทั่งอัครมหาเสนาบดีและองค์กษัตริย์"
 
"เลดี้ ?"
 
ฉันเอียงศีรษะ ไม่เคยได้ยินเรื่องหญิงคนนั้นมาก่อนแฮะ
 
".........เจ้าไม่เคยได้ยินเรื่องของนางงั้นรึ ?"
 
"ข้าไม่เคยได้ยินอะไรพรรค์นั้นในโรงเรียนขุนนางเลย นางเป็นผู้ที่มาจากราชวงศ์หรือ ?"
 
เด็กชายส่ายหน้าตอบปฏิเสธ ถ้าอย่างนั้นก็คงเป็นบุตรสาวจากตระกูลดยุคสักคน ถ้าองค์กษัตริย์ทรงสนพระทัยในตัวนาง และกระทั่งท่านอัครมหาเสนาบดีก็ด้วย งั้นก็คงจะเป็นขุนนางในเมืองหลวง
 
"บางทีคงเป็นเพราะมกุฎราชกุมาร นางจึงไม่ได้โดดเด่นนักเมื่อเปรียบเทียบกัน ข้าได้ยินมาว่านางได้รับบำเหน็จอันเป็นผลสำเร็จจากการศึก......."
 
ผลสำเร็จในสนามรบ งั้นก็คงจะเป็นใครสักคนที่เกี่ยวข้องกับโรเลนท์เซอร์ การทำสงครามกับรินดาร์ลถูกลากมายาวเนิ่นนาน จึงมีผู้คนมากมายที่ได้รับเชิดชูเกียรติในสงคราม ดังนั้นฉันก็ไม่สามารถคิดจำกัดให้แคบลงมากกว่านี้ได้อีกแล้ว
 
สำหรับสตรี ก็มีบ้างที่รับผิดชอบในยุทธศาสตร์การรบ แม้ว่าพวกหล่อนจะไม่ได้สู้รบด้วยตัวเองบนสมรภูมิก็ตาม ทั้งเด็กชายและเด็กหญิงในตระกูลโรเลนท์เซอร์เป็นตัวอย่างที่ได้รับการศึกษาในด้านยุทธศาสตร์และศิลปะการต่อสู้ ดังนั้นมันก็ไม่แปลกหากหญิงคนที่ว่าจะมากจากตระกูลทางทหารอันเยี่ยมยอด
 
"มกุฎราชกุมารจะโดดเด่นกว่าเลดี้คนนี้จริง ๆ กระนั้นรึ ? เด็กหญิงที่รุ่นราวคราวเดียวกัน แต่เขาจะยังเด่นอีกหรือที่พ่ายแพ้ต่อนางในด้านกลยุทธ์การต่อสู้ ? เจ้าคิดเห็นอย่างไร ?"
 
"......แท้จริงแล้ว การที่องค์มกุฎราชกุมารเสด็จขึ้นมาในตำแหน่งผู้สืบราชสันตติวงศ์เหนือเจ้าชายลำดับที่หนึ่งในสถานการณ์รวนเรเช่นนี้ ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่จะเป็นที่คาดหวังมิใช่หรือ ?"
 
ฉันอดไม่ได้ที่จะหลีกเลี่ยงนัยน์ตาของเขา ความเย็นเยียบเสียดแทงไปถึงไขสันหลัง และฉันก็เสียใจกับสิ่งที่พูดออกไป
 
ในห้วงลึกที่มิอาจหยั่งถึงในดวงตาที่เปิดออกเล็กน้อยของเขา ฉันแลเห็นอารมณ์อันดำมืดอย่างน่าเหลือเชื่อปะทุขึ้นมา
 
End of Act 3, Part 1



NEKOPOST.NET