[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 15 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.15 - 15 ทำตัวเยี่ยงเด็ก


เมื่อพิธีการเสร็จสิ้นลงและฉันได้รับอนุญาตให้กลับได้ ฉันก็ทรุดตัวลงกับแขนของคามิลทันที "เป็นอะไร ?" ท่านเอิร์ลพูดขึ้น มองที่นัยน์ตาฉัน เมื่อฉันเห็นภาพสะท้อนของตัวเองในแววตานิ่งสงบของเขา ฉันก็บังคับเสียงให้เปล่งออกมาจากลำคอ
 
"เพราะว่าข้ายังเด็ก พิธีการนี้มันเลยทำให้ข้าเหนื่อยจนหมดเรี่ยวแรง ข้าคงจะต้องขอตัวไปพักก่อนล่ะค่ะ"
 
ที่ข้างหลังฉัน เสียงหัวเราะของท่านฟาริสดังขึ้นราวกับสัมผัสที่แผ่นหลังและไล่ล่าฉัน
 
ฉันรู้สึกหวาดกลัวแบบที่ไม่อาจจะอธิบายได้ และแม้ว่าจะรู้ดีว่ามันไม่ถูกต้อง แต่ฉันก็เกาะคามิลแน่น
 
ที่ถาดซ้ายของตราชูมันคือ "บาป" ของฉัน ในแผ่นกระดาษหนังเป็นรายชื่อของ 72 ประชากรที่เสียชีวิตในอาณาเขตของฉันนับตั้งแต่ที่ฉันเกิดและใบของเฮมล็อกพิษ ผู้คนที่ฉันละทิ้งและพ่อแม่กับญาติ ๆ ของฉันเอง ถ้านั่นคือบาปของฉัน ฉันก็เข้าใจอย่างถ่องแท้
 
เมื่อฉันบอกพวกเขาว่าฉันรู้สึกไม่ค่อยดี คามิลก็เอ่ยลาพวกเขาแทนฉัน และรีบพากลับคฤหาสน์เพื่อที่จะได้พักผ่อนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในตอนนี้ฉันคิดอะไรไม่ออกทั้งนั้น ได้แต่เกาะคามิลแน่นจนมือของฉันเจ็บ ปลายนิ้วมือของฉันกลายเป็นสีซีดไร้เลือดหมุนเวียน และเล็บของฉันที่บาดเจ็บจากการจิกดินเมื่อวานก็เริ่มจะที่ปวดขึ้นมา
 
"ซาร์ ใจเย็น ๆ"
 
เขาคงจะมองเห็นสิ่งผิดปกติของฉัน คามิลลูบหลังฉันอย่างอ่อนโยน ซึ่งมันก็กระตุ้นให้ฉันค่อย ๆ คลายการยึดเหนี่ยวเขาไว้ ฉันควรจะหยุดทำร้ายตัวเองเพียงเพราะว่าฉันอยู่ในอาการสับสนได้แล้ว แต่ว่าฉันก็ยังคงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่แย่มาก ๆ
 
".....ข้าไม่รู้ว่าบาปของซาร์คืออะไร แต่ว่าบาปของเจ้าจะได้รับการให้อภัยและข้าก็แน่ใจว่าเจ้าได้รับการประทานพรอย่างสมบูรณ์แล้ว เอาน่า หายใจเข้าลึก ๆ"
 
ใช่แล้ว ไม่เป็นไร คามิลลูบศีรษะของฉันอย่างอ่อนโยน ให้ความรู้สึกโล่งใจ ความขมปร่าที่ปลายลิ้นเริ่มจางหาย เขาเห็นฉันเป็นเพียงแค่เด็กน้อยและปกป้องฉัน ความอ่อนโยนของเขาในเวลานี้ทำให้ฉันคิดว่าเขาก็ไม่ได้เป็นผู้ติดตามที่เลวร้ายเสมอไป
 
แม้ว่าบาปของฉันจะไม่ได้รับการให้อภัย แต่นักบวชท่านนั้นก็ได้กล่าวว่าบาปของฉันได้รับการชดเชยแล้ว ศาสนจักรที่อยู่ในความดูแลของกระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้ ได้บอกว่าอาชญากรรมของฉันนั้นไม่ถูกตั้งคำถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามมันไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการสำนึกในบาปที่ฉันได้ก่อเลยบนตราชูก่อนหน้านี้ การไถ่บาปของฉันคงจะยังไม่จบสิ้น ฉันกัดฟันแน่นจนกรามเริ่มที่จะปวดขึ้นมา มันกระตุ้นให้ฉันหลุดออกมาจากความคิด คามิลยังคงลูบหลังฉันช่วยให้ฉันหายใจเข้าลึก ๆ และฉันก็เปลี่ยนแนวความคิดของฉัน
 
งั้นอาชญากรรมที่ข้าต้องรับผิดชอบก็ได้เป็นที่ล่วงรู้แล้ว แต่กระนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะต้องหวั่นไหวเช่นนี้เลย เอลิซ่า คาลเดีย
 
ฉันตำหนิตัวเอง ทำใจให้สงบลง และยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างความหวาดผวาให้ฉันในความคิด
 
ความเย็นเยือกที่ฉันรู้สึกในระหว่างการทำพิธีมันไม่ใช่สิ่งประหลาด มันก็แค่สมองของฉันสั่งการให้ร่างกายปรับอุณหภูมิตัวเองให้ลดลงเพื่อให้สมดุลกับเลือดที่เดือดพล่านขึ้นมาเท่านั้น
 
ไม่สำคัญเลยว่านักบวชผู้นั้นจะเป็นใคร
 
ปัญหาก็คือเขามีประสงค์ใดกับฉันหรือไม่ต่างหากล่ะ
 
มันไม่สำคัญหรอก หากทุกสิ่งเกี่ยวกับฉันจะถูกเปิดเผย
 
มันไม่สำคัญหรอกว่าพวกเขาจะล่วงรู้มากแค่ไหน มันจะไม่เป็นอะไร หากฉันยังคงทำตัวเยี่ยงเด็ก ๆ แสร้งทำเป็นว่าไม่รู้อะไรเลย
 
"คามิล ปล่อยข้าลง"
 
น้ำเสียงเยือกเย็นเปล่งออกมาเมื่อฉันพูด คามิลที่กำลังจะเข้าข้างในเขตคฤหาสน์ก็หยุดนิ่ง
 
"......ซาร์?"
 
"ปล่อยข้าลง ข้าจะเดินด้วยตัวเอง"
 
ฉันมองคามิลที่กำลังตกใจตรง ๆ และเมื่อเขาทำท่าทีสะดุ้ง เขาก็ค่อย ๆ ปล่อยฉันลงจากแขนของเขา
 
"ขอบคุณเจ้ามากที่ช่วยเหลือข้า ขออภัยด้วยที่ข้าได้แสดงกิริยาไม่น่ามองให้เจ้าเห็น"
 
ฉันมองคามิลที่ดวงตาเบิกกว้างและนิ่งเงียบ ท่ามกลางทิวทัศน์ที่เขียวขจี นัยน์ตาสีแดงของเขาสั่นไหวอย่างไม่เป็นธรรมชาติและวาววับไปด้วยสีที่ราวกับเลือด
 
 
 
 
 
เมื่อฉันตื่นขึ้นและลุกขึ้นจากเตียง นาฬิกาน้ำบอกเวลาว่าเป็นเที่ยงคืนแล้ว ฉันไม่คิดว่ามันจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนเป็นชุดนอนแล้วล่ะนะ ในท้ายที่สุด รถม้าของท่านนักบวชฟาริสก็ได้พาฉันกลับมายังคฤหาสน์ และด้วยความอ่อนล้าฉันจึงผล็อยหลับไปตั้งแต่ตอนนั้นจนบัดนี้
 
ที่ตั่งข้างเตียงของฉันมีเหยือกเงินที่ใส่น้ำและจานผลไม้วางไว้ ฉันดื่มเพียงแค่น้ำ และลงจากเตียง แม้ว่าพื้นห้องจะปูพรม แต่ความเย็นยังคงซึมซาบสู่เท้าเปลือยเปล่าของฉัน ค่ำคืนในฤดูใบไม้ผลิค่อนข้างหนาวทีเดียว
 
ฉันสวมเสื้อคลุมที่เหมาะสมและออกจากห้องของฉัน และมุ่งหน้าตรงไปยังคุกใต้ดิน ทำไมฉันถึงไปนั่นน่ะเหรอ กระทั่งฉันเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน
 
เรือนจำหินที่มีอากาศเย็นเฉียบราวกับโลงศพ ในตอนที่พ่อของฉันยังมีชีวิตอยู่ ที่นี่คือสถานที่สำหรับคนตายอย่างแท้จริง
 
ฉันเคยคิดที่จะทำลายคุกใต้ดินนี้ทิ้งไปซะ แต่ฉันก็ใจเย็นลงแล้ว แม้ว่ามันจะไม่มีความจำเป็นสำหรับคุกกว้างแห่งนี้อีกแล้วและมันก็จะดีกว่าที่จะกำจัดมันไปซะ ทว่าตอนนี้ฉันต้องการประเมินทุกการกระทำของฉันโดยปราศจากแรงผลักดันใด ๆ ทั้งนั้น
 
เด็กน้อยยังคงอยู่เบื้องหลังลูกกรงเหล็กเหมือนกับเมื่อวานนี้ และนอนหลับอยู่ในผ้าห่มผืนบางและเก่า แม้ว่าเขาจะต้องตายในวันพรุ่งหรือวันมะรืน แต่เขาก็ดูผ่อนคลายนัก หลังจากที่คิดแบบนั้นฉันก็สามารถเผยรอยยิ้มออกมาได้ในที่สุด
 
"เมื่อใดก็ตามที่ข้าได้มาพูดกับเจ้า ข้าก็ชักจะกลายเป็นพวกโอหังไปเสียแล้ว"
 
ฉันสามารถใช้ทัศนคติที่เหนือกว่าต่อเด็กที่ถูกฉันคุมขังคนนี้ได้ แต่ฉันกลับต้องวิ่งหนีหางจุกตูด เมื่อความลับของตัวเองถูกเปิดโปงโดยพวกผู้ใหญ่ ความตื้นเขินและโง่เขลาของตัวเองทำให้ฉันเดือดดาล แล้วรอยยิ้มของฉันที่ปรากฏก็เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะเย้ยหยันแก่ตัวเอง
 
ฉันบีบลูกกรงเหล็กที่เย็นเฉียบแน่นจนเจ็บมือ ได้ยินเสียงนอนหลับของเด็กน้อยแผ่วเบา
 
— เฮมล็อกพิษถูกวางทั้งฝั่งซ้ายและขวาของตราชู ในขณะที่บาปคือการที่ฉันฆ่าครอบครัวของตัวเอง การชำระล้างตระกูลชั่วช้าของฉันก็กลายเป็นคุณธรรมไปพร้อมกัน แม้ว่าพี่สาวคนโตของฉันจะอายุเพียงแค่สิบสองปีเท่านั้น ช่างน่าเศร้าที่ผู้คนก็ต้องการให้เธอจบชีวิตแล้ว และในตอนนี้เมื่อฉันอายุได้เพียงแค่ครึ่งหนึ่งของเธอ ผู้คนก็ปรารถนาให้ฉันตายไปซะเช่นเดียวกัน ฉันคิดว่ามันน่าสลดใจนัก
 
— การเย้ยหยันตัวเองของฉันตอนนี้ได้เปลี่ยนไปเป็นการรังเกียจตัวเองขึ้นมาหลังจากที่คิดแบบนั้น
 
และเมื่อฉันนึกถึงดอกไม้เหี่ยวแห้งที่ถูกซ่อนไว้ในตราชูนั้น มันเป็นดอกไม้สำหรับงานศพที่นักบวชได้เก็บมันขึ้นมา ช่างเป็นคนที่น่าคร้ามเกรงอะไรแบบนี้
 
มันช่างหยาบคายที่ล้อเล่นกับความรู้สึกของฉัน หลักฐานชิ้นสำคัญที่วางทนโท่อยู่เบื้องหน้า ทำให้ฉันแทบคลุ้มคลั่ง มันมีเป้าหมายอะไรสำหรับนักบวชที่จะเล่นตลกกับความคิดของฉันแบบนี้ และท่านเอิร์ลก็อนุญาตอีกด้วย ? ท่ามกลางความหนาวเหน็บในคุกใต้ดินที่มืดมิด หัวของฉันยังคงเย็นเยือก
 
ไม่มีใครนอกจากฉันที่จะรู้ว่าฉันทำอะไรลงไป นั่นหมายความพวกเขามีวิธีในการเผยบาปในอดีตที่ผ่านมา นั่นหมายถึงว่าฉันไม่มีหนทางที่จะหลีกหนีจากการไถ่บาปได้เลย ? — เอาเถอะ ถ้านั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการแล้วล่ะก็
 
ฉันคิดถึงเหตุการณ์ภายในโบสถ์อีกครั้งอย่างละเอียด เมื่อคิดถึงในตอนนี้ มันก็ไม่ได้มีอะไรที่สมควรทำให้ฉันต้องสั่นสะท้านเลย ฉันรู้สึกโกรธ อับอาย และผิดหวังในความกระวนกระวายที่ฉันเป็นในตอนนั้น
 
ท่านเอิร์ลเองก็คงจะผิดหวังในตัวฉันเช่นกัน ความจริงที่ว่ารายชื่อ 72 ประชากรที่ตายลงนั้นมันคือข้อพิสูจน์ที่ว่าเขาเองก็มีส่วนพัวพันกับหลักฐานชิ้นนี้ เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว ไหล่ของฉันก็ลู่ลงอย่างหมดอาลัยตายอยาก
 
"ข้าเจอเจ้าแล้ว !"
 
เสียงที่ดังมาจากข้างหลังฉัน ทำให้ฉันตกใจและตึงเครียด ด้วยปฏิกิริยาตอบสนองในฉับพลัน ฉันก็ชักดาบที่สะโพกออกมา "โอ๊ะ" เสียงนั้นเป็นของคามิล
 
เมื่อฉันชำเลืองมองไปยังทางเข้าที่มืดสนิทของคุกใต้ดิน ในแสงสลัวที่มาจากเทียนไข บุคคลนั้นเป็นไปตามที่ฉันคาดเดา
 
"ข้าหมายถึงว่า ซาร์ ไอ้สิ่งที่เด็ก ๆ เขาทำกันอย่างการออกจากห้องมาวิ่งเล่นตอนกลางคืนแบบนี้ เจ้าไม่เริ่มต้นช้าไปหน่อยเหรอ ? มันดูน่าสงสัยเพราะว่าตอนนี้มันเลยวัยของเจ้ามาแล้วน่ะนะ"
 
ตรงข้ามกับคำพูดของเขา น้ำเสียงของเขาค่อนข้างอ่อนโยน
 
".....ดูเหมือนเจ้าจะสับสน ตอนนี้ข้าก็ยังเป็นเด็กอยู่นะ"
 
"เด็กทั่วไปน่ะ รู้มั้ย ต้องวิ่งเล่นไปทั่ว หัวเราะ และร้องไห้มากกว่านี้ เจ้าไม่เคยเรียกร้องอะไรสักอย่าง เจ้าช่างสังเกต อยู่ในโอวาทเสมอ และความจริงที่ว่าเจ้าพยายามเก็บงำความรู้สึกของตัวเองมันก็ช่างน่าทึ่ง"
 
คามิลไม่ได้ปิดบังทัศนคติที่ไม่ไว้วางใจฉันของเขาสักนิดขณะที่ค่อย ๆ เข้ามาใกล้ฉัน ฉันกำลังจะถูกพาตัวกลับไปงั้นเหรอ ? ฉันจับลูกกรงของห้องขังแน่นด้วยสัญชาตญาณ ฉันยังมีสิ่งที่ต้องการคิดเกี่ยวกับสิ่งอื่น ๆ ที่นี่อีกสักระยะเวลาหนึ่ง
 
แต่ตรงข้ามที่ฉันคาดการณ์ไว้ คามิลหยุดก่อนที่ตัวจะมาถึงฉันและวางบางสิ่งลงบนไหล่ของฉัน มันเป็นเสื้อคลุมขนสัตว์ที่ใช้งานได้ดีในช่วงฤดูหนาว ชุดที่ฉันสวมอยู่มันไม่เพียงพอที่จะทนกับความหนาว แต่ด้วยสิ่งนี้อากาศเย็นก็ไม่สามารถแทรกซึมผ่านเสื้อผ้าเข้าถึงผิวของฉันได้อีก
 
"ถ้าข้ารบกวนเจ้า ข้าจะออกไปรอข้างนอกนะ"
 
คามิลหัวเราะเบา ๆ ไม่รู้ว่าทำไมลำคอของฉันจึงรู้สึกปวดร้าวขึ้นมา
 
"......ไม่ ไม่ต้องไป เจ้าจะไม่อยู่กับข้าสักพักหนึ่งก่อนเหรอ ?"
 
ฉันเค้นคำพูดนั้นออกมาจากลำคอ แต่เมื่อมันหลุดออกมาแล้วมันก็ฟังดูอ่อนแอและเบาบาง



NEKOPOST.NET