[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 149 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.149 - 01 ระหว่างสมรภูมิกับเมืองหลวง


Act 3, Part 1
 
ขณะเสียงลือเล่าอ้างถึงสิ่งที่ฉันทำกับเชลยแพร่สะพัดออกไป ดูเหมือนว่าพ่อบุญธรรมของฉัน เอิร์กนาดจะประสบความสำเร็จในการครอบครองและบดขยี้กองทัพของศัตรู
 
หลังสงครามหลายครั้ง อัร์คเซียก็สามารถจับจุดชัยภูมิที่สำคัญบนที่ราบเกรตเพลนส์และที่ราบสูงแบนดิเชียทั้งหมดได้แล้ว และการเคลื่อนไหวจากฝั่งรินดาร์ลก็หยุดนิ่ง เนื่องจากขวัญกำลังใจของเหล่าทหารที่ดิ่งลง เช่นเดียวกันกับความเชื่อมั่นในสงครามของประชาชนในประเทศของพวกมันที่ลดลง
 
แต่สหภาพรินดาร์ลกลับไม่ตอบสนองความพยายามในการเจรจาพักรบหรือสัญญาสงบศึก และราชอาณาจักรอัร์คเซียที่ตัดสินใจใช้กลยุทธ์ในการป้องกันดินแดนเป็นหลัก โดยปราศจากการรุกรานดินแดน ด้วยประการฉะนี้ ในฤดูหนาวที่มาเยือน ทั้งสองประเทศจึงชะงักงันกับการคุมเชิงกันอยู่
 
หลังความสำเร็จในการเสาะหาข้าศึกของเอิร์กนาดและพี่ชายของเขา ชื่อของฉันก็เริ่มเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีทั้งในอัร์คเซียและรินดาร์ล และถัดจากนั้น ฉันก็ถูกเรียกตัวให้กลับไปเข้าร่วมการประชุมทางการทหารพิเศษที่จัดแยกกับสภาขุนนาง
 
ก็นะ ฉันเดาได้อยู่แล้วถึงเหตุผลที่ถูกเรียกตัว และเมื่อฉันมาถึงที่พระราชวังอีกครั้งในช่วงฤดูหนาว สำหรับความสัมฤทธิ์ผลในสงคราม ฉันจึงได้รับพระราชทานเป็นทองคำและเหรียญราชอิสริยาภรณ์ชั้นที่สองอย่างเป็นทางการซึ่งมีนามสกุล​ของฉันสลักไว้
 
เหรียญราชฯ สลักคำไอน์สบาร์ค ทำจากอัญมณีสีแดงกุหลาบคล้ายกับนัยน์ตาสีแดงเลือดของฉันอย่างน่าตื่นตา
 
......เหรียญราชอิสริยาภรณ์นี้ คือบำเหน็จแก่ขุนนางชั้นล่างหรือสามัญชน สำหรับความสำเร็จทางการทหาร ในระบบเหรียญราชอิสริยาภรณ์ของประเทศ เหรียญราชฯ นี้มีลำดับเกียรติเป็นลำดับที่สี่จากสูงสุด
 
ชื่อที่ถูกสลักไว้บนเหรียญราชฯ พระราชทานคือ "ไอน์สบาร์ค"
 
ตอนที่ฉันได้รับพระราชทานที่ดินศักดินาก่อนหน้านี้ มันก็ออกจะน่ารำคาญอยู่แล้ว แล้วยังจะมีเหรียญราชฯ นี่อีก ฉันสงสัยว่าบางทีคงเป็นเอิร์กนาดที่ทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างการผลักผลงานของตัวเองในสงครามมาให้ฉันแทน
 
ฉันไม่อยากได้รางวัลกิตติมศักดิ์พรรค์นี้เป็นอย่างที่สองหรอกนะ หัวฉันแทบจะระเบิดแล้ว มันไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับการป้องกันปัญหา​ปากท้องชาวเมืองของฉันเลยสักนิด รังแต่จะเพิ่มความริษยาของขุนนางคนอื่นที่มีต่อฉันเสียอีกแน่ะ
 
 
 
 
 
วันหนึ่งในฤดูหนาว หลังจากกลับมายังคฤหาสน์ ฉันเรียกราโทก้าให้มาที่ห้องทำงาน ตอนนี้เขาเป็นผู้ช่วยของคลอเดีย รวมไปถึงช่วยทำธุระปะปังให้เบลเวย์และนางมาร์แชน
 
ดังเช่นทุกที มันยังคงมีระยะห่างประหลาด ๆ ระหว่างเราทั้งคู่ นอกเหนือไปจากการรับบทบาทแทนฉันบ้างแล้ว ฉันก็ไม่ได้เรียกใช้เขาบ่อยนัก
 
ก็ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยว่างสักเท่าไหร่ .....และตั้งแต่ที่คลอเดียใกล้ชิดกับเขามากขึ้น หล่อนก็บอกว่าเขาดูจะเติบโตเป็นสาวน้อยน่ารักกว่าฉันเสียอีก เพราะแบบนั้นฉันเลยไม่อยากเข้าใกล้เขานัก บางทีคงจะเป็นเพราะว่าเขาขาดโภชนาการที่ดีในวัยเด็ก แม้ว่าฉันจะอ่อนวัยกว่า แต่ก็ตัวสูงพอ ๆ กับเขาแล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าสิ่งนี้ก็ทำร้ายความทระนงตนของเขาเองเหมือนกันแหละน่ะ
 
"เจ้าเรียกข้าเรอะ ?"
 
"ใช่ ข้าเรียก ......เอลีส ก่อนที่จะเริ่มพูดคุย เจ้าไปหวีผมก่อนดีไหม ยุ่งเหยิงเชียว"
 
"อา พอดีตะกี้ข้ากำลังฝึกกับคลอเดียอยู่น่ะ"
 
หลังจากที่เขาแก้ไขทรงผมของตัวเองแล้ว ราโทก้าก็ถามขึ้นอีกครั้ง "มีอะไรรึ ?"
 
นอกไปจากการทำหน้าที่เป็นฉันในบางโอกาส บางครั้งฉันก็จะพาเขาออกคฤหาสน์ไปด้วย เขาเป็นทั้งหญิงรับใช้และผู้ติดตามขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่ต้องการ ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงได้เตรียมวิกผมต่าง ๆ ที่จะสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเขาได้ในทันที และเรือนผมยาวปะบ่าของเขาก็เพื่อการนี้
 
"เจ้ารู้ใช่หรือไม่ ว่าลูกหลานขุนนางจำเป็นต้องไปโรงเรียนขุนนางที่เมืองหลวงในฤดูใบไม้ผลิ เมื่อพวกเขาย่างเข้าสิบสามปี ?"
 
"แน่นอน แล้วไงล่ะ ?"
 
"มีกฎอนุญาตให้พาข้ารับใช้ไปด้วย ก็นะ มันก็เป็นธรรมเนียมที่ขุนนางทุกคนต้องทำแบบนั้นอยู่แล้ว"
 
ราโทก้าดูจะเข้าใจว่าฉันหมายถึงอะไร เขามองมายังฉันด้วยสีหน้าซับซ้อน ดีแล้วที่เขาเป็นพวกมีไหวพริบ
 
"เตรียมตัวไว้สำหรับฤดูใบไม้ผลิที่กำลังมาถึงและข้าต้องเข้าโรงเรียนขุนนาง ขณะที่ข้าอยู่ที่โรงเรียนเป็นเวลาสามปี ข้าก็ยังต้องกลับมาที่คาลเดียบ่อยครั้งอยู่แล้ว ดังนั้นพวกเราไม่ต้องเอาสัมภาระไปมากมาย ส่วนพวกเสื้อผ้า จงเตรียมเครื่องแบบหญิงรับใช้, เครื่องแบบทหาร และเครื่องแบบภาคีอัศวินแห่งคาลเดียไว้เสีย"
 
"......เข้าใจล่ะ เอ้อ ใครจะไปกับพวกเราบ้าง ?"
 
"อัสรันจากกองทัพคาลเดีย และเด็กที่ชื่อทีร่าและเรกะจากหมู่บ้านบุกเบิก ข้าไม่คิดจะนำไปมากกว่านี้ มันไม่สะดวกนักที่จะพาคนไปมากมาย"
 
คาลเดียยังคงขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์เช่นที่ผ่านมา ฉันไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่าฉันเป็นที่ลือกระฉ่อนรึเปล่า การย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองจึงได้เติบโตช้าลงเมื่อเทียบกับอาณาเขตอื่น และฉันเองก็ยังคงไม่ได้ตัดสินใจว่าจะช่วยในเรื่องของการตั้งรกรากให้กับพวกเขาอย่างไร ด้วยกฎหมายที่ว่าผู้ย้ายถิ่นที่อยู่จะต้องอาศัยในอาณาเขตนั้น ๆ เป็นเวลาหนึ่งปีจึงจะได้รับสถานะพลเมืองในอาณาเขตนั้น ดังนั้นฉันจึงไม่อาจพิจารณาสรรหาบุคลากรจากเหล่าผู้ย้ายถิ่นฐานได้จนกว่าจะปีหน้าเป็นอย่างน้อย
 
.......ฉันเชื่อว่าตอนนี้อาณาเขตของฉันฟื้นตัวกลับมามีมาตรฐานการดำรงชีพทัดเทียมกับอาณาเขตเกษตรกรรมอื่น ๆ แล้ว และต่อให้ขาดแคลนบุคลากร แต่ฉันก็ยังต้องส่งเสริมการพัฒนาในอาณาเขตอยู่ดี
 
อายุขัยโดยเฉลี่ยของสามัญชนในประเทศนี้อยู่ที่สี่สิบกลาง ๆ ขณะที่เหล่าขุนนางจะอยู่ดีห้าสิบกลาง ๆ หรือหกสิบปี
 
เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงรุ่นวัยอย่างรวดเร็ว ฉันไม่อาจทำโครงการใด ๆ ก็ตามให้ยาวนานเกินไปได้ ฉันจะทำในสิ่งที่ทำได้ ในขณะที่สามารถทำได้ ดังนั้นฉันจึงมักจะมีปัญหาขาดแคลนบุคลากรเรื้อรังมาตลอดล่ะนะ



NEKOPOST.NET