[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 148 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.148 - 00-6 ยุทธการ ณ ที่ราบสูงริท็อกซ์ • บทปลาย


ที่ราบสูงริท็อกซ์ตั้งอยู่ในบริเวณเทือกเขาที่ต่ำกว่าของเทือกเขาเอม็อนนอร์ มันเป็นชัยภูมิที่เชื่อมต่อระหว่างเทือกเขาเอม็อนนอร์ถึงที่ราบสูงแบนดิเชีย สถานที่ซึ่งหากคุณต้องการผ่านไปก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง
 
กรณีของกองทัพรินดาร์ลที่ไม่มีข้อมูลการเคลื่อนไหวของพวกเราเพียงพอ ฉันปล่อยให้หน่วยสอดแนมของข้าศึกรู้ว่าพวกเราอยู่ที่นี่อย่างจงใจ มันจะช่วยได้เป็นอย่างมากหากพวกมันเคลื่อนไหวอย่างที่ฉันคาดคิด และได้เห็นสิ่งที่ฉันจัดเตรียมให้
 
ต้องขอบคุณจมูกของราชีออคและสายตาของคลอเดีย พวกเราจึงสามารถตรวจเจอทหารพรานของข้าศึกก่อนหน้านี้ แต่พวกเราก็ไม่ได้ทำอะไรอย่างที่พวกนั้นอย่างตั้งใจ ทั้งหมดทั้งมวล พวกเราก็ต้องการให้พวกมันไปบอกกองทัพของตัวเองว่าได้เห็นอะไรที่นี่และนำกำลังมา
 
"คลอเดียเป็นยังไงบ้าง ?"
 
"อือ ฝุ่นตลบเลยค่ะ กองทัพของรินดาร์ลกำลังมาแล้ว ! การสู้รบจะเริ่มแล้ว !"
 
.......แน่นอนว่าหนึ่งเดียวที่มีสายตาแหลมคมเพียงพอจะเห็นฝุ่นควันได้จากระยะไกลก็เห็นจะมีแต่คลอเดียเท่านั้น
 
กลับไปอยู่ในการ์ตูนโชเน็นที่ควรอยู่สักทีเถอะ ฉันปัดความคิดที่ผุดขึ้นมาในใจออกไปอีกครั้ง และเลิกสนใจคลอเดียที่ตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัดเจน
 
 
 
 
 
ทหารของรินดาร์ลผ่านเบื้องล่างของที่ราบสูงหลังจากกรีธาทัพแต่ไกลเพื่อมายังที่นี่ ทั้งหมดจ้องมองด้วยความตระหนกยังคูดินที่งอกงามด้วยป่าเสามนุษย์ นี่เป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมที่จะลอบโจมตีพวกนั้นจากข้างบนด้วยธนู ขณะที่พวกมันยังคงนิ่งจังงัง แต่เพื่อที่จะเพิ่มผลของความสะพรึงกลัวและชิงชังของพวกมันในอนาคต ฉันจึงยังคงเฝ้ารอ
 
เห็นได้เลยว่าทหารศัตรูสั่นกึกและสับสน แม้ว่าผู้บัญชาการของพวกนั้นดูจะพยายามออกคำสั่ง แต่บางทีพวกเชลยศึกที่อยู่ในคูดินคงจะเป็นคนที่เหล่าทหารรู้จัก บรรดาทหารจึงกรูกันเข้าไปยังคูด้วยความโกลาหล
 
ในที่สุดความพยายามของผู้บัญชาการพวกนั้นก็ล้มเหลว ขณะเหล่าทหารที่ตัดสินจากอาวุธแล้วคงจะเป็นพวกชาวไร่ชาวนาซึ่งถูกเกณฑ์มาทำกระบวนทัพแตกไปทั้งหมด และเริ่มวิ่งมายังร่องดินอย่างส่งเดช
 
หนึ่งในอัศวินที่ขี่ม้ามีสีหน้าคล้ายว่าเขาจะยอมแพ้กับฝูงชนที่วุ่นวายเหล่านี้ เป็นบุคคลแรกที่มาถึงคูดิน
 
"ไอ้พวกอัร์คเซีย !! ไอ้หีนชาติ ! จะมากเกินไปแล้ว ! ชาวเจ้ายังมีหลักวีรคติหรือมนุษยธรรมบ้างฤๅไม่ !!"
 
ฉันลุกขึ้นจากระดับที่สูงกว่าของที่ราบสูง ประจัญหน้ากับอัศวิน ฉันโยนสิ่งที่อยู่ในมือไปยังเขา
 
ตอนแรก อัศวินดูจะประหลาดใจที่เห็นผู้ที่ลุกขึ้นเป็นเด็ก แต่เมื่อได้เห็นสิ่งที่กลิ้งเกลือกลงไปถึงแทบเท้า ผิวของเขาก็ถอดสีในทันที
 
มันเป็นหัวของยุวชนทหาร ง่ายที่จะบอกจากรูปพรรณสันฐานและสีผิวของเขาว่าคงจะมาจากเดนเซล และสีหน้าของหัวนั้นก็เปี่ยมด้วยความสยดสยองและความทรมานด้วยดวงตาที่เบิกกว้างในช่วงชีวิตสุดท้ายของเขา
 
"มนุษยธรรมรึ อย่าพูดให้ขำหน่อย​เลย ทั้งที่ชาวเจ้าพยายามลอบเข้าบ้านผู้อื่นเช่นหนูโสมมเยี่ยงนี้ !"
 
ขณะที่อัศวินสูญเสียคำพูดตัวเอง ฉันก็ถ่มคำพูดต่อไป
 
"ตั้งแต่ต้น เป็นชาวเจ้าที่ปฏิเสธข้อเสนอให้ยอมจำนนของผองข้า และก็เป็นเจ้าเองที่ทอดทิ้งเชลยศึกเหล่านี้ นี่ซี่คือผลลัพธ์ของคำเชื้อเชิญอันขลาดเขลาที่ชาวเจ้าควรจักสลักใส่กะโหลกอันหยาบช้าไว้เสีย !!"
 
.....ไม่ไหวแฮะ ฉันไม่มีศิลปะในการแดกดันศัตรูซะเลย ความจริงที่ว่าเหล่าเชลยที่ถูกทอดทิ้งตามยถากรรม​จากประเทศของตัวเอง ขนาดฉันเองก็ยังรู้สึกว่ามันน่าสังเวช แต่ฉันได้ตัดสินใจแล้วว่าจะต้องสร้างความอกสั่นขวัญแขวนประทับลงไปในใจของข้าศึก
 
ฉันจะต้องเพิ่มความเหยียดหยามลงไปในน้ำเสียงให้มากกว่านี้ ดูเหมือนว่าฉันไม่เหมาะกับการเป็นนักแสดงซะเลย
 
อัศวินที่คิดถึงหลักวีรคติในสมรภูมิแบบนี้คิดอะไรกันอยู่นะ ? เขาเพียงจ้องมองฉันตะลึงงัน อย่างกับว่าหลักคุณธรรมของเขาแตกร้าว และครั้งนี้ฉันก็เริ่มกลั้วหัวเราะ
 
ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้สังเกตเห็นถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเหล่าไพร่พลเบื้องหลังตัวเองนั้นเสียระบบจนไม่อาจควบคุมได้แล้ว
 
"เป็นอันใดกันเล่า เจ้าหนูโสโครก ใจระย่อเสียแล้วหรือไร ? ถ้าเช่นนั้นก็เชิญรับชมเป็นขวัญตา บัดนี้ไป ผองข้าจะเริ่มต้นการสำเร็จโทษเหล่านักโทษแห่งรินดาร์ล"
 
"ว่าไงนะ.......!?"
 
ฉันเมินเขา และให้กุนเธอร์ที่อยู่ข้างหลังฉันส่งสัญญาณเปิดม่าน
 
กองทัพรินดาร์ลเพิกเฉยต่อคำสั่งการของอัศวินที่ยังคงตะลึงงัน และมุ่งลงไปในคูดิน ฉับพลันนั้นก็ยินเสียงบัญชาการ "ยิง !" จากด้านบน
 
เหล่าทหารของฉันทั้งหมดผุดลุกขึ้นบนที่ราบสูงพร้อมธนูไฟที่ได้เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ และทั้งหมดก็ยิงศรของตัวเองลงไปในคูดิน ไฟติดน้ำมันซึ่งละเลงบนตัวเหล่าเชลย เช่นเดียวกับน้ำมันที่นองพื้นดินในคู
 
คลื่นความร้อนลุกพึ่บในบัดดล
 
เหล่าเชลยที่ยังคงมีชีวิตขณะถูกเสียบไม้กับเหล่าพลไพรีที่พุ่งเข้าไปหมายจะช่วยเหลือพรรคพวกโดยไม่ยั้งคิด พวกมันทั้งหมดต่างถูกแผดเผาทั้งเป็น พร้อมเสียงกรีดร้องก้องสะท้อนไปทั่วทั้งที่ราบสูง
 
......นี่มันเป็นปรากฏการณ์อันเลวร้ายที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา ถึงอย่างนั้น ฉันก็ตัดสินได้เลยว่านี่จะเป็นวิธีการที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ของฝันร้ายลงไปในจิตใจของศัตรู นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ฉันเลือกทำแบบนี้ ก็นะ มันก็คงจะเลวร้ายพอ ๆ กับที่ฉันจำได้ว่าพ่อเคยทำ เพียงแต่ครั้งนี้มันมีขนาดใหญ่โตกว่าเท่านั้นเอง
 
เหงื่อเย็นเยียบไหลชโลมทั่วทั้งกาย เข่าก็คล้ายกับไร้เรี่ยวแรงไปแล้ว อย่างที่คิด ฉันรู้สึกแย่มากจนต้องยันร่างกายไว้ด้วยง้าว
 
ทุกคนในคูดินถูกไฟคลอก เหล่าทหารที่ไม่ได้ลงไปในนั้นต่างจ้องมองปรากฏการณ์นี้โง่งม
 
ปริมาณน้ำมันที่ใช้ไม่ได้มากมายนัก เปลวเพลิงโชติช่วงนี้คงจะมอดดับลงไปเองในไม่ช้า
 
ก่อนที่เหล่าข้าศึกจะมีโอกาสสงบสติอารมณ์และฉุกคิดใด ๆ ก็ตาม ฉันต้องขยี้จิตใจของพวกมันแหลกลาญโดยสมบูรณ์ — และนี่ก็เป็นอีกมาตรการอันเสื่อมทรามของฉัน
 
ถ้ากลยุทธ์ที่ฉันใช้ในสงครามครั้งนี้กลายเป็นที่รู้กัน คำกล่าวด้วยความกลัวและดูแคลน "บุตรีของออร์วิลล์ คาลเดียผู้นั้น" ก็คงจะถูกแทนที่ด้วยตัวตนของฉันเอง
 
"ราชีออค มานี่ !!"
 
ข้ารับใช้ผู้ภักดีที่สุดของฉัน เข้ามาใกล้และไซ้ตัวข้างฉัน
 
ขณะที่ผืนดินข้างล่างยังคงชุลมุน เสียงกรีดร้องก็ค่อยแผ่วเบาลง ฉันนำตัวเหล่าเชลยศึกยุวชนที่ถูกมัดไว้ด้วยเชือกออกมา — พวกพลทหารต่างก็เป็นเหล่าไพร่กระฎุมพีที่ถูกเกณฑ์มาร่วมรบ ไร้ราคาแม้แต่การเป็นเชลย ไม่มีค่าอันใดเลยนอกไปจากการเป็น "ซากศพ" สำหรับอัร์คเซีย
 
พวกเขาอายุพอ ๆ กับฉัน และด้วยภาพแบบเต็มตาของเหล่าทหารรินดาร์ลที่ยังเหลือรอด ฉันก็ผลักพวกเขาลงไปยังเปลวไฟเบื้องล่าง
 
เมื่อร่วงหล่น เพราะว่าถูกมัดเชือกไว้และไม่สามารถยืนได้ พวกเขาก็จบลงด้วยการดีดดิ้นไปมาในกองเพลิง หรือบางคนก็ตกเสียบกับเสาไม้พอดี
 
"— หยุดนะเว้ย !! ฟอนเฟะอะไรเช่นนี้ !!"
 
เสียงอันบ้าคลั่งและเกรี้ยวโกรธดังลั่นกว่าเสียงไฟปะทุ ฉันสั่งการให้พลธนูเล็งไปที่เสียงนั้น มันเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องสังหารคนฉลาดที่มีสติคนแรกทิ้งซะ เพื่อให้การศึกนี้ถูกถือสิทธิ์ครอบงำโดยฉันตั้งแต่ต้นยันจบ
 
ฉันต้องเล่นกับอารมณ์ของพวกมันและเปลี่ยนกองทัพให้เป็นเพียงแค่ฝูงชน จากนั้นความแพ้พ่ายของทหารก็จะถูกคาบข่าวกลับไปยังประเทศตัวเองโดยเชลยตามคำสั่งของเอิร์กนาด — ถึงเรื่องราวการสังหารหมู่ที่ฉันได้ก่อกับเชลยศึกของพวกมันเอง
 
เบื้องล่างของที่ราบสูงกลายเป็นอเวจีบนผืนพิภพ
 
เป็นภาพซึ่งสร้างอารมณ์ซับซ้อนปนเปในกายฉัน และเสียงที่แค่นออกมาจากปากก็คล้ายจะเป็นเสียงหัวเราะ

 

 
End of Act 3, อารัมภบท



NEKOPOST.NET