[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 141 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.141 - 70 ความปรารถนาดีพึงมีแด่ท่าน


ก๊อก ก๊อก ฉันเคาะประตู
 
"คะ ?" เสียงหญิงรับใช้ มายา ดังมาจากด้านใน
 
"ขออภัยค่ะ ท่านเอลีส"
 
"ท่านเอลิซ่า !"
 
รอยยิ้มเบ่งบานราวกับดอกไม้บนใบหน้าของเอลีสขณะเรียกชื่อของฉัน วันนี้เธอก็ยังคงนอนรักษาตัวอยู่บนเตียงใกล้กับหน้าต่าง ผิวพรรณของเธอไม่สู้ดีนัก ดูเหมือนว่าเธอจะมีอาการชักอีกครั้งเมื่อเร็ว ๆ มานี้ และเธอก็ต้องล้มหมอนนอนเสื่อด้วยร่างกายที่อ่อนแอเรื้อรัง
 
"ข้ายินดีจริง ๆ ค่ะที่หมู่นี้ได้พบท่านบ่อยครั้ง"
 
"มิได้ค่ะ..... ข้าก็มาตราบเท่าที่ข้าว่างพอ แต่ อ่า ครั้งนี้ข้ามีเหตุผลอื่นที่มาเยี่ยมท่านน่ะค่ะ"
 
"มีอะไรเหรอคะ ?"
 
ดวงตาของเอลีสกลมโตและยิ้มจนตาหยี เธอมีรอยยิ้มที่ใสบริสุทธิ์
 
แต่ก็ดูคล้ายจะมีความเซื่องซึมอย่างการยอมแพ้ มันยากที่จะยอมรับได้จริง ๆ กับการอาการป่วยของเธอที่ย่ำแย่ลงอีกครั้ง ทั้งที่มันเคยดีขึ้นมาก่อน แม้ว่าอาการของเธอจะยังเบาบางกว่าตอนที่เธอมายังอาณาเขตของฉันครั้งแรกก็ตาม.......
 
"ท่านเอลีสคะ ข้ามีบางสิ่งที่จะมอบให้กับท่าน"
 
"คะ ? อะไรเหรอคะ ?"
 
เธอเอียงศีรษะ และพอได้เห็นบุคคลที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้ถึงเพศและอายุอย่างน่าพิศวงในอาภรณ์สีขาวข้างหลังฉัน ดวงตาของเธอที่กลมราวกับจานรองแก้วก็ปรากฏความอัศจรรย์ใจ
 
".......โอ้ ดรุณีน้อยผู้นี้น่ะหรือ ?"
 
เอลีสเหลือบมองไปยังผ้าคลุมหน้าของท่านนักบวชฟาริสอย่างใคร่รู้ และที่ข้างหลังของท่านนักบวชฟาริส ราโทก้าก็ตามหลังมาอย่างสงบนิ่ง
 
"ท่านผู้นี้คือท่านนักบวชฟาริสค่ะ ท่านนักบวชฟาริสเป็นบัณฑิตแพทย์ ดังนั้นข้าจึงรบกวนท่านให้มาพบท่านในวันนี้ ท่านเอลีสคะ ข้าได้แจ้งต่อบิดาและท่านลุงของท่านล่วงหน้าถึงเรื่องนี้แล้ว ดังนั้นได้โปรดเชื่อมั่นเถอะค่ะ"
 
ด้วยคำว่า บัณฑิตแพทย์ ปากของเอลีสก็อ้ากว้างและเสียงอึกเล็ก ๆ ก็เล็ดรอดออกมาจากลำคอของเธอ
 
บัณฑิตแพทย์นั้นมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย การสอบที่จำเป็นต้องใช้ความรู้ทางการแพทย์อย่างมาก ค่าธรรมเนียมของการสอบก็สูงลิ่ว ทำให้ผู้เข้าสมัครสอบยิ่งน้อยเสียยิ่งกว่า และบรรดา​แพทย์​ที่ได้เข้าร่วมการสอบก็มีจำนวนน้อยกว่าครึ่งที่สอบผ่าน
 
โดยพื้นฐานแล้ว การสอบใบประกาศแพทยศาสตร์บัณฑิต มีขึ้นเพื่อคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติที่จะเป็นแพทย์หลวงเท่านั้น และไม่ได้ทำงานในระดับท้องถิ่นทั่วไป แต่เพราะพวกเขาจะต้องมีการควบคุมยา ตัวเลขจำนวนของพวกเขาก็คงจะเพิ่มขึ้นในอนาคต หากแต่ในปัจจุบันบัณฑิตแพทย์ที่ได้การรับรองมีน้อยกว่า 50 คนเสียอีก
 
"ดูคล้ายจะเป็นไข้ดงดานจริง ๆ​ จะเป็นอะไรหรือไม่ หากข้าจะถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการป่วยของเจ้า ?"
 
"อ่า.......เจ้าค่ะ"
 
เอลีสดูจะสับสนกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างปุบปับ แต่เมื่อเห็นฉันพยักหน้ายืนยันกับเธอ เธอก็ผ่อนคลายลง
 
"ข้าอยู่ในความดูแลของท่านแล้วเจ้าค่ะ"
 
ท่านนักบวชฟาริสสอบถามถึงความถี่ของอาการไอของเธอ เรื่องอาการชักกระตุกและเวลาที่เกิดอาการ เอลีสตอบคำถามเป็นส่วนใหญ่และหญิงรับใช้ของเธอ มายาก็คอยเพิ่มรายละเอียดให้เป็นครั้งคราว
 
หลังจากที่ท่านนักบวชฟาริสเสร็จสิ้นการวินิจฉัยโรค นางก็เขียนใบอนุญาตทางการเแพทย์ที่คล้ายกับเป็นใบสั่งยาและยื่นให้ฉัน มอบคำอนุญาตของเธอ ให้เอลีสจุดเทียนขี้ผึ้งเรนเวียเป็นเวลาสิบห้านาทีต่อวัน เพื่อลดอาการชักและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างอาการชัก ฉันรับใบอนุญาตมาพร้อมกล่าวถาม "เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ ?"
 
"การที่อาการกลับมากำเริบอีก เป็นเรื่องปกติของไข้ดงดาน ถ้าความคิดและร่างกายของเจ้าอ่อนแอ การไอก็จะเพิ่มขึ้นแม้ว่าจะไม่มีผีเสื้อปุยฝ้ายอยู่ใกล้ก็ตาม อาการเองก็ขึ้นอยู่กับอายุ ดังนั้นพวกเขาจึงมักจะบรรเทาอาการลงเมื่อเติบโตและร่างกายเจริญพันธุ์ ดังนั้นโปรดมีความคิดในแง่บวกไว้ตราบเท่าที่จะเป็นไปได้เถิด"
 
อย่างที่คาดคิดกับบุคคลศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ ฉันประทับใจกับสิ่งที่นางว่ามานัก เพียงแค่ได้ยินสิ่งนี้ ความรู้สึกต่าง ๆ ก็ผ่อนบรรเทาลงแล้ว
 
"เจ้าค่ะ"
 
"ไม่เป็นไรนักหรอก ขณะที่บริเวณเมืองหลวงมีต้นไซเปรสมากกว่าที่คาลเดีย แต่ผีเสื้อปุยฝ้ายก็ไม่เคยย่างกรายเข้าใกล้ย่านขุนนางและโรงเรียนขุนนาง ต้นไม้ส่วนใหญ่นั้นอยู่ที่นอกเมือง อาการป่วยของเจ้าจะไม่ย่ำแย่ลงหรอก ถ้าเจ้ามายังเมืองหลวง"
 
ตุบ ตุบ นักบวชฟาริสลูบประโลมไหล่ของเอลีสอย่างปลอบโยน ขณะที่ราโทก้าและฉันรับฟังอย่างเงียบงัน
 
มันเป็นเพียงไม่นานมานี้ที่ฉันสังเกตเห็นว่าการชักกระตุกของเอลีสกลายเป็นรุนแรงมากขึ้นเมื่อใดก็ตามที่เธอออกจากคาลเดีย เนื่องจากเธอย่างเข้าสู่วัยสิบสามปีที่จะต้องเข้าโรงเรียนขุนนางในฤดูใบไม้ผลิถัดไปแล้ว ฉันก็เป็นกังวลกับการที่เธอต้องจากอาณาเขตที่ส่งเสริมการพักฟื้นร่างกายแห่งนี้ไป และแน่นอนว่าเธอเองก็เจ็บปวดมากเช่นกัน ถ้าอาการชักของเธอเพิ่มมากกว่าเดิม และตามคำบอกเล่าของราโทก้า เอลีสมีชีวิตที่ติดกับคาลเดียมากยิ่งกว่าที่ฉันเชื่อเสียอีก
 
".......ท่านเอลีสคะ ที่เมืองหลวง ท่านจะพบกับท่านพ่อและท่านลุงของท่านได้อย่างง่ายดาย ข้าเองก็อาศัยอยู่ที่นั่นในช่วงฤดูร้อน ข้าเชื่อว่าฤดูหนาวที่เชอร์สต็อกนั้นจะหนาวยิ่งกว่าคาลเดีย ดังนั้นท่านจึงควรจะรับมือกับสภาพอากาศที่เมืองหลวงแทน"
 
"ท่านเอลิซ่า......."
 
ท่านนักบวชฟาริสผละตัวออกไปจากห้องโดยปราศจากเสียงใด ฉันเดินไปยังด้านข้างเตียงของเอลีสที่ใกล้กับหมอนของเธอ แทนที่ที่ท่านฟาริสเคยยืนอยู่
 
อายุสิบสามปี ในอัร์คเซีย นี่คืออายุที่หมายถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และกฎหมายต่าง ๆ ก็จะปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับผู้ใหญ่ แต่กระนั้นเด็กหญิงที่อยู่เบื้องหน้าฉันคนนี้ก็ยังคงเป็นเด็กน้อยที่ไม่อาจวางใจได้เลย
 
ในชั่วขณะนั้น ฉันมองเห็นสีหน้าของเอลีสที่ดูคล้ายกับจะร้องไห้เป็นครั้งแรก นี่คือความจริงที่ว่าเธอได้อาศัยอยู่ในคาลเดียมากว่าสามปีกับอีกครึ่งหนึ่งแล้ว
 
เอลีสแทบจะไม่เคยแสดงความกังวล เพราะว่าเธอไม่ต้องให้ครอบครัวของเธอเป็นห่วง .......แม้ว่าเธอจะมีสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวอันเป็นที่รัก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่ทุกข์ทรมาน​ บางทีมันคงเป็นไปไม่ได้สำหรับคนอย่างฉันซึ่งฆ่าครอบครัวของตัวเองจะเข้าใจเธอได้อย่างถ่องแท้ แต่มันก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีสำหรับฉันที่จะเมินอารมณ์ที่ตัวเองไม่เข้าใจไป
 
ฉันคิดว่า มันคงหนักหน่วง
 
ความเจ็บปวดทั้งหมดและความทุกข์ทรมาน มันช่างใกล้เคียงกัน ในโลกแห่งความทรงจำของเด็กหญิงคนนั้นยังคงค้างคาอยู่ในหัวของฉัน
 
"......เป็นไปไม่ได้เลยเหรอคะ ที่จะมาเยี่ยมเยียนอาณาเขตนี้ในฤดูหนาวคราหน้า ?"
 
ความปรารถนาอันน้อยนิดของเอลีส ฉันได้แต่ส่ายศีรษะและกล่าวตอบ
 
"ข้าเกรงว่าจะไม่"
 
"งั้นเหรอคะ" นั่นคือคำตอบของเธอพร้อมไหล่ลู่ลงอย่างผิดหวัง ว่ากันตามตรงแล้ว ฉันเองก็อยากจะบอกว่าฉันไม่ว่าอะไรหรอก ถ้าเธออยากจะมาน่ะ ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้เยี่ยมเยียนเธอบ่อยมากนัก แต่การมีเด็กหญิงที่อ่อนโยนและสุภาพอยู่ใกล้ในที่ที่ฉันสามารถพบเจอเธอได้ตลอดเวลาตราบที่ต้องการ มันก็เป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจของฉันได้อย่างน่าอัศจรรย์
 
อย่างไรก็ตาม มันก็จะไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว มีความเป็นไปได้สูงมากที่เธอจะไม่ได้กลับมาคาลเดียอีกตลอดจนชั่วชีวิต
 
การพิพาทอย่างเป็นทางการจากราชรัฐพลาเน็ตส์ถึงกรณีการปฏิบัติต่อเจ้าชายอัลเบิร์ตมาถึงอัร์คเซียแล้ว เมื่อเจ้าชายอัลเบิร์ตถูกบังคับให้เสด็จเข้าใช้ชีวิตอารามวาสี นั่นก็หมายถึงว่าพระองค์ทรเสียสิทธิ์ในการเข้าโรงเรียนขุนนาง สำหรับการประสูติเป็นเบื้องสูง การปฏิบัติอย่างอยุติธรรมที่ทำให้พระองค์ไม่สามารถเสด็จเข้าโรงเรียนขุนนางตามที่กฎหมายกำหนดได้ นั่นคือชนวนเหตุของการประท้วง
 
การประท้วงนี้คือการประณามอย่างรุนแรง และการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนต่ออัร์คเซียที่ดูหมิ่นสายโลหิตของพลาเน็ตส์ การสูญหายของราชอาณาจักรรินดาร์ลในตอนนี้แทบพร้อมที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อชั่วยาม
 
เป็นสถานการณ์ที่อันตรายร้ายแรง ด้วยมิตรประเทศเพียงหนึ่งเดียวในสหภาพรินดาร์ลในอนาคตอย่างพลาเน็ตส์ได้ทักท้วงอย่างเป็นทางการต่อพวกเรา ในช่วงเวลาก่อนที่สหภาพรินดาร์ลจะสถาปนาขึ้น
 
.......ทุกคนต่างเป็นกังวลถึงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครั้งที่ฉันได้ประชุมอาณาเขตแห่งภูมิภาคยุกก์เฟน่าก่อนหน้านี้ อาณาเขตของพวกเราได้วางแผนที่จะเพิ่มทหารรักษาการณ์และเตรียมพร้อมสำหรับสงครามที่อาจปะทุขึ้นมาได้ทุกเมื่อ
 
ฉันเก็บเรื่องทั้งหมดไว้ในใจ และมอบกล่องขี้ผึ้งในมือเป็นของขวัญให้กับเอลีสอย่างอ่อนโยน
 
"นี่คือสิ่งที่ข้าพูดถึงก่อนหน้านี้ ที่ว่าข้ามีบางสิ่งจะมอบให้กับท่าน ข้าจะยินดีมากค่ะ หากท่านจะยอมรับมัน"
 
"มันคืออะไรหรือคะ ?"
 
"มันเป็นขี้ผึ้งประเภทหนึ่ง ทั้งยังเป็นยารักษาไข้ดงดาน ท่านจะต้องปฏิบัติตามกฎและคำแนะนำของท่านฟาริสอย่างเคร่งครัดเวลาใช้การมัน มันจะส่งผลดีให้กับอาการชักของท่าน"
 
เอลีสมองกล่องที่วางไว้บนหน้าตักตัวเองอย่างตื่นตา แหงล่ะ เพราะว่ายาเป็นสิ่งที่มีราคาแพงมากในอัร์คเซีย และสำหรับขี้ผึ้งเรนเวียที่ตอนนี้ถูกจัดเป็นยาควบคุมพิเศษ มันก็กลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่มีราคามหาศาลเกินจะกำหนด
 
"เมื่อใดก็ตามที่ท่านรู้สึกดีขึ้นแล้ว ก็กรุณามาและเยี่ยมเยียนที่บ้านตากอากาศฤดูร้อนในเมืองหลวงของข้าเถิด มันออกจะเป็นบ้านที่เล็กและโกโรโกโสสักหน่อย แต่..... ท่านเป็นที่ต้อนรับเสมอค่ะ"



NEKOPOST.NET