[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta. ตอนที่ 135 | Nekopost.net 
NEKOPOST
การแสดงผล

[นิยายแปล] Akuyaku Tensei Dakedo Doushite Kou Natta.

Ch.135 - 64 คลุ้มคลั่งคิดเคียดแค้น • บทปลาย


พอดิเฟริสชูมือของตัวเองขึ้นอีกครั้ง ฉันก็รีบพุ่งตัวไปยังหล่อนพร้อมดาบสั้นในมือ เล็งไปที่หน้าท้อง แต่ก็อย่างที่คิด ดาบถูกเบี่ยงจากด้านข้างอีกครั้ง ฉันได้ยินเสียงสักคนเดาะลิ้นอย่างว้าวุ่น ก่อนที่เสียงโลหะกระทบกันของพวกเราจะดังกลบเสียงอื่น ๆ ไป
 
ฉันกระทืบก้อนหินที่อยู่ใกล้ตัว ทำให้มันกระดอนขึ้นมาในมือและปาออก ประหนึ่งว่าเธอต้องการจะหลบหนี ดิเฟริสรีบหันหลังให้กับฉัน
 
"......อั่ก นังเด็กเวรเอ๊ย.....!!"
 
บัดนั้นเมลคีออร์ก็กระโดดถอยหลังและลูบดาบของตัวเอง ราชีออคกู่ร้องคำรามกับท้องฟ้า ฉันหยิบเอาโคลนที่อยู่ในมือซ้ายและเล็งไปที่ตาของมัน
 
ฉันยินเสียงหมาป่ามังกรร่ำร้องอย่างเจ็บปวดด้วยความรู้สึกเย็นเยือก
 
โดยปราศจากความลังเล ฉันเล็งไปที่จมูกของมันและฟาดด้วยใบดาบเสียงดัง เกล็ดแวววาวจำนวนหนึ่งของมันหลุดออกมาเบื้องหน้า
 
ถึงอย่างนั้น ฉันก็หลบไม่พ้นปีกของมันที่ฟาดเข้าใส่ไหล่ ถูกพัดพาออกไปอีกทิศทาง แขนของฉันห้อยต่องแต่ง ทั้งยังได้ยินเสียงแตกร้าวที่หัวไหล่อย่างชัดเจน
 
ความเจ็บปวดและทึบทื่อแผ่ซ่านไปทั้งหมด ซ้ำร้ายฉันยังพบว่าไม่สามารถบังคับแขนข้างซ้ายได้อีกแล้ว
 
.......ไหล่เคลื่อนอย่างงั้นเหรอ ? มันไม่เป็นไรถ้าหรอกเพียงแค่ไหล่เลื่อน แต่ถ้าหากว่ามันหลุดเลยล่ะก็คงจะเป็นปัญหาแน่
 
"อ้า ดิเฟริส ข้าว่าเจ้าจุ้นจ้านกับเรื่องไม่จำเป็นที่นี่เพียงพอแล้วนะ—"
 
ขณะที่เมลคีออร์แทงดาบของมายังเท้าของฉัน น้ำเสียงของเขาประสมไปด้วยความขุ่นมัว ฉันถีบพื้นเบื้องล่าง กระโจนตัวสูงเท่าที่จะทำได้และเล็งปลายดาบไปยังนัยน์ตาสีเลือดของเขาตรง ๆ
 
เขาม้วนร่างและใบหน้าของตนเท่าที่จะสามารถทำได้ ทำให้น้ำที่ชุ่มบนผมสะบัดออก และด้วยเรือนผมยาวสีดำของเขาสยายเป็นอิสระมาเบื้องหน้า ฉันพลันตะครุบมันไว้
 
เสียงกระชากผมตึงเปรี๊ยะ ใบหน้าของเมลคีออร์บิดเบี้ยวอย่างเจ็บปวดพร้อมกับที่เขาตัดผมของตัวเองเพื่อถอยห่างจากฉัน และดาบสั้นของฉันเฉียดไปที่ใบหูของเขา
 
"อั่ก !!"
 
เสียงของเขาเล็ดรอดออกมา ฉันประเมินร่างของเขาอย่างเยือกเย็นราวกับเป็นนักล่าที่สังเกตเหยื่อของตน จากนั้นบทสรุปก็คือเขาไม่สามารถที่ต่อสู้ได้อีก ทั้งดูจะไม่มีจิตสังหารที่มากพอต่อฉัน ดังนั้นพวกเขาก็คงจะไม่ได้หมายมั่นจะฆ่าใครในที่แห่งนี้
 
ทางสะดวกสิ ถ้าพวกเขาจัดการได้ง่ายดายแบบนี้ ถ้างั้นบางทีฉันก็อาจจะฆ่าพวกเขาทั้งหมดได้
 
"เมลคีออร์ !"
 
ดิเฟริสกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมดาบสั้นในมือของเธอ หล่อนก้มตัวลง เล็งมาที่ลำคอของฉัน เมื่อเห็นแบบนั้นแล้ว ฉันก็ช้อนโคลนขึ้นและปาเข้าใส่บาดแผลสดบนต้นขาขวาของเธอตรง ๆ
 
"กรี๊ด เจ้า !"
 
ด้วยการกวัดใบดาบอีกครั้งของเธอ เธอได้เฉือนเนื้อแขนข้างซ้ายของฉันที่ห้อยต่องแต่ง ฉันยังคงทะยานตัวออกไปเพิกเฉยต่อบาดแผล และสะบัดคมดาบของตัวเองจากเบื้องล่างขึ้นแทงใบหน้าของหล่อน
 
เธอกรีดร้องลั่นอีกครั้งหนึ่ง ดูเหมือนว่าฉันจะเฉือนใบหน้าด้านซ้ายของหล่อนไป ราวกับเพิ่งตระหนักได้เป็นครั้งแรกว่าอาจแพ้พ่าย หล่อนถอยหลังกลับไปและสร้างระยะห่างระหว่างพวกเราเท่าที่จะเป็นไปได้
 
โดยปราศจากความลังเล ฉันก็ถอยกลับเช่นกัน ใช้โอกาสนี้พักหายใจสักประเดี๋ยวหลังจากการจู่โจมทั้งสอง
 
ในเวลาเดียวกัน ฉันฉีกคอเสื้อตัวนอกด้วยฟัน เกี่ยวดาบไว้กับนิ้วมือซ้าย และเมื่อมือขวาของฉันว่าง ฉันก็จับที่ไหล่ซ้ายของตัวเอง
 
การเชื่อมต่อที่ค่อย ๆ กลับคืนมาอย่างเชื่องช้า ฉันฝืนดันมันกลับเข้าไปในตำแหน่งด้วยพละกำลังทั้งหมด ความเจ็บปวดมากทวีคูณเสียยิ่งกว่าตอนที่มันเคลื่อนออก เหงื่อกาฬเริ่มแตกพลั่กราวกับร่างกายเป็นเมฆฝน เสียงที่น่าสยดสยองดังสะท้อนลั่นทั้งสรรพางค์ และความเจ็บแปลบยามที่มันกลับเข้าที่ทำหัวสมองขาวโพลนในบัดดล
 
ฉันรู้สึกแย่มากจนแทบจะสำรอกอีกหน และสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในกระเพาะก็ไหลย้อนขึ้นมา คอของฉันแทบแผดเผา ฉันรีบขย้อนสิ่งเหล่านั้นออกจากปากโดยเร็ว และหยิบดาบขึ้นมาอีกครั้งด้วยมือขวา ตั้งท่าต่อสู้
 
ลมหายใจติดขัดซึ่งฉันต้องบังคับให้สูดหายใจลึก ร่างกายก็โคลงเคลง คงจะเป็นเพราะว่าทำอะไรที่เกินตัวลงไป
 
ด้านดิเฟริส เธอเองก็พยายามรักษาบาดแผลตัวเองขณะที่ยังคงจับจ้องมองฉันอยู่ เห็นได้เลยว่ามือของเธอนั้นสั่นเทิ้มอย่างรุนแรงตอนที่เธอปกปิดดวงตาข้างซ้ายของตนด้วยฝ่ามือ หล่อนเหลือบมองมายังฉันอย่างกราดเกรี้ยว ดั่งอสูรร้ายที่ไม่อาจควบคุมสัญชาตญาณได้อีก มันไม่หลงเหลือการหัวเราะเยาะอย่างก่อนหน้านี้อีกแล้ว
 
"ดิเฟริส"
 
จากด้านหลังของดิเฟริส แม้ว่ามือจะยังคงกุมหูที่เลือดออกของตัวเองอยู่ แต่เมลคีออร์ก็ยังคงรักษาท่าทีสุขุมขณะพูดกับเธอ
 
"หมดเวลาแล้ว"
 
สีหน้าของเธอบิดเบี้ยวชั่ววูบหนึ่ง หล่อนเตะพื้นอย่างไม่สบอารมณ์ จากนั้นดิเฟริสก็เคลื่อนกายอย่างรวดเร็ว เธอสั่นลวดลายรอยสักปริศนาของตัวเองอีกครั้ง และวาดนิ้วตัวเองมาทางฉัน
 
คราวนี้ไม่ใช่ราชีออคที่เคลื่อนไหว แต่เป็นฝูงมอธเพลิงที่ยังคงโบยบินบนฟากฟ้า
 
โดยปราศจากการยับยั้งใด ๆ ด้วยความจริงที่ว่ายังคงมีน้ำที่พวยพุ่งขึ้นมาจากน้ำพุ เหล่ามอธเพลิงก็รวมตัวกันเป็นก้อนสีดำขนาดมหึมาและพุ่งตรงมาทางฉัน ฉันราดน้ำจากน้ำพุใส่ร่างตัวเองเท่าที่จะทำได้ก่อนพวกมันจะมาถึง จากนั้นก็ตอบสนองด้วยการปกปิดใบหน้าด้วยแขน ไม่ช้า ฉันก็มองไม่เห็นและไม่รู้สึกอะไรเลยนอกไปจากมอธเพลิงที่อยู่รอบตัว ฉันได้ยินเสียงปีกที่เปียกของพวกมันปะทะใส่อย่างต่อเนื่อง จากนั้นก็ผล็อยร่วงหล่นลงกับพื้น
 
อย่างที่ฉันคำนวนไว้ว่าน้ำย่อมดับไฟ แม้ว่าพวกมันจะทำอะไรกับฉันไม่ได้เลยในตอนนี้ แต่ด้วยจำนวนที่มหาศาลของพวกมันก็ยากสำหรับฉันที่จะเคลื่อนไหวตัว
 
ขณะที่ฉันยังคงถูกห้อมล้อมไปด้วยเสียงใบไม้สีกรอบแกรบของมอธเพลิง ฉันก็ได้ยินเสียงผู้หญิงส่งเสียงกรี๊ดแหลมสูง
 
— เป็นเฟเรียนั่นเอง ฉันอดไม่ได้ที่จะก่นสาปแช่งตัวเอง แม้ว่าเธอจะยังอยู่ใกล้ แต่ฉันในตอนนี้ไม่สามารถแม้แต่จะยื่นมือออกไปและโดนรุมด้วยฝูงมอธจนไม่รู้กระทั่งว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ทิศทางไหน
 
"ไป—ก่อน—นะจ๊ะ—นังหนู !"
 
เสียงร่ำลาของดิเฟริส ทำให้ฉันปะทุไปด้วยโทสะ, ความขุ่นเคือง และกระทั่งความผิดหวัง
 
ท้ายที่สุด ฝูงมอธเพลิงทั้งหมดก็ตายลงจากการปะทะกับน้ำบนร่างของฉัน ฉันมองเห็นแผ่นหลังของเมลคีออร์และดิเฟริสในระยะห่าง ทั้งยังเห็นร่างของเฟเรียที่อยู่ในแขนของดิเฟริสด้วย
 
ฉันกวาดเหล่าผีเสื้อที่ตายลงซึ่งพอกพูนบนร่างกาย และใช้เสื้อนอกของศพหนึ่งในชายชุดดำเช็ดเหล่ามอธออกทั้งหมด จากนั้นก็ตรวจสอบดาบของฉันอีกครั้ง ความรู้สึกอันดำมืดก็เข้าคุกคาม — ราชีออคจ้องมองฉันด้วยดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยเลือด น้ำลายแตกฟองไหลย้อยจากปาก
 
"ราชีออค—"
 
พอฉันเรียก มันไม่ได้เอาหัวไถกับพื้นอย่างต่อต้านความสับสนอีกแล้ว คล้ายคลุ้มคลั่งดั่งอสูรกาย มันอ้าขากรรไกรกว้าง และกระโจนเข้าใส่ฉัน



NEKOPOST.NET